จนพวกเราได้เดินทางมาถึงตัวเมืองชัยภูมิ พ่อของแพรวได้ขับรถวนมาส่งผมที่ บขส.ชัยภูมิ พอลงรถเสร็จผมก็ได้ยกมือไหว้ขอบคุณพ่อและแม่ของแพรว แล้วก็โบกมือลาแพรว “เราไปละนะ ไว้เจอกัน...”
“แทน เดินทางดีๆ นะ แล้วเจอกัน...” แพรวตอบกลับพร้อมโบกมือ
แล้วพ่อก็ขับรถออกไป ผมก็เดินขึ้นรถบัสสายที่จะกลับไปบ้านผม ระหว่างนั่งรอรถออก ผมคิดกับตัวเองว่าสถานการณ์อึดอัดตอนนั่งรถกลับมาพร้อมแพรวครั้งนี้มันคืออะไร มันมีสาเหตุมาจากตรงไหน ทำไมมันกระอักกระอ่วนแบบนี้ ซักพักรถก็ถอยออกจากชานชลา แล้วเดินหน้าออกจาก บขส. ไป
รถวิ่งออกจากตัวเมืองได้ประมาณ 20 นาที มือถือผมสั่น เอาออกมาจากกระเป๋า เห็นว่าแพรวโทรเข้ามา ผมก็รับ
“ฮัลโหล แพรว ว่าไง...”
“แทน วันนี้เค้าขอโทษนะ รู้สึกอึดอัดไหม...” เธอรีบกล่าวขอโทษ เหมือนจะรู้ถึงความกระอักกระอ่วนของผม
“ไม่นะ เราปกติดี...” ผมพยายามบ่ายเบี่ยง
“วันนี้ เค้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็อะไร มันเกร็งๆ แปลกๆ...” เธอพยายามอธิบาย
“เราก็ด้วยแหล่ะ สงสัยพวกเราที่เพิ่งได้รู้จักกันไม่นาน แล้วก็ดันต้องมานั่งติดกันตั้งหลายชั่วโมง มั้งนะ...” ผมเริ่มเอาความคิดของผมที่ได้คิดไว้ตอนรอรถออกที่ บขส. พูดออกไป
“ก็อาจจะใช่มั้ง แปลกดีเนอะ...” เธอตอบและคิดตาม
“เราไม่เป็ไรนะ แพรวสบายใจได้ ขอบคุณมากๆ ที่มาส่ง แล้วก็ฝากขอบพระคุณพ่อกับแม่ด้วยนะ ทั้งมาส่งทั้งเลี้ยงข้าวด้วยเลย” ผมรีบพูดต่อเพื่อให้เธอเลิกคิดเยอะ
จากนั้นเธอก็บอกให้ผมเดินทางดีๆ ไว้เจอกันใหม่ แล้วก็วางสายไป... ผมก็แอบสบายใจ ที่ทำให้แพรวไม่คิดอะไรเยอะได้ แล้วผมก็ยังคงสถานเพื่อนของผมกับแพรวไว้ได้อยู่ ผมก็นั่งรถบัสดูวิวข้างทางต่อไปเรื่อยๆ อีกชั่วโมงก็ถึงบ้านผม
อยู่ดีๆ คืนนี้ฟางเป็คนโทรมาหาผมเอง (ปกติผมจะเป็คนโทรหา) แล้วถามผมด้วยเสียงที่ดูเคร่งเครียดว่า
“แทน สะดวกคุยไหม...”
“ได้ๆ ฟางมีอะไรเหรอ ดูเครียดเชียว...” ผมสงสัย
“เค้าจะบอกแทนว่า... เค้าตัดสินใจแล้วว่าจะเรียนต่อที่โคราช ไม่รอฟังผลที่มอเกษตรแล้ว... เค้าคุยกับที่บ้านแล้ว พ่อแม่เค้าอยากให้เค้าเรียนต่อที่นี่...” ฟางโยนะเิมาให้ผม
“อ้าว ทำไมล่ะฟาง สมัครก็สมัครแล้ว คะแนนก็น่าจะได้ด้วย ทำไมฟางไม่บอกพ่อแม่ไปหล่ะ เราตกลงจะไปเรียนที่เดียวกันแล้วไม่ใช่เหรอ... หรือฟางไม่อยากไปอยู่กับเราแล้ว”
ผมยังงงกับสิ่งที่ได้ยินและยังรับไม่ได้ ประกาศผลเอ็นทรานซ์รอบ 2 ออกมา ฟางได้คะแนนสูงขึ้นพอสมควร ผมเลยเลือกหาสาขาใน ม.เกษตร บางเขน ที่คะแนนเธอจะสามารถติดได้แบบชัวร์เอาไว้ทั้ง 4 อันดับ และจัดการสมัครทุกอย่างให้เสร็จสรรพ
“เค้าก็อยากไปอยู่กับแทนนะ แต่พ่อแม่อยากให้เค้าเรียนที่นี่ จะได้ให้ญาติที่อยู่โคราชคอยดูแลด้วย แล้วเค้าก็มาคิดดูดีๆ แล้วเค้าก็อยากเรียนในสาขาที่นี่มากกว่า ที่เกษตรเค้าไม่รู้เลยว่าจะเรียนอะไรยังไง แทนเป็คนเลือกให้เค้าทุกอย่างเลย...” เธอพยายามอธิบาย
“แล้วเราหล่ะฟาง พวกเราอุตส่าห์พยายามกันมาขนาดนี้แล้วนะ...” ผมได้แต่ตัดพ้อ (รู้ว่าเวลาเธอตัดสินใจอะไรแล้วจะเปลี่ยนใจยากมาก)
“พวกเราก็ทำเหมือนเดิมก็ได้ อยากเจอกันเมื่อไหร่ก็ค่อยนัดเจอกัน กรุงเทพฯ – โคราช ก็ไม่ได้ไกลมาก นั่งรถ 4 ชั่วโมงเอง” เธอพยายามหาทางออกให้ผม
“แล้วถ้าเราอยากเจอฟางทุกวันหล่ะ...” ผมยังนอยด์ไม่เลิก
เธอก็พยายามหาเหตุผลหาวิธีการต่างๆ มาพูดหว่านล้อมให้ผมคล้อยตามไปกับความคิดของเธอ เธอรู้ว่าผมแคร์เธอมาก ไม่กล้าโกรธเธอจริงๆ กลับเป็ผมซะเองที่กลัวเธอจะงอน กลัวเธอโกรธที่ไม่เข้าใจเธอ จนในที่สุดผมก็ใจอ่อนยอมไปตามที่เธอเสนอจนได้
พอหลังวางสายกับฟางเสร็จ มาคิดดูดีๆ แล้วเื่นี้ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ เพราะถ้าพวกเราไปเรียนที่เดียวกัน อยู่ด้วยกัน ตัวติดกัน เื่น้องมิ้นอาจจะมีปัญหาก็เป็ได้ ดังนั้นเอาตามที่เธอว่ามา น่าจะเป็หนทางที่ดีสำหรับผมเลย
อีกสามวันถัดมา ผมนัดกับน้องมิ้นเพื่อไปเที่ยวกัน ผมขี่มอเตอร์ไซต์ไปรับน้องที่หน้าบ้าน ระหว่างน้องเดินออกมา แม่ของน้องก็เดินออกมาส่องดู ผมก็ยกมือสวัสดีตามมารยาท ท่านก็ยิ้มให้แล้วก็บอกให้ผมขับขี่รถดีๆ ระวังๆ ด้วย แล้วท่านก็เดินเข้าบ้านไป พ่อแม่ของน้องรู้อยู่แล้วว่าพวกเราคบกัน (ออกจะรู้กันทั้งโรงเรียนขนาดนั้น) แต่ผลการเรียนพวกเราไม่เสีย พวกท่านเลยไม่ได้ห้ามอะไรพวกเรามาก คิดว่าพวกเรามีความรับผิดชอบพอ (ที่สำคัญพวกท่านไม่รู้เื่ที่พวกเรามีความสัมพันธ์ลึกซึ่งกันไปแล้ว)
วันนี้เป็่ต้นเดือนพฤษภาคม อากาศค่อนข้างจะร้อนมาก พวกเราเลยตกลงกันว่าจะไปอ่างเก็บน้ำที่อยู่อีกอำเภอซึ่งไม่ไกลนัก (ผมเคยไปกับกล้วยบ่อยๆ ตอนอยู่ ม.4) เลยพอจะรู้ว่าไปยังไง มีอะไรให้เที่ยวเล่นบ้าง ผมใช้เวลาซักพักใหญ่ๆ พวกเราก็เดินทางมาถึงจุดที่ผู้คนนิยมมาท่องเที่ยวคล้ายร้อนริมอ่างเก็บน้ำกัน ผมจอดรถเสร็จพวกเราก็เดินลงไปหาที่นั่งกัน
่นี้น้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงไปเยอะ พวกเราเลยต้องเดินลงไปจากจุดจอดรถไกลพอสมควร อากาศก็ร้อนมาก กว่าจะเดินไปถึงจุดที่เขากางร่มปูโต๊ะไว้ (ลักษณะคล้ายๆ ชายหาดแถวทะเล) เล่นเอาเหงื่อท่วม เพราะพวกเราใส่เลื้อแขนยาวไว้กันแดดด้วย พอลงไปถึงพวกเราก็ถอดเสื้อคลุมออกใส่เฉพาะเสื้อแขนสั้นตัวข้างใน จากนั้นพวกเราก็สั่งอาหารและเครื่องดื่มมากินกัน (ส้มตำ ไก่ย่าง โค๊ก) นั่งดูบรรยากาศไปด้วย
หลังจากกินอิ่มกันแล้ว พวกเราก็นั่งเล่นกันไปซักพัก พอรู้สึกว่าอาหารเริ่มย่อยแล้ว ผมก็ชวนน้องมิ้นไปปั่นเรือถีบเล่น น้องก็ตกลง พวกเราตัดสินใจเลือกเรือหงษ์กัน จากนั้นก็กลับไปเก็บของทั้งหมดขนขึ้นเรือไปด้วยจะได้คืนโต๊ะเลย หลังขึ้นเรือพวกก็เราค่อยๆ ปั่นออกไป คอยดูคอยหลบผู้คนที่กำลังเล่นน้ำอยู่ จนออกมาไกลพอสมควร ซึ่งจะโซนนี้จะมีแต่พวกเรือถีบ กับคนที่นั่งห่วงยางออกมา (เพราะน้ำเริ่มลึก) พวกเราก็ไม่ต้องคอยระวังว่าจะชนคนแล้ว
พวกเราปั่นเล่นกันไป จับมือกันไป พูดคุยหัวเราะกัน ตามประสาคนเป็แฟนกัน อย่างมีความสุข ประมาณเกือบ 20 นาที แต่แล้วสายตาที่ยาวกว่าชาวบ้านของผม ตอนมองกลับขึ้นฝั่งดันเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่คุ้นตามากนั่งอยู่ที่โต๊ะถัดจากที่พวกเราเคยนั่งกันไปไม่ไกล
‘เฮ้ยย นั่นมันฟางนี่หว่า ซวยแล้ว...’ ผมอุทานในใจด้วยความใ จนเกือบเผลอออกเสียงออกมา ผมพยายามมองดู เลยรู้ว่าเธอมากับครอบครัว
‘ซวยแล้วเรา จะทำยังไงดีวะ เธอจะเห็นเรากับน้องมิ้นไปยังวะ ถ้าเธอเห็นนี่เื่ใหญ่เลยนะ…’ ผมตะหนกด้วยความกังวลใจ เลยพยายามคิดหาทางออก ‘นี่มันสถานการณ์อะไรกันวะเนี่ยะ…เอาไงดีๆ’
“มิ้น... พี่ร้อนมากเลย เราลงเล่นน้ำกันไหม...” ผมเสนออะไรไปก็ไม่รู้ ด้วยความลนลาน
“ห่ะ อะไรนะค่ะพี่แทน พวกเราไม่ได้เตรียมชุดมาเปลี่ยนเลยนะค่ะ...” น้องมิ้นงงและทักท้วงในข้อเสนอและท่าทีของผม
“เดี๋ยวพวกเราค่อยกลับขึ้นไปหาซื้อเปลี่ยนเอาก็ได้...” ผมยังจะไปต่อ
“งั้นพี่แทนเล่นเลยค่ะ หนูจะอยู่บนเรือเฝ้าของให้...” น้องไม่เอาด้วยกับผม
“ได้ครับ งั้นพี่ลงนะ จะไม่ลงกับพี่จริงๆ เหรอ...”
หลังจากตื้อน้องอีกครั้ง น้องก็ยังส่ายหัวด้วยท่าทางงุนงงๆ เหมือนคิดในใจว่า ‘อะไรของพี่แทนวะ..’ แต่ผมก็ไม่สนใจแล้ว ผมรีบค่อยๆ ไถลตัวลงจากเรือถีบลงน้ำไป ถึงน้ำจะลึกมาก ผมก็พยายามพยุงตัวโดยเกาะข้างของเรือไว้
“พี่แทน เป็ไงบ้างค่ะ...” น้องมิ้นถามด้วยความเป็ห่วง
“เย็นสบายดีมากครับ...” ผมได้แต่ตอบถูๆ ไถๆ ไป จนน้องหัวเราะในท่าทางของผม
เรือเป็ดทำมุมบังผมกับฟางได้พอดี ผมก็ว่ายน้ำสลับกับเกาะเรือ พูดคุยกับน้องมิ้นอยู่อย่างนั้นไปเกือบครึ่งชั่วโมง จนผมรู้สึกเหนื่อย เลยทำเป็ว่ายอ้อมไปยังอีกฝั่งของเรือ แล้วมองไปทางที่ฟางเคยนั่งอยู่ ตอนนี้ไม่เห็นฟางแล้ว พยายามมองไปรอบๆ ก็ไม่เจอ ด้วยความที่ผมเริ่มเหนื่อยมากแล้ว เลยรีบชวนน้องมิ้นกลับขึ้นฝั่ง น้องก็ถีบเรือคนเดียวไป ส่วนผมก็เกาะเรือตาม (ปีนกลับขึ้นเรือยยากหน่อยๆ)
พอขาผมถึงพื้นผมก็รีบดันเรือช่วยน้องมิ้นให้ไปเร็วๆ จนที่สุดก็ถึงจุดคืนเรือถีบ ผมรีบเอาเสื้อคลุมของผมมาคลุมหัวแล้วก็จูงมือน้องมิ้นเดินกลับไปที่จอดรถอย่างเร่งรีบ จนน้องมิ้นเริ่มบ่น
“พี่แทน... พี่จะรีบไปไหนค่ะ แล้ววันนี้พี่เป็อะไร ดูพี่ลนๆ แปลกๆ” น้องคงเริ่มดูออก
“เปล่าครับ พี่ไม่ได้เป็อะไร เห็นเมฆมากเหมือนฝนจะตกเลย แล้วอากาศมันก็อบอ้าวมากกลัวมิ้นร้อน พี่เลยรีบเดินให้ถึงมอเตอร์ไซต์เร็วๆ...” ผมพยายามบ่ายเบี่ยงเอาตัวรอด
“งั้นหนู ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนได้ไหม...” น้องขอในสิ่งที่ผมกำลังกังวลพอดี เพราะถ้าฟางก็อยู่ที่ห้องน้ำหล่ะ โลกได้แตกแน่ๆ
“ได้ครับ ปะ ไปกันเลย...” ผมก็ต้องตกลงไปด้วย ค่อยมองหาคอยหลบเอา
พอพวกเราเดินมาถึงห้องน้ำผมยืนรอข้างนอกห่างจากห้องน้ำพอสมควร เอาเสื้อแขนยาวคลุมหัวอยู่ ปล่อยให้น้องมิ้นเดินเข้าไปคนเดียว ระหว่างรอก็ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ลุ้นระทึกกลัวจะเจอฟาง
แต่แล้ว... สิ่งที่กลัวอยู่ ก็กลายเป็จริง เมื่อฟางและญาติผู้หญิงที่มาด้วยกันกับเธอ กำลังเดินมาเข้าห้องน้ำ... ตอนนี้พวกเธออยู่ห่างจากผมไม่ถึง 10 เมตร ผมรีบหันหลังให้ ‘ซวยแล้ววว จะเห็นไหม เธอจะเห็นเราไหม ถ้าเห็นขึ้นมาตายคาที่เลยนะ...’ ผมว้าวุ้นใจมากและทำอะไรไม่ถูก...
และภาวนาอย่าให้ฟางเห็นผม และขอให้น้องมิ้นอย่าเพิ่งเดินออกมาตอนนี้เลย
สับรางไม่ทันแบบนี้ได้รถไฟได้ชนกันแน่ๆ…
……….>> แปลกใหม่…