หยาดฝนเม็ดละเอียดตกกระทบนอกรถม้า จนเกิดเสียงใสกังวานน่าฟัง
ไป๋ซิวจิ่นมองท่าทางของเด็กสาวที่พยายามรักษาระยะห่างจากตน แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกเสียใจกับคำพูดที่กล่าวออกไปเมื่อวาน
เขาพูดอะไรไปนะ เขาบอกว่า ‘พวกเราไม่เหมาะสมกัน’ ใช่หรือไม่
ก็จริง หากนางอยู่กับเขาจริงๆ เกรงว่าวันหน้าย่อมต้องถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องบางอย่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เพียงคิดว่าวันหน้านางต้องแต่งให้ผู้อื่น ต้องยิ้มสดใสพร่างพราย ทำอาหารนานาชนิดให้ผู้อื่นกินทุกวัน ไป๋ซิวจิ่นก็พบว่าตนเองยากจะยอมรับได้
ไม่ใช่เพียงยากจะยอมรับ
แต่แทบจะคลุ้มคลั่งเลยต่างหาก!
“ฤดูกาลนี้ฝนตกบ่อย”
ไป๋ซิวจิ่นเลื่อนสายตาออกไปอย่างเรียบเฉย หากเขายังมองต่อไป เกรงว่าแม่นางน้อยคงได้กระโดดลงจากรถม้าจริงๆ
และเมื่ออีกฝ่ายละสายตาไป เสิ่นม่านซูก็ถอนหายใจโล่งอก
นางหัวเราะแห้งแล้วเอ่ยคล้อยตามว่า “ใช่แล้ว ฝนอาจตกหนักมากด้วย”
ไม่รู้เพราะต้องการให้เข้ากับคำพูดของเสิ่นม่านซูหรือไม่ พอนางพูดจบ ด้านนอกก็มีเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นขึ้นทันที
เสียงฟ้าร้อง ‘ครืนครืน’ ดังสนั่น เสียงนั้นยิ่งใหญ่จนทำให้คนหลายคนสะดุ้งตกใจ
ครั้นเมฆดำกดทับเหนือศีรษะ ท้องฟ้าพลันมืดครึ้มลงในชั่วพริบตา มืดจนยื่นมือออกไปก็ไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว อีกทั้งภายในรถม้าก็มืดตามไปด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางความมืด เสิ่นม่านซูพลันรู้สึกว่ามีมือข้างหนึ่งมากุมมือของนางไว้!
นางตกใจจนขนลุกชันไปทั้งตัว แต่ข้างหูกลับมีเสียงอ่อนโยนดังขึ้น
“อย่ากลัว ไม่เป็นไร”
เสิ่นม่านซูอยากพูดเหลือเกินว่า ข้าไม่ได้กลัวฟ้าร้อง แต่ข้ากลัวท่านต่างหาก ท่านต้นขาทองคำไป๋!
ท่านเล่นบทอะไรอีกแล้ว
เมื่อวานเพิ่งทำตัวเป็นคนดี บอกให้นางอย่าคิดหมายปองเขา วันนี้เหตุใดถึงอาศัยความมืดมาลูบมือน้อยๆ ของนางเสียแล้วเล่า!
เสิ่นม่านซูงงจริงๆ แต่ถึงอย่างไร ต้นขาทองคำไป๋ในนิยายก็ไม่ใช่คนเช่นนี้นี่นา
โชคดีที่เวลานี้ จินหลิงซึ่งขับรถอยู่ด้านนอกตะโกนเข้ามาเสียงดังว่า “คุณหนู ฝนตกหนักเกินไป ข้างหน้าส่งข่าวมาบอกให้หาที่หลบฝนตรงนี้ก่อนขอรับ!”
“เช่นนั้นเจ้ารีบหาที่สักแห่งเถิด พวกเราจะได้ลงจากรถไปหลบฝนกัน”
“ขอรับ”
คณะของพวกเขามีคนมากเกินไป ขบวนจึงยาวเป็นพิเศษ ทว่าเมื่อพายุฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างกะทันหัน จึงทำให้ขบวนแตกกระจายทันที
สุดท้ายเสิ่นม่านซูกับพวกพบถ้ำแห่งหนึ่ง จึงเข้าไปหลบอยู่ด้านใน
นอกจากพวกนางหลายคนแล้ว ยังมีคนของไป๋ซิวจิ่นอยู่ด้วย
ไป๋จื่อกับไป๋จี๋จัดการก่อกองไฟขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ถ้ำที่เปียกชื้นจึงค่อยอุ่นขึ้นมาบ้าง
จินหลิงทนเห็นม้าที่ตนเลี้ยงมากับมือถูกฝนไม่ได้ จึงลากรถม้ามาจอดไว้ข้างถ้ำ รวมถึงให้ม้าของคนอื่นๆ อีกหลายตัวหลบฝนอยู่ที่นี่ด้วยกัน
ไป๋ซิวจิ่นกล่าวกับไป๋เฉียนว่า “เจ้าไปหาแม่ทัพเสิ่น บอกเขาว่าคุณหนูเสิ่นปลอดภัยดี”
“ขอรับ”
เสิ่นม่านซูยังไม่ทันได้ห้าม ไป๋เฉียนก็พุ่งเข้าไปในม่านฝนแล้ว นางจึงกล่าวว่า “ฝนตกหนักถึงเพียงนี้ ไม่จำเป็นต้องรีบไปแจ้งข่าวก็ได้ รอให้ฝนซาลงสักหน่อยค่อยว่ากันก็ยังทัน”
ไป๋ซิวจิ่นกลับส่ายหน้า “พ่อเจ้าจะเป็นห่วง”
เสิ่นม่านซูจึงพูดอะไรไม่ออก นางเองก็ไม่อยากให้บิดาเป็นห่วง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงเบา “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านไป๋อีกแล้ว”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
บทสนทนาของคนทั้งสองทั้งสุภาพและมีมารยาทยิ่งนัก หากมองเผินๆ ก็เหมือนไม่มีปัญหาอะไร มีเพียงเสิ่นม่านซูที่สายตาตกลงบนมือของต้นขาทองคำไป๋
เรื่องที่อีกฝ่ายกุมมือนางบนรถม้าเมื่อครู่ ต้องเป็นภาพหลอนแน่ๆ...
บัดนี้ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทว่าไม่นานไป๋เฉียนก็กลับมาในสภาพทุลักทุเล ทั้งตัวเปียกโชก หยดน้ำไหลลงมาตามร่างไม่หยุด
เขาประสานมือกล่าวว่า “แม่ทัพใหญ่เสิ่นกับพวกอยู่ห่างจากที่นี่ค่อนข้างไกล เขาบอกว่ารอฝนซาลงสักหน่อยจะมุ่งหน้าลงใต้โดยตรง ไม่เช่นนั้นจะข้ามแม่น้ำไม่ได้ นายท่าน เขาอยากให้ท่านช่วยส่งคุณหนูเสิ่นไปเมืองอวี๋โจวขอรับ”
นี่คือความต้องการของเสิ่นเจิ้นกวง
บทที่ 102 แม้แต่สวรรค์ยังช่วยนายท่านน้อย
ฝนตกหนักถึงเพียงนี้ สถานการณ์ทางใต้คงยิ่งวิกฤตมากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องเร่งเดินทางตลอดคืน เพราะหากน้ำขึ้นสูงเกินไป เกรงว่าจะยากต่อการข้ามไป
เสิ่นเจิ้นกวงรักและตามใจบุตรสาวก็จริง แต่เขาก็จดจำหน้าที่ของตนไว้ทุกขณะเช่นกัน
ผู้ประสบภัยนับหมื่นทางนั้นยังรอการช่วยเหลือจากราชสำนักอยู่
เสิ่นม่านซูย่อมไม่โกรธ ตรงกันข้าม...นางดีใจเป็นอย่างยิ่ง!
เดิมทีนางก็เอาแต่กลุ้มใจมาตลอดว่าจะทำอย่างไรถึงจะติดตามบิดาลงใต้ไปด้วยกันได้
ในที่สุดก็มีโอกาสแล้ว!
ไป๋ซิวจิ่นหันหน้าไป ก็เห็นดวงตาเป็นประกายของเด็กสาว
มุมปากของเขามีรอยยิ้มจางๆ ประดับ
เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน
พวกเขาจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นอีกหน่อย
เจียงกูกูที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ด้านข้างเผยรอยยิ้มปลื้มใจตรงมุมปาก
เห็นหรือไม่ แม้แต่สวรรค์ก็ยังช่วยนายท่านน้อย
ฝนใหญ่ครั้งนี้ตกไม่หยุดเสียที อีกทั้งยังมีฟ้าแลบฟ้าร้องเป็นระยะ
เสิ่นม่านซูนึกทบทวนอย่างละเอียด แล้วพบว่าในนิยายต้นฉบับไม่ได้กล่าวถึงช่วงนี้เอาไว้ แต่เมื่อมาคิดๆ ดูแล้วก็ใช่ ตอนนี้เนื้อเรื่องแตกต่างจากก่อนหน้านี้หลายส่วน
หากจะมีเหตุการณ์ฝนตกหนักเพิ่มขึ้นมา ก็ดูไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
พวกเขาสิบกว่าคนติดอยู่ในถ้ำแห่งนี้ แม้อากาศด้านนอกจะเลวร้าย แต่กลับไม่กระทบอารมณ์ของคนหลายคนเท่าไรนัก
เสิ่นม่านซูยังมีอารมณ์ถามเจ๋อหลันว่า “เจ๋อหลัน เมื่อวานพวกเจ้างัดข้อกัน ใครชนะหรือ”
“บ่าวชนะเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังอย่างยิ่งบนใบหน้าใสสะอาดของเจ๋อหลัน เสิ่นม่านซูก็พยักหน้าพลางกล่าวชื่นชม “เจ๋อหลันเก่งจริงๆ”
มุมปากของเจ๋อหลันโค้งขึ้นเล็กน้อย
กลับเป็นไป๋จี๋ที่อยู่ด้านข้าง พอเห็นฉากนี้เข้าก็กล่าวด้วยความตกใจทันทีว่า “อ๊ะๆๆ น้องเจ๋อหลัน ที่แท้เจ้าก็ยิ้มเป็นด้วยหรือ”
เจ๋อหลัน “...”
เจ๋อหลันหันไปมองเสิ่นม่านซู
ทว่าครั้งนี้เสิ่นม่านซูกลับโบกมือให้ทันที “ไปตีเถิด แต่อย่าหนักมือเกินไปละ ถึงอย่างไรท่านไป๋ก็ยังอยู่ที่นี่”
“เจ้าค่ะ”
เจ๋อหลันลุกขึ้นพลางพับแขนเสื้อเดินตรงไปทางไป๋จี๋ ส่วนไป๋จี๋นั้นวิ่งหนีไปนานแล้ว
เพียงแต่เพราะฝนตกหนัก พวกเขาจึงทำได้เพียงวิ่งไล่กันอยู่ในถ้ำ
บรรยากาศช่างครึกครื้นยิ่งนัก
หลังจินหลิงป้อนหญ้าให้ม้าแล้ว ก็มานั่งยองๆ ข้างกองไฟ ช่วยไป๋จื่อดูแลกองไฟด้วยกัน
เดินทางร่วมกันมาสองวัน ตอนนี้ยังมาติดอยู่ในถ้ำด้วยกันอีก ย่อมเริ่มคุ้นเคยกันขึ้นมาบ้างแล้ว
เสิ่นม่านซูสร้างกำลังใจให้ตนเองอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงค่อยขยับไปนั่งข้างไป๋ซิวจิ่น
เมื่อเห็นท่าทางอยากพูดแต่ก็ลังเลของเด็กสาว ไป๋ซิวจิ่นก็มองนางด้วยแววตาอ่อนโยน
พอเขาเงยหน้า เสิ่นม่านซูก็สบเข้ากับดวงตางดงามคู่นั้น ในชั่วพริบตาก็ลืมคำพูดที่ตั้งใจจะพูดไปจนหมด!
ข้างหูมีเสียงไป๋จี๋ร้องโวยวายจากการถูกเจ๋อหลันซ้อม และเสียงแตกเปรี๊ยะๆ ของกองไฟที่กำลังลุกไหม้
สายตาของไป๋ซิวจิ่นวนเวียนอยู่บนไฝน้ำตาเล็กๆ ตรงหางตาของอีกฝ่ายครู่หนึ่ง แล้วจึงถามว่า “คุณหนูสามมีเรื่องอะไรหรือ”
“เอ่อ...” ในที่สุดเสิ่นม่านซูก็ดึงสติกลับมาได้ นางพยักหน้ากล่าว “ท่านไป๋ รอฝนหยุดแล้ว พวกเราไปทางใต้ด้วยกันเถิดเจ้าค่ะ”
ทันทีที่นางกล่าวจบ ทุกคนในถ้ำก็หันมามองนางเป็นตาเดียว
เจียงกูกูยิ้มปลื้มใจอีกครั้ง ในใจคิดว่า ที่แท้คุณหนูเองก็มีใจต่อนายท่านน้อยเช่นกัน ดูสิ นางถึงขั้นไม่อยากไปตระกูลหลินที่เมืองอวี๋โจวเพื่อพบญาติผู้พี่ผู้นั้นแล้ว
ไป๋ซิวจิ่นเองก็คิดถึงจุดนั้นเช่นกัน
เขารู้สึกว่าหัวใจเต้นรัวขึ้น แสงไฟที่ไหวระริกทำให้สีหน้าบนใบหน้าของเขาดูเลือนรางขึ้นมา ก่อนจะถามนางกลับ “เพราะเหตุใด”
“ข้าเป็นห่วงท่านพ่อเจ้าค่ะ” เสิ่นม่านซูเห็นสีหน้าของไป๋ซิวจิ่นเปลี่ยนไปเล็กน้อย จึงรีบกล่าว “ท่านไป๋ ท่านวางใจเถิด ข้าจะไม่ล้ำเส้น อย่างมากก็...ถือว่าข้าติดค้างบุญคุณท่านอีกครั้งแล้วกันเจ้าค่ะ!”
นางจำเป็นต้องไปทางใต้เพื่อขัดขวางไม่ให้พี่ชายใหญ่พาเฝิงหวั่นเอ๋อร์ผู้นั้นกลับมาให้ได้ ขณะเดียวกัน ยังต้องอยู่ข้างกายบิดา เพื่อให้เขาระวังองค์ชายเจ็ดให้มากขึ้น!