บทที่ 37
เปลี่ยนที่อยู่
เกี่ยวกับกฎการเข้าพักอาศัย ผู้ดูแลก็ทำการอธิบายคร่าวๆให้แล้ว โดยที่เขาแจ้งเอาไว้ก่อนว่าบ้านที่อยู่รอบๆล้วนแล้วเป็นเรือนพัก ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของหอการค้าเหรียญสวรรค์แล้วก็ตระกูลอู๋ร่วมมือกัน แน่นอนว่าความปลอดภัยของคนนอกที่จะบุกรุกเข้ามาสร้างความเดือดร้อนภายในแถบนี้แทบจะไม่ต้องกังวล
เรื่องความปลอดภัยทางหอการค้าเหรียญสวรรค์ตกอกรับประกัน แถมได้สัญญายังบอกว่าถ้าเกิดว่ามีคนเข้ามาสร้างความเดือดร้อนจริงๆจะยอมยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลาสามเดือนเป็นการไถ่โทษ
เพียงแต่ว่าภายในกฎเกณฑ์การเข้าพักเองก็ มีกฎที่ห้ามคนที่อยู่อาศัยมีปัญหากับแขกคนอื่นที่พักอาศัยเช่นเดียวกัน
ถ้าเกิดว่ามีปัญหารู้มีข้อขัดแย้ง สามารถจับมือกันมาแล้วก็มายังหอการค้าเหรียญสวรรค์ เพื่อให้หอการค้าเหรียญสวรรค์ช่วยคลี่คลายความขัดแย้งได้ แต่ห้ามลงมือต่อสู้กันเด็ดขาด ถ้าเกิดว่าลงมือการต่อสู้กันและสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่บริเวณแถบนี้จะต้องชดใช้อย่างหนัก
ส่วนข้อกำหนดอื่นๆก็แทบจะไม่มีอะไรสำคัญแล้ว เป็นข้อกำหนดเล็กน้อยที่ไม่ได้ไปส่งผลอะไรกับการใช้ชีวิต
จางหยุนจึงทำสัญญาแล้วก็จ่ายเงินค่าเช่าอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็ได้รู้ว่าเรือนพักผู้บำเพ็ญแบบนี้ ที่อยู่บริเวณรอบๆมีทั้งหมดยี่สิบสี่หลัง มีแขกเข้าพักไปแล้วยี่สิบหลังในตอนแรกเหลืออีก 4 หลังที่ยังคงว่างอยู่
ส่วนเรือนพักข้างๆของจางหยุนทางซ้ายและขวาล้วนแล้วมีแขกที่เข้าพักแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้
หลังจากที่พูดคุยสัญญาแล้วก็จ่ายเงินจนเสร็จ ผู้ดูแลผู้นั้นก็อวยพรและสั่งกำชับว่าถ้าเกิดว่ามีเรื่องอะไรเรียกเขาได้ทุกเมื่อ
จางหยุนค่อนข้างพึงพอใจกับการให้บริการในครั้งนี้ เขาไม่จำเป็นจะต้องย้ายของมาเลยเพราะว่าของทั้งหมดล้วนแล้วอยู่ในแหวนเก็บของอยู่แล้ว เพราะแบบนั้นจึงเข้าพักภายในสถานที่แห่งนี้ได้ในทันที
จางหยุนเดินสำรวจภายในเรือนพักแห่งนี้อีกครั้ง ในขณะที่เดินอยู่ก็ลองสำรวจปราณวิญญาณที่ไหลเวียนภายในอากาศไปด้วย
เมื่อเห็นความหนาแน่นของปราณวิญญาณเขาก็ยิ่งพึงพอใจ ภายในหุบเขาอวี้เฟิงเป็นสถานที่ที่มีปราณวิญญาณหนาแน่นมากกว่าราชวงศ์ในโลกมนุษย์ นี่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าสำหรับผู้บำเพ็ญสถานที่ที่พวกเขาใช้ในการบำเพ็ญเพียร มันก็สามารถทำให้ปราณวิญญาณหนาแน่นมากขึ้นไปอีกได้
ถ้าเกิดว่าปราณวิญญาณในสถานที่ที่ฝึกฝนหนาแน่นมากเท่าไหร่ ความรวดเร็วในการหยิบฉวยปราณพวกนั้นมาใช้ก็จะยิ่งรวดเร็วมากขึ้น
ยิ่งวิธีการที่ทำให้ปราณในสถานที่ที่ตนเองฝึกบำเพ็ญหนาแน่นมากขึ้นกว่าปกติ มันก็คือการใช้ค่ายกลรวบรวมปราณวิญญาณ
ค่ายกลรวบรวมปราณวิญญาณ มันคือค่ายกลที่ช่วยรวมปราณวิญญาณภายในอากาศ ดูดกลืนเข้ามาภายในค่ายกลแล้วก็กักเก็บให้หนาแน่นมากขึ้น นี่ทำให้สถานที่ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ที่ใช้ในการฝึกฝนมีปราณวิญญาณหนาแน่นเป็นพิเศษ
หุบเขาอวี้เฟิงมีความหนาแน่นปราณวิญญาณมากอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อยิ่งใช้ค่ายกลนี้ในสถานที่ที่ตนเองพักอาศัย ปราณวิญญาณที่อยู่ภายในที่พักอาศัยของตนเองจะหนาแน่นยิ่งกว่าภายในหุบเขาอวี้เฟิงเสียอีก
ในตำราที่จางหยุนได้รับทำให้เขารู้ว่า ค่ายกลรวบรวมปราณวิญญาณ ถือว่าเป็นหนึ่งในค่ายกลที่สำคัญมากสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยให้การฝึกฝนนั้นรวดเร็วขึ้น
ภายในโรงเตี๊ยมนภาสงบก่อนหน้านี้ มันเองก็มีค่ายกลรวบรวมปราณวิญญาณระดับหนึ่งถูกฝังเอาไว้ ทำให้ภายในโรงเตี๊ยมมีปราณวิญญาณที่หนาแน่น ทำให้การฝึกฝนภายในนั้นรวดเร็วเป็นพิเศษ
เพียงแต่ว่าปราณวิญญาณที่ถูกกักเก็บเอาไว้ภายในโรงเตี๊ยม จะถูกเหล่าแขกมากมายในโรงเตี๊ยมแบ่งกันใช้งาน เพราะว่ามันมีค่ายกลรวบรวมปราณวิญญาณแค่อันเดียว
แต่สำหรับเรือนพักส่วนตัวเช่นนี้ แต่ละเรือนพักส่วนตัวจะมีค่ายกลวบรวมปราณวิญญาณถูกฝังเอาไว้ เพราะแบบนั้นความหนาแน่นของปราณวิญญาณย่อมมากกว่าโรงเตี๊ยมเซียนธรรมดาอยู่แล้ว
นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงแม้ว่าจะมีโรงเตี๊ยมเซียนอยู่แล้ว แต่ผู้บำเพ็ญภายในเมืองเองก็ยังใฝ่ฝันแล้วก็ยังต้องการที่จะมีเรือนพักส่วนตัวแบบนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องวกกลับมา 4 ปัจจัยที่เป็นที่ต้องการในการบำเพ็ญเพียร เคล็ดวิชา สมบัติวิเศษ คู่บำเพ็ญ แล้วก็สถานที่
ในฐานะหนึ่งในสิ่งที่จำเป็นในเส้นทางแห่งการบำเพ็ญ สถานที่นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
แน่นอนว่าสถานที่ในที่นี้อาจจะไม่ใช่ที่พักอย่างเดียว สำนักผู้บำเพ็ญเองก็อาจจะเรียกว่าเป็นสถานที่ในการฝึกตนได้
แต่สำหรับจางหยุนในยามนี้สถานที่สำหรับเขามันคือที่พักเช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรเขาเองก็ไม่มีเส้นสายกับสำนักพวกนั้นอยู่แล้ว แทบจะไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าร่วมสำนักพวกนั้นเลย
ในข้อมูลตำราที่เขาได้รับมา จางหยุนเคยอ่านเจอว่าสำนักต่างๆ ล้วนแล้วค้นหาเมล็ดพันธุ์ต้นกล้าที่มีอายุน้อยๆ เพื่อรับไปเป็นลูกศิษย์ของสำนักเซียน
ส่วนเขาในตอนนี้ที่เป็นชายวัยกลางคนแล้ว จางหยุนคิดว่าแทบจะไม่มีโอกาสที่เขาจะได้เข้าสู่สำนักเซียน อาจจะต้องเป็นผู้บำเพ็ญอิสระไปตลอดทั้งชีวิต
จางหยุนเดินมายังห้องนอนของตนเอง ทิ้งกายลงบนเตียงนุ่มสบาย เขาแทบจะปล่อยตัวปล่อยกายของตนเองให้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ เขานอนมองเพดานของห้องนอนที่ถูกตกแต่งอย่างงดงาม ดวงตาของเขาเหม่อลอยไปครู่นึงก่อนที่จะดึงสติของตนเองกลับมา
“มีเรือนพักของตนเองแล้ว แต่ถ้าเกิดว่าอยากจะอยู่ในที่ดีๆแบบนี้ต่อไป ก็คงจะต้องหาเงินให้ได้มากขึ้น” จางหยุนพึมพำกับตนเอง ในขณะที่ค่อยๆหลับตาลง จากนั้นเขาก็เผลอหลับไป
อาจจะเป็นเพราะว่าตั้งแต่ก้าวเข้ามาภายในหุบเขาอวี้เฟิง จางหยุนในตอนที่ยังปรับตัวกับโลกของผู้บำเพ็ญไม่ได้ ในตอนนั้นเขาแทบจะไม่ได้ผ่อนคลายเลยถึงแม้ว่าจะหลับพักผ่อนแต่ก็หลับไม่สนิทนัก
ในตอนนี้เมื่อเริ่มตั้งหลักแล้วก็เริ่มคุ้นชินกับโลกแห่งการบำเพ็ญ จางหยุนเลยเริ่มรู้สึกผ่อนคลายในตอนนี้จึงหลับได้อย่างสบายใจ
จางหยุนพี่หลับไปสักพักนึง เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นช่วงยามเย็นแล้ว เขานำเอาเนื้อของสัตว์อสูรที่ตนเองนั้นแขวนเอาไว้ออกมาทำอาหาร
ภายในครัวของเรือนรับแห่งนี้มีเครื่องครัวที่ค่อนข้างพิเศษ เพราะว่ามันเป็นเครื่องครัวที่มีลวดลายค่ายกล มันเป็นเหมือนกับเครื่องครัววิเศษ
ถึงแม้ว่าจะเป็นของที่ไม่ใช่ของธรรมดา แต่แน่นอนว่าระดับของมันไม่ได้สูงพอถึงระดับสมบัติวิเศษอย่างแน่นอน
นี่ก็เป็นเพียงแค่เครื่องครัวที่มีค่ายกล ช่วยให้สามารถทำอาหารเนื้ออสูรได้ง่ายดายขึ้นเท่านั้น