บทที่ 10 รอยจูบสร้างเื่
“เื่ในบ้านคุณจัดการได้เลย” เซี่ยอวิ้นหนิงกลัวว่าคำพูดของตนจะฟังดูแข็งกระด้างเกินไป จึงรีบพูดต่อ “แล้วแต่คุณเลยครับ”
ลู่จิ่วอันอ้าปากหาวในความมืดมิด และตบบ่าเซี่ยอวิ้นหนิงเบา ๆ
“นอนเถอะ”
เซี่ยอวิ้นหนิงมองลู่จิ่วอันที่ผล็อยหลับไปทันทีที่พูดจบ อดไม่ได้ที่จะนอนตะแคงพลางจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวขณะหลับใหลในยามค่ำคืน ดูเหมือนว่าการแต่งงานระหว่างเขากับเธอจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
ดวงตาที่เร่าร้อนของเซี่ยอวิ้นหนิงทำเอาลู่จิ่วอันกระสับกระส่ายจนต้องพลิกตัวเข้าหากำแพง และนอนหันหลังให้เขา
จากนั้นเธอก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ลู่จิ่วอันตื่นขึ้นในตอนเช้าเมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน
เธอย่องผ่านร่างของสามีที่กำลังหลับอยู่อย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็สวมเสื้อผ้าและไปตักน้ำเพื่อมาล้างหน้าแปรงฟัน
เธอล้างหม้ออะลูมิเนียม จากนั้นตักน้ำใส่ในปริมาณที่พอเหมาะ ทำการซาวข้าว และเทลงในหม้อ
ทันใดนั้นไฟในเตาก็ลุกโชน
ลู่จิ่วอันนวดแป้งอย่างชำนาญ เธอคิดว่าลำพังแค่โจ๊กคงไม่อยู่ท้องของเซี่ยอวิ้นหนิงไปจนถึงตอนเที่ยง งานที่ต้องใช้แรงทำให้หิวง่าย เธอจึงตั้งใจว่าจะเตรียมของว่างง่าย ๆ เอาไว้ให้เขา
ตอนนี้วัตถุดิบมีจำกัด หญิงสาวจึงทำได้เพียงนวดแป้งให้ขึ้นรูป จากนั้นก็ใช้ความร้อนที่เหลืออยู่จากขี้เถ้าในเตาเพื่อทำให้มันสุก
เมื่อคืนฝนตกหนัก เดาว่าในป่าคงมีเห็ดขึ้นอยู่ไม่น้อย
เธอทิ้งกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ให้เซี่ยอวิ้นหนิงเพื่อบอกที่เก็บอาหารเช้า จากนั้นก็หิ้วถุงย่ามเข้าไปในป่าสน
เห็ดในป่าสนใกล้เคียงถูกเก็บไปจนเกือบหมด ลู่จิ่วอันจึงทำได้เพียงเดินต่อไปให้ไกลกว่าเดิม
ป่าสนในยามเช้าปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวหนาทึบ ลู่จิ่วอันไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ อีกทั้งตัวเธอก็ไม่กล้าอยู่คนเดียวนานจนเกินไป หลังจากที่เก็บเห็ดป่าแล้ว ก็เดินกลับบ้านไปตามเส้นทางที่ตัวเองทำเครื่องหมายเอาไว้
“จิ่วอัน…”
เมื่อเดินมาถึงบริเวณใกล้กับทะเลสาบยวนยาง เธอมองเห็นเซี่ยอวิ้นหนิงในชุดเต็มยศกำลังออกตามหาเธอไปทั่วทุกที่
ร่างสูงคว้าห่อผ้าในมือลู่จิ่วอันมาถือ พร้อมกับพูดด้วยความเป็ห่วง “ต่อไปนี้คุณอย่าเข้าไปในป่าคนเดียวอีกนะ ข้างในนั้นมีหมูป่า มันอันตราย”
“เห็ดป่าขึ้นแค่่นี้เท่านั้น ฉันคงไม่เข้าไปอีกแล้วล่ะ”
ลู่จิ่วอันคิดแค่ว่า เงินที่เธอใช้จ่ายในตอนนี้ล้วนเป็เงินของเซี่ยอวิ้นหนิง
ต้องเก็บเห็ดป่าให้เยอะ ๆ ในตอนที่ยังเก็บได้เพื่อนำมาทำซอสเห็ดขาย
ในอนาคตเธอต้องใช้เงินไม่น้อยในการคลอดลูกและเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่ เธอจะหวังพึ่งสามีเพียงอย่างเดียวไม่ได้
ต่อให้วันข้างหน้าพายุหิมะถล่มจนหมดสิ้นหนทาง เธอก็จะไม่มีวันร้องขอความช่วยเหลือ
เมื่อเห็นลู่จิ่วอันที่เส้นผมเปียกปอนจากหมอกเพราะเข้าไปเก็บเห็ดในป่า เซี่ยอวิ้นหนิงก็เอ่ยอย่างอ่อนโยน “ถ้างั้นพรุ่งนี้ผมจะเข้าป่าเป็เพื่อนคุณเอง ส่วนอาหารเช้าค่อยไปกินที่โรงอาหารเอาก็ได้”
ได้ยินแบบนั้น ในใจเธอก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
ชาติก่อนเธอไม่ได้ใกล้ชิดกับเซี่ยอวิ้นหนิงเท่าไรนัก จึงไม่รู้ว่าผู้ชายที่ภายนอกดูเ็า แถมยังซื่อบื้อราวกับท่อนไม้อย่างเขาจะเป็คนอ่อนโยนและเอาใจใส่ถึงเพียงนี้
“ตกลง”
จากนั้นทั้งสองก็เดินกลับบ้านไปด้วยกัน
เซี่ยอวิ้นหนิงหยิบผ้าเช็ดตัวมาเช็ดเส้นผมที่เปียกปอนให้ลู่จิ่วอัน
น้อยนักที่เธอจะใกล้ชิดกับผู้ชายมากขนาดนี้ อันที่จริงแม้แต่เื่ที่แนบชิดยิ่งกว่านี้ พวกเขาก็ทำติดต่อกันสองคืนมาแล้ว แต่ว่าตอนนี้ ขณะที่เซี่ยอวิ้นหนิงกำลังเช็ดผมให้ตน ใบหน้าของลู่จิ่วอันกลับก้มต่ำ ปิดบังความเขินอายที่ปรากฏขึ้นในยามรุ่งสาง
“ฉัน… ฉันเช็ดเองดีกว่า”
ชายหนุ่มเช็ดผมไปพลางพูดแผนของวันนี้ให้ฟัง
“จิ่วอัน คุณเพิ่งจะมาถึง วันนี้อย่าเพิ่งทำงานเลย ออกไปเดินเล่นจะได้คุ้นเคยกับที่นี่ พอกลับถึงบ้านแล้วเดี๋ยวผมจะเก็บกวาดห้องที่เหลือให้เอง”
ลู่จิ่วอันอึ้งไปเล็กน้อย รู้สึกถึงความหวานชื่นภายในใจจนที่มิอาจพรรณนาได้
“แล้วคุณจะกลับมากินข้าวเที่ยงหรือเปล่า?”
เซี่ยอวิ้นหนิงก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือ และเอ่ยเสียงนุ่มนวล “คุณอยากชิมฝีมือพ่อครัวของโรงอาหารหรือเปล่า?”
ลู่จิ่วอันรีบปฏิเสธ เธอไม่ใช่เด็กสามขวบที่ดูแลตัวเองไม่ได้เสียหน่อย
เธอยังต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์แห่งนี้ในวันข้างหน้า จึงจำเป็ต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับบ้านใกล้เรือนเคียง
หากเธอไปกินข้าวที่โรงอาหารตลอดเวลา แม้ว่าต่อหน้าผู้คนจะไม่พูดอะไร แต่ใช่ว่าลับหลังจะเป็เช่นนั้น
“ตอนเที่ยงฉันจะทำอาหารไว้ให้ คุณกลับมากินก็แล้วกัน”
“ก็ได้”
หลังจากที่เซี่ยอวิ้นหนิงเช็ดผมของลู่จิ่วอันจนแห้ง เขาก็ถอดนาฬิกาที่ข้อมือของตนออก แล้วนำไปสวมให้อีกฝ่าย
“รออีกสักสองสามเดือนให้ครอบครัวของเราเข้าที่เข้าทางแล้ว ผมจะให้คนซื้อนาฬิกาข้อมือของผู้หญิงจากเซี่ยงไฮ้มาให้คุณนะ”
ในชาติที่แล้ว ลู่จิ่วอันไม่เคยได้เห็นของมีราคามากนัก แม้เธอจะเคยเห็นนาฬิกาโบราณหรือแบบที่ฝังเพชรพลอยราคาหลายล้านมาบ้าง แต่ทว่า… ไม่มีนาฬิกาเรือนใดที่มีคุณค่าพอทำให้เธอรู้สึกดีได้เท่ากับเรือนนี้
“เอานาฬิกาให้ฉันแบบนี้ แล้วคุณจะทำยังไงล่ะ?”
ชายหนุ่มพูดพร้อมกับตักโจ๊กไปด้วย “ผมมีนาฬิกาของแผนก กลับบ้านมาผมก็มีคุณไง”
“คุณพักเที่ยงกี่โมงเหรอ?” ลู่จิ่วอันถาม
“เที่ยงตรง” เซี่ยอวิ้นหนิงส่งโจ๊กให้เธอ พร้อมกับพูดน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าตอนเที่ยงผมกลับมาไม่ได้ ผมจะให้คนที่ทำงานมาบอกคุณนะ”
ลู่จิ่วอันครุ่นคิดในใจ เซี่ยอวิ้นหนิงกลับถึงบ้านตอนเที่ยงตรง ก็หมายความว่าเธอต้องเริ่มเตรียมอาหารั้แ่ 11 โมง
มีนาฬิกาไว้ดูเวลาแบบนี้ก็สะดวกดีเหมือนกัน
“เข้าใจแล้วล่ะ”
ลู่จิ่วอันก้มหยิบแป้งทอดที่สุกแล้วจากในเตา อุณหภูมิของขี้เถ้าทำให้แป้งทอดเปลี่ยนเป็สีทองอร่าม
ผิวด้านนอกดูไหม้เล็กน้อย เธอปัดขี้เถ้าบนแป้งทอดและยื่นมันให้ผู้เป็สามี
“ลองชิมดูสิ”
เซี่ยอวิ้นหนิงกัดเข้าไปคำแรกก็รู้สึกได้ถึงความกรอบนอกนุ่มใน
กลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์ของแป้งสาลีตลบอบอวลไปทั่วทั้งปาก
“อร่อยมากเลย!”
ลู่จิ่วอันเผยยิ้มกว้าง “ฉันจะทำบะหมี่เห็ดเป็มื้อเที่ยง รับรองว่าคุณต้องไม่เคยกินแน่นอน”
“อย่าหักโหมนักล่ะ”
“รู้แล้ว”
หลังจากอาหารเช้า ก็ได้เวลาที่เซี่ยอวิ้นหนิงต้องไปทำงาน ส่วนลู่จิ่วอันก็รีบทำความสะอาดห้องครัวและลงมือจัดการกับเห็ดที่ตนเองเก็บมากับมือ
เธอใช้อ่างกระเบื้องสองใบในการเปลี่ยนน้ำล้างเห็ด
ในชาติที่แล้ว ลู่จิ่วอันใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่กับพวกเห็ด ดังนั้นเธอย่อมรู้ว่าเห็ดชนิดไหนกินได้และชนิดไหนกินไม่ได้
เธอมองอ่างน้ำที่ใส่เห็ดไว้จนเต็มพลางพูดในใจ ถ้าพรุ่งนี้เธอกับเซี่ยอวิ้นหนิงเข้าไปเก็บเห็ดในป่าแต่เช้า คงจะเก็บมาได้เยอะกว่านี้
เมื่อจัดการงานบ้านจนเรียบร้อย ลู่จิ่วอันก็ไปที่บ้านของสะใภ้อ้วนพร้อมกับแป้งทอดที่ห่อไว้ด้วยกระดาษ
“พี่สะใภ้~”
สะใภ้อ้วนกำลังเหยียบจักรเย็บผ้า ทันทีที่ได้ยินเสียงของลู่จิ่วอันก็รีบตอบกลับไป
“จิ่วอัน ฉันอยู่ตรงนี้”
ลู่จิ่วอันยื่นแป้งทอดให้สะใภ้อ้วน พร้อมกับอธิบายความตั้งใจของเธอด้วยความสุภาพ
“พี่สะใภ้ เมื่อเช้าฉันทำแป้งทอดมา ลองชิมดูสิคะ”
“ไม่ต้องทำมาให้ก็ได้ คนกันเองทั้งนั้น”
ถึงปากจะพูดว่าคนกันเอง แต่สะใภ้อ้วนก็รู้สึกได้ว่าลู่จิ่วอันคนนี้แม้จะมาจากบ้านนอก แต่ก็รู้จักเข้าหาผู้คน และยังรู้ด้วยว่าหากตัวเองอยากได้ความช่วยเหลือ ก็ต้องไม่มามือเปล่า
ไม่สำคัญว่าจะเป็ของมีราคาหรือไม่ น้ำใจต่างหากที่สำคัญ
เธอรับแป้งทอดมา จากนั้นก็แบ่งครึ่งและชิมต่อหน้าลู่จิ่วอัน
ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความตะลึง “จิ่วอัน แป้งทอดของเธอรสชาติไม่เลวเลย ฝีมือขนาดนี้ทำขายได้เลยนะ”
ขณะที่พูดอยู่ สายตาของสะใภ้อ้วนก็เหลือบไปเห็นรอยจูบที่คอของลู่จิ่วอัน
เธอยิ้มพร้อมกับเอ่ยอย่างคนมีประสบการณ์ “ข้าวใหม่ปลามันจริง ๆ เลยนะพวกเธอเนี่ย…”
ลู่จิ่วอันที่เป็คนผิวบอบบางอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำเย้าแหย่ของสะใภ้อ้วน ก็หันไปส่องกระจกที่แขวนอยู่บนผนังโดยไม่รู้ตัว
ภายในกระจก มันได้สะท้อนภาพของหญิงสาวที่ดูเปล่งประกาย อีกทั้งเครื่องหน้าก็ให้กลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิ
และเหตุทั้งหมดทั้งมวลนั้น มันก็ยิ่งทำให้รอยจูบที่ลำคอก็ยิ่งเด่นชัดสะดุดสายตาของผู้คน!