ฮุ่ยเหม่ยยังตะลึงงันอยู่ที่เดิม มีไห่เยวียนซึ่งเป็ลูกชายยืนอยู่ข้างๆ สองแม่ลูกจ้องมองอาฉาด้วยสีหน้าแปลกประหลาดเหมือนใเต็มแก่
อาฉาไม่สนใจ พอเห็นว่าอีกด้านหนึ่งยังมีโลงศพที่เคลือบแลคเกอร์จนเงาวับตั้งอยู่ ก็คิดว่าจะต้องเป็เจ๋อฟางหลานรัก เขาะโออกจากโลงตัวเองวิ่งเข้าไปดันฝาโลงใบนั้นออกโดยแรงด้วยความตื่นเต้น
“เจ๋อฟาง...”
ตามความคิดของอาฉา ในเมื่อเขากลับมาได้ หลานชายหัวแก้วหัวแหวนก็น่าจะกลับมาพร้อมกัน!
ที่ไหนได้ พอเปิดฝาโลงออกกลับได้เห็นตัวเองนอนตัวแข็งทื่ออยู่ในนั้น ไม่รู้ว่าใครแต่งหน้าให้ ใบหน้าถึงได้ขาววอกไปด้วยแป้ง แก้มสองข้างแดงแจ๋เหมือนก้นลิง ปากยังทาลิปสติกสีแดงแปร๊ด
อาฉาอ้าปากหวอ
ทำไมถึงได้เหมือนส่องกระจกไม่มีผิด เพียงแต่ว่าร่างที่อยู่ในโลงมีสภาพต่างออกไป บริเวณเหนือหน้าผากดูนิ่มยุ่ย พอลองเอื้อมมือไปลูบ หนังหัวก็ยุบลงไปเป็แถบ
ซ้ำร้ายไม่รู้ว่าร่างนี้ถูกตั้งไว้กี่วันแล้ว ถึงได้ส่งกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากหนูที่ถูกรถทับจนแบนแต๋ติดถนนแมลงวันตอมหึ่ง กลิ่นที่โชยออกมาไม่ได้เหม็นแบบธรรมดาๆ
อาฉาสูดหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง เบิกตากว้าง
“ฮุ่ยเหม่ย ฮุ่ยเหม่ย นี่มันเื่อะไรกัน” เขาร้องเอะอะ
หญิงสาวเ้าของชื่อได้สติหลุดจากความตกตะลึง เอ่ยตอบช้าๆ ว่า “ตอนที่ไห่เยวียนเห็นพวกเธอสองคน พวกเธอสิ้นใจแล้วทั้งคู่ ปู่เธอตกลงมาโดนหน้ารถมอเตอร์ไซค์ เลยถูกกระจกมองหลังตัดกะโหลก สมองไหลออกมาหมด...”
ฮุ่ยเหม่ยยิ่งพูดยิ่งะเืใจจนต้องร้องไห้อีกครั้ง “ดีจริงที่เธอฟื้นขึ้นมาได้ ิญญาปู่ที่อยู่ในปรโลกคงปกป้องเธอนั่นแหละ...”
“ไม่ใช่ๆ ฉันไม่ได้ถามถึงเื่นั้น!” อาฉาชี้ร่างตัวเองที่นอนอยู่ในโลง “ถ้าหากว่านี่คือร่างของฉัน แล้วตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน”
“เจ๋อฟาง...” ฮุ่ยเหม่ยทำหน้างุนงง
“เจ๋อฟาง” อาฉาสูดหายใจเฮือก “เธอเรียกฉันว่าเจ๋อฟางเรอะ”
เขามองหญิงสาว จากนั้นก็มองลูกของเธอ แล้วนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ใครสักคนเรียกเขาว่าหลานชายอาฉา
“เป็ไปไม่ได้...” อาฉาพึมพำ จากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า เดินตัวแข็งทื่อผ่านห้องตั้งศพที่เพื่อนฝูงช่วยกันประดับตกแต่งให้อย่างตั้งอกตั้งใจ ค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไปยังห้องน้ำชั้นสอง
เขาต้องยืนยันด้วยตัวเอง
ตอนเปิดประตูห้องน้ำ แล้วพบว่าภาพที่สะท้อนอยู่บนกระจกบานใหญ่แขวนผนังไม่ใช่ใบหน้าของตัวเอง หากแต่เป็ใบหน้าของหลานชาย อาฉาถึงกับร้องลั่นอย่างควบคุมไม่อยู่
“ว้ากกกกกก...ไซแค่เป็พันนี้ (ทำไมถึงเป็แบบนี้)...”
โลกเหมือนหมุนคว้างกลับหัวกลับหางอีกครั้ง
จากนั้นก็ตัวแข็งทื่อ หงายหลังล้มตึง หมดสติไปกับพื้น
++++
หมอมาแล้วก็ไป หลังจากตรวจร่างกายอาฉาที่ยังสลบอยู่ ก็ให้น้ำเกลือผสมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย เพราะเขาหัวใจหยุดเต้นและหยุดหายใจมาเกือบสิบวันถึงค่อยฟื้น หมอเลยไม่กล้าประมาท
หมอยังแนะนำฮุ่ยเหม่ยว่าเมื่อเขาฟื้นแล้ว ควรให้เขาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายโดยละเอียดอีกรอบ
ฮุ่ยเหม่ยพยักหน้า
ส่วนก๊วนเพื่อนของอาฉานั้นไปแล้วก็มา
ทุกคนคิดว่าหลานชายของอาฉาฟื้นขึ้นมาได้เป็เื่ดี แต่งานศพที่ดำเนินค้างอยู่จะถูกทิ้งไปกลางคันไม่ได้ ดังนั้นแม้จะขวัญหนีดีฝ่อก็ยังนัดกันย้อนกลับมาใหม่ ขอให้ซือกงสวดมนต์ต่อจากที่ค้างไว้ แล้วแบกโลงใส่ศพอาฉาไปเผาที่โรงฌาปนกิจ เอาโถเถ้ากระดูกไปบรรจุไว้ในช่องเก็บอัฐิ เป็การส่งอาฉาเดินทางครั้งสุดท้าย
กว่าอาฉาจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว
เขาลืมตาขึ้นมาเหม่อมองเพดาน ก่อนจะพรูลมหายใจยาวเหยียดเฮือกหนึ่ง
รอบตัวคือสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยคุ้น ผนังทาสีเหลืองอ่อน ไฟนีออนสีขาวส่องลงมาโดนหน้าตรงๆ จนแสบตา
“ฟื้นแล้วหรือ” ไห่เยวียนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงส่งเสียงทัก
อาฉากะพริบตา คิดว่าตอนนี้ตนน่าจะอยู่ในบ้านฮุ่ยเหม่ย
เขานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ร่างของตนเน่าเปื่อยจนกลับไปไม่ได้แล้ว เวลานี้เขาอยู่ในร่างของเจ๋อฟาง แต่ไม่รู้ว่าหลานชายไปอยู่เสียที่ไหน
อย่าบอกนะว่าเจ๋อฟางถูกลูกสะใภ้พาตัวไป พาไปอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกอย่างนั้นหรือ คิดมาถึงตรงนี้อาฉาก็เบือนหน้าขมวดคิ้ว ตากับปลายจมูกแดงเรื่อขึ้นทันที
เขาดึงเข็มน้ำเกลือบนแขนพลางว่า
“ทำไมเอาไอ้นี่มาให้ฉันอีกแล้วนิ ดึงออกไป ให้ไวด้วย”
ไห่เยวียนพิจารณาคนที่มีใบหน้าแบบเดียวกับเจ๋อฟางเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขาโดยละเอียด เมื่อครู่ตอนที่คนคนนี้ยังสลบอยู่ ไม่ว่ามองมุมไหนก็คือเจ๋อฟางที่เขารู้จัก แต่ทำไมพอฟื้นขึ้นมาแล้วถึงพูดภาษากลางไต้หวันด้วยสำเนียงเพี้ยนๆ ออกเสียงไม่ชัดกันนะ
เด็กหนุ่มใคร่ครวญทุกรายละเอียดที่ผิดแผกออกไป ทำหูทวนลมกับคำเรียกร้องของอีกฝ่าย
“ที่นี่ที่ไหน” อาฉาถาม
“ห้องฉัน”
“แม่นายล่ะ” อาฉาถามอีก
“หลับอยู่”
“หลับหรือ งั้นก็อย่าเสียงดังแล้วกัน” อาฉาขยับเข็มน้ำเกลือบนแขนพลางพินิจพิเคราะห์ ดวงตาหรี่ลงแล้วเบิกกว้าง เบิกกว้างแล้วหรี่ลง จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะจัดการด้วยตนเอง
เขาค่อยๆ ลอกเทปทำแผลแบบใสทิ้งอย่างระมัดระวัง แล้วดึงเข็มน้ำเกลือออก รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ใต้ิั พอเข็มพ้นจากผิว เืที่ค้างอยู่ในสายน้ำเกลือก็ทะลักออกมา อาฉานิ่งอึ้ง ก่อนจะโยนเข็มน้ำเกลือทิ้งอย่างทำอะไรไม่ถูก เืเลยกระจายทั่วพื้นห้อง
“เฮ้ย!” ไห่เยวียนตะคอกเขาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง “เืสาดให้เกลื่อนเลย จะเช็ดให้ไหมเนี่ย”
“ให้นายช่วยดึงให้ นายก็ไม่ยอมดึง พอฉันถึงเอง เืเลยสาดไปทั่วแบบนี้แหละ!” อาฉายักไหล่ “ฉันจะกลับบ้านละ กำชับแม่นายด้วยล่ะว่าต้องพักผ่อนมากๆ”
“เป็ห่วงเป็ใยแม่ฉันขนาดนี้ทำไมไม่ทราบ” เด็กหนุ่มถาม
ภาพจำของเจ๋อฟางในใจเขาไม่ใช่คนจิตใจดีสักนิด เ้าตัวกระวีกระวาดทำดีกับแม่เขาเฉพาะเวลา้าอะไรเท่านั้นแหละ และไห่เยวียนก็ไม่เคยชอบคนนิสัยแบบนี้
“แม่นายต้องเลี้ยงนายตัวคนเดียว ตอนนี้ยังต้องมาเลี้ยงลูกคนที่สองอีก ลำบากมากนะ คนเรามาเป็เพื่อนบ้านกันได้ก็แสดงว่าดวงสมพงศ์กัน ต่อไปถ้า้าให้ช่วยอะไรก็บอกฉันมาได้เลย!” อาฉากล่าว
“จริงสิ ศพฉัน...เป็ยังไงบ้างแล้ว...”
แค่คิดถึงงานศพของตนเองกับหลานชายที่จัดขึ้นพร้อมกัน ตากับปลายจมูกของอาฉาก็แดงขึ้นมาอีก หัวใจปวดร้าวสุดทน เจ๋อฟางผู้น่าสงสารเพิ่งจะอายุสิบเจ็ดก็ต้องมาลาจากกันแบบนี้!
“พวกปู่ๆ จัดการเรียบร้อยแล้วล่ะ” ไห่เยวียนตอบ “เอาโถใส่อัฐิไปไว้ที่วัดแล้ว”
“แปลกพิลึกอะไรอย่างนี้ ฉันตายไปแล้ว แต่ยังอยู่ตรงนี้ มีชีวิตอยู่ในร่างเจ๋อฟางของฉัน” อาฉาพร่ำรำพันั้แ่ชั้นบนลงไปชั้นล่าง