เจิ้นกั๋วกงที่ถูกเกลี้ยกล่อมนิดขอร้องหน่อยจนหมดหนทาง ทำได้เพียงพยักหน้าตกลงไปพลาง ๆ ก่อน
เอาเถอะ ไว้ค่อยรอดูสถานการณ์กันต่อไป
สองปู่หลานพูดคุยเื่อื่น ๆ กันต่อ แม้ส่วนใหญ่จะเป็เื่สัพเพเหระในครอบครัว แต่สวี่ิอี้ยังคงตั้งใจฟังเป็อย่างยิ่ง
ทว่าโดยไม่รู้ตัว นางกลับกอดแขนข้างหนึ่งของชายชราแล้วหลับสนิทไปเสียอย่างนั้น
เมื่อเห็นใบหน้ายามหลับใหลอย่างสงบสุขของเด็กสาว เจิ้นกั๋วกงก็คลี่ยิ้มออกมา
เมื่อก่อนทุกครั้งที่เขากลับมาจากการรบ หลานสาวตัวน้อยมักจะชอบออดอ้อนให้เล่าเื่สนุก ๆ ให้ฟัง แต่บนสนามรบจะมีเื่สนุกอะไรกันเล่า ต่อให้มีก็เป็เพียงคำหยาบคายของพวกทหารเท่านั้น— ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องเค้นสมองแต่งเื่ขึ้นมา บางครั้งรู้สึกว่าแต่งต่อไปไม่ไหวแล้ว ทว่าพอหลุบตาลงมอง ก็เห็นหลานสาวยังคงเบิกตากลมโตที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเอ่ยถามเขาว่า 'ท่านปู่ แล้วยังไงต่อเ้าคะ'
แต่เื่เล่าของเขามันไม่สนุกเอาเสียเลย แถมพูดไปพูดมาก็วนกลับมาที่เดิม ฟังไปฟังมาเด็กน้อยก็เอนพิงเขาแล้วหลับไปเสียอย่างนั้น— พูดตามตรง ไหนเลยจะเป็เพราะอยากฟังนิทาน ชัดเจนว่ากำลังคิดถึงเขาผู้เป็ปู่คนนี้อยู่ต่างหาก
เมื่อคิดถึงเื่เหล่านี้ ในดวงตาของเจิ้นกั๋วกงปรากฏรอยยิ้มแห่งความเมตตา ทว่าความรู้สึกในใจกลับยิ่งซับซ้อนทับถมกันมากขึ้น
บางที เขาคงต้องพิจารณาให้ดีจริง ๆ ว่าควรทำอย่างไร ถึงจะสามารถปกป้องลูกหลานในบ้านได้อย่างแท้จริง
หลังจากเรียกสาวใช้ให้พาหลานสาวกลับเรือนซีหยวนแล้ว เจิ้นกั๋วกงเดินตรงไปยังเรือนหน้า
ประตูห้องพักแขกปิดสนิท ภายในห้องมองเห็นว่าดับตะเกียงไฟไปแล้ว
เ้าหมอนี่นอนหลับสบายใจเฉิบเสียจริง!
เจิ้นกั๋วกงไพล่มือไว้ด้านหลัง พยักพเยิดหน้าอย่างอารมณ์ไม่ดีให้ผู้ติดตามข้างกาย
ฉินอู่ ผู้ติดตามร่างสูงใหญ่บึกบึนพยักหน้ารับรู้ ก้าวเข้าไปเตะประตูอย่างแรงจนเปิดออกเสียงดังปัง
หางคิ้วเจิ้นกั๋วกงกระตุก
...นี่เขาหมายความให้ทำอย่างนั้นหรือ!
เมื่อเห็นสายตาของท่านแม่ทัพ ฉินอู่ก็ก้มหน้าลงอย่างเงียบ ๆ— ‘ไม่ใช่ว่าท่านแม่ทัพมักจะบ่นว่าเขาไม่รู้จักสังเกตสีหน้าและท่าทีในการทำงานอยู่เสมอหรืออย่างไร‘
เจิ้นกั๋วกงก้าวยาว ๆ เข้าไปด้านใน
ภายในห้องสว่างพรึบขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มในชุดนอนสีขาวบางยืนอยู่ข้างโต๊ะ เขาวางชุดจุดไฟในมือลง แล้วประสานมือทำความเคารพเจิ้นกั๋วกงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เจิ้นกั๋วกงแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างโกรธเคือง นั่งลงพลางเอ่ย "...ยังไม่หลับแล้วจะดับไฟทำไม"
อู๋ย่างมองชายชราที่ให้คนเตะประตูเข้ามาแล้วก็เอาแต่ด่าทอปึงปังด้วยสีหน้าซับซ้อน
เขาไม่ใช่คนอารมณ์ดีมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้าุโที่เป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิต เวลานี้กลับโกรธไม่ลงอย่างน่าประหลาด
"เดิมทีหลับไปแล้วขอรับ" ระหว่างที่พูด อู๋ย่างก็นั่งลง
"หูไวนักนะ! เคลื่อนไหวก็ไม่ช้าเสียด้วย! แต่ทำไมเวลาตอบคำถามถึงได้อ้ำอึ้งไม่เข้าประเด็นเสียที เป็ตาแก่คนนี้เองที่ตามืดบอด ไม่รู้เลยว่าหลายวันที่ผ่านมา แท้จริงแล้วท่านคือซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋อง!"
ในเมื่อหลานเขยก็เป็ไม่ได้แล้ว เขายิ่งไม่มีเหตุผลให้ต้องทนเก็บความโกรธนี้ไว้!
พูดให้ชัดก็คือ การมาครั้งนี้ของเขาคือการมาหาเื่— ขอเพียงชายหนุ่มผู้นี้ทำตัวน่าโดนอัด เขาก็จะไม่รู้สึกเสียดายหรือปวดใจที่ต้องล้มเลิกการแต่งงานครั้งนี้
"เื่นี้เป็เพราะผู้น้อยจงใจปิดบังในตอนแรก" ปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มผิดไปจากที่เขาคาดคิด "หากมีสิ่งใดล่วงเกิน หวังว่ากั๋วกงจะโปรดอภัย"
คำพูดที่เจิ้นกั๋วกงเตรียมไว้ด่าทอถึงกับสะดุดไป— นอกจากจะไม่โต้แย้งแล้ว ยังยอมรับผิดอย่างง่ายดายอีกหรือ
"เมื่อวานนี้ตอนผู้น้อยเพิ่งฟื้นคืนสติ สถานการณ์ตรงหน้ายังคงสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง อีกทั้งเื่ที่ถูกโจรูเาซุ่มโจมตี ผู้น้อยรู้สึกว่ามีจุดน่าสงสัย จึงอยากตั้งสติเพื่อไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่ได้เปิดเผยฐานะที่แท้จริงในทันทีขอรับ"
เมื่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนี้ ความโกรธของเจิ้นกั๋วกงลดลงไปกว่าครึ่งอย่างควบคุมไม่อยู่
การปิดบังฐานะก่อนจะประเมินสถานการณ์ได้ชัดเจน ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเื่แทรกซ้อน ถือว่ามีความระแวดระวังและมีไหวพริบ
และที่สงสัยว่าเื่โจรูเามีเงื่อนงำ... ก็เห็นได้ชัดว่าเฉียบแหลมพอตัว
แถมหลังจากยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ก็ยังพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจอย่างเปิดเผย ทำให้คนรู้สึกว่าซื่อสัตย์เปิดเผย—
มือขวาของเจิ้นกั๋วกงที่วางอยู่บนโต๊ะค่อย ๆ กำหมัดแน่น
...มันต้องมีข้อเสียอย่างอื่นซ่อนอยู่อีกแน่!
"เื่ที่เ้าถูกโจรูเาโจมตีแพร่สะพัดไปถึงเมืองหลวงตั้งนานแล้ว หลังจากฟื้นขึ้นมาเ้ากลับไม่คิดส่งข่าวบอกครอบครัว มีบ้านแต่ไม่ยอมกลับ หรือเ้าไม่รู้ว่าพวกเขาต้องคอยเป็ห่วงและหวาดผวาเพราะเ้าอยู่หรือ"
อู๋ย่างรู้สึกงุนงงเล็กน้อย
การที่เขาไม่ส่งข่าวกลับไปที่บ้านย่อมมีเหตุผลของเขาเอง
แต่ขอพูดตามตรงเถอะ— เื่นี้มันเกี่ยวอะไรกับเจิ้นกั๋วกงด้วย แต่คำพูดกวนโทสะแบบนี้ เขาไม่มีทางพูดออกไปเด็ดขาด
"เป็ผู้น้อยที่สะเพร่า ลืมเื่นี้ไปชั่วขณะขอรับ"
"คนหนุ่มสาวมีความคิดเป็ของตัวเองน่ะเป็เื่ดี แต่ก็ควรนึกถึงครอบครัวให้มากหน่อย" เจิ้นกั๋วกงใช้น้ำเสียงราบเรียบไม่ยินดียินร้ายเอ่ยว่า "ที่ตาแก่คนนี้มาในครั้งนี้ ความจริงแล้วมีอีกเื่หนึ่งต้องแจ้งให้เ้าทราบ เนื่องจากตระกูลของเราทั้งสองไม่เหมาะจะเกี่ยวดองกัน ดังนั้นข้อตกลงปากเปล่าก่อนหน้านี้ระหว่างข้ากับเ้า ให้ถือเป็โมฆะก็แล้วกัน"
เมื่อสบกับสายตาของชายชราที่บ่งบอกว่า 'พ่อหนุ่ม น่าเสียดายนะที่เ้าหมดโอกาสแล้ว' อู๋ย่างก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่าการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเพียงเล็กน้อยนี้ก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของเจิ้นกั๋วกงไปได้
สีหน้าชายชรามืดครึ้มลง "หรือว่าที่ซื่อซุนอู๋ยอมตกลงเื่นี้อย่างง่ายดายในตอนแรก เป็เพราะคาดเดาไว้แล้วว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่มีทางสำเร็จได้"
ไอ้เด็กเหลือขอนี่ กำลังปั่นหัวใครอยู่กัน!
"กั๋วกงเข้าใจผิดแล้วขอรับ" อู๋ย่างแบกรับความโกรธของชายชรา พร้อมอธิบายอย่างใจเย็น "การแต่งงานครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำของคน หากผู้น้อยมีใจคิดจะทำลวก ๆ ให้พ้นตัว ก็คงรับปากั้แ่ตอนที่กั๋วกงเพิ่งเอ่ยถึงแล้ว"
เจิ้นกั๋วกงขมวดคิ้ว
ตอนเขาเอ่ยปากให้ฝ่ายตรงข้ามแต่งงานแก้เคล็ดเป็ครั้งแรก อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ยอมตกลงจริง ๆ
ภายหลังเป็เพราะเขาอธิบายไปว่าเื่นี้สามารถถือเป็ข้อตกลงแลกเปลี่ยนได้ รอจนหลานสาวของเขาหายป่วย ค่อยแยกย้ายกันไปด้วยดี ไอ้หนุ่มนี่ถึงได้ยอมใจอ่อนอย่างง่ายดาย—
"ในเมื่อเป็เพียงการทำตามพิธีการ หากสามารถรักษาอาการป่วยของคุณหนูจวนท่านได้จริง ผู้น้อยก็นับว่าได้ทดแทนบุญคุณแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีผู้น้อยก็ยังไม่้าแต่งงาน แต่ทางบ้านก็เอาแต่เร่งรัดอยู่ตลอด การอาศัยเื่นี้เพื่อช่วยให้ผู้น้อยได้พักหูบ้าง ก็นับว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายขอรับ"
นี่คือสิ่งที่เขาคิดตอนพยักหน้าตอบตกลง
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ ความโกรธที่เจิ้นกั๋วกงอุตส่าห์สะสมมาก็มลายไปอีกครึ่งหนึ่ง
อีกฝ่ายแค่อธิบายเพียงเล็กน้อย เขาก็ถูกโน้มน้าวเสียแล้ว แถมยังรู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายตรงไปตรงมาจนน่านับถือ... พูดง่าย ๆ ก็คือ โทษฐานที่ตนเองเป็คนมีเหตุผลเกินไปนั่นแหละ!
เพียงแต่—
"เ้าไม่อยากแต่งงานหรือ"
เจิ้นกั๋วกงใช้สายตาแปลกประหลาดพิจารณาชายหนุ่มั้แ่หัวจรดเท้าอย่างละเอียดรอบหนึ่ง
คงไม่ได้มีความชอบส่วนตัวหรือโรคแอบแฝงอะไรที่บอกใครไม่ได้หรอกนะ
"..." อู๋ย่างรู้สึกว่าจำเป็ต้องอธิบายสักหน่อย "ผู้น้อยเพียงแค่ยังไม่มีคนที่อยากแต่งด้วย จึงไม่อยากให้เสียเวลาทั้งสองฝ่ายเท่านั้นขอรับ"
เจิ้นกั๋วกงได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจ
"ความคิดเช่นนี้ของเ้า หาได้ยากยิ่งนัก—"
มีหลานชายแบบนี้ ตาเฒ่าอู๋จวิ้นคงร้อนรนจนผมร่วงหมดหัวแล้ว
แต่เขากลับรู้สึกว่ามีจุดน่าชื่นชม บางทีนี่อาจจะเป็พวกที่เื่ไม่เกี่ยวกับตนเอง ยืนวิจารณ์สบาย ๆ โดยไม่ต้องลำบากใจกระมัง
"แม้จะบอกว่าเื่แต่งงานต้องฟังคำสั่งบิดามารดา แต่หากไม่เต็มใจแล้ว สามีภรรยาไม่ลงรอยกัน ก็จะทำให้บ้านช่องไม่สงบสุขได้เช่นกัน" ไม่รู้ว่าสีหน้าของเจิ้นกั๋วกงอ่อนโยนลงั้แ่เมื่อใด น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยการชี้แนะ "พวกเขาจะเร่ง ก็ปล่อยพวกเขาเร่งไป ในเมื่อเ้ามีความคิดเช่นนี้ ก็ต้องรักษาจุดยืนของตัวเองให้มั่นเข้าไว้"
อู๋ย่างถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ
เขารู้ว่าเจิ้นกั๋วกงกับท่านปู่ของตนไม่ลงรอยกันมาตลอด การที่มาพูดจาเกลี้ยกล่อมเขาเช่นนี้ หรือว่าตั้งใจจะทำให้ท่านปู่ของเขาอายุสั้นลง
ทว่าดวงตาที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของชายชราคู่นั้น กลับทำให้เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเื่ราวไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อู๋ย่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ปากบอกว่ายกเลิกการแต่งงาน แต่ความจริงยังคิดจะรั้งเขาไว้เป็ตัวสำรอง—
เด็กหนุ่มข่มความรู้สึกไม่สบายใจไว้ พยายามจบการสนทนาที่เต็มไปด้วยการคิดคำนวณครั้งนี้อย่างไว้หน้าที่สุด "ในเมื่อเป็เช่นนี้ ผู้น้อยยินดีช่วยหาวิธีรักษาคุณหนูจวนท่านขอรับ"
"เื่นี้ไม่ต้องแล้วล่ะ"
สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว เจิ้นกั๋วกงหยัดกายลุกขึ้น "วันนี้ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ตาแก่คนนี้ค่อยส่งคนพาคุณชายอู๋กลับไปก็แล้วกัน"
เดิมทีตั้งใจจะไล่คนออกไปกลางดึก แต่เมื่อคิดว่าวันหน้าอาจจะยังใช้ประโยชน์ได้ เหลือทางถอยให้กันบ้างย่อมดีกว่า
อู๋ย่างลุกขึ้น ประสานมือทำความเคารพ "กั๋วกงเดินดี ๆ ขอรับ"
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
หลังจากสวี่ิอี้ลืมตาตื่นขึ้นมา ยังคงจ้องมองม่านมุ้งอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งเหมือนหลายวันก่อนหน้านี้ จากนั้นจึงหยัดกายลุกขึ้นนั่ง
"คุณหนู ในที่สุดก็ตื่นแล้ว..." อาขุยได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็เลิกม่านมุ้งขึ้น สีหน้าดูตื่นเต้นชอบกล
สวี่ิอี้มองนาง "มีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือ"