.....อานทาวน์ มหานครเซ็นเตอร์.....
เยว่ซินเดินมาจนถึงถนนปูหินที่ทอดยาวไปสู่โซฮาร์ถนนเส้นนี้เป็ถนนที่เขากับเพื่อนๆเดินไปเรียนด้วยกันบ้านของเยว่ซินอยู่ไม่ไกลจากสถาบันโซฮาร์นัก เขาสามารถเดินมาเจอเพื่อนๆที่หน้าทางแยกตรงถนนปูหินนี้ได้ แต่บ้านของสองแฝดกับที่พักของซวนหยางอยู่ห่างออกไปทั้งสามคนก็เลยต้องเดินทางด้วยยานโดยสารแล้วมาเจอกันกับเขาที่หน้าถนนเส้นนี้แทน
หน้าแยกถนนใหญ่ในอานทาวน์นั้นมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองเหนือน่านฟ้าสีครามเต็มไปด้วยยานโดยสารและยานขนส่งหลากรูปแบบมีฝูงโดรนไร้คนขับของผู้พิทักษ์คอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยให้ประชากรและยังมีหุ่นยนต์คอยให้บริการตามท้องถนนอีกด้วย ผู้คนมากมายต่างเดินกันให้ขวักไขว่อยู่ในมหานครเซ็นเตอร์สถานที่ที่มนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม
“อาเยว่ ทางนี้ๆ สุดหล่ออยู่ทางนี้”สองแฝดเล่อเล่ยโบกมือให้เยว่ซินอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นเขาเดินมาจนถึงสี่แยกถนนใหญ่ เยว่ซินก็เลยโบกมือทักทายก่อนจะมองหาซวนหยางไปด้วย
“อ้าว...ซวนหยางยังไม่มาหรอ”
"ยังเลย ดูเหมือนว่าเขาจะกำลังตั้งใจเรียนอยู่นะ”
“หา??? อย่างหมอนั่นเนี่ยนะ”
“ใช่...เมื่อคืนพวกเราส่งคัมภีร์เบิกเนตรคอลเลคชันใหม่ที่กำลังจะวางขายไปให้เขาดูเขายังไม่สนใจเลย” เยว่ซินรู้สึกแปลกใจมากที่ได้ยินแบบนั้นั้แ่เป็เพื่อนกันมาเขายังไม่เคยเห็นว่าซวนหยางจะตั้งใจเรียนเลยสักครั้งเดียวเข้าเรียนก็เอาแต่แอบนอนหลับ ไปเรียนก็เอาแต่หลีหญิง หนังสือเรียนไม่เคยอ่านอ่านแต่คัมภีร์ลามก ตอนสอบก็มีแต่สอบตก วิชาไหนสอบผ่านก็ผ่านแบบคาบเส้นพอดีแถมยังตีกันกับชาวบ้านเขาไปทั่วอีกต่างหากดูยังไงพฤติกรรมของซวนหยางก็ห่างไกลจากคำว่าตั้งใจเรียนอย่างไม่มีวันเฉียดเข้าไปใกล้เลยสักนิด
“ทำไมนายต้องทำหน้าสยองขนาดนั้นด้วยล่ะ อาเยว่”
“จริงด้วย อาหยางของพวกเราอาจจะกลับตัวกลับใจเพราะโตเป็ผู้ใหญ่แล้วก็ได้นะ”
“ไม่มีทางแน่นอน กว่าหมอนั่นจะโตเป็ผู้ใหญ่ พวกเราคงหมดอายุขัยกันพอดี”สองแฝดหัวเราะก๊ากออกมาเมื่อได้ยินเยว่ซินว่าอย่างนั้น
“ฮ่าๆๆ นายคิดได้ยังไงเนี่ย”
“จริงด้วย เปรียบเทียบซะเห็นภาพเลย”คู่แฝดเล่อเล่ยพากันหัวเราะซวนหยางซะจนท้องคัดท้องแข็งไปหมดทำให้เยว่ซินพลอยหัวเราะไปด้วย
“นายอย่าไปว่าร้ายอาหยางขนาดนั้นเลยน่า เขาอาจจะโตขึ้นบ้างแล้วก็ได้นะ”
“จริงด้วย ปีนี้เป็ปีที่เขาอายุครบ 25 แล้วนี่สำหรับอัลฟ่า 25 ปีถือว่าโตเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะสามารถแต่งงานมีลูกได้เลยล่ะ” เยว่ซินส่ายหน้าให้สองแฝดอย่างจริงจัง
“ไม่มีทางแน่นอน เชื่อฉันสิ.... ฉันกล้าเอาเหรียญทองทั้งกระเป๋าไปพนันเลยหมอนั่นจะโตเป็ผู้ใหญ่ได้ยังไง ทุกวันนี้เขายังหุงข้าวไม่เป็เลยด้วยซ้ำหุงข้าวก็ไม่เป็ทำกับข้าวก็ไม่เป็แถมยังไม่ยอมกินอาหารจากเชฟอัตโนมัติอีกต่างหากที่สำคัญเพียงแค่ต้นเดือนเท่านั้นเงินในการ์ดของหมอนั่นก็หมดเกลี้ยงไปซะแล้วนั่นแปลว่าอะไรพวกนายรู้มั้ย” สองแฝดพากันส่ายหน้าเบาๆ
“ก็แปลว่าฉันต้องเลี้ยงเ้าอัลฟ่าหื่นนั่นไปจนถึงสิ้นเดือนเลยยังไงล่ะแถมเขายังไม่ยอมใช้หนี้ฉันอีกต่างหาก...จริงสิ พูดถึงเื่หนี้คอยดูนะฉันจะเก็บหนี้ไอ้บ้านั่นไม่ให้ขาดเลยสักบาทเดียวหนี้เก่าบวกหนี้ใหม่บวกหนี้ในอนาคต รวมดอกเบี้ยแบบคนกันเองและค่าบริการอื่นๆแล้วก็ค่าเสียเวลากับค่าอารมณ์เสียด้วย” ว่าแล้วเยว่ซินก็รีบดึงดีการ์ดออกมาก่อนจะใช้สมองอันชาญฉลาดของตัวเองคำนวนเงินในหัวยกใหญ่จากนั้นก็จดหนี้ของซวนหยางลงไปอย่างตั้งอกตั้งใจและแน่นอนว่าต้องมีดอกเบี้ยแบบคนกันเอง ค่าบริการทำงานบ้าน ค่าเขียนรายงาน และค่าทำงานวิจัยรวมอยู่ในนั้นด้วยพอสองแฝดเห็นเยว่ซินคิดเงินซวนหยางอย่างหนักหน่วงขนาดนั้นก็หันมามองหน้ากันด้วยความสยอง
“ฉันว่ารายได้หลักของอาเยว่น่าจะไม่ได้มาจากการทำงานพิเศษที่ศูนย์ระวังภัยของผู้พิทักษ์หรอก”
“นั่นน่ะสิ...น่าจะมาจากการเก็บดอกเบี้ยแบบคนกันเองซะมากกว่า”ว่าแล้วสองแฝดก็แอบเอามือมาจับกันแน่นเพื่อทำสัญญา
“อาเล่ย นายห้ามยืมเงินอาเยว่อย่างเด็ดขาดเลยนะ”
“ได้เลยพี่ชาย ต่อให้ต้องอดตายฉันก็จะไม่ยืมเงินอาเยว่อย่างเด็ดขาด”
“พวกนายว่าอะไรนะ??” เยว่ซินได้ยินไม่ถนัดก็เลยหันมาถามเพื่อนเห็นว่าสองแฝดกำลังกอดคอกันแล้วส่ายหน้ารัวๆ จนหัวสั่นหัวคลอนไปหมด
“เอาล่ะ เรียบร้อย” พอได้ยอดหนี้ที่พอใจแล้วเยว่ซินก็เก็บดีการ์ดใส่กระเป๋ากางเกงด้วยรอยยิ้ม
“อาเยว่น่ากลัวชะมัดเลย”
“จริงด้วย เริ่มสงสารอาหยางซะแล้วสิ”
“ถ้าพวกนายจะสงสารไอ้อัลฟ่าหื่นนั่น ฉันขอบอกว่าให้เปลี่ยนความคิดใหม่ได้เลยฉันต่างหากที่น่าสงสารพวกนายคิดดูแทนที่ฉันจะได้เก็บเงินที่หามาได้อย่างยากลำบากเข้าคลังฉันก็ยังต้องแบ่งเงินไว้ไปซื้อเนื้อมาให้หมอนั่นด้วยซื้อมาแล้วยังต้องทำกับข้าวให้กินอีกวันไหนที่หมอนั่นไปนอนที่บ้านฉันเขาก็จะแอบเนียนเอาเสื้อผ้าตัวเองมาให้ฉันซักตลอดงานบ้านก็ไม่เคยช่วยทำ มาเรียนก็ไม่เคยตั้งใจเรียนไหนจะเ้าเล่ห์หลอกลวงสารพัดให้ฉันทำวิจัยส่งให้นี่ยังไม่รวมค่ายาค่ารักษาที่ไบโอแลปหรือค่าปรับแล้วถ้าหมอนั่นสติแตกไปตีกันกับชาวบ้านเขาอีก ฉันก็ต้องไปประกันตัวทุกวันนี้ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าฉันเป็เพื่อนหรือว่าเป็พ่อซวนหยางกันแน่”เยว่ซินบ่นออกมาด้วยความโมโหทำให้สองแฝดเล่อเล่ยถึงกับมองเขาด้วยความเวทนาสุดหัวใจ
“อาเยว่ นายเหมือนอัลฟ่าร้ายๆ ที่ไปพลาดทำผู้หญิงท้อง แล้วมีลูกติดเลย”
“จริงด้วย ชีวิตนายโคตรรันทด ฉันแทบจะร้องไห้อยู่แล้วมันหดหู่มากจริงๆ”
“ก็นั่นไง...ฉันถึงได้บอกว่าคนอย่างหมอนั่นไม่มีวันโตเป็ผู้ใหญ่ได้หรอก”
“นายรู้ได้ยังไง”เสียงซวนหยางดังขึ้นที่ข้างหูทำเอาเยว่ซินถึงกับสะดุ้งสุดตัวเขารีบหันกลับไปมองที่ด้านหลังจึงได้เห็นว่าซวนหยางกำลังยืนอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ซะ...ซวนหยาง!!” เยว่ซินร้องออกมาด้วยความใหมอนี่มาั้แ่เมื่อไหร่กัน มาทันได้ยินเขานินทาหรือเปล่า
“นี่นายแอบนินทาฉันหรอ อาเยว่” คงไม่ต้องเดาแล้วสินะ หมอนี่ได้ยินจริงๆด้วย
“ทุกวันนี้นายกล้านินทาเพื่อนลับหลังแล้วหรอ”
“นินทาอะไร ฉันพูดเื่จริงทั้งนั้น...อาเล่อกับอาเล่ยยังเห็น.....ด้วย.....อ้าว??”เยว่ซินหมุนคอมองหาสองแฝดยกใหญ่แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะย้ายข้างไปยืนฝั่งซวนหยางซะแล้ว
“อาเยว่ นายใจร้ายมากเลย ไปว่าอาหยางแบบนั้นได้ยังไง”
“จริงด้วย ยิ่งโตยิ่งเืเย็น ไม่ไหวเลยจริงๆ ดีนะที่พวกเราไม่คล้อยตาม”
“หา???” เยว่ซินถึงกับช็อคเมื่อโดนแฝดนรกหักหลังเอาแบบนั้นซวนหยางเดินเข้ามาหาเพื่อนแล้วก้มลงไปส่องใบหน้าแดงเข้มนั้นใกล้ๆ
“นายเอาอะไรมาวัด ว่าฉันไม่มีวันโตเป็ผู้ใหญ่ เ้าอัลฟ่าแคระ”คนตัวเล็กกว่าถอยห่างออกมาจากร่างสูงตรงหน้าเล็กน้อย พอซวนหยางเห็นท่าทางระวังตัวแบบนั้นก็เลยขยับเข้าไปใกล้เขาอีก
“ว่าไง นายวัดความเป็ผู้ใหญ่ของฉันจากตรงไหน”
“ตรงนี้ไง” เยว่ซินเอานิ้วจิ้มหัวเพื่อนแรงๆไปทีซวนหยางก็เลยคว้ามือเล็กๆนั้นมากำไว้
“นายผิดแล้ว ความเป็ผู้ใหญ่ของฉันอยู่ตรงนี้ต่างหาก”ว่าแล้วซวนหยางก็เอามือของเยว่ซินมาวางลงที่อกของเขาทำเอาคนตัวเล็กกว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“ทะ..ทำอะไรของนาย”เยว่ซินรีบดึงมือของตัวเองออกมาจากอกของซวนหยางด้วยความใดวงตากลมโตที่จ้องมองเขาด้วยความหวั่นไหวนั้นทำให้ซวนหยางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง...เยว่ซินเป็อะไร?? ทำไมตอนที่ถูกเขาััร่างกายจะต้องเขินอายและมีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ลอยออกมาจากตัวด้วย
“อาเยว่ ทำไมนายถึง....”
“ไหนๆ พวกนายดูอะไรกัน”สองแฝดพุ่งเข้ามาดูซวนหยางบ้างทำให้เยว่ซินรีบถอยห่างออกไปจากซวนหยางทันทีอัลฟ่าหนุ่มมองใบหน้าแดงเข้มของเพื่อนสนิทด้วยความสงสัยเขาไม่เคยเห็นเยว่ซินมีอาการแปลกๆ แบบนี้เวลาที่ถูกอาเล่อหรืออาเล่ยััร่างกายเลยเยว่ซินเป็แบบนี้กับเขาแค่คนเดียว มันหมายความว่ายังไงกัน
“พวกนายดูอะไรกัน ทำไมเราไม่เห็นเลย”
“นั่นสิ สรุปแล้วความเป็ผู้ใหญ่ของอาหยางอยู่ตรงไหน” พอเพื่อนถามแบบนั้นซวนหยางก็เลยเอานิ้วจิ้มลงไปที่อกของตัวเอง
“นมหรอ!!!”สองแฝดร้องออกมาแล้วพากันแหวกอกเสื้อซวนหยางเข้าไปส่องดูข้างในยกใหญ่เยว่ซินถึงกับต้องหันหลังให้ไอ้พวกสามหื่นเพราะความอาย ทำไมเขาต้องมาอยู่แก๊งกับคนโรคจิตอย่างเ้าพวกนี้ด้วยนะนี่เขาไม่มีเพื่อนคนอื่นให้คบแล้วจริงๆ หรือยังไงกันวะ!!
“ไม่เห็นจะมีนมเลย หมดอารมณ์”
“จริงด้วย... มีแต่กล้ามเป็มัดๆ ชวนหดหู่สุดๆ” สองแฝดพูดด้วยความผิดหวังอู๋เจ่อเล่อกับอู๋เจ่อเล่ยถึงแม้จะเป็เบต้า แต่ก็มีรูปร่างสูงโปร่งไม่แพ้ซวนหยางพอพวกเขาสามคนก้มลงไปส่องดูนมกันในที่สาธารณะแบบนั้นมันก็เลยกลายเป็ภาพสุดอนาจารที่ทำให้เยว่ซินถึงกับทนดูไม่ได้เลย
ซวนหยางหัวเราะด้วยความตลกเมื่อเห็นว่าเยว่ซินอายจนพูดอะไรไม่ออกเห็นแบบนั้นเขาก็เลยกวักมือเรียกเยว่ซินให้มาดูนมเขาด้วย
“อาเยว่ นายก็อยากดูหรอ มาดูสิ”
“ไม่ล่ะ ฉันี้เีไปล้างตา” เยว่ซินพูดทั้งใบหน้าแดงเข้มทำเอาซวนหยางกับสองแฝดหัวเราะกันใหญ่ทั้งสี่คนออกเดินไปตามถนนปูหินที่ทอดยาวสู่โซฮาร์และคุยกันไปเรื่อยเปื่อย
“นี่อาหยาง แผลนายหายแล้วหรอ” อาเล่อถามเพื่อนด้วยความทึ่งจัดเมื่อวานซวนหยางเพิ่งจะตีกันกับเหลียงชุนมาหมาดๆแต่ผ่านไปแค่คืนเดียวรอยแผลแตกยับที่มุมปากของเขาก็หายไปซะแล้วเหลือไว้แค่ร่องรอยจางๆ ของาแเท่านั้นเอง
“มันก็เป็ปรกติอยู่แล้วนี่ ร่างกายของอัลฟ่ามีภาวะการฟื้นตัวเร็วกว่าเผ่าพันธ์อื่นโคตรขี้โกงเลย” อาเล่ยว่าเพื่อนด้วยความอิจฉา
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมแผลอาเยว่ไม่หายล่ะ”พออาเล่อว่าแบบนั้นทุกคนก็เลยหันไปมองเยว่ซินกันหมด
“นี่ไง เขายังมีแผลอยู่เลย” อาเล่อพูดแล้วเดินมาจับที่ใบหน้าของเยว่ซินพลางเอานิ้วจิ้มแผลที่มุมปากเขาไปด้วย
“อาเล่ยมันเจ็บ”
“ฉันอาเล่อต่างหาก” เบต้าหนุ่มพูดพลางชี้ไฝสองเม็ดใต้ตาให้เพื่อนดู
“นี่นายแยกกลิ่นพวกเราไม่ออกอีกแล้วหรอ”
“เอ่อ.... ฉันยังไม่หายป่วยน่ะ ขอโทษที” เยว่ซินบอกเพื่อนด้วยความรู้สึกผิดก็สองแฝดหน้าตาเหมือนกันบุคลิกกับนิสัยก็เหมือนกันจนแทบจะเป็คนๆ เดียวกันอยู่แล้วใครจะไปแยกออกกันล่ะ ซวนหยางมองเพื่อนอัลฟ่าของตัวเองแล้วขมวดคิ้วมุ่นเขาเดินเข้ามาใกล้ๆเยว่ซินแล้วยกมือแตะใบหน้ามอมแมมรกหนวดเคราที่ยังมีรอยแผลฟกช้ำนั้นบ้าง
“ไหน ขอดูหน่อยว่าทำไมแผลนายถึงได้หายช้าขนาดนี้” พอถูกซวนหยางััร่างกายใบหน้าของเยว่ซินก็แดงเข้มขึ้นมาทันที แล้วก็เป็อย่างที่ซวนหยางคิดเอาไว้เพียงแค่เยว่ซินอายเขาก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้ที่แสนบางเบานั้นอีกครั้ง....เยว่ซินเป็แบบนี้กับเขาแค่คนเดียวจริงๆด้วย แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่นะ
“ปล่อยได้แล้ว” คนตัวเล็กกว่ารีบปัดมือของซวนหยางออกจากหน้าของตัวเองก่อนจะถอยออกมายืนห่างๆ เขา
“เอ่อ.... ฉันแค่อยากรู้ว่าทำไมแผลนายถึงหายช้า” ซวนหยางบอกถึงแม้ว่าความจริงแล้วเขาอยากจะพิสูจน์ว่าทำไมเยว่ซินถึงอายเวลาถูกเขาััร่างกายต่างหาก
“อาเยว่ ทำไมแผลนายหายช้ากว่าอาหยางล่ะ”
“หรือว่านายาเ็หนักกว่าอาหยางหรอ” พอโดนเพื่อนๆรุมถาม เยว่ซินก็เลยต้องรีบหาทางเอาตัวรอดยกใหญ่
“เอ่อ...น่าจะเป็เพราะว่าระยะเวลาในการรักษาตัวของอัลฟ่าไม่เหมือนกันน่ะฉันไม่ได้แข็งแรงเท่าซวนหยางก็เลยแผลหายช้ากว่า”
“อ๋อ...แบบนี้นี่เอง” สองแฝดว่า
“เรา...เอ่อ...ไปกันเถอะ ฉันหิวแล้ว” เยว่ซินบอกทุกคนแล้วรีบเดินนำไปก่อนสองแฝดกับซวนหยางก็เลยรีบตามไปด้วยอัลฟ่าหนุ่มมองตามร่างบางของเพื่อนไปด้วยความรู้สึกสงสัยเมื่อกี้อาเล่อก็ััร่างกายของเยว่ซินเหมือนกันเขาไม่เห็นว่าเ้าอัลฟ่าแคระนั่นจะอายเลยแต่ทำไมพอเป็เขา...เยว่ซินถึงต้องอายทุกทีแถมยังมีกลิ่นหอมแปลกๆลอยออกมาจากร่างกายด้วย
“อาเล่อ อาเล่ย” ซวนหยางแอบเรียกเพื่อนเบาๆ
“อะไรหรอ”
“เอ่อ....พวกนาย ได้กลิ่นอะไรมั้ย??”เขาตัดสินใจถามสองแฝดเพราะเขาทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ได้แล้ว เมื่อคืนที่ตั้งใจทำวิจัยอยู่เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลยว่าทำไมถึงมีแต่เขาที่ได้กลิ่นเยว่ซินอยู่คนเดียว
“กลิ่นอะไร??”
“นั่นสิ นายตดหรอ??”
“ไม่ใช่ ฉันไม่ได้ตด” ซวนหยางรีบบอกเพื่อนเมื่อเห็นแฝดนรกพร้อมใจกันเอามือบีบจมูกแล้วมองเขาด้วยสายตารังเกียจอย่างโจ่งแจ้งขนาดนั้น
“นายรู้จักมารยาทผู้ดีบ้างหรือเปล่านี่มันยุคที่จิตใจของมนุษย์ถูกปฏิวัติให้เจริญแล้วนะ”
“จริงด้วย เดี๋ยวก็โดนผู้พิทักษ์จับข้อหาปล่อยแก๊สพิษในที่สาธารณหรอก”
“หน้าตาก็ดีมาตดในที่สาธารณะได้ยังไงกัน”
“พระเ้าให้ความหล่อมาแต่ไม่ได้บอกวิธีใช้สินะ เสียของสุดๆ” ซวนหยางถอนหายใจออกมาด้วยความเพลีย
“นี่พวกนาย ฟังกันหน่อย ฉันไม่ได้ตด!!”พอซวนหยางยืนยันเสียงดังขนาดนั้นสองแฝดก็เลยเอามือออกจากจมูก
“ก็แล้วไป ถ้าไม่ใช่กลิ่นตดแล้วกลิ่นอะไรล่ะ”
“เอ่อ...กลิ่นเหมือนดอกไม้”
“ก็ต้องได้กลิ่นอยู่แล้วสิ นี่มันสวนดอกไม้” คู่แฝดว่าพลางชี้มือไปที่สนามหญ้าหน้าโซฮาร์ที่ปลูกดอกไม้นานาพันธุ์เอาไว้หลายชนิด
“ไม่ใช่.... ฉันไม่ได้หมายถึงกลิ่นดอกไม้แบบนี้ฉันหมายถึงกลิ่นดอกไม้ที่ออกมาจากร่างกายของมนุษย์ต่างหากพวกนายได้กลิ่นบ้างหรือเปล่า”
“ไม่อ่ะ”
“กลิ่นใคร นายหรอ??”
“ไม่ใช่ฉัน”
“แล้วใคร อาเยว่หรอ??”
“เอ่อ...” พอซวนหยางอึกอักไปแบบนั้นคู่แฝดก็หันไปมองหน้ากันแล้วยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา
“เดี๋ยวๆ พวกนายจะทำอะไร”
“ก็ไปดมยังไงล่ะ” ซวนหยางช็อคไปทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้นถ้าเยว่ซินรู้ว่าเขาคิดอะไรแปลกๆละก็ เขาคงโดนเ้าอัลฟ่าแคระฆ่าตายแน่ๆ เลย
“เดี๋ยวๆ อาเล่อ อาเล่ย!!” แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้วสองแฝดวิ่งไปจนถึงตัวเยว่ซิน แล้วซุกหน้าลงไปที่เสื้อผ้าเขาเพื่อดมหากลิ่นดอกไม้กันยกใหญ่
“พวกนายทำอะไร??” เยว่ซินถามเพื่อนงงๆและเห็นว่าสองแฝดยังคงตั้งอกตั้งใจดมเสื้อผ้าของเขาอยู่
“อาเล่อ นายได้กลิ่นดอกไม้หรือเปล่า”
“ไม่เห็นจะได้กลิ่นดอกไม้เลย มีแต่กลิ่นน้ำหอมฉุนกึก”สองแฝดพูดด้วยความผิดหวัง ทำเอาเยว่ซินยิ่งหนักยิ่งกว่าเดิมซะอีก
“กลิ่นดอกไม้อะไร??” สองแฝดหรี่ตามองเพื่อนด้วยความสงสัย
“อาเยว่ นี่นายมีเมียแล้วจริงๆ ใช่มั้ย”
“หา??”
“ก็อาหยางบอกว่านายมีกลิ่นดอกไม้ติดตัวนายไปนอนกับผู้หญิงมาใช่มั้ยถึงได้มีกลิ่นดอกไม้ติดมาด้วยแบบนี้”
“บอกสัดส่วนกับสีชุดชั้นในของเธอมาเลยนะ!!!”เยว่ซินอึ้งไปทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น ซวนหยางได้กลิ่นดอกไม้ในตัวเขาอย่างนั้นหรอนั่นมันเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้!!แต่เยว่ซินยังไม่ได้ทำอะไรต่อด้วยซ้ำสองแฝดก็ลากซวนหยางเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว
“พะ...พวกนายจะทำอะไร!!”เยว่ซินถามเพื่อนด้วยความใ
“อาหยาง นายจมูกดีกว่าพวกเรา นายดมเลยเขาต้องแอบไปนอนกับผู้หญิงมาแน่ๆ”
“หา!! ดะ...เดี๋ยวสิ!!” ซวนหยางเองก็กำลังใอยู่เหมือนกัน
“ไม่ต้องหาแล้ว ดมเลย!!”ว่าแล้วสองแฝดก็กดหน้าซวนหยางลงไปหาซอกคอของเยว่ซินแบบไม่ทันได้ตั้งตัวทำเอาทั้งคู่ถึงกับช็อคไปทันที
เยว่ซินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเพราะความใเมื่อรับรู้ได้ว่าริมฝีปากร้อนผ่าวของซวนหยางกำลังจูบลงที่คอของเขาอยู่ร่างกายของเขาหยุดเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งแน่นอย่างควบคุมไม่ได้ผิวแก้มร้อนผ่าวราวกับถูกเผาด้วยไฟ และหัวใจกำลังเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง
เยว่ซินไม่รู้ตัวเลยว่ายิ่งหัวใจของเขาเต้นอย่างผิดปรกติมากเท่าไหร่ฟีโรโมนกลิ่นหอมก็ยิ่งหลั่งไหลออกมาจากร่างกายมากขึ้นเท่านั้นในขณะที่ซวนหยางเองก็กำลังใมากจนทำอะไรไม่ถูกไปเหมือนกันถึงแม้ว่าเขาจะสนิทกับเยว่ซินมากขนาดไหนก็ตามแต่เขาก็ไม่เคยล้ำเส้นความเป็เพื่อนไปััส่วนที่บอบบางต่อความรู้สึกของเยว่ซินแบบนั้นมาก่อนเลย
“อา...เยว่”ซวนหยางไม่เคยได้กลิ่นร่างกายที่หอมกรุ่นของเยว่ซินอย่างชัดเจนมากขนาดนี้มาก่อนนี่ไม่ใช่เพียงแค่กลิ่นหอมธรรมดาแต่เป็ฟีโรโมนที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อจู่โจมประสาทััของอัลฟ่าโดยตรงร่างกายของซวนหยางตื่นตัวต่อกลิ่นฟีโรโมนนั้นอย่างควบคุมไม่ได้หัวใจของเขาเต้นแรงมากอย่างที่ไม่เคยเป็เขารู้สึกอยากััเยว่ซินให้มากกว่านี้อีก นี่มัน....ความรู้สึกอะไรกันเหมือนกำลังถูกกลิ่นหอมหวานนั้น...ยั่วยวน...อยู่เลย
“เป็ไงบ้าง ได้กลิ่นมั้ย??”สองแฝดดึงหน้าซวนหยางออกมาแล้วถามด้วยความอยากรู้ อัลฟ่าหนุ่มยังคงพูดอะไรไม่ออกผิวหน้าขาวละเอียดของเขากำลังแดงเข้มเพราะความอายในขณะที่เยว่ซินเองก็กำลังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
สถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนใจแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันทำไมเขาถึงได้รู้สึกอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลจากสายตาของซวนหยางมากขนาดนี้เยว่ซินอดทนอย่างมากที่จะไม่อายแต่มันก็ห้ามไม่ได้เลยจริงๆเขาแทบจะมองหน้าซวนหยางไม่ได้อยู่แล้ว
“ทำหน้าแบบนี้แปลว่าไม่ได้กลิ่นแน่เลย”
“จริงด้วย น่าเบื่อชะมัด เราก็นึกว่าอาเยว่มีเมียแล้วซะอีก”สองแฝดว่าแล้วส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
“ไปกินข้าวกันเถอะ” ว่าแล้วสองแฝดก็เดินนำไปก่อนทิ้งให้ซวนหยางกับเยว่ซินยืนเงอะงะอยู่ตรงนั้นตามลำพัง
“เอ่อ....เมื่อกี้ ฉัน....ที่ฉันไป...เอ่อ...ที่คอของนาย ฉันขอ...ขอโทษที”เยว่ซินรีบยกมือกุมคอของตัวเองเอาไว้ทั้งใบหน้าแดงเข้มเขาพยายามสั่งให้ตัวเองลืมเื่เมื่อครู่นี้ไปถึงแม้ว่าร่างกายจะรู้สึกได้ถึงััของซวนหยางอย่างชัดเจนก็ตาม
“ไม่เป็ไร อาเล่อกับอาเล่ยก็...ชอบแกล้ง แบบนี้”ซวนหยางไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เยว่ซินเองก็เหมือนกัน พวกเขาต่างยืนเงียบอยู่ตรงนั้นจนซวนหยางตัดสินใจถามออกมา
“เอ่อ...อาเยว่ มันอาจจะฟังดูแปลกๆไปหน่อย แต่ฉันว่า...ฉันได้กลิ่น”
“นายคงจะสับสนน่ะ”
“หา??”
“เมื่อกี้อาเล่อกับอาเล่ยก็มาถามฉันเหมือนกันพวกเขาคิดว่ากลิ่นดอกไม้ในสวนหน้าโซฮาร์เป็กลิ่นของฉัน”เยว่ซินบอกเพื่อนแล้วหลบสายตาเขาลงซวนหยางขมวดคิ้วมุ่นแล้วมองดวงตากลมโตที่กำลังหวั่นไหวนั้นด้วยความสงสัยเวลาเยว่ซินโกหก มักจะหลบตาเขาเสมอ
“แต่ฉันว่าฉันได้กลิ่นดอกไม้จากตัวนาย มันหมายความว่ายังไง อาเยว่”คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเยว่ซินหล่นวูบไปทันที
“เอ่อ.... มัน....มันไม่ใช่กลิ่นของฉัน แต่เป็กลิ่นดอกไม้ในสวนต่างหากอีกอย่างหนึ่ง...ซวนหยาง” คนตัวเล็กกว่ามองใบหน้าของเพื่อนสนิทอย่างจริงจัง
“อัลฟ่าเพศชาย ไม่มีกลิ่นแบบนั้นหรอกนะนายน่าจะรู้ดี”คำพูดนั้นดูเหมือนจะทำให้ความสับสนของซวนหยางยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
โดยธรรมชาติแล้วอัลฟ่าเพศชายจะไม่ปล่อยฟีโรโมนใส่อัลฟ่าเพศเดียวกันพวกเขามักจะปล่อยจิตสังหารออกมาข่มขู่กันเพื่อแสดงความเป็ผู้นำเสียมากกว่าและกลิ่นกายของอัลฟ่าเพศชายก็ไม่ใช่กลิ่นที่หอมหวานเหมือนผู้หญิงแบบนั้นด้วยซวนหยางรู้เื่นี้ดีแต่เขาได้กลิ่นเยว่ซินแบบนี้มาตั้งหลายปีแล้ว แถมปีนี้ก็ยังเป็ปีที่ได้กลิ่นของเยว่ซินอย่างชัดเจนมากกว่าปีก่อนๆอีกด้วย
“ฉันมั่นใจ ว่าเป็กลิ่นของนาย” คำตอบของเขาทำให้เยว่ซินกำมือแน่น
“ทำไมถึงมีแต่ฉันคนเดียวที่ได้กลิ่นนาย”
“ฉัน...บอกไปแล้วไงว่า ไม่ใช่กลิ่นฉัน” ซวนหยางมองใบหน้าหวานละมุนนั้นอย่างจริงจัง
“นายจะให้ฉันพิสูจน์อีกครั้งมั้ย อาเยว่”เยว่ซินเงยหน้ามองเพื่อนด้วยความใดวงตาคมกล้าของซวนหยางจริงจังเกินกว่าที่เขาจะคิดว่าเป็เื่ล้อเล่นได้
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอยู่ดีๆซวนหยางถึงได้กลิ่นเขาขึ้นมา....หรือว่าเป็เพราะอายุของเขาครบ 25 ปีแล้ว หรือว่าเป็เพราะเหตุผลอื่นเยว่ซินกำมือเอาไว้แน่นและพยายามคิดหาคำตอบให้ตัวเอง แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงเขาก็ไม่รู้ว่าเขาทำพลาดตรงไหนถึงเผลอตัวให้ซวนหยางได้กลิ่นแบบนี้
“อาเยว่ ทำไมนายต้องอายเวลาถูกฉันััร่างกายด้วย”
“เอ่อ...”
“แล้วทุกครั้งที่นายอาย นายจะปล่อยฟีโรโมนกลิ่นเหมือนดอกไม้ออกมาตลอดเลยเื่แบบนั้นมันเกิดขึ้นกับฉันเพียงแค่คนเดียว เป็เพราะอะไรกัน”
“ฉัน....” เยว่ซินไม่รู้จะตอบซวนหยางว่ายังไงเขาบอกความจริงกับซวนหยางไปไม่ได้ แต่ถ้าจะให้หนีไปเฉยๆซวนหยางก็คงไม่ยอมง่ายๆเหมือนกัน
“อเยว่นายรู้คำตอบใช่มั้ย” เยว่ซินพยายามเค้นสมองคิดหาทางออกอย่างหนัก
“เอ่อ...น่าจะเพราะความไว้ใจน่ะ”
“หา?? ความไว้ใจ??” คนตัวเล็กกว่ากำมือแน่นแล้วพยายามรักษาสีหน้าของตัวเองให้ปรกติ
“ใช่...มันก็เป็เื่ธรรมชาติไม่ใช่หรอ พอไว้ใจก็จะไม่ค่อยระวังตัวพอไม่ระวังตัวร่างกายก็จะถูกสมองสั่งงานอย่างไร้การควบคุมเป็ความผิดของฉันเองที่ทำให้นายสับสน...ฉันต้องขอโทษด้วย”
“นายหมายความว่ายังไง”
“หมายความว่าเวลาที่ถูกคนอื่นััร่างกาย ทั้งอาเล่ออาเล่ยหรือว่านาย....ฉันก็รู้สึกไม่ต่างกัน” เยว่ซินหลบสายตาเพื่อนลงแล้วพูดสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของตัวเองออกไป
“ไม่ต่างกันงั้นหรอ”
“ใช่.... น่าจะเป็เพราะว่าฉันไม่ค่อยมีเพื่อนน่ะก็เลยไม่ค่อยชินเวลาที่ถูกคนอื่นััร่างกาย ไว้ฉันจะลองคิดเื่ออกเดทกับใครสักคนดูก็แล้วกันอาจจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้” ซวนหยางเงียบไปเมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้น เยว่ซินไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่เพราะใบหน้าของเขาดูเ็ามากซะจนเดาทางไม่ออกเลย ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันอยู่ตรงนั้นจนเวลาผ่านไปสักพัก
“นายจะไปนัดบอร์ดหรอ”
“อืม...ว่าจะลองไปดู”ซวนหยางขบกรามแน่นเมื่อได้ยินแบบนั้น
“นายมีผู้หญิงที่ชอบตอนไหนทำไมฉันไม่เห็นจะรู้เื่เลย”
“ฉัน...ยังไม่พร้อมที่จะบอกน่ะ”
“อ๋อ...ฉันคงไม่ใช่คนที่นายไว้ใจที่สุดอีกต่อไปแล้วสินะนายถึงไม่บอกเื่นี้กับฉัน” ใบหน้าของซวนหยางเ็าลงเรื่อยๆ จนเยว่ซินรู้สึกหวั่นใจ
“เธอเป็คนยังไง”
“เอ่อ...ก็เป็แค่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไป”
“ฉันคบกับนายมาเป็สิบปีแต่นายไม่เคยบอกเื่นี้กับฉันเลย....นายยังเห็นฉันเป็เพื่อนอยู่หรือเปล่า”เยว่ซินไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง เขาไม่ชอบเลยที่ถูกซวนหยางคาดคั้นแบบนี้
“ผู้หญิงคนนั้นก็คงจะได้กลิ่นนายเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ”
“ฉันบอกไปแล้วไงว่ามันไม่ใช่กลิ่นของฉันเลิกพูดถึงเื่กลิ่นประหลาดนั่นซักทีนายคิดว่ามันจะมีอะไรที่พิเศษมากไปกว่านี้งั้นหรอ มันไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ”อัลฟ่าหนุ่มกำมือแน่นก่อนจะมองเยว่ซินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังระคนเสียใจ
“ใช่...มันไม่มีอะไรพิเศษทั้งนั้นเอาเป็ว่าฉันขอให้นายเจอผู้หญิงดีๆ ที่นายถูกใจละกัน” ว่าแล้วซวนหยางก็เดินตามสองแฝดไปทำเอาเยว่ซินถึงกับพูดอะไรไม่ออก
ทั้งๆที่เขาเป็คนพูดเองว่าจะลองคบกับผู้หญิงดูแต่พอถูกซวนหยางสนับสนุนให้ไปคบกับคนอื่นจริงๆ ทำไมถึงได้รู้สึก...เหมือนถูกมือของซวนหยางบีบหัวใจอยู่เลยเขารู้ว่าทำไมซวนหยางถึงได้กลิ่นนั้นอยู่คนเดียว เขารู้เหตุผลพวกนั้นทั้งหมดแต่....เพื่อรักษาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาเอาไว้เขาจะไม่มีวันบอกเหตุผลนั้นกับซวนหยางอย่างเด็ดขาด
.
.
.
.... ห้องเรียน กายวิภาคศาสตร์....
สองแฝดกำลังขมวดคิ้วด้วยความเครียดอย่างหนักเพราะดูเหมือนซวนหยางกับเยว่ซินจะไม่พูดกันเลยสักคำั้แ่ไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารแล้วแถมวันนี้พวกเขายังไม่ชั่งน้ำหนักให้กันอีก...มันผิดปรกติชัดๆ
ที่สำคัญซวนหยางไปนั่งอยู่ด้านหลังสุดของห้องแล้วกำลังตั้งใจนอนหลับส่วนเยว่ซินก็มานั่งอยู่ด้านหน้าสุดของห้องและกำลังตั้งใจอ่านงานวิจัยจากการฉายโฮโลแกรมทำให้สองแฝดต้องแยกกันนั่งหลังห้องคนหนึ่งหน้าห้องคนหนึ่งเพราะกลัวว่าเพื่อนจะเหงานั่นเอง
“นี่...พวกนายทะเลาะกันหรอ” อาเล่อถามเพื่อนด้วยความสงสัยเวลาเพื่อนอัลฟ่าของเขาทะเลาะกันทีไรก็ต้องลำบากพวกเขาสองพี่น้องมาเป็กาวใจให้ทุกทีเลยแถมซวนหยางกับเยว่ซินยังทะเลาะกันบ่อยขึ้นทุกปีๆ อีกต่างหาก เหมือนคู่ผัวเมียที่อยู่กินกันมานานไม่มีผิด
“นายไปทำอะไรให้อาเยว่โกรธอีกล่ะ”
“ไม่ได้ทำ” ซวนหยางตอบทั้งที่ยังหลับตาอยู่
“ถ้าไม่ได้ทำแล้วพวกนายทะเลาะกันเื่อะไร”
“ฉันไม่ได้ทะเลาะกับเขาสักหน่อย”
“นายโกรธที่อาเยว่จะไปนัดบอร์ดหรอ”ซวนหยางลืมตาขึ้นมา พลางนึกถึงคำตอบของเยว่ซินที่สวนดอกไม้หน้าโซฮาร์ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดในใจ
“หมอนั่นจะไปนัดบอร์ดแต่ไม่บอกฉันสักคำคนเป็เพื่อนกันเขาทำแบบนี้หรอ”
“นี่อาหยาง ถึงแม้จะเป็เพื่อนสนิทกันขนาดไหนก็ตามแต่วันหนึ่งพวกนายก็ต้องแยกย้ายกันไปมีครอบครัวอยู่ดี ไม่ใช่หรอ”
“เอ่อ...เื่นั้นมันก็ใช่” ซวนหยางตอบเบาๆ ถึงแม้ว่าเขาจะคิดไม่ออกเลยว่า ชีวิตของเขาตอนที่ไม่มีเยว่ซิน...จะเป็ยังไง
“ไม่แน่ว่าอาเยว่อาจจะตัดสินใจสละโสดก็ได้นะปีนี้เขาก็อายุครบ 25 แล้วนี่”
“เหอะ...คนอย่างหมอนั่นจะมีเมียได้ยังไงเขายังไม่เคยอ่านคัมภีร์เบิกเนตรเลยสักครั้ง”
“เกี่ยวอะไรกับคัมภีร์เบิกเนตรกันล่ะ ของแบบนี้มันวัดกันที่ชั่วโมงบิน”
“ขี้อายขนาดนั้นจะเอาเวลาที่ไหนไปวัดชั่วโมงบิน”
“นายไม่รู้อะไรเห็นอาเยว่เงียบๆแบบนั้น อาจจะหื่นกว่าพวกเราสามคนรวมกันก็ได้นะหรือไม่ก็...ผู้หญิงของอาเยว่อาจจะแก่วิชากว่าก็ได้ไง เขาก็เลยไม่จำเป็ต้องอ่านคัมภีร์เบิกเนตรเหมือนพวกเรา”พอได้ยินแบบนั้นซวนหยางก็รู้สึกหงุดหงิดหนักยิ่งกว่าเดิมซะอีก
คนขี้อายอย่างเยว่ซินน่ะหรอที่จะมีเมียั้แ่คบกันมาเขายังไม่เคยเห็นเยว่ซินหลีหญิงเลยสักครั้งขนาดจะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าเขายังไม่กล้าเลย อีกอย่างหนึ่ง...ถ้าเยว่ซินอยากมีเมียจริงๆแล้วจะปล่อยฟีโรโมนกลิ่นแบบนั้นออกมาเพื่อยั่วยวนเขาทำไม...แต่...เดี๋ยวสิ
“ยั่ว...ยั่วยวน งั้นหรอ!!” พอคิดแบบนั้นซวนหยางก็หน้าแดงเข้มขึ้นมาทันที เขาต้องเป็บ้าไปแล้วแน่ๆถึงได้คิดว่าเยว่ซินกำลังยั่วยวนเขาอยู่
“ซวนหยางไอ้เลว!! อาเยว่เป็เพื่อนสนิทนะโว๊ย!! ไอ้ชั่วๆๆๆ” ซวนหยางนึกในใจแล้วเอาหัวโขกกับที่นั่งในห้องเรียนไปหลายทีทำเอานักศึกษาที่นั่งอยู่รอบๆหันมามองกันหมด
“ไม่มีอะไรครับทุกคน พอดีว่าเขากำลังตกมันอยู่น่ะครับอย่าเข้ามาใกล้เขาละกันนะครับ่นี้ ด้วยความปรารถนาดีจากสุดหล่อหันไปครับหันไปไม่ต้องอยากรู้เื่ชาวบ้านครับ” อาเล่อบอกเพื่อนๆในห้องที่กำลังหันมามองซวนหยางด้วยความสนอกสนใจ ส่วนตัวเขากับอาเล่ยนั้นคือชินแล้วและถ้าเขาเดาไม่ผิดเยว่ซินคงกำลังบ่นให้น้องชายฝาแฝดของเขาอยู่แน่ๆเลย
“อาเล่อ เมื่อไหร่นายจะตั้งใจเรียนสักทีนายรู้มั้ยว่าพ่อแม่ของนายต้องเสียเงินไปตั้งเท่าไหร่กว่าจะส่งนายมาเรียนที่โซฮาร์ได้”
“ฉันอาเล่ย”
“นายเคยคิดถึงหัวอกของคนหาเงินบ้างหรือเปล่านายเอาเงินที่มีค่าขนาดนั้นไปซื้อคัมภีร์ลามกไร้สาระได้ยังไงกันต้องเก็บเงินไว้เรียนหนังสือสิ อาเล่อ”
“ก็บอกว่าฉันคืออาเล่ยไง”
“นี่อาเล่อ ฟังให้ดีนะฉันจะไม่ช่วยนายทำวิจัยส่งอีกแล้วถ้านายเรียนไม่จบจากโซฮาร์ฉันจะสมน้ำหน้าซ้ำให้ดู”
“เอาเถอะ อาเล่อก็อาเล่อ ทำไมรอบนี้ต้องเป็ฉันที่มานั่งกับอาเยว่ด้วย”อาเล่ยแฝดน้องได้แต่คิดด้วยความเหนื่อยใจ เวลาเพื่อนอัลฟ่าของพวกเขาทะเลาะกันทีไรซวนหยางจะชอบทำลายข้าวของและร่างกายส่วนเยว่ซินก็เอาแต่เทศนาจนพวกเขาหูดับหูชากันไปหมดนี่เขาแทบจะบรรลุธรรมได้อยู่แล้ว
“เฮ้อ.... เหนื่อยกับสองคนนี้จริงๆ” คู่พี่น้องสองแฝดถอนหายใจออกมาแรงๆคงต้องรีบหาวิธีทำให้สองคนนี้ดีกันซะแล้วล่ะ
พอดีนั้นเองศาสตราจารย์เป่ยอ้ายฉิงก็เดินเฉิดฉายเข้ามาในห้องวันนี้เธอสวมชุดเดรสสีดำรัดติ้วโชว์เนินอกอวบอึ๋มขาวผ่องสุดเซ็กซี่ทำเอาหนุ่มๆหัวใจร่วงลงไปอยู่ตาตุ่มกันหมด
“สวัสดีทุกคน” เธอกล่าวทักทายนักศึกษาของเธอด้วยรอยยิ้ม
“หลังจากที่ได้เรียนรู้เื่สรีระวิทยาของเพื่อร่วมเผ่าพันธุ์ไปบ้างแล้วในเมื่อวานมีนักศึกษาคนไหนไปทดลองใช้งานมาแล้วบ้าง ช่วยมาเล่าประสบการณ์ให้เพื่อนๆฟังกันหน่อย” เสียงโห่ร้องด้วยความถูกอกถูกใจของหนุ่มๆ ดังสนั่นลั่นชั้นเรียนเมื่อเธอถามแบบนั้นส่วนสาวๆ พากันหัวเราะจนหน้าแดงเพราะความอายทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนกายวิภาคฯเต็มไปด้วยความสนุกสนานคึกคักเหมือนอย่างเคย
“ไม่มีเลยหรอ งั้น...ให้ฉันเล่าประสบการณ์ของฉันให้พวกเธอฟังดีมั้ย”
“ดีครับศาสตราจารย์!!”
“ผมจะตั้งใจเรียนครับ!!”
“ผมอยากได้แบบเป็คลิปเพื่อการศึกษา ขอความกรุณาด้วยครับ!!”ศาสตราจารย์สาวสวยส่งยิ้มให้หนุ่มๆ ในห้องอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหยิบดีการ์ดของเธอออกมา
“เอาเป็ว่า ประสบการณ์สุดร้อนแรงที่ฉันจะเล่าให้ฟัง ฉันจะเก็บไว้เป็รางวัลให้กับคนที่ส่งงานฉันเป็คนแรกก็แล้วกันนะ”
“โห่.... มันจะเป็ไปได้ยังไงล่ะครับ”
“จริงด้วยนั่นมันไม่มีทางเป็ไปได้เลยนะครับ”
“ศาสตราจารย์เพิ่งสั่งงานไปเมื่อวานนี้เอง”หนุ่มๆ พากันโห่ร้องด้วยความเสียดาย รายงานอย่างละเอียดของวิชากายวิภาคฯ ยากออกขนาดนั้นไม่มีทางที่จะทำเสร็จได้ภายในคืนเดียวหรอก
“โจว เยว่ซิน” ศาสตราจารย์เป่ยอ้ายฉิงเปิดดีการ์ดขึ้นมา แล้วปัดปลายนิ้วฉายภาพโฮโลแกรมรายงานที่ละเอียดและสมบูรณ์แบบอย่างหาที่ติไม่ได้ของเยว่ซินกลางห้องทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งกันไปหมด
“สามารถเขียนรายงานที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ส่งฉันได้ภายในคืนเดียวไม่เลวเลยนี่” เธอเอ่ยปากชมแล้วหันไปมองใบหน้ารกหนวดเครานั้นด้วยความสนใจในขณะที่นักศึกษาหลายคนก็กำลังหันมามองเยว่ซินด้วยความทึ่งจัดเหมือนกันถึงทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าเยว่ซินเรียนเก่ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะเก่งจนถึงขั้นเขียนรายงานที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้เสร็จได้ภายในคืนเดียวปิศาจชัดๆเลย
“เอาล่ะ ฉันจะให้รางวัลเธอ ด้วยการเล่าประสบการณ์สุดร้อนแรงของฉันให้ฟัง”พอศาสตราจารย์สาวสวยว่าแบบนั้นซวนหยางก็รีบลุกยืนทันทีเขาจะปล่อยให้หูที่บริสุทธิ์ของเยว่ซิน รับรู้เื่ราวการเบิกเนตรระดับสูงของศาสตราจารย์ไม่ได้ทำแบบนั้นเยว่ซินก็จะยิ่งอยากมีเมียเข้าไปใหญ่น่ะสิ
“แล้ว...มันเกี่ยวอะไรกับเรากันล่ะเขาเป็ผู้ชายเขาก็ต้องอยากมีเมียอยู่แล้วสิ” พอคิดได้แบบนั้นซวนหยางก็เลยนั่งลง
“แต่...เขาจะอยากมีจริงหรอเขาไม่เห็นเคยบอกเราเลย” แล้วเขาก็ลุกยืนอีกรอบ
“เหอะ...เขาจะมาบอกเราทำไมเราไม่ใช่คนสำคัญของเขาสักหน่อย เห็นเงียบๆแบบนี้อาจจะไปแอบมีเมียก่อนเราแล้วก็ได้”
“เดี๋ยวสิเขายังเด็กอยู่เขายังไม่พร้อมจะเรียนรู้เื่พวกนี้”
“ไม่หรอกเขาอายุ 25 แล้ว เขาควรจะเรียนรู้เื่การเบิกเนตรได้แล้ว” ซวนหยางลุกนั่งลุกนั่งอยู่แบบนั้นหลายรอบก่อนจะเอามือทึ้งหัวตัวเองแรงๆไปที
“ไม่ได้ๆ!! ยังไงก็ไม่ได้เขายังไม่เคยมีจูบครั้งแรกด้วยซ้ำ แถมยังไม่เคยฝันเห็นผู้หญิงเลยด้วยถ้าจะมีใครสักคนสอนเื่พวกนี้ให้กับเขา มันก็ต้องเป็เพื่อนสนิทอย่างเราเท่านั้นสิ!!”แต่ซวนหยางยังไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ เยว่ซินก็พูดขึ้น
“ผม...เอ่อ ผมขอสละสิทธิครับ”
“อะไรนะ!!!!” หนุ่มๆในห้องพากันร้องออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้น นี่มันเป็โอกาสปลดล็อคสกิลหูทองคำแท้ๆแต่เยว่ซินกลับสละสิทธิเนี่ยนะ หมอนี่เป็นักบวชหรือยังไงกัน ไม่คิดจะฟังแล้วมาแบ่งปันให้เพื่อนๆบ้างเลยหรือไง
“สละสิทธิงั้นหรอ แหม...พูดแบบนี้ยิ่งอยากจะเล่าให้ฟังเข้าไปใหญ่”เป่ยอ้ายฉิงมองเยว่ซินด้วยดวงตาแวววาวราวกับนางเสือร้ายก่อนจะเผยรอยยิ้มสุดเซ็กซี่ออกมา
“เธอแน่ใจนะว่าจะขอสละสิทธิจริงๆ”
“ครับ...หรือว่าศาสตราจารย์จะเปลี่ยนรางวัลให้ใหม่ก็ได้นะครับ”
“เธออยากได้อะไรล่ะ” เยว่ซินยิ้มออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ผมอยากอ่าน ทฤษฎีกายวิภาคระดับสูงที่ศาสตราจารย์กำลังวิจัยอยู่ครับ”
“โอโห....สมกับเป็ว่าที่วิศวกรระดับหัวกะทิของโซฮาร์เธอไปรู้เื่พวกนี้มาจากที่ไหนกัน”ศาสตราจารย์สาวเพ่งมองใบหน้ารกหนวดเครานั้นด้วยดวงตาเปล่งประกายเด็กคนนี้น่าทึ่งจริงๆ สมกับเป็อัลฟ่าที่มีระดับสติปัญญาสูงแต่ก็น่าแปลกที่ร่างกายของเขาไม่ค่อยกำยำเท่าไหร่นักเยว่ซินไม่ได้ตอบคำถามเพียงแค่ยิ้มเท่านั้น
“ฉันจะให้เธอก็ได้ แต่มันเป็เพียงแค่สมมุติฐานที่ฉันตั้งขึ้นมาเองอาจจะจริงหรือไม่จริงนั่นเป็สิ่งที่ฉันกำลังหาคำตอบอยู่ถ้าเธออ่านแล้วมีความคิดดีๆ ก็อย่าลืมเอามาแบ่งปันฉันด้วยล่ะ”เธอบอกแล้วหยิบดีการ์ดของเธอเดินมาหาเยว่ซิน
“ขอบคุณครับ ศาสตราจารย์” ชายหนุ่มลุกยืนแล้วยื่นดีการ์ดของตัวเองให้เธอเพียงแค่ไม่นานข้อมูลวิจัยที่เยว่ซิน้าก็มาอยู่ในดีการ์ดของเขา
ซวนหยางแอบมองเยว่ซินที่กำลังยิ้มแป้นเพราะได้หนังสือเล่มใหม่ด้วยรอยยิ้มแต่แล้วก็ต้องรีบหุบยิ้มทันทีเมื่อเห็นว่าอู๋เจ่อเล่อกำลังเอียงตัวเข้ามาส่องดูหน้าของเขาอยู่
“เอาล่ะ...เรามาเริ่มเรียนกันเลยมั้ยทุกคน” ดูเหมือนหนุ่มๆในห้องจะยังงอแงอยู่ที่ถูกเยว่ซินหักหลังอย่างเืเย็นแบบนั้น
“ดึงสติกันหน่อยหนุ่มๆเพราะวันนี้เราจะมาพูดถึงเื่ของ ฟีโรโมน” ซวนหยางหูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ดีเหมือนกันเขากำลังอยากรู้เื่พวกนี้อยู่พอดีเลยร่างสูงนั่งตัวตรงแล้วมองไปที่ภาพโฮโลแกรมอย่างตั้งใจทำเอาอู่เจ่อเล่อถึงกับช็อคไปทันทีวันนี้เพื่อนของเขาเป็อะไรไปอยู่ดีๆก็ตั้งใจเรียนขึ้นมาซะงั้นหรือว่าซวนหยางจะตกมันจริงๆ
“ฟีโรโมนคือสารที่หลั่งหรือขับออกมาจากร่างกาย แล้วไปกระตุ้นพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งมีชีวิตในสปีชี่ส์เดียวกันฟีโรโมนมีหลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็ ฟีโรโมนรอยอาหาร ฟีโรโมนเตือนภัย และฟีโรโมนเพศ”เธอปัดภาพโฮโลแกรมให้เปลี่ยนใหม่แล้วใช้มือกางภาพนั้นให้ใหญ่ขึ้นจนนักศึกษาทั้งห้องสามารถมองเห็นภาพนั้นได้อย่างชัดเจน
เยว่ซินหน้าแดงเข้มเพราะความอายเมื่อเห็นภาพร่างกายเปลือยเปล่าของเพศหญิงและเพศชายทั้งสามเผ่าพันธุ์ยืนเรียงกันอยู่หน้าห้องยิ่งเขามานั่งด้านหน้าสุดยิ่งเห็นภาพนั้นชัดเจนมากขึ้นไปอีก
“นี่คือกระบวนการสร้างฟีโรโมนในร่างกายของมนุษย์ทั้งสามเผ่าพันธุ์อย่างที่ฉันได้บอกไปเมื่อวานร่างกายของเบต้าไม่มีการผลิตฟีโรโมนที่ซับซ้อนเมื่อถึงเวลาที่ร่างกายผลิตฟีโรโมนอย่างเต็มที่พวกเขาจะขับฟีโรโมนออกมาอย่างเป็ธรรมชาติดังนั้นจึงไม่มีกระบวนการสร้างฟีโรโมนที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือต้องเฝ้าระวังแต่อย่างใด”เธอยกมือปัดภาพชายหญิงเบต้าให้หายไปเหลือไว้เพียงอัลฟ่าชายหญิงและโอเมก้าชายหญิงเท่านั้น
“แต่สำหรับอัลฟ่าและโอเมก้าฟีโรโมนของสองเผ่าพันธ์นี้มีความเกี่ยวข้องกันในเชิงความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกลับและละเอียดอ่อนนั่นเป็เพราะว่าฟีโรโมนของโอเมก้ามีผลกระทบกับระบบประสาทััของอัลฟ่าโดยตรงไม่ว่าจะเป็อัลฟ่าเพศชายหรือเพศหญิงการได้กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าล้วนแต่ส่งผลกระทบกับระบบรับััของอัลฟ่าด้วยกันทั้งนั้นเอาล่ะมีคำถามมั้ย”
“อัลฟ่าจะได้กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าทุกคนเลยหรอคะ”
“ไม่ใช่จ๊ะ” ศาสตราจารย์สาวตอบ
“มันก็จริงที่ว่าอัลฟ่ามีประสาทััที่ดีเลิศกว่าเผ่าพันธุ์อื่นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอัลฟ่าจะได้กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าทุกคนแล้วโอเมก้าก็ไม่ได้ขับสารฟีโรโมนเพื่ออัลฟ่าทุกคนด้วย ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นเพราะความพึงพอใจ”ทุกคนทำหน้างงเมื่อได้ยินแบบนั้น เป่ยอ้ายฉิงจึงยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่านักศึกษาของเธอกำลังสงสัยกันใหญ่
“ฉันจะยกตัวอย่างง่ายๆ ฉันเป็อัลฟ่าถ้าหากมีโอเมก้าเพศชายหรือหญิงคนไหนพึงพอใจในตัวฉันพวกเขาก็จะฟีโรโมนของตัวเองออกมาเพื่อส่งสัญญาณให้ฉันรู้ว่าพวกเขามีความพึงพอใจในตัวฉันอยู่และถ้าฉันรู้สึกพึงพอใจในตัวพวกเขาเหมือนกัน ฟีโรโมนที่พวกเขาขับออกมาก็จะมีกลิ่นหอมหวานและเย้ายวนใจฉันเป็อย่างมากเลยล่ะแต่....กลับกันถ้าฉันไม่ได้พึงพอใจในตัวพวกเขาละก็ กลิ่นกายของพวกเขาก็จะเป็เพียงแค่กลิ่นธรรมดาที่ไม่ได้มีผลต่อระบบประสาทััของฉันแต่อย่างใดก็เหมือนกับการฉีดน้ำหอมถ้าหากไม่มีความพึงพอใจร่วมกลิ่นของโอเมก้าก็จะเป็เพียงแค่กลิ่นธรรมดาทั่วไปเท่านั้นเอง”นักศึกษาทุกคนพยักหน้าเข้าใจ การยกตัวอย่างง่ายๆของศาสตราจารย์ทำให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
แต่....ดูเหมือนคนที่กำลังช็อคและพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดนั้นอยู่เห็นจะเป็ซวนหยางกับเยว่ซินนั่นเอง
“ความหมายก็คือถ้าโอเมก้าชอบอัลฟ่าจะปล่อยฟีโรโมนของตัวเองออกไปเพื่อทอดสะพานให้เขามาจีบใช่มั้ยคะศาสตราจารย์” สาวๆพากันอายหน้าแดงยกใหญ่เมื่อได้ยินคำถามนั้น
“ถูกต้องจ๊ะ แล้วอัลฟ่าก็จะตอบสนองต่อการทอดสะพานนั้นด้วยการรับัั ซึ่งก็คือถ้ากลิ่นของโอเมก้าเป็กลิ่นธรรมดาทั่วไปก็แปลว่าอัลฟ่าไม่ได้พึงพอใจในตัวโอเมก้าคนนั้นแต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่อัลฟ่าได้กลิ่นหอมหวานและรู้สึกว่ากลิ่นนั้นเย้ายวนหัวใจแปลว่าอัลฟ่าก็พึงพอใจในตัวโอเมก้าคนนั้นเหมือนกัน”ซวนหยางกับเยว่ซินถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินแบบนั้น นี่มันเื่บ้าอะไรกันทำไมพวกเขาถึงไม่เคยรู้เื่พวกนี้มาก่อนเลย
“หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ถ้าเราชอบใครสักคนเราจะปล่อยฟีโรโมนออกไปเพื่อส่งสัญญาณให้เขารู้ว่าเราชอบจากนั้นฝ่ายชายจะตอบสนองต่อฟีโรโมนด้วยการรับกลิ่น ถ้าเขาได้กลิ่นและคิดว่าเป็เพียงแค่กลิ่นธรรมดาก็แปลว่าเขาไม่ได้ชอบเราแต่ถ้าเขาชอบเราเหมือนกันเขาจะรู้สึกว่ากลิ่นนั้นหอมหวานยั่วยวนใจ”เยว่ซินนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนที่นั่งหน้าห้องเรียนในขณะที่ซวนหยางก็กำลังช็อคจนพูดอะไรไม่ออก
สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับเยว่ซินมันตรงกับที่ศาสตราจารย์เป่ยพูดทุกอย่างเลยแต่....มันจะเป็ไปได้ยังไงกันล่ะ เขากับเยว่ซินเป็เพื่อนกันนะเพื่อนสนิทขีดเส้นใต้ตัวโตๆเลยด้วย!!
“เดี๋ยวสิ กลิ่นของอาเยว่เป็กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้แบบนั้นเรียกว่าเย้ายวนใจหรือหรือว่าธรรมดา??” ซวนหยางกำลังนั่งคิดหัวแทบแตกที่สำคัญเยว่ซินเป็อัลฟ่าการปล่อยฟีโรโมนเพื่อทอดสะพานอย่างที่ศาสตราจารย์ว่าเกิดขึ้นกับโอเมก้าเท่านั้นไม่ใช่หรอ
ซวนหยางบีบมือของตัวเองเอาไว้แน่นวันนี้เป็ไงเป็กันเขาจะไม่ทนเก็บความสงสัยไว้กับตัวเองอีกแล้ว เขายังมีเื่สำคัญอีกหลายเื่ต้องไปทำเขาไม่อยากให้เื่นี้มารบกวนจิตใจเขาอีก มาเคลียร์ให้รู้ชัดๆตอนนี้เลย!!
“ศาสตราจารย์ครับ ผมมีคำถาม”เสียวของซวนหยางทำให้ทุกคนในห้องถึงกับอึ้งไปทันทีใครจะไปคิดว่าซวนหยางจะมีคำถามในชั้นเรียน ปรกติเขาเอาแต่นอนหลับไม่ใช่หรือไงเยว่ซินนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นแล้วตั้งใจฟังคำถามของซวนหยางทั้งใบหน้าชุ่มเหงื่อเขาอยากรู้ว่าซวนหยางจะถามอะไร
“ว่ามาเลยจ๊ะ พ่อรูปหล่อ”
“แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงครับว่ากลิ่นแบบไหนที่...เอ่อ...เรียกว่าเย้ายวนใจ”เป่ยอ้ายฉิงยิ้มให้คำถามนั้นด้วยดวงตาเป็ประกาย
“แล้วเธอคิดว่ากลิ่นนั้นเป็กลิ่นหอมหรือเปล่าล่ะ”
“ก็...หอมครับ”
“หอมแบบไหน หอมแบบทั่วๆ ไปหรือหอมอย่างที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน”
“เอ่อ...หอมอย่างที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนครับ”ซวนหยางนึกถึงกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ เหมือนดอกไม้นั้นด้วยใบหน้าแดงเข้มเขาไม่เคยได้กลิ่นดอกไม้พันธุ์ไหนที่หอมเย้ายวนใจเหมือนกลิ่นของเยว่ซินมาก่อนเลยกลิ่นของเยว่ซินเป็กลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายบางครั้งก็รู้สึกตื่นเต้นและร้อนผ่าวไปทั่วทั้งตัว
“แล้วเธอตื่นเต้นหรือเปล่า”
“เอ่อ...ตื่นเต้นแบบไหนครับ??”
“แบบที่ว่าเวลาได้กลิ่นแล้วรู้สึกอยากััเรือนร่างบอบบางของสาวน้อยคนนั้นมั้ย หรืออยากเป็คนแรกที่ได้สอดมือเข้าไปััร่างกายของเธอหรือเปล่า”ซวนหยางอึ้งไปทันทีเมื่อโดนถามแบบนั้นต่อหน้านักศึกษาทั้งชั้นเรียน แต่ระดับความหน้าด้านของเขาก็ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกันเขาก็เลยตอบออกไปตามตรงว่า
“อยากครับ” คำตอบนั้นทำให้นักศึกษาทั้งห้องโห่ร้องแซ็วซวนหยางกันยกใหญ่ศาสตราจารย์สาวสวยมองใบหน้าแดงเข้มของซวนหยางแล้วยิ้มให้เขาด้วยดวงตาเป็ประกาย
“แหม...ช่างเป็หนุ่มน้อยที่ร้อนแรงไม่เบาเลยนะ”
“แล้วสรุปว่ายังไงครับ ผมยังไม่ได้คำตอบเลย”
“คำตอบก็คือ...ยินดีด้วยจ๊ะ เธอถูกสาวน้อยคนนั้นทอดสะพานให้แล้วล่ะ”เสียงโห่ร้องของเพื่อนๆในห้องดังสนั่นหวั่นไหวจนทำให้ซวนหยางหัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมซะอีก
เขามองเยว่ซินที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ด้านหน้าสุดของชั้นเรียนทั้งใบหน้าแดงเข้มถ้าสิ่งที่ศาสตราจารย์เป่ยพูดเป็เื่จริง ก็แปลว่า...เยว่ซิน...รู้สึกอะไรบางอย่างกับเขาอยู่
“เอาล่ะ....งานที่ฉันจะสั่งให้ทำในวันนี้ก็คือ”
“โห่....ไม่เอาครับ”
“ไม่เอาค่า”
“ของเก่ายังไม่ได้เริ่มเลยครับศาสตราจารย์”
“เห็นใจวัยรุ่นตาดำๆ ที่ยังไม่ได้เบิกเนตรอย่างจริงจังด้วยเถอะครับ”เสียงนักศึกษาร้องโอดโอยกันอย่างน่าสงสารทำเอาศาสตราจารย์สาวสวยถึงกับหัวเราะออกมา
“เอางั้นก็ได้วันนี้ฉันได้ฟังอะไรดีๆจะยกผลประโยชน์นี้ให้กับทุกคนก็แล้วกัน เอาล่ะ....แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะเด็กๆ”เธอบอกลานักศึกษาทุกคนแล้วเดินเฉิดฉายออกไปจากห้องซวนหยางก็เลยรีบเก็บกระเป๋าแล้วหันไปมองเยว่ซินแต่เ้าอัลฟ่าแคระเพื่อนของเขาวิ่งผ่านฝูงนักศึกษาออกไปจนถึงหน้าประตูซะแล้ว
“อาเยว่ อาเยว่!!” ซวนหยางมองเยว่ซินที่วิ่งหายวับไปจากสายตาด้วยความโมโห
“คิดจะหนีอย่างนั้นหรอ ไม่มีทางหรอก” ซวนหยางว่าก่อนจะรีบเดินเบียดกลุ่มนักศึกษาลงไปจาก้าเพราะเขาอยู่ข้างหลังสุดของห้องก็เลยต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะเดินมาจนถึงประตูได้เยว่ซินก็หายไปซะแล้ว
“เขาบอกว่าจะรีบไปทำงานน่ะ”อาเล่ยบอกเมื่อเห็นว่าซวนหยางกำลังตามหาเยว่ซินอยู่ อัลฟ่าหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดใจถ้าเป็เื่หนีละก็ไวนักเชียว
“แล้วพวกเราจะเอาไงต่อ” อาเล่อถามทุกคน
“ฉันอยากกลับบ้านฉันเกือบบรรลุธรรมได้ตอนที่นั่งฟังอาเยว่บ่นถ้ารอบหน้าสองคนนี้ทะเลาะกันอีก นายมานั่งกับอาเยว่เลยนะอาเล่อ หูฉันดับไปหมดแล้ว”อาเล่ยว่าพลางทำหน้าตาหดหู่อย่างน่าเวทนา ทำเอาแฝดคนพี่ถึงกับต้องยกมือกอดคอเขาด้วยความสงสาร
ทั้งสามคนเดินออกมาด้านนอกตึกเรียนเพื่อกลับบ้านพลันนั้นเองเสียงกลุ่มยานที่บินผ่านอากาศเหนือท้องฟ้าก็ดังลั่นขึ้นสองแฝดกับซวนหยางเงยหน้ามองฝูงโดรนไร้คนขับของผู้พิทักษ์ด้วยความแปลกใจ
“ฉันคิดไปเองหรือเปล่า ทำไมรู้สึกเหมือนโดรนผู้พิทักษ์จะบินถี่ขึ้นเลย”อาเล่ยว่า
“ไม่ใช่แค่โดรนนะ พวกเขาเอายานออกมาจากศูนย์บัญชาการด้วย โน่นไง”อาเล่อชี้มือไปที่ท้องฟ้าฝั่งทิศเหนือเห็นว่านักศึกษาหลายคนก็กำลังเงยหน้ามองกลุ่มยานทรงเรียวรีสีดำขนาดใหญ่ ที่บินผ่านน่านฟ้าเหนือโซฮาร์ไปด้วยความเร็วสูงด้วยเหมือนกันยานรบสีดำติดสัญลักษณ์ของโล่นักรบโบราณเป็ยานรบของศูนย์บัญชาการใหญ่ “เอมีสการ์เดี้ยน”และมีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่พวกเขาจะเอายานขึ้นบินแปลว่าด้านนอกเมืองที่ปลอดภัยนี้ กำลังมีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นอยู่
“ดูนั่นสิ!!”สองแฝดชี้มือไปที่หอนาฬิกาขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่กำลังตีบอกเวลาและส่งสัญญาณเตือนภัยดังลั่นไปทั่วเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของ “แคปิตอล”และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชากรในเซ็นเตอร์เกิดขึ้นหอนาฬิกาจะให้สัญญาณเตือนภัยและมีการให้ข่าวสารจากศูนย์บัญชาการใหญ่ที่ตรงนั้นเมื่อภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่ของผู้พิทักษ์ถูกฉายขึ้นทุกคนก็รีบหยิบดีการ์ดของตัวเองออกมาเพื่อรับข่าวสารทันที
“ประกาศจากศูนย์บัญชาการเอมีสการ์เดี้ยน “กลุ่มฮันเตอร์”ได้กลับเคลื่อนไหวและมีการลักพาตัวประชากรไปจากเซ็นเตอร์จึงไม่อนุญาตให้ผู้ใดออกนอกเคหะสถานในยามค่ำคืน ขอให้ประชาชนทุกท่านโปรดไว้วางใจและให้ความร่วมมือหากผู้ใดฝ่าฝืนหรือหรือขัดขวางการทำงานของผู้พิทักษ์จะถูกลงโทษตามกฎหมายของเอมีสการ์เดี้ยนอย่างไม่มีข้อยกเว้น”
เสียงประกาศนั้นยังคงดังลั่นซ้ำๆเพื่อบอกข่าวให้ประชากรได้รับทราบถึงอันตรายที่กำลังเกิดขึ้นข่าวสารนี้ถูกแชร์ผ่านเครือข่ายไร้สายอย่างรวดเร็วทำให้นักศึกษาหลายคนรีบเดินทางกลับบ้านกันทันที โดยมีโดรนกับหุ่นยนต์ของผู้พิทักษ์ช่วยนำทางให้
“ไม่นึกเลยกว่ากลุ่มฮันเตอร์จะกลับมาอีกครั้ง”
“จริงด้วย ขนาดผู้พิทักษ์อยู่เต็มบ้านเต็มเมืองขนาดนี้มันยังกล้าบุกเซ็นเตอร์ได้เลย” สองแฝดเล่อเล่ยพูดด้วยความโกรธแค้นซวนหยางเก็บดีการ์ดใส่กระเป๋ากางเกงแล้วนึกถึงเยว่ซินด้วยความเป็ห่วงถึงแม้เยว่ซินจะไม่ได้เลิกงานดึกมากแต่ในถานการณ์แบบนี้ก็ยังถือว่าอันตรายอยู่ดีเขาไม่สบายใจเลย
แล้วตอนนั้นเองยานรบหุ้มเกราะสีดำสนิทก็บินผ่านเหนือน่านฟ้าของโซฮาร์ไปเช่นกันซวนหยางเงยหน้ามองสัญลักษณ์ที่เด่นชัดอยู่บนยานก่อนจะก้มลงอ่านข้อความในดีการ์ดของตัวเองด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“ดูนั่นดินั่นยานรบของพาราไดซ์!!”
“จริงหรอ!!”สองแฝดรีบเงยหน้ามองยานรบลำใหญ่ที่เพิ่งบินผ่านหัวไปด้วยความตื่นเต้นไม่บ่อยนักที่ทุกคนจะได้เห็นยานรบของพาราไดซ์แถมยังได้รับอนุญาตให้ขึ้นบินเหนือน่านฟ้าของโซฮาร์อีกแสดงว่าเหตุก่อการร้ายของพวกฮันเตอร์ในเวลานี้ รุนแรงมากจริงๆ
“นี่...เราตามไปดูกันดีมั้ย”
“มีเครือข่ายย่อยของศูนย์ข่าวออนไลน์ส่งพิกัดสาธารณะมาให้ดูด้วย”สองแฝดเปิดดีการ์ดของตัวเองขึ้นมาเพื่อดูข่าว นักศึกษาคนอื่นๆเองก็เช่นกัน
“อยู่แถวนี้นี่เองไปกันเถอะ อาหยาง”
“ไปไม่ได้พวกนายควรจะกลับบ้าน”
“ปัดโถ่จะกลับบ้านได้ไง ฉันอยากไปดูผู้พิทักษ์สู้กับฮันเตอร์”ซวนหยางมองเพื่อนพลางขมวดคิ้วมุ่น
“มันอันตรายเกินไปอย่าหาเื่เสี่ยงตายดีกว่า”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่กลับบ้านไปซะ!!” ดูเหมือนสองแฝดจะเสียดายมากที่โดนเพื่อนเบรกเสียงแข็งแบบนั้น
“เออๆกลับก็กลับ ให้ตายสิ...นายนี่ปอดแหกกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย”
“ไหนๆก็ไม่ได้ดูคนตีกันแล้วงั้นพวกเรากลับด้วยกันเลยมั้ยล่ะ”
“พวกนายไปก่อนเลยฉันจะไปรับอาเยว่” สองแฝดพยักหน้าเข้าใจก่อนจะโบกมือแยกย้ายกับซวนหยางไปคนละทาง อัลฟ่าหนุ่มหยิบดีการ์ดขึ้นมาโทรหาเยว่ซินแต่คนตัวเล็กไม่รับสาย
“เวลาแบบนี้ทำอะไรอยู่นะ” ซวนหยางโทรหาเยว่ซินหลายครั้ง จากนั้นจึงเปลี่ยนมาส่งข้อความแทน
“อย่าออกมาจากศูนย์ระวังภัยจนกว่าฉันจะไปรับ...ห้ามออกมาคนเดียวเด็ดขาดนะอาเยว่” แล้วซวนหยางก็ยกกระเป๋าขึ้นสะพายแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
ทำไมลางสังหรณ์ของเขาถึงได้ไม่ดีเอาซะเลยนะ… กลุ่มฮันเตอร์... เป็กลุ่มฏนอกเขตสหราชอาณาจักรที่รวมเอาเดนมนุษย์ของแต่ละเผ่าพันธ์มาไว้ด้วยกันพวกมันชั่วช้าเลวทรามไร้ศีลธรรมและโหดร้าย พวกมันออกล่ามนุษย์เพื่อนำไปทำการทดลองใช้มนุษย์เป็อาวุธต่อสู้กับรัฐบาลโลก พวกมันลักพาตัวเด็ก ผู้ใหญ่ ทั้งชายหญิงข่มขืน ฆ่าและทรมาน กลุ่มฮันเตอร์ถูกกวาดกล้างไปหลายครั้งหลังยุคที่โลกได้รับการปฏิวัติ แต่....ทุกคนรู้ดีว่าพวกมันยังแอบเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดินเงียบๆเพื่อรอเวลาบางอย่าง
“อาเยว่” อัลฟ่าหนุ่มเรียกชื่อของเพื่อนด้วยความรู้สึกหวาดกลัวในใจเขาไม่อยากให้มีเื่ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นกับเยว่ซินทั้งนั้นตอนนี้ในหัวของเขาเอาแต่คิดฟุ้งซ่านถึงเื่เลวร้ายเต็มไปหมด และจิตใจของเขาจะสงบลงได้ก็ต่อเมื่อเห็นเยว่ซินยืนอยู่ตรงหน้าเท่านั้น
………………………..