หมอเทวดาเหลียงกุ่ยหรานเป็นคนเงียบขรึม ทว่าอุปนิสัยเดิมก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก ตอนเป็นมนุษย์ก็เป็นเช่นชายหนุ่มทั่วไป มีความใฝ่ฝันอยากเป็นหมอ เนื่องจากคนรักในวัยเด็กของเขานั้นร่างกายอ่อนแอมักป่วยกระเสาะกระแสะ ดั้นด้นเดินทางไปร่ำเรียนอยู่นานหลายปี พอมีวิชาติดตัวอยู่บ้างก็กลับมาตกแต่งภรรยา นางเป็นสหายในวัยเด็ก ทั้งยังเป็นรักแรกของเขาภรรยาของเหลียงกุ่ยหรานเป็นสตรีร่างเล็กบอบบาง นิสัยอ่อนโยน จิตใจดีงาม ทั้งยังสดใสร่าเริง แม้กายจะผอมแห้งจนใบหน้าซูบตอบ แต่รอยยิ้มไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าของนางเลย เหลียงกุ่ยหรานรักและทะนุถนอมภรรยาเป็นอย่างมากทว่าร่างกายที่อ่อนแอและโรคภัยที่ไม่มีทางรักษาของนางก็ทรุดลงอีก กระทั่งจะลุกขึ้นนั่งก็กลายเป็นเรื่องยากลำบาก นอนหายใจเฉยๆ ยังรู้สึกเหนื่อย ร่างกายซูบลงไปจนกระทั่งเหลือเพียงหนังติดกระดูก หมดความอยากอาหาร แม้ฝืนกินลงไปเพราะสามีคะยั้นคะยอ แต่ไม่นานก็อาเจียนออกมาจนหมดเหลียงกุ่ยหรานทุกข์ใจ เมื่อวิชาแพทย์ของตนไม่อาจรักษาอาการของภรรยาได้ เขาพานางมายังหุบเขาลูกหนึ่งที่มีสิ่งแวดล้อมดี บรรยากาศบริสุทธิ์ ด้วยคาดหวังว่าจะทำให้อาการของนางทุเลาลงไปได้บ้าง แต่ก็เปล่าประโยชน์ อาการของนางยังคงทรุดหนักลงเรื่อยๆเหลียงกุ่ยหรานไม่อาจทำใจได้ เมื่อคิดว่าเป็นเพราะวิชาแพทย์ของตนนั้นยังไม่เพียงพอ จึงหมายใจออกเดินทางไปกราบอาจารย์และเสาะหาความรู้เพิ่มเติม ผู้เป็นภรรยาห้ามไว้ด้วยท่าทีอ่อนแรง นางไม่ขออะไร นางขอเพียงให้เขาอยู่กับนาง ปรารถนาเพียงให้คนรักอยู่ด้วยจนลมหายใจสุดท้ายเหลียงกุ่ยหรานรักภรรยาเกินกว่าจะทนเห็นนางจากไปโดยที่ตนไม่ลองพยายาม จึงยืนยันจะจากไป เขาให้คำมั่นว่าจะไปเพียงปีเดียว ปีเดียวเท่านั้น ขอให้นางอยู่รอเขาจนกว่าจะกลับมา แม้ว่าผู้เป็นภรรยาจะเอ่ยปากอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนใจของเหลียงกุ่ยหรานได้ ก่อนจากไป เขาจ้างให้หญิงชราผู้หนึ่งมาคอยดูแลภรรยา แล้วลงจากเขาไปเหลียงกุ่ยหรานเป็นผู้มีพรสวรรค์ แม้เขาจะเป็นเพียงชายหนุ่มที่เกิดจากหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ แต่ด้วยออกเดินทางหาความรู้ตั้งแต่เด็ก ทำให้วิสัยทัศน์เปิดกว้าง ความคิดก้าวไกลเหลียงกุ่ยหรานเดินทางกลับไปหาอาจารย์ผู้สั่งสอนวิชาแพทย์ให้ตน อาจารย์ผู้นั้นเป็นเซียนแพทย์ที่ลงมาแสวงบุญ รอนแรมช่วยมนุษย์และสั่งสอนลูกศิษย์ที่คู่ควรอยู่นานหลายร้อยปี เขาบอกความจริงนี้แก่เหลียงกุ่ยหรานผู้เป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายก่อนที่ตนจะกลับขึ้นสวรรค์ เหลียงกุ่ยหรานดีใจเป็นอย่างมาก เอ่ยขอร้องผู้เป็นอาจารย์ว่าตนต้องการเรียนรู้วิชาแพทย์จากเขาทั้งหมด หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในหนึ่งปีเซียนผู้นั้นยินดีที่จะสั่งสอน เนื่องด้วยเหลียงกุ่ยหรานเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นผู้มีมานะพากเพียร หนักเบาไม่เคยเกี่ยง บอกให้ทำอะไรก็ทำโดยไม่โอดครวญ ในหลายร้อยปีที่ลงมาสั่งสมบุญเพื่อให้ได้เลื่อนขึ้นสู่การเป็นเทพครั้งนี้ เซียนแพทย์รับลูกศิษย์มาไม่น้อย แต่มีเพียงสองคนเท่านั้นที่มีพรสวรรค์ตามที่ต้องการ ศิษย์อีกคนเป็นสตรี นางเป็นชนเผ่าเนตรสวรรค์ ร่ำเรียนวิชาไปก่อนหน้าที่จะเจอกับเหลียงกุ่ยหรานนานแล้ว น่าเสียดายที่นางสนใจในศาสตร์เวทมากกว่าวิชาแพทย์ ดังนั้นนางจึงร่ำเรียนวิชาแพทย์ไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น จากนั้นก็ขอตัวลาเพื่อมุ่งมั่นในการฝึกตนต่อไปได้ยินว่าไปก่อเรื่องครั้งใหญ่ไว้ กลายเป็นผู้มีชื่อเสียง บรรลุกลายเป็นเซียนไปแล้วเหลียงกุ่ยหรานเป็นผู้มีพรสวรรค์ทั้งการแพทย์และการฝึกยุทธ์ ทว่าเขากลับมีใจมุ่งมั่นที่จะร่ำเรียนเพียงแต่วิชาแพทย์ ทั้งยังขอแบบภายในหนึ่งปี หนึ่งปีหลังจากนี้ขอร่ำเรียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจารย์เซียนสงสัยจึงสอบถาม เหลียงกุ่ยหรานเล่าเรื่องภรรยาให้ผู้เป็นอาจารย์ฟัง อีกฝ่ายฟังแล้วถอนหายใจ ไล่ให้กลับไปดูใจภรรยาเสีย ทว่ายามนั้นเหลียงกุ่ยหรานดื้อรั้น ผู้เป็นอาจารย์จึงจนใจ กล่าวกับเขาว่าเช่นนั้นก็อย่าได้เสียใจภายหลังมากนัก จากนั้นก็สั่งสอนให้เท่าที่จะสอนให้ได้ภายในหนึ่งปีสั้นๆเหลียงกุ่ยหรานเคยเอ่ยปากขอร้องให้อาจารย์เดินทางไปรักษาภรรยาของตนอยู่หลายครั้ง ทว่าเซียนแพทย์ก็ปฏิเสธทุกครั้ง เขากล่าวว่า เรื่องบางเรื่องตนก็ยากจะยื่นมือ ขอให้ผู้เป็นศิษย์เข้าใจความลำบากใจนี้ด้วยเหลียงกุ่ยหรานจึงร่ำเรียนไม่หยุดหย่อน หนึ่งปีก็เรียนรู้ไปได้มากโข ก้าวหน้าจนผู้เป็นอาจารย์อดที่จะชื่นชมในใจไม่ได้ จากนั้นก็ขอลากลับไปหาภรรยาก่อนจากมา อาจารย์เซียนกล่าวกับเขาว่า ‘กุ่ยหราน คนเราต่างก็มีชะตาเป็นของตนเอง เจ้าก็มีของเจ้า ภรรยาของเจ้าก็มีเป็นของนางเองเช่นกัน แม้เจ้าจะมีวิชาแพทย์ที่เก่งยิ่งกว่าอาจารย์ก็ไม่อาจฝ่าฝืนชะตาได้ โชคชะตานั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่บางครั้งก็ทำให้ดีใจ บางครั้งก็ทำให้โศกเศร้าเสียใจ อาจารย์ยังเหลือเวลาอยู่อีกเล็กน้อยก่อนจะกลับขึ้นสวรรค์ หากสิ่งที่เจ้าตั้งใจไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็กลับมาหาอาจารย์เถิด พรสวรรค์ของเจ้าเป็นสิ่งล้ำค่า ความรู้ทั้งหมดของอาจารย์สามารถถ่ายทอดให้แก่เจ้าได้’ยามนั้นเหลียงกุ่ยหรานไม่ได้นึกเอะใจอะไร เขายังเป็นคนหนุ่มที่มีความมั่นใจและทะนงตนอยู่มาก มั่นใจมากว่าด้วยความรู้ตอนนี้ ตนสามารถรักษานางผู้เป็นที่รักได้อย่างแน่นอน จึงกลับไปด้วยความมั่นใจทว่าเมื่อกลับมาแล้วกลับพบเพียงหญิงชราที่ว่าจ้างให้คอยดูแลภรรยาเอาไว้เท่านั้น หญิงชราผู้นั้นรั้งอยู่เพื่อรอคอยชายหนุ่มตามที่ภรรยาของเขาขอร้องเอาไว้ นางส่งมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้แก่เขา แล้วชี้จุดที่ได้ฝังร่างภรรยาของเขาไว้ ก่อนจะจากไปเหลียงกุ่ยหรานหัวใจแตกสลาย เมื่อสิ่งที่ร่ำเรียนมานั้นเปล่าประโยชน์ ภรรยาที่รักได้ตายจากไปหลายเดือนแล้ว หญิงชราบอกเขาว่าหลังจากตนลงเขาไปเพียงสามเดือนนางก็สิ้นใจจากไปแล้ว ด้วยตนได้รับเงินมาแล้ว ทั้งยังถูกขอร้องจากคนใกล้ตาย นางจึงยังคงอยู่รอชายหนุ่มยืนนิ่งงันอยู่หน้าหลุมศพ ด้านบนมีต้นกล้าต้นหนึ่งที่หญิงชราปลูกเอาไว้ เหลียงกุ่ยหรานยืนอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน ยืนนิ่งไม่ขยับหรือเคลื่อนไหว ราวกับไม่ใช่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ จิตใจของเขาล่องลอยไปไกล เขาไม่ร้องไห้ ไม่แสดงอาการใดๆ ไม่มีน้ำตา แต่ภายในเจ็บปวดจนยากจะทานทนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็สุดรู้ ร่างที่หยุดนิ่งเริ่มเคลื่อนไหว เขาเปิดจดหมายขึ้นอ่าน ข้อความในจดหมายทำให้น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งออกจากดวงตา จากนั้นก็หยดลงบนกระดาษ น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ ไร้เสียงร่ำไห้ท่านพี่ ข้าขอโทษที่ไม่อาจรักษาสัญญาเอาไว้ได้ ข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ ความปรารถนาของข้ามีเพียงแค่อยากให้ท่านอยู่ด้วยจนลมหายใจสุดท้ายเท่านั้น แต่ข้าไม่อาจทำใจดับความหวังของท่านลง กุ่ยหราน ท่านอย่าได้โทษตัวเองไปเลย เป็นข้าเองที่เห็นแก่ตัว อยากเห็นท่านมีความสุข ไม่อยากจากไปด้วยความโศกเศร้า แต่การอยู่โดยไร้ท่านกลับเศร้าใจยิ่งนักเหลียงกุ่ยหราน ท่านเป็นบุรุษที่ดีที่สุดสำหรับข้า ขอบคุณที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อข้า ข้าขอโทษที่ไม่อาจอยู่กับท่านจนผมขาวได้ ข้าขอโทษที่ไม่สามารถทำหน้าที่ภรรยา ไม่อาจมีบุตรให้ท่าน สิ่งที่ข้าเหลือไว้คือต้นกล้าที่ปลูกเหนือหลุมศพของข้า มันคือต้นสน ชีวิตของข้าไม่ยืนยาว แต่ต้นสนต้นนั้นจะมีชีวิตต่อไปอีกยาวนาน มันจะอยู่กับท่านตลอดไปท่านอย่าได้เข้าใจข้าผิด ข้าไม่ต้องการให้ท่านยึดติดกับข้ามากเกินไปนัก กุ่ยหราน ชาติหนึ่งได้อยู่กับท่านก็มากพอแล้ว ข้ามีความสุขมาก ท่านอย่าผูกมัดตนเองกับข้ามากเกินไป แต่อย่าได้ลืมข้าเลย เมื่อเจอคนที่ดี หากนางรักท่านและท่านก็รักนาง ท่านอย่าลังเล อย่าปล่อยนางไป ข้าจะอวยพรให้ท่านมีความสุขตลอดไป ข้ารักท่าน จากซือเย่เหลียงกุ่ยหรานทรุดตัวร่ำไห้อยู่นาน ที่แท้แล้วนางก็ไม่ได้อยากจะให้ตนไป เหตุใดตอนนั้นตนจึงไม่ฟังนาง นางเพียงอยากจะให้ตนอยู่ด้วยจนวาระสุดท้าย แต่เขา...เขากลับ...เหลียงกุ่ยหรานกล่าวน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าขอโทษ ซือเย่ ข้าขอโทษ...”