ยามเย็นวันก่อนออกเดินทางลานท่าน้ำของตระกูลลู่สว่างด้วยตะเกียงเล็กเรียงตามราวไม้เสียงน้ำกระทบริมผาทอดเป็จังหวะสม่ำเสมอ เสมียนกลางยืนอ่าน “กฎผ่านทาง”ต่อหน้าพ่อค้าที่สมัครเข้าร่วมคาราวาน เสียงเขาหนักแน่นและไม่เร่งรีบ
“ข้อ1 ของทุกชิ้นต้องลงชื่อผู้คุมสินค้า เวลา ต้นทาง ปลายทาง ต่อหน้าพยาน 3 คน
ข้อ2 ของอาวุธและดินปืน เปิดคลังด้วยตราซ้อน 2 ฝ่าย
ข้อ3 ผู้ทำผิด จะถูกอ่านชื่อ 7 วัน และตัดสิทธิ์ผ่านทาง 30 วัน”
พ่อค้าทั้ง12 รายยกมือรับพร้อมกัน เหม่ยหลิงก้าวออกหนึ่งก้าวชี้ให้เห็นปลอกไม้ไผ่สีที่เตรียมไว้
“ปลอกสีดำสำหรับเอกสารของตระกูลรองสีแดงสำหรับคณะผู้เฒ่า สีฟ้าของเมืองที่จะส่งทางน้ำ ระหว่างทางห้ามแลกสับหากถูกหยุดตรวจ ให้เปิดต่อหน้าเท่านั้น”
อู๋ผู้แทนเมืองชายแดน ยืนทางขวา เขาเอ่ยเสียงเรียบ
“เมืองส่งทหารประกบ2 นาย พกตราหน้าด่าน พวกเขาจะไม่อยู่เหนือกฎผ่านทางของท่านแต่จะช่วยเปิดด่านตามระเบียบ เมื่อถึงจุดตรวจใหญ่”
ลู่หานยืนฟังเงียบๆ ดวงตาเขาติดตามทุกรายละเอียด ที่ฝั่งเรือเถ้าเรือกวงตรวจเชือกและกระดานขึ้นเรือซ้ำไปมา ชายชรากระดิ่งเดินแนวรอบลานลองสั่นกระดิ่งสั้น 2 ครั้งเพื่อทดสอบสัญญาณ “ถอยครึ่งก้าวตั้งโล่” แล้วเงียบเสียง
ค่ำคืนนั้นลู่หานเขียนบันทึกสั้น ๆ หน้าตะเกียง
“ออกทางลำน้ำไปด่านหินงอกเปิดเวทีสั้น ประกาศกฎต่อหน้า มีทหารเมืองร่วมทาง 2 นาย”
เขาปิดฝาหมึกมองแสงสะท้อนผิวน้ำที่ท่าน้ำ แล้วลุกไปนอนโดยไม่ปล่อยใจให้คิดยืดยาว
ยามเช้าของวันออกเดินทางท่าน้ำตระกูลลู่ยังคลาคล่ำด้วยผู้คน เรือเล็กสองลำเทียบท่าอยู่ด้านข้างเถ้าเรือกวงคุมคนของเขาให้นำ สำเนาหลักฐานและของกลาง ใส่หีบปิดครั่งลงเรือแล้วออกล่องไปทางเมืองทันที
“สำเนานี้ต้องถึงมือเมืองก่อนเรา”
เถ้าเรือกวงเอ่ยเสียงทุ้มก่อนโบกมือให้ลูกเรือถอยออกจากท่า
เมื่อภารกิจเรือเสร็จสิ้นลู่หานหันกลับมาที่ลานดินกว้าง ขบวนเกวียนเสบียงสิบกว่าคันจอดเรียงแถวร่างยามยืนประจำข้างม้า เหม่ยหลิงถือสมุดบันทึกตรวจชื่อพ่อค้าร่วมทางอาหยินแจกยาสมุนไพรและผ้าพันแผลให้ยามแต่ละผลัด
“จากนี้ไปเราใช้เส้นทางบกตลอดถึงชายแดน”
ลู่หานกล่าวเรียบ พร้อมชี้ไปยังป้าย“กฎผ่านทาง” ที่ปักบนเกวียนคันนำ
เสียงแส้ม้าดังขึ้นขบวนคาราวานเริ่มเคลื่อน เกวียนเคลื่อนไปตามเส้นทางดินแดง ล้อบดหินกรวดดังกรอบแกรบพ่อค้าและยามต่างหันมองธงขาวดำที่โบกสะบัดบนคันนำ รู้ดีว่ามันคือสัญลักษณ์แห่ง กฎผ่านทาง — ทุกการตรวจต้องทำต่อหน้าและลงนิ้วครั่ง
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจหลัก: เดินทางถึง “ด่านหินงอก”โดยไม่เสียวินัย]
[เงื่อนไข: (1) ผ่านจุดตรวจ 5แห่งโดยบันทึกต่อหน้า, (2) ห้ามปะทะ, (3)เก็บสัญลักษณ์แขนเสื้อ–ตราธงหน่วยที่เกี่ยวข้อง]
[รางวัล: แบบตราหน่วยท้องถิ่น 1 ชุดพร้อมหมายเหตุ “วิธีปลอมตราที่พบบ่อย”]
ลู่หานรับรู้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยนเขายกคางเล็กน้อยให้เหม่ยหลิง เธอพยักหน้ากลับราวกับเดาใจว่าระบบเพิ่งแจ้งสิ่งใด
ครั้นเรือพ้นโค้งแรกก็เจอสะพานไม้ที่มีด่านเก็บภาษีทางน้ำ พวกทหารท้องถิ่น 6นายยืนปิดช่องน้ำแคบไว้ด้วยเสาไม้ขวาง กลางสะพานแขวนป้ายไม้ตัวอักษรใหญ่“เก็บค่าทางน้ำ” นายทหารรูปร่างล่ำสัน โพกผ้าสีน้ำเงินครามมีผ้าพันแขนลายฟันปลาสีเข้ม เดินลงบันไดมาหยุดที่กระดานขึ้นเรือ
เขาขานเสียงห้วน
“เรือของใคร”
ลู่หานตอบเสียงเรียบ
“คาราวานตระกูลลู่มีเอกสารสอบข้ามเขต ส่งสำเนาให้เมืองแล้ว”
เขายกปลอกไม้ไผ่สีดำขึ้นให้ดูนายทหารเหลือบตามองอย่างไม่ยี่หระ แล้วยื่นมือ
“ค่าผ่านทาง3 เท่าของเรือบรรทุกหนัก และต้องลงของเพื่อตรวจเกวียนและหีบทุกใบ”
อู๋ที่ยืนข้างๆ แสดงตราหน้าด่านของเมือง
“นี่ตราเมืองชุดนี้ถือเอกสารของทางการ ส่งต่อไปยังด่านหินงอก ท่านไม่จำเป็ต้องเรียกเก็บ 3เท่า”
นายทหารหัวเราะในลำคอ
“ตราของเมืองข้ามเขตอย่างไร้พิธีเราเป็ทหารท้องถิ่นของแขวงตะวันออกเฉียงใต้ ใครผ่านต้องจ่ายเท่าที่เรากำหนด”
เหม่ยหลิงยื่นสมุดบันทึกผ่านทางไปตรงหน้าชายคนนั้น
“โปรดระบุชื่อท่านสังกัดใด และลงนิ้วครั่งไว้ต่อหน้า เมื่อบังคับเก็บเกินอัตรา”
นายทหารนิ่งไปชั่วครู่เขาชำเลืองสายตาไปยังเพื่อนทหารบนสะพานที่กำลังมองอยู่ พลางพยายามทำหน้าขึงแต่เสียงเขาไม่แน่นเหมือนเดิม
“จ่ายตามอัตราเดิมก็ได้แต่ยังต้องลงของ”
ลู่หานสบตาเหม่ยหลิงสั้นๆ แล้วพยักหน้า
“ตามอัตราเดิมเราจะไม่ลงของ แต่จะให้ตรวจตรา ‘ต่อหน้า’ เฉพาะหีบเอกสาร”
นายทหารเม้มปากสุดท้ายก็ยอมถอยมือครึ่งคืบ
“เอาหีบเอกสารขึ้นมา”
เสมียนกลางยกหีบเล็กขึ้นวางบนกระดานเขาเปิดผนึกครั่งต่อหน้าและชูเพียงซองหัวข้อ “สำเนาเอกสาร” ให้ทหารเห็นไม่ปล่อยให้มือที่ไม่เกี่ยวข้องแตะจนเกินจำเป็จากนั้นเขาปิดหีบแล้วปั๊มตราซ้อนใหม่ทันที
เหม่ยหลิงขีดบันทึกลงในสมุดผ่านทาง
“ด่านสะพานลำน้ำตะวันออกเฉียงใต้หน่วยปลอกแขนฟันปลา อัตราเดิม คนสั่งการชื่อ ‘ไช่’ ไม่ยอมลงนิ้วครั่งอ้างไม่มีอำนาจลง”
นายทหารชะงักหรี่ตาใส่
“เ้าเขียนอะไร”
“บันทึกต่อหน้า”
คำสองคำสุดท้ายทำให้ชายคนดังกล่าวไม่กล้าเอื้อมมือมาแย่งเขาซูดลมหายใจฮึดฮัด แล้วโบกมือสั่งให้เปิดเสาไม้ขวางทาง เรือค่อย ๆเลาะผ่านช่องแคบออกสู่ลำกว้าง สายตาของทหารทั้งหกยังติดตามอยู่จนลำเรือพ้นระยะ
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ผ่านจุดตรวจ 1/5]
[คำแนะนำ: ติด “ธงผ่านทาง”กึ่งเสาต้นหน้าเรือ เพื่อให้คนริมฝั่งรู้กฎก่อนะโเรียกเก็บ]
เถ้าเรือกวงรับคำสั้นๆ
“รับคำ”
เขาผูกธงขาวดำที่หัวเรือให้สูงขึ้นหนึ่ง่แขนเมื่อลมจับผืนธงจนตึง เห็นลายเส้นดำบนพื้นขาวชัดเจนเด็กส่งสารที่นั่งท้ายเรือยิ้มบาง
“เห็นไกลดี”
ยามสายเรือเทียบท่าเล็กกลางทางเพื่อต้มน้ำชาร้อน อาหยินชงยาสมุนไพรให้ทหารเมือง 2 นายเธอถือถ้วยสองใบเดินมาส่ง มือที่เคยาเ็ยังไม่คล่องนัก แต่สีหน้ามั่นคง
“ดื่มอุ่นคอไว้เ้าค่ะทางข้างหน้ายาว”
นายทหารคนหนึ่งรับถ้วยด้วยแววตาแปลกใจที่หญิงสาวของตระกูลรองคอยดูแลอย่างไม่ถือตัวเขาพยักหน้าเบา ๆ แล้วจิบชานิ่ง ๆ
พักได้ไม่นานขบวนเรือก็ออกต่อ สองฝั่งทางค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ป่ากลายเป็ทุ่งต่ำบ้านเรือนเบาบางลง ทว่าป้อมสังเกตการณ์ของแขวงกลับถี่ขึ้นทุกที่มีธงสีและเครื่องหมายต่างกันเสมียนกลางนั่งจดลวดลายเ่าั้ลงกระดาษอย่างขยันขันแข็ง เหม่ยหลิงคอยบอกมุมมอง
“ปลอกแขนสองแถบเฉียงกับตราฟันปลาตรงสะพานอาจเป็เครือเดียวกัน แต่ป้อมถัดไปใช้ตรา “กระดูกปลา” ขวางอยู่นั่นคือคนละสายบัญชาการ”
ลู่หานเอ่ยเบาๆ
“บันทึกให้ครบสุดท้ายมันจะเรียงรอยต่อของเงินเอง”
เที่ยงวันเรือเทียบท่าที่สอง ฝั่งท่ามีโรงเก็บภาษีไม้ยกพื้นและกระดานชั่งน้ำหนักขนาดใหญ่ตั้งวางโอ่อ่ากว่าด่านแรก ทหารเวรที่นี่แต่งกายเรียบร้อยกว่า นายด่านผอมสูงสวมเสื้อคลุมสั้นแนบลำตัว ผ้าพันแขนสีครามขอบเงิน เขาพูดเสียงเย็น
“ที่นี่เก็บตามหนังสือค่าทางเรือคิดตามน้ำหนักที่ชั่ง อย่าคิดเลี่ยง”
อู๋ก้าวออกพร้อมตราหน้าด่าน
“เรามีตราและรายชื่อในสารเมืองแล้ว”
นายด่านรับไปดูอย่างพินิจแล้วคืนให้โดยไม่ทำท่าถือตัว
“ผ่านได้แต่ต้องชั่งเกวียนเสบียงสองคันนั้นตามระเบียบ”
เหม่ยหลิงหันไปทางลู่หานลู่หานพยักหน้าเสมียนกลางจึงสั่งให้ยกเกวียนที่บรรทุกแป้งและเกลือขึ้นกระดานชั่งอย่างเป็ขั้นตอนทหารวัดอย่างไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ตัวเลขออกมาตรงกับบัญชีที่เสมียนกลางลงไว้นายด่านอ่านแล้วเขียนใบผ่านทางให้
“จุดที่2 ตามระเบียบ”
เหม่ยหลิงเอ่ยสั้นๆ
“ขอบคุณ”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ผ่านจุดตรวจ 2/5]
[คำแนะนำ: บันทึกชื่อผู้ควบคุมกระดานชั่งและหมายเลขเหล็กชั่งน้ำหนัก]
สายลมแรงขึ้นเล็กน้อยนำกลิ่นไอจากแผ่นดินที่ค่อย ๆ สูงขึ้น เรือแล่นต่ออีกครึ่งชั่วยามและเทียบท่าที่สามที่คอคอดน้ำเรียวแคบ ที่นี่ไม่มีป้ายชัดเจนมีเพียงทหารสามคนวางไม้พาดบนแพแล้วผูกเชือกกันเรือเข้าช่องน้ำถูกทำให้แคบจนต้องหยุด ลำะโจากฝั่งดังขึ้น
“ผ่านทางนี้ต้องจ่ายค่าตรวจภัยโจร”
คำว่า“โจร” ทำให้ชาวเรือและพ่อค้าหลายคนขมวดคิ้ว อู๋ยกตราขึ้นอีกครั้งชายฝั่งหัวเราะหยัน
“ตราของเมืองอย่างมากก็ขู่คนท่าใหญ่พวกข้าไม่ขึ้นตรงเมือง”
เหม่ยหลิงไม่เสียเวลาเถียงเธอหันไปทางลู่หาน ลู่หานกล่าวเพียงคำเดียว
“ต่อหน้า”
เสมียนกลางคลี่กระดาษบันทึก
“ขอชื่อและสังกัดท่าน”
ชายฝั่งชะงักไปชั่วครู่เขาไม่ให้ชื่อ แต่บอกเพียงว่า “หน่วยเวรแพคอคอด”เหม่ยหลิงกวาดตามองปลอกแขนสีหม่นที่ทอด้วยด้ายขาวเป็เส้นคดคล้ายคลื่นเธอพยักหน้าให้เสมียนกลางจดลายละเอียดนั้นไว้ ลู่หานล้วงถุงเงินเล็กจ่ายตามอัตรา“ค่าตรวจภัยโจร” ที่ชายฝั่งเรียก จากนั้นเขาย้ำเบา ๆ
“เราไม่ลงของแต่จะให้ตรวจเรืออย่างที่ท่านเห็นด้วยตา”
ชายฝั่งมองตาปริบแต่พอเห็นว่ามีทหารเมืองยืนคุมเชิงอยู่ ก็ยอมถอยเชือกออกเรือหลุดผ่านช่องน้ำคอคอดไปได้โดยไม่ถูกแตะต้อง
ตลอดบ่ายขบวนเรือถึงท่าที่สี่ ซึ่งอยู่ตรงจุดเปลี่ยนจากทางน้ำสู่ทางบกเถ้าเรือกวงสั่งคนยกของลงอย่างเป็ระเบียบ ยามจัดแถวเข้ารูป “โล่โค้ง”คร่อมหน้าหีบเอกสาร ทหารเมือง 2 นายขึ้นคุมเชิงตรงหัวแถวเด็กส่งสารวิ่งดูรอบสถานีรถม้า แผงไม้ซึ่งเคยใช้ชั่งน้ำหนักตั้งอยู่ข้างโรงม้าเก่ามีป้ายจารึกคำสั้น ๆ “ตรวจล้อรถ” ห้อยมุมแผง
นายตรวจล้อเป็ชายวัยกลางคนเนื้อหนังบาง แต่ตาดุ เขาชี้ไปที่ล้อรถม้าคันนำ
“ต้องปลดล้อซ้ายเพื่อตรวจ”
เหม่ยหลิงส่ายหน้าทันที
“การปลดล้อทำให้รถเสียหลักง่ายเราอนุญาตให้ท่านตรวจกลอนและสลักต่อหน้า แต่ไม่ถอดล้อ”
ชายผู้นั้นจ้องหน้าด้วยสายตาไม่พอใจลู่หานก้าวขึ้นครึ่งก้าว
“ถอดล้อไม่ใช่ระเบียบตรวจภัยแต่เป็การบั่นความพร้อมของคาราวาน หากท่านยืนยันต้องทำโปรดลงชื่อและเหตุผลในบันทึก”
เขาหยิบสมุดผ่านทางให้เห็นหน้าเปล่าๆ ที่รอบนี้ยังไม่ได้เขียน ชายผู้นั้นถอนหายใจอย่างจนใจ
“ตรวจกลอนก็ได้”
เขาก้มลงส่องใต้ท้องรถตรวจสลักเหล็กที่เสมียนกลางเพิ่งขัดทางเรือมาเมื่อเช้าแล้วรับเงินค่าธรรมเนียมตามอัตราที่ติดไว้ข้างเสาโดยไม่กล้าคิดเพิ่ม
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ผ่านจุดตรวจ 3/5และเปลี่ยนเป็ทางบก]
[คำแนะนำ: ตั้ง “เวรล้อ” ผลัดละ 2 คนเดินขนาบม้าคันนำและคันท้าย]
เมื่อออกจากท่าขนถ่ายของแล้วขบวนคาราวานยืดตัวสู่ทางดินสีนวลที่คดไปตามไหล่เนินเรือถูกมัดไว้ใต้เพิงที่จ้างชาวบ้านคอยจับตา เถ้าเรือกวงถอดผ้าคลุมบ่าเปลี่ยนมาเดินข้างล้อคันท้ายตามหน้าที่เวรล้อ ชายชรากระดิ่งถือกระดิ่งไว้ในมือและส่ายเบา ๆ ทุกครั้งที่เห็นใครเดินเพลินเกินแนว
แสงบ่ายลาดยาวทางตะวันตกจนต้นหญ้าทอดเงาเป็ริ้วสูงพ้นสันเนินแรก ลู่หานเห็นกลุ่มควันบางจากทิศทางเมืองชายแดนราวกับใครกำลังต้มเกลือหรือเผาเศษไม้ เขาไม่พูดอะไร เพียงก้าวยาวขึ้นอีกนิดให้ขบวนรักษาจังหวะตาม
ทางที่สี่ของวันเป็ตรอกด่านเล็กก่อนเข้าสู่เขตแขวงสุดท้ายก่อนเมืองชายแดนที่นี่เป็เพียงคอกไม้ไผ่กั้นทางกับโต๊ะเตี้ยหนึ่งตัวนายด่านหนุ่มผอมแห้งนั่งเกาหลังมือ เขาเงยหน้ามองขบวนอย่างอ่อนล้า
“ผ่านได้จ่ายค่าทางล้อ 2 ตำลึงก็พอ”
เหม่ยหลิงยิ้มบาง
“ตามระเบียบที่นี่พอจะมีใบผ่านทางหรือไม่”
นายด่านส่ายหน้า
“หมึกหมด”
เสมียนกลางชะงักลู่หานยื่นป้ายไม้ใบเล็กของคาราวานให้
“เขียนบนป้ายของเราแล้วลงนิ้วครั่งต่อหน้า”
นายด่านเงียบไปชั่ววูบคล้ายรู้สึกว่าถูกจับตามอง เขาเขียนตามที่ขออย่างไม่อิดออดและลงนิ้วครั่งของตัวเองบนมุมไม้เหม่ยหลิงให้เสมียนกลางแขวนป้ายนี้ไว้กับด้านในรถคันนำ
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ผ่านจุดตรวจ 4/5]
[คำแนะนำ: เก็บ “ป้ายด่านเขียนมือ” เพิ่ม1 ชุด ใช้เป็ตัวอย่างลายมือสำนักงานท้องถิ่น]
แดดเย็นลงจนลมพัดพาไอหนาวบางๆ มากับเงา สุดสายเนิน แผ่นดินเบื้องหน้าแผ่กว้างเป็แอ่งที่โอบเมืองชายแดนเอาไว้กำแพงดินสีน้ำตาลเทาโผล่ขึ้นเหนือแนวบ้านเตี้ย ๆ ไม่สูงมากแต่ทอดยาวสะพานไม้หุ้มเหล็กเป็ทางผ่านลำธารตื้น ๆ สู่ประตูเมืองด้านตะวันออกทว่าในพื้นที่หน้าประตูเมืองนั้นเอง ความพลุกพล่านปะทุขึ้นราวกับตลาดแตก
ขบวนของลู่หานชะลอด้วยสัญญาณมือของเหม่ยหลิงเธอกระซิบริมฝีปาก
“ดูตรงนั้น”
บนลานดินหน้าประตูกองทหารท้องถิ่นตั้งแนวล้อมเกวียนเสบียง 3 คันไว้ ม้าถูกจับยืนชิดกันจนหูสะบัดตรงกลางลานมีพ่อค้าหนุ่มคนหนึ่งค้อมตัวขอร้อง มือสองข้างยกเหนือศีรษะอย่างยอมจำนนแต่สายตาไม่ยอมแพ้ ทหารนายหนึ่งะโเสียงดัง
“ตามคำสั่งผู้ว่าการทุกเกวียนเสบียงที่จะเข้าสู่เมือง ต้องส่งเข้าคลังหลวงก่อน เ้าจะรับคืนภายหลังเมื่อได้รับตราอนุญาต”
พ่อค้าหนุ่มสั่นเสียง
“ของชุดนี้มีหนี้ค้างข้าต้องขนส่งตามสัญญา มิฉะนั้นครอบครัวเขากินอะไร”
ทหารหัวหน้าเสมองเอกสารในมือแล้วพับกลับ
“ไม่เกี่ยวส่งเข้าคลังหลวงก่อน”
เขาชี้มือเรียกลูกน้องพวกทหารสี่ห้าคนผลักคนคุมเกวียนออก แล้วจับบังเหียนม้าหมุนทิศหัวเกวียนชี้เข้าช่องขนด้านซ้ายของประตูเมืองทันทีกลุ่มพ่อค้าสองสามคนที่รอคิวอยู่ไกล ๆ ถอนใจพร้อมกัน เหม่ยหลิงขบกรามแน่นแต่ไม่พูดลู่หานยืนกับที่ สายตาติดตามทุกรายละเอียด ั้แ่ผ้าพันแขนสีครามลายขอบเงินของนายทหารไปจนถึงตราสำหรับ “คลังหลวง” ที่ประทับบนใบรับของอย่างลวก ๆ
อู๋พูดเบาๆ
“นี่คือเมืองที่ไม่ต้อนรับนักเดินทางส่วนมากยอมเพราะกลัวถูกปิดทางอีก”
ลู่หานเอ่ยสั้น
“เราไม่แจ้งอะไรตอนนี้”
“แล้วจะให้ทำอย่างไร”
เหม่ยหลิงถามค่อยๆ แต่คมน้ำเสียงยังแฝงอยู่ เขาตอบโดยไม่ละสายตาจากลาน
“บันทึกต่อหน้าดูรูปแบบของเขาให้ครบ ก่อนเข้าไปอยู่ในกำแพงของเขา”
เขาผายมือให้ยามรักษาจังหวะเดินเสมียนกลางยกสมุดขึ้น เขียนบรรทัดที่มุมหน้าอย่างเรียบร้อย
“หน้าประตูตะวันออกเมืองชายแดน นายทหารปลอกแขนครามขอบเงิน ยึดเกวียนเสบียง 3 คัน อ้างคลังหลวงใบรับของตัวหนังสือลวก สะกดชื่อพ่อค้าผิด”
อาหยินยืนมองด้วยแววตากังวลเธอถามเสียงเบา
“เราจะช่วยเขาเมื่อใดเ้าคะ”
“เมื่อเรายังไม่รู้ระเบียบและรอยรั่วของเมืองการกระโจนเข้าไปช่วยคือการผลักเขาลงเหว”
ลู่หานพูดช้าๆ แล้วหันมาทางเธอ ดวงตาอ่อนลงเพียงครู่เดียว
“แต่อย่าลืมหน้าเขา”
เธอพยักหน้าสีหน้าจำภาพนั้นไว้แน่น
เสียงกลองเล็กของด่านดัง1 ครั้งเพื่อเรียกคิวเข้าเมือง ขบวนที่อยู่หน้าลู่หานเคลื่อนไหวประตูไม้ที่เสริมด้วยเหล็กเปิดออกทีละส่วนกลิ่นฝุ่นเมืองผสมควันหวานของน้ำตาลไหม้ลอยออกมา ชายชรากระดิ่งสั่นสั้น 2 ครั้ง“ถอยครึ่งก้าวตั้งโล่” เพื่อให้แถวคงรูปเมื่อคนแปลกหน้าพยายามเบียดเข้าจากด้านข้าง
ทหารด่านหน้าประตูสองนายเดินมาตามคิวเมื่อเห็นธงผ่านทางขาวดำที่หัวขบวนสายตาพวกเขาเปลี่ยนจากระแวงเป็งุนงงอยู่ครู่หนึ่งนายหนึ่งชี้ไปที่ปลอกไม้ไผ่ในมือเสมียนกลาง
“เอกสารอะไร”
“สอบข้ามเขต”
เสมียนกลางตอบชัดลู่หานยื่นตราตระกูลพิเศษออกมาให้ดูต่อหน้า นายทหารรับตราไปพลิกดูแล้วหันไปพูดกับเพื่อนเบา ๆ สุดท้าย เขาคืนตราและพยักหน้าไปทางช่องเข้า
“เข้าได้แต่ห้ามตั้งค่ายในเขตตัวเมือง ต้องเช่าลานภายนอกกำแพงในย่านเรือนรองทิศใต้”
เหม่ยหลิงยิ้มไม่ถึงตา
“เข้าใจแล้ว”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ผ่านจุดตรวจ 5/5]
[คำแนะนำ: เลือกลานว่างนอกกำแพงฝั่งใต้ตั้งเวร 3 ชั้น และเปิด “โต๊ะเล็ก” อ่านกฎผ่านทางให้คนแถบนั้นฟังภายในคืนนี้]
[ภารกิจย่อย: เก็บคำบอกเล่าพ่อค้า 3รายเื่ “ยึดเสบียงเข้าคลังหลวง” ภายใน 1 วัน]
ขบวนค่อยๆ เคลื่อนผ่านประตูไม้เข้าเขตเมือง จังหวะกลองเล็กบนกำแพงดังเป็่สม่ำเสมอเห็นได้ว่าทหารบนกำแพงนั้นมีทั้งคนระเบียบและคนง่วงซึมปนกันเหม่ยหลิงชี้ไปยังลานโล่งข้างกำแพงฝั่งใต้ซึ่งมีป้าย “ให้เช่าลาน” แขวนไว้เธอหันมาทางลู่หาน
“ที่นั่น”
ลู่หานพยักหน้ายามจัดแถวโค้งให้คาราวานเลี้ยวเข้าไปในลานพื้นดินอัดแน่นพอวางเกวียนเรียงสามชั้นได้เสาไม้สี่มุมมีร่องให้ผูกเชือกและแขวนตะเกียงได้ทันทีหม้อน้ำเหล็กเก่าใบหนึ่งตั้งพิงกำแพงอยู่ เศษฟืนกองเล็ก ๆ วางข้าง ๆ
เ้าของลานเป็ชายสูงอายุรูปร่างผอมแต่ดวงตายังสด เขาเดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าแต่ไม่ระราน
“จะเช่าคืนนี้หรือหลายคืน”
เหม่ยหลิงตอบ
“สามคืนก่อนต่อจากนั้นแล้วแต่ความจำเป็ ขออ่านกฎผ่านทางของเรากลางลานคืนนี้ด้วยหากท่านอนุญาต”
ชายสูงอายุเหลือบตามองธงขาวดำที่หัวขบวนแล้วพยักหน้า
“อ่านหากอ่านต่อหน้า ข้าโล่งใจขึ้น”
เขาคงเคยเห็นความวุ่นวายพอกับใครหลายคน
ยามเย็นตกทาบกำแพงเป็แผงเงายาวขณะที่คนของคาราวานเริ่มตั้งไฟ ต้มน้ำ จัดเวรยามตามตาราง เหม่ยหลิงคลี่ป้ายผ้าขาวขีดคำว่า “กฎผ่านทาง” ตัวหนา จัดตั้งโต๊ะเตี้ยกลางลานเถ้าเรือกวงคุมเชือกผูกม้าและรถคันท้าย กำหนดพื้นที่ที่คนแปลกหน้าเข้ามาได้ชัดเจนเด็กส่งสารวิ่งไปเชิญพ่อค้าแถบนั้นสองสามรายให้มาฟัง “โต๊ะเล็ก”ที่จะอ่านในอีกครู่
อาหยินต้มยาสมุนไพรกับขิงให้คนเวรผลัดค่ำเธอช้อนฟองออกอย่างใจเย็น แล้วเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเงียบ ๆ ข้างกำแพงชายหนุ่มพ่อค้าจากหน้าประตูเมื่อบ่าย ยืนพิงกำแพงอยู่ไกล ๆเสื้อคลุมของเขามีคราบฝุ่นและน้ำตาแห้งเป็ทางเขามองคาราวานด้วยสายตาที่ผสมทั้งความระแวงและความหวัง
ลู่หานไม่ได้เรียกเขาเข้ามาแต่ก้าวไปยืนใกล้พอให้ได้ยินเสียงอ่านกฎ เหม่ยหลิงเริ่มบทแรกด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“กฎผ่านทางของคาราวานนี้มีเพื่อให้ของของท่านเดินถึงมือผู้รับตามสัญญา และให้คนทำผิดถูกอ่านชื่อ ต่อหน้าไม่ใช่ลับหลัง”
พ่อค้าหนุ่มตรงกำแพงชะงักเล็กน้อยดวงตาเขาไหววาบ ลู่หานมองภาพนั้นโดยไม่ออกนอกท่า เขารู้ว่าคำบางคำเมื่ออ่านต่อหน้าจะทำหน้าที่แทนมือที่ยื่นไป เพียงแต่ยังไม่ใช่เวลาจับมือแน่น
เมื่ออ่านกฎจบเสมียนกลางบันทึกชื่อพ่อค้าที่มาฟัง และคำถามที่พวกเขายกขึ้นเห็นได้ว่าหลายข้อผูกกับเื่เดียวกัน คือ “คลังหลวง”และการออกใบรับของที่สะกดชื่อผิดจนทวงคืนไม่ได้ เหม่ยหลิงจดคำเ่าั้ลงหัวบันทึก“ยึดเสบียงเข้าคลังหลวง” พร้อมขีดบรรทัดว่างไว้สามช่องสำหรับคำให้การที่จะตามมาในวันพรุ่งนี้
ลมค่ำพัดเย็นขึ้นกลิ่นขิงต้มลอยไปกับไอร้อน อาหยินยกถ้วยยาไปให้ยาม ผลัดกลางลู่หานก้มอ่านบันทึกผ่านทางอีกครั้ง ั้แ่ด่านสะพานฟันปลาจนถึงป้ายไม้เขียนมือของด่านย่อยก่อนเข้าเมือง ตัวหนังสือเรียงเป็แถวทำให้เห็นเส้นเชื่อมระหว่าง “หน่วยที่เรียกเก็บในนามตัวเอง” กับ“ด่านที่เก็บตามระเบียบ” เขาวางแผ่นไม้ลงบนโต๊ะช้า ๆ
“พรุ่งนี้เช้าเราแบ่งคน 2 สาย เหม่ยหลิงไปย่านโรงเก็บคลังหลวง ขออ่านระเบียบต่อหน้าข้าไปตลาดพ่อค้า เก็บคำให้การ 3 ราย”
เหม่ยหลิงพยักหน้า
“และเราจะไม่สัญญาอะไรที่ทำไม่ได้”
“ใช่ให้กฎเป็คนพูด”
อู๋ที่ยืนเงียบมาตลอดยกมือคำนับ
“ข้าจะนำทหารเมืองไปด้วยหากมีใครอ้างชื่อผู้ว่าการเพื่อบังคับกฎที่ไม่มีในหนังสือข้าจะขอให้เขาอ่านชื่อและลงนิ้วครั่งต่อหน้า”
ลู่หานมองอู๋แล้วค้อมหัวเล็กน้อย
“ขอบคุณ”
เขายืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งมองยอดกำแพงที่ไล้แสงสุดท้ายของวันด้านโน้นคือเมืองที่ผู้ว่าการวางระเบียบเพื่อตนเองมากกว่าคนทั้งเมืองด้านนี้คือคาราวานเล็กที่พกกฎและจังหวะมาด้วย เหมือนเสียงกลองเบา ๆในอกที่ยังตีตรงเวลา
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[สรุปตอน: ขบวนออกเดินทางตามกฎผ่านทางผ่านจุดตรวจ 5 แห่งโดยไม่ปะทะ จดชื่อ–ตรา–ปลอกแขนหน่วยครบพบหน้าประตูเมืองมีการยึดเสบียงอ้างคลังหลวง ตั้งลานพักนอกกำแพงและเปิดโต๊ะเล็กอ่านกฎต่อหน้า]
ยามดึกลมจากทิศตะวันตกเย็นลงอีกนิด เสียงกระดิ่งของชายชราดังกริ่งชัดเพียงครั้งเดียวแล้วเงียบ หัวคันธงขาวดำที่ผูกอยู่มุมลานแกว่งตามลมช้า ๆลู่หานนั่งเขียนบันทึกบรรทัดสุดท้ายของวันลงบนแผ่นไม้
“เดินถึงเมืองชายแดนโดยไม่เสียวินัยเห็นการยึดเสบียงเข้าคลังหลวง ตั้งลานนอกกำแพง เปิดโต๊ะเล็กเก็บคำบอกเล่าพรุ่งนี้”
เขาวางพู่กันปิดฝาหมึก เงยหน้ามองเงากำแพงนิ่ง ๆ แล้วลุกขึ้นตรวจเวรยามด้วยตนเองทีละจุดจังหวะก้าวของเขาเท่ากันทุกครา ราวกับกลองที่ยังตีในเวลาของมันเองไม่ขึ้นกับเสียงใครทั้งสิ้น…