เบื้องหน้าของจอมอสูรคือปราการธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และลี้ลับที่สุดในไตรจักราราม "ป่าหิมพานต์ต้องห้าม" มันไม่ใช่ผืนป่าสีเขียวขจีที่เหล่ากวีเคยพรรณนา ทว่ามันคือผืนป่าสีเืและม่วงคล้ำที่ต้นไม้แต่ละต้นมีขนาดใหญ่ั์เสียจนกิ่งก้านของมันแทงทะลุหมู่เมฆขึ้นไปราวกับจะฉุดรั้งสรวง์ลงมาสู่พื้นดิน ใบไม้ทุกใบขยับไหวคล้ายดวงตานับล้านคู่ที่จ้องมองผู้บุกรุก และรากของมันที่เลื้อยระเกะระกะบนพื้นดินนั้นดูไม่ต่างจากงูั์ที่รอเวลาจะรัดพันเหยื่อให้ขาดใจตาย กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่นี่รุนแรงเสียจนทำให้ิญญาของผู้ที่อ่อนแอหลุดลอยออกจากร่างเพียงแค่สูดดม
สิงหราช ก้าวเท้าลงบนพื้นดินที่นุ่มหยุ่นคล้ายเนืุ้์ แววตาสีเืของเขาจับจ้องไปยังส่วนลึกของป่าที่มืดมิดยิ่งกว่ารัตติกาล ร่างกายของเขายังคงแผ่รังสีอำมหิตสีดำสนิทออกมาต้านทานอำนาจสะกดของป่า อักขระยันต์บนแผ่นหลังของเขาเต้นรัวราวกับกลองรบ มันััได้ถึงพลังงานมหาศาลที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบสงัดนี้
"นายท่าน... ที่นี่คือเขตแดนที่มิติเวลาบิดเบี้ยว" บุหลันแดง เอ่ยพลางกระชับมือที่กุมกริชอาบพิษไว้แน่น "สัตว์หิมพานต์ที่นี่ไม่ได้มีความเมตตาเหมือนในตำนาน พวกมันคือ 'เดรัจฉานเทพ' ที่ถูกขับไล่ลงมา และศาสตราเทวะชิ้นที่สี่ 'กระบี่นารายณ์' ถูกเล่าขานว่าใช้เป็ลิ่มตอกมิติเพื่อกักขังพวกมันไว้ที่นี่"
"ลิ่มตอกมิติงั้นหรือ? ช่างเป็หน้าที่ที่น่าเวทนาสำหรับศาสตราชั้นยอด" สิงหราชแค่นหัวเราะ "ข้าจะปลดปล่อยมันจากการรับใช้พวกเทพหน้าโง่ แล้วให้มันมาลิ้มรสชาติของการ 'สังหาร' ที่แท้จริงในมือข้า!"
โฮกกกกกกก!
ทันใดนั้น เสียงคำรามที่ทำให้แผ่นดินสั่นะเืก็ดังขึ้นจากยอดไม้ ร่างสีทองขนาดั์พุ่งทะยานลงมาขวางทางสิงหราช มันคือ "พยัคฆ์ไกรสร" (The Kraisorn Lion-Tiger) สัตว์หิมพานต์ระดับราชันย์ที่มีหัวเป็สิงโตและลำตัวเป็พยัคฆ์ เกล็ดสีทองของมันแข็งแกร่งดุจเพชรนิลกาฬ และที่สำคัญที่สุด... มันมีดวงตาถึงสามดวงที่สามารถมองทะลุภาพมายาได้ทุกชนิด
"มนุษย์ผู้โอหัง... เ้ามีกลิ่นอายของศาสตราเทวะถึงสามชิ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเ้าจะก้าวข้าม 'ทวารมิติ' แห่งนี้ไปได้!" พยัคฆ์ไกรสรเอ่ยเป็ภาษาเทพที่กึกก้องไปทั่วโสตประสาท
"แมวป่าที่ได้รับพรจาก์เพียงเล็กน้อย ก็คิดว่าตนเองเป็ผู้พิทักษ์แล้วหรือ?" สิงหราชแสยะยิ้ม เขาไม่ชักพระขรรค์ แต่เขายก "สังข์อสูรพร่ำเพ้อ" ขึ้นมาจรดริมฝีปาก "เ้าบอกว่าเ้ามองทะลุทุกสิ่ง... งั้นลองดูสิว่า 'นรกของข้า' เ้าจะรับมันไหวไหม!"
วู้ววววววววว!
สิงหราชเป่าสังข์อสูรด้วยพลังลมปราณอเวจี คลื่นเสียงสีม่วงดำพุ่งกระจายออกไปเป็วงกว้าง ทว่าครั้งนี้สิงหราชไม่ได้ใช้มันสร้างภาพมายาธรรมดา แต่เขาใช้มัน "สั่นะเืมิติโสต" โดยตรง! พยัคฆ์ไกรสรที่ว่ากันว่ามีจิตใจแข็งแกร่งถึงกับร้องคำรามด้วยความเ็ป เมื่อเสียงกระซิบจากขุมนรกนับล้านสายพุ่งเข้าบดขยี้แก้วหูและจิติญญาของมัน
ในขณะที่ราชันย์ป่าชะงัก สิงหราชง้าง "คันศรทมิฬดับสูญ" พลางบรรจุพลังงานจากพระขรรค์สุริยะทมิฬเข้าเป็ลูกศร "มหาเวทย์บดขยี้เดรัจฉาน: ศรสังหารราชันย์!"
ลูกศรสีดำสนิทพุ่งแหวกอากาศตัดผ่านกิ่งไม้และเงามืด ปักเข้าที่หน้าอกของพยัคฆ์ไกรสรเต็มแรง! แรงะเิของเพลิงอเวจีทำให้ร่างทองคำของมันกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ใหญ่จนหักโค่น เืสีทองสาดกระเซ็นย้อมใบไม้รอบข้างให้กลายเป็สีเหลืองอำพัน
"อ๊ากกกก! พลังนี่มัน... ไม่ใช่ไสยดำธรรมดา! แกเป็ใครกันแน่!"
สิงหราชเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ เขาเหยียบลงบนหัวของพยัคฆ์ไกรสรที่กำลังจะสิ้นใจ "ข้าคือคนที่จะมาเปลี่ยนป่าแห่งนี้ให้กลายเป็สุสานเทพ... บอกข้ามา กระบี่นารายณ์อยู่ที่ไหน?"
พยัคฆ์ไกรสรกระอักเืสีทองออกมา พลางชี้ไปยังใจกลางป่าที่ซึ่งมีแสงสีขาวเจิดจ้าพุ่งทะลุฟ้า
"ใน... 'วิหารมิติสูญ' แต่เ้าจะไม่มีวันได้มันไป... เพราะผู้พิทักษ์ที่นั่นคือ 'เงาของพระนารายณ์' เอง!"
สิงหราชปลิดชีพราชันย์ป่าด้วยการบดขยี้กะโหลกจนแหลกในทีเดียว เขาหันไปหาบุหลันแดงที่กำลังตกตะลึงกับความโเี้ "ไปกันเถอะ... ข้าอยากเห็นนักว่า 'เงาของเทพ' มันจะทนมือทนเท้าข้าได้นานแค่ไหน"
ณ วิหารมิติสูญ ใจกลางป่าหิมพานต์ มันคือสถานที่ที่ไม่มีกำแพงและไม่มีหลังคา มีเพียงเสาหินเก่าแก่สี่ต้นที่ลอยอยู่กลางอากาศ และที่กึ่งกลางนั้นมีกระบี่สีขาวนวลลอยสงบนิ่งอยู่ มันคือ "กระบี่นารายณ์" ศาสตราที่สามารถตัดขาดมิติและกาลเวลาได้ ทุกเสี้ยววินาทีที่มันขยับ อากาศโดยรอบจะถูกฉีกขาดเป็รอยแยกเล็กๆ
ทันทีที่สิงหราชก้าวเท้าเข้าสู่ลานวิหาร ปรากฏร่างเงาสีน้ำเงินเข้มขนาดั์ที่มีสี่กรถืออาวุธครบมือโผล่ออกมาจากอากาศว่างเปล่า มันคือ "อาวตารเงา" ที่ถูกทิ้งไว้เพื่อพิทักษ์กระบี่
"กาลกิณีผู้หลบหนีโชคชะตา... เ้าคิดจะใช้มือที่เปื้อนเืมาััศาสตราแห่งความบริสุทธิ์งั้นหรือ?" เงาเทพตวาดลั่น พร้อมกับตวัดกระบี่มิติเข้าใส่สิงหราชในพริบตา
การโจมตีนี้ไม่ใช่การฟันธรรมดา แต่มันคือการ "ลบพื้นที่" ที่สิงหราชยืนอยู่ให้หายไป!
สิงหราชเบิกเนตรอสูรระดับที่สี่ถึงขีดสุด เขาเห็นรอยร้าวของมิติที่พุ่งเข้ามา "ยันต์เกราะเพชรนิลกาฬ: อนันตริยสุญญตา!" สิงหราชไม่ได้หลบ แต่เขาใช้ร่างของตนเองที่เป็ "ความว่างเปล่า" เข้าปะทะ! อักขระบนตัวเขาเรืองแสงจนกลายเป็เกราะดำทมิฬที่กลืนกินรอยแยกมิติเ่าั้เข้าไปราวกับหลุมดำ
"บริสุทธิ์งั้นหรือ? ศาสตราที่ถูกสร้างมาเพื่อเข่นฆ่าอสูรและสร้างความสมดุลด้วยเื... มันจะบริสุทธิ์ไปกว่าข้าได้ยังไง!"
สิงหราชพุ่งตัวเข้าประชิดเงาเทพ เขาใช้ "พระขรรค์สุริยะทมิฬ" ปะทะกับกระบี่มิติอย่างดุเดือด เสียงโลหะอาถรรพ์ปะทะกันดังกึกก้องจนมิติรอบด้านปริแตก สิงหราชอาศัยจังหวะที่เงาเทพชะงัก เขาเรียกใช้พลังจาก "สังข์อสูร" เข้าแทรกแซงโสตประสาทของเงาเทพ ทำให้ภาพลักษณ์มิติของมันสั่นคลอน
"จงแตกสลายไปซะ... ไอ้ิญญาขี้ข้า์!"
สิงหราชใช้มือขวาที่ว่างอยู่คว้าเข้าที่ใบดาบของกระบี่นารายณ์ตรงๆ! เืของเขาไหลซึมลงบนใบดาบสีขาวนวล ทันใดนั้น ความลับของสายเืกาลกิณีก็สำแดงเดช เืสีแดงเข้มของเขาเมื่อัักับศาสตราเทวะ มันไม่ได้ถูกแผดเผา แต่มันกลับ "ย้อม" กระบี่ให้กลายเป็สีแดงชาดและยอมรับเขาเป็นายในพริบตา!
เงาเทพกรีดร้องและสลายกลายเป็ละอองแสงเมื่อสูญเสียการเชื่อมต่อกับศาสตรา สิงหราชยืนตระหง่านอยู่กึ่งกลางวิหาร ในมือถือกระบี่นารายณ์ที่บัดนี้กลายเป็ "กระบี่โลหิตผ่ามิติ"
เขาสะบัดกระบี่เพียงครั้งเดียว รอยแยกขนาดั์ปรากฏขึ้นกลางป่าหิมพานต์ ตัดขาดต้นไม้และสัตว์ประหลาดนับร้อยให้หายไปในความมืดมิดของมิติอื่น
"สี่ในเจ็ด..." สิงหราชพึมพำ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสะใจ "ตอนนี้ข้ามี 'กุญแจ' ที่จะเปิดประตูสู่์แล้ว... เตรียมตัวให้พร้อม สภาเฒ่าทิพย์ ข้าจะไปถลกหนังพวกเ้าถึงบนวิมาน!"