บทที่ 4 พ่อของเด็กคือใคร
“ฉันเลี้ยงลูกคนเดียวมาห้าปีแล้ว”
“อะไรนะห้าปี! ถ้าอย่างนั้นเธอท้องั้แ่ตอนยังอยู่ในประเทศเหรอ ก่อนตระกูลอันจะเกิดเื่อีก อย่าบอกนะว่าเป็ลูกของโอวหยางลี่!” หลินจือเสี่ยวชะงักไป ไม่มีทางเป็ลูกของคนเลวแบบนั้นแน่ ๆ เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาเป็ลูกครึ่ง
“โหรวโหรว พ่อของเด็กคือใคร”
ตอนนั้นเอง อันหยางผลักประตูเข้ามา เดินไปหาหลินจือเสี่ยว “ไม่มีพ่อ ผมกับหน่วนหน่วนมีแค่แม่ก็พอแล้ว”
ประโยคนี้ทำให้หลินจือเสี่ยวรู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง เด็กอายุแค่ห้าขวบถึงกับพูดเื่แบบนี้ออกมาได้
“หยางหยาง ออกไปข้างนอกก่อน แม่มีเื่จะคุยกับป้าจือเสี่ยว” อันโหรวดันอันหยางเบา ๆ
ตอนที่เขาเดินออกไป ยังเหลือบมองหลินจือเสี่ยวแวบหนึ่ง “ป้าจือเสี่ยว ห้ามรังแกแม่ผมนะ”
หลินจือเสี่ยวรีบพยักหน้า อันหยางจึงวางใจก่อนเดินออกไป
“ออร่าลูกชายเธอรุนแรงมาก ฉันใหมดเลย” หลินจือเสี่ยวถอนหายใจ ตบอกตัวเองด้วยความหวาดกลัว
อันโหรวเชิดคาง “เธอเป็ถึงเลขาของประธานบริษัท แต่เจอแค่นี้ก็ใแล้วเหรอ หยางหยางเข้ามาพูดแค่สองสามประโยคเองนะ”
คำว่าเลขาของประธานบริษัททำให้หลินจือเสี่ยวนึกอะไรได้ “เธอทำงานเป็นักวางแผนที่อังกฤษมาหลายปีแล้ว แผนกวางแผนของบริษัทเรากำลังเปิดรับสมัครพอดี ด้วยคุณสมบัติของเธอ ต้องผ่านได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน”
“ขอชื่อบริษัท ที่อยู่ กับอีเมลด้วย” อันโหรวพยักหน้า คิดว่าข้อเสนอนี้ไม่เลวทีเดียว
“บริษัทจิ่งใหญ่โตมาก สินทรัพย์ก็มากกว่าตระกูลโอวหยางหลายร้อยเท่า! อย่ารีรอเลย เธอส่งประวัติการทำงานมาทางอีเมลฉัน แล้วพรุ่งนี้ฉันจะเอาไปให้แผนกบุคคลทันที”
แววตาหลินจือเสี่ยวเป็ประกาย อันโหรวจะต้องเข้าบริษัทจิ่งได้แน่ ๆ แถมประธานบริษัทยังมีบุคลิกทรงพลัง เด็ดขาด และหล่อเหลาเป็ที่หนึ่ง ผู้หญิงมากมายต่างก็พยายามเอาใจเขา
ทว่าอันโหรวกลับหยุดมือที่ขยับเมาส์ บริษัทจิ่ง… จิ่งเป่ยเฉิน นี่เขา...
“โหรวโหรว เธอเหม่ออะไรอยู่น่ะ!” หลินจือเสี่ยวพูดจบก็ฉวยจับเมาส์ไปก่อนส่งประวัติของเธอไปที่อีเมลตัวเอง
“เรียบร้อย! ฉันจะไปถ่ายเอกสารที่บริษัทแล้วส่งไปแผนกบุคคล”
หลินจือเสี่ยวหัวเราะเบา ๆ ดวงตาเป็ประกาย “ท่านประธานของพวกเราจิ่งเป่ยเฉินน่ะ! ค่าตัวพุ่งกระฉูด สายตาเฉียบแหลม เด็ดขาดรวดเร็ว เป็คนที่สื่อหลายเ้าอยากนำเสนอข่าว! โอ้ะ แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้เธอไปถึงก็จะรู้เอง”
อันโหรวไม่ตอบอะไร ความคิดเธอกำลังหมุนวน จิ่งเป่ยเฉิน ศัตรูตัวฉกาจของเธอคนนั้น ทั้งยัง...
แต่ถ้าจะสืบเื่ตระกูลอันล่มสลายให้กระจ่าง ก็จำเป็ต้องอยู่กลุ่มบริษัทที่ใหญ่โตกว่าบริษัทโอวหยาง บริษัทจิ่งจึงถือเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด
“เข้าใจแล้ว ฉันจะส่งประวัติใหม่ให้เธออีกที” อันโหรวแก้ไขประวัติสองสามจุด
“หือ โหรวโหรว ทำไมเธอเปลี่ยนชื่อตัวเองล่ะ”
ทั้งยังเปลี่ยนเป็อันอวี้หาน...
“ไม่มีอะไรมาก เธอทำตามที่บอกก็พอ”
หลินจือเสี่ยวไม่มีทางเลือก “ได้! เธอเป็คนนำ ฉันเชื่อฟังเธอ!”
ณ บริษัทจิ่ง
อันโหรวสวมชุดทำงานสีฟ้าอ่อน รวบมัดผมอย่างล้าสมัย พร้อมทั้งใส่แว่นกรอบทอง
เธอยังไม่ทันได้เข้าไปก็ถูกเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขวางหน้าไว้ “คุณไม่ใช่พนักงานของบริษัทจิ่ง”
“ฉันมาสัมภาษณ์งานค่ะ” อันโหรวตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและสุภาพ
“พนักงานของบริษัทจิ่งไม่ได้มีรสนิยมแย่ขนาดนี้หรอก คุณกลับไปแต่งตัวให้ดูดีมากกว่านี้ก่อนดีกว่า”
“อะไรกัน คุณกล้าตั้งคำถามกับรสนิยมของเลขาท่านประธานอย่างหลินจือเสี่ยวด้วยเหรอคะ” อันโหรวเอ่ยขู่ด้วยสีหน้าที่ยังคงมีรอยยิ้ม
เมื่อเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ยินชื่อหลินจือเสี่ยวก็เริ่มลังเลอยู่บ้าง
ในตอนนั้นเอง เสียงหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้น “อันโหรว ใครใช้ให้เธอแต่งตัวแบบนี้มาสัมภาษณ์งานกัน”
เธอโมโหจนแทบบ้า ต่อให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลแค่ไหนแต่คงผ่านด่านแรกอย่างการแต่งตัวไปไม่ได้อยู่ดี!
“ฉันยังไม่กลัวอะไรเลย แล้วเธอจะร้อนใจทำไม” อันโหรวมีสีหน้ามั่นใจ เพราะเธอเคยอยู่ใต้อาณัติของประธานบริษัทผู้แสนน่ากลัวและมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการมาแล้ว
การสัมภาษณ์งานแค่นี้ ไม่สามารถทำให้เธอร้อนใจได้
“ฉันยอมเธอจริง ๆ ไม่รู้เธอไปทำงานที่บริษัททีอีได้ยังไงกัน!” หลินจือเสี่ยวถอนหายใจ แล้วพาอันโหรวไปยังห้องสัมภาษณ์
เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง กลับมีคนกลุ่มใหญ่เดินสวนมา หลินจือเสี่ยวเห็นว่าท่าไม่ดี จึงรีบดึงอันโหรวมาอยู่ด้านหลังตัวเอง
พนักงานทุกคนในล็อบบีชั้นหนึ่งต่างพร้อมใจกันยืนเรียงแถวสองข้างฝั่ง ก้มหน้าทำความเคารพและเอ่ยว่า “สวัสดีค่ะ ท่านประธานจิ่ง”
บรรยากาศในล็อบบีเงียบสงบลงทันที กระทั่งได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าดังมาจากไกล ๆ อันโหรวถูกหลินจือเสี่ยวดึงไปด้านหลังอีกครั้ง เธอรู้สึกได้ถึงเหงื่อซึมจากฝ่ามือของหลินจือเสี่ยวเลยทีเดียว
ผ่านมาห้าปีแล้วหลังเธอจากไป คุณชายจิ่งกลายเป็ท่านประธานจิ่งที่เติบโตและมีอำนาจมากขึ้น
ขณะกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เธอได้ยินเสียงฝีเท้าหยุดลง ตามมาด้วยเสียงซึ่งเต็มไปด้วยพลังอำนาจ “หลินจือเสี่ยว เอกสารของบริษัทที่ถูกซื้อกิจการอยู่ที่ไหน”
อันโหรวได้ยินเสียงสั่นเครือของเพื่อนสนิทอย่างชัดเจน “ค่ะท่านประธาน ฉันจะรีบไปนำมาให้เร็วที่สุด”
“เดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของชายคนนั้นไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง หลังจากสั่งการอย่างง่าย ๆ แล้วจึงเดินต่อไป
อันโหรวเงยหน้ามองแผ่นหลังของเขาคนนั้น รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง สง่างาม และมีสรีระที่สมส่วน ขณะยังสังเกตอยู่นั้น เขาพลันหันกลับมา สายตาคมดุดั่งนกเหยี่ยวจ้องมองเธอตรง ๆ
ก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยสบตากับเขา แต่ตอนนี้มือของเธอยังสั่นน้อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
ชุดสูทสีดำดูดี เนคไทลายทางสีดำทอง รูปร่างที่ดีเยี่ยม รูปหน้าชัดเจน เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน อีกฝ่ายยิ่งดูสมเป็ชายชาตรีมากขึ้น ทุกท่วงท่าที่เคลื่อนไหว ล้วนแผ่เสน่ห์น่าดึงดูดออกมา
แต่เพราะความเ็าจากตัวเขาซึ่งเป็สิ่งที่เธอไม่คุ้นเคยต่างหาก
“คนนอกไม่สามารถเข้าบริษัทจิ่งได้” สายตาของชายหนุ่มไม่ได้ละไปจากอันโหรว แต่กลับมองสำรวจเธอจากบนลงล่าง
เธอแต่งหน้าเฉิ่มเชย แต่งตัวล้าสมัย เขาคงจำเธอไม่ได้ นี่เป็สิ่งที่เธอหวังไว้
หลินจือเสี่ยวร้อนใจ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รีบตอบเขา “คุณจิ่ง เธอไม่ใช่คนนอก เธอมาเพื่อสัมภาษณ์งานแผนกวางแผน”
จากนั้นสายตาดูแคลนจากคนรอบข้างนับไม่ถ้วนก็จับจ้องมา
เงื่อนไขการสัมภาษณ์ของบริษัทจิ่งนั้นสูงมาก ขั้นแรกอย่างการคัดเลือกจากประวัติส่วนตัวก็สามารถตัดรายชื่อคนออกไปได้เยอะแล้ว
ยิ่งการสัมภาษณ์หลังจากนั้นจะยิ่งเข้มข้นมากขึ้น
“เื่บุคลิกภาพคงให้ผ่านไม่ได้หรอก” จิ่งเป่ยเฉินเอ่ยอย่างเ็า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้เปรียบดั่งการตัดสินปะาชีวิต
เมื่อเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ยินดังนั้นจึงรีบเข้ามาคิดจะไล่คนไป
หากท่านประธานพูดแล้ว ต่อให้เป็คนที่สนิทกับเลขาหลินมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์
“คุณจิ่ง สิ่งที่คุณ้าคือแจกันที่มีสมองแต่ไม่มีแรงขับเคลื่อนอย่างนั้นเหรอคะ” อันโหรวยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก้าวเท้าผ่านหลินจือเสี่ยวไปหาเขา
เธอจงใจเปลี่ยนเสียง เปลี่ยนใบหน้า ยิ่งกว่านั้นยังเปลี่ยนชื่อแซ่ ตอนนี้จึงไม่จำเป็ต้องเกรงใจคนอื่นมากนัก
แต่หลินจือเสี่ยวกลับใจนตัวสั่น ทำไมเธอถึงเปลี่ยนเสียงแบบนี้ในชั่วพริบตาได้!
จิ่งเป่ยเฉินมองลงมา สบสายตากับเธอซึ่งเปล่งประกายความมั่นใจ
ดวงตาคู่นี้...
“ถ้าคุณ้าแจกันแบบนั้น ฉันจะขอถอนตัวจากการสัมภาษณ์เอง เพราะด้วยความสามารถของฉัน ไม่ว่าทำงานบริษัทไหน บริษัทนั้นก็คงจะกลายเป็คู่แข่งที่แข็งแกร่งของบริษัทจิ่งแน่นอน”