บทที่ 2 พบเจอ
บทที่ 2พบเจอ“ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ แม่นมโจวก็ออกไปดูแล้ว อย่างไรเจ้าน้องชายตัวปัญหาก็ต้องมา เขาไม่กล้าขัดขืนแม่นมโจวหรอก” เสียงทุ้มที่แฝงได้ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันดังออกมาจากปากของชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง ดวงตาสองชั้นที่รับกับคิ้วเข้มทรงกระบี่ฉายแววระอาปนรำคาญออกมา เมื่อบวกกับใบหน้าเรียวที่เชิดขึ้นอย่างทระนง ก็ทำให้ชายหนุ่มรูปงามผู้นี้ดูเย่อหยิ่งสมกับเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ คำพูดของเขาทำให้สตรีที่กำลังเดินวนไปมาอยู่ในห้องโถงพลันชะงัก ดวงตากลมโตฉายแววไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่มือเรียวขาวจะยื่นออกมาบิดเนื้อของชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าอย่างโมโห “เจ้ากล้าเรียกน้องชายแท้ๆของตัวเองว่าเป็นตัวปัญหาได้อย่างไรอาอิ่ง!” จางเต๋ออิ่งเบะปาก พลางดึงแขนที่ถูกมารดาบิดจนแดงมาลูบ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมน้องชายของเขาถึงได้พยายามตีตัวออกห่างจากมารดา ทั้งๆที่ตัวเองเป็นบุตรคนโปรดของมารดาแท้ๆ ทีแรกจางเต๋ออิ่งก็ไม่คิดจะมาทานอาหารเช้ากับมารดาที่เรือนหรอก แต่ว่ามารดาได้ส่งบ่าวของตัวเองมาเชิญเขาให้ไปทานอาหารด้วยกัน พอมาถึงก็พบว่ามารดามีท่าทีกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจางเต๋ออิ่งจึงถามไถ่อย่างเป็นห่วง ก่อนจะทราบว่าน้องชายตัวปัญหาของเขา จางอวี้ตี๋ส่งคนมาบอกว่าจะมาทานอาหารเช้าที่เรือนฮุ่ยกู้กับมารดา ทำให้มารดาตื่นเต้นและดีใจมาก แต่เนื่องจากมารดากับน้องชายของตนนั้นเหินห่างกันมาได้2-3ปีแล้ว ฉะนั้นมารดาจึงรู้สึกเกร็งมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงส่งคนไปตามเขามาร่วมทานอาหารด้วย เผื่อว่าจะช่วยผ่อนคลายบรรยากาศ ทันใดนั้นก็มีบ่าวหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ก่อนจะรายงานว่า “คุณชายสามมาแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน” เมื่อได้ยินแบบนั้น สีหน้าของฮูหยินซุนก็พลันฉายแววยินดีระคนกังวลออกมา แม้ไม่พูด แต่จางเต๋ออิ่งก็รู้ว่ามารดาคิดอะไรอยู่ “มิต้องกังวล บางทีเจ้าเด็กหน้าเหม็นนั่นอาจจะรู้สำนึกกับการกระทำของตัวเองแล้วก็ได้” จางเต๋ออิ่งเอ่ยปลอบ ฮูหยินซุนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ในใจก็อดกังวลไม่ได้ ในบรรดาบุตรชายทั้งสองคน นางค่อนข้างรักและเอ็นดูจางอวี้ตี๋มาก ส่วนหนึ่งก็เพราะบุตรคนนี้เป็นเกอ และตัวนางเองก็ดูแลจางอวี้ตี๋มาตั้งแต่ยังเล็ก จึงรู้สึกสนิทสนทและรักบุตรชายคนนี้มาก ส่วนบุตรชายคนโตนั้น แม้ว่านางจะรักและห่วงใยเขามาก แต่เนื่องจากสามีรับเขาไปดูแลตั้งแต่ยังเล็กๆ จึงมีบางครั้งที่นางก็ไม่ได้รู้สึกสนิทใจกับบุตรคนนี้นัก จางเต๋ออิ่งนั้นค่อนข้างใกล้ชิดกับบิดาของเขามากกว่า เมื่อสองสามปีก่อน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆจางอวี้ตี๋ก็ตีตัวออกห่างนาง ทำให้ซุนหัวลี่รู้สึกปวดใจมาก แม้ว่านางจะพยายามเข้าหาลูก แต่จางอวี้ตี๋ก็เหมือนจะไม่ยอมรับและผลักไสนางออกไป ซุนหัวลี่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะคอยดูแลอยู่ห่างๆ จางอวี้ตี๋อาจไม่รู้ แต่ทุกการกระทำของเขาล้วนอยู่ในสายตาของซุนหัวลี่ตลอดเวลา สองมือขาวนวลใต้แขนเสื้อบีบกันแน่น แม้ว่าสีหน้าของนางจะดูเรียบเฉย แต่แววตาก็ดูหลุกหลิกคล้ายกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ตอนนี้เองร่างผอมบางของจางอวี้ตี๋ก็ก้าวเข้ามา พร้อมกับร่างบอบบางของโจวเสวี่ย คนสนิทของนาง นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่จางอวี้ตี๋มาเยือนที่เรือนฮุ่ยกู้ ตอนที่จางอวี้ตี๋คำนับนาง นางยังไม่ได้สติด้วยซ้ำ แวบหนึ่งก็แอบคิดไปว่า ตัวเองกำลังฝันไปอยู่หรือเปล่านะ? แต่เมื่อได้ยินเสียงกระแอมไอจากบุตรชายคนโต และดวงตาใสแจ๋วของบุตรคนเล็กที่จ้องมา ก็ทำให้ซุนหัวลี่ได้สติ นางรีบเดินเข้าไปประคองร่างของจางอวี้ตี๋ขึ้นมา มือของนางสั่นเล็กน้อยตอนที่แตะไหล่ของบุตรคนเล็ก กระบอกตาถึงกับร้อนผ่าวขึ้นมา จางอวี้ตี๋เงยหน้าขึ้นมองมารดาของตัวเอง ซุนหัวลี่ในตอนนี้ยังดูกระฉับกระเฉงและอ่อนวัยกว่าในชาติที่แล้วมาก จางอวี้ตี๋สัมผัสได้ถึงความรักที่อัดแน่นอยู่ในดวงตาของมารดา ในใจก็อดรู้สึกละอายใจขึ้นมาไม่ได้ ความรักของมารดาแทบจะกองอยู่ตรงหน้า แต่ตัวเองกลับมองเมินมาตลอด เพียงเพราะคำนินทาจากปากของผู้อื่น ช่างน่าเจ็บใจนัก! เหตุใดตัวข้าถึงได้โง่งมถึงเพียงนั้น ต่างฝ่ายต่างก็มองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย มีแค่มือที่เกาะกุมกันไว้แน่นและดวงตาที่แดงเรื่อขึ้นมาเท่านั้น จางเต๋ออิ่งเห็นท่าทางของจางอวี้ตี๋ก็พอจะเดาได้ว่า เจ้าน้องโง่คนนี้คงสำนึกผิดกับการกระทำของตัวเองแล้ว ดังนั้นจึงเอ่ยปากขึ้นมาเพื่อทำลายบรรยากาศโศกเศร้านี้ไป “อย่ามัวแต่จ้องตากันอยู่เลย นี่ก็ยามเฉิน[1]แล้ว อีกประเดี๋ยวข้าก็ต้องไปที่สำนักศึกษาหลวงแล้ว” เมื่อได้ยินจางเต๋ออิ่งพูดขึ้นมา ซุนหัวลี่และจางอวี้ตี๋จึงสลัดหลุดจากบรรยากาศเศร้าๆ ซุนหัวลี่จูงมือบุตรชายคนโปรดของตัวเองไปยังโต๊ะรับประทานอาหาร ซึ่งบนโต๊ะนั้นก็มีแต่ของโปรดของจางอวี้ตี๋ เห็นได้ชัดว่าซุนหัวลี่ใส่ใจบุตรชายคนเล็กผู้นี้มากแค่ไหน หากเป็นบ้านอื่น บุตรที่เป็นเกอส่วนใหญ่มักจะถูกมารดามองข้ามและหันไปใส่ใจบุตรที่เป็นบุรุษมากกว่า เพราะบุตรเกอก็เหมือนกับบุตรสาวที่สักวันหนึ่งจะต้องแต่งออกไป แต่บุตรชายที่เป็นบุรุษนั้นคือที่พึ่งและคืออำนาจของพวกนาง เนื่องจากซุนหัวลี่คือผู้อาวุโสที่สุด ณ.ที่นี่ ดังนั้นนางจึงขยับตะเกียบคีบอาหารก่อน หลังจากนั้นลูกๆของนางจึงจะสามารถเริ่มทานอาหารได้ ตลอดเวลาที่ทานอาหารสองแม่ลูกก็หมั่นคีบอาหารให้กันและกัน และมองข้ามการมีอยู่ของจางเต๋ออิ่ง จนทำให้อีกฝ่ายลอบเบะปากอย่างไม่พอใจ ก่อนจะพูดขึ้นมากลางป้องว่า “สำนึกขึ้นมาได้แล้วรึ” ซุนหัวลี่จึงหันไปถลึงตาใส่จางเต๋ออิ่ง เจ้าลูกคนนี้นี่ บรรยากาศกำลังดีอยู่แล้วแท้ๆ ทำไมถึงทำให้มันแย่ลง?! แต่จางเต๋ออิ่งกลับไม่สนใจซุนหัวลี่ สายตาอันคมกริบของเขากลับจ้องไปที่ใบหน้าสวยของน้องชายตัวเองมากกว่า เมื่อก่อนเขาค่อนข้างสนิทกับจางอวี้ตี๋มาก จนกระทั่งเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน จางอวี้ตี๋วางตะเกียบลง เมื่อชาติที่แล้ว เนื่องจากตัวเองตีตัวออกห่างจากมารดา บวกกับเหตุการณ์ที่ตนกำลังทะเลาะกับมารดา จนเผลอพลั้งผลักมารดาลงไปนอนกองกับพื้น ทำให้พี่ชายคนนี้ไม่พอใจเขาและห่างเหินกับเขาตั้งแต่นั้นมา เวลาเจอกันมักหาเรื่องทะเลาะกับตัวเองอยู่เป็นประจำ...แต่ถึงอย่างนั้น จางเต๋ออิ่งก็เป็นคนหนึ่งที่คอยช่วยเหลือเขาในยามที่เขาต้องการ และเป็นคนหนึ่งที่บอกให้เขาเลิกรักชายคนนั้น แต่น่าเสียดายที่น้องชายของพี่มันขี้ขลาดและโง่เขลา คิดว่าความตายของเขาคงทำให้จางเต๋ออิ่งขัดใจมากแน่ๆ “ใช่ ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆ ที่ผ่านมาข้าคงทำให้ท่านแม่ต้องเสียใจและหนักใจมากสินะ” ซุนหัวลี่ตาแดงก่ำ ก่อนจะยื่นมือออกไปกุมมือของจางอวี้ตี๋ “ไม่เลย เสี่ยวตี๋ของแม่ไม่เคยทำให้แม่ต้องเสียใจหรือหนักใจ แม่มีแต่จะภูมิใจในตัวลูก” จางอวี้ตี๋เม้มปากแน่น สะกดความรู้สึกที่เอ่อล้นออกมา เขาสาบานว่าชาตินี้จะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องเสียใจหรือผิดหวังอีก เขารู้ว่าหลังจากที่คิดสั้นฆ่าตัวตายในตอนนั้น คนที่เสียใจมากที่สุดก็คือมารดาของเขาอย่างแน่นอน “เมื่อก่อนเป็นที่ข้าดื้อ ข้าขอโทษท่านแม่ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ดื้อและจะไม่ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง” ความปิติยินดีแผ่ซ่านไปทั่วร่างของซุนหัวลี่ ขณะที่นางกำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง จางเต๋ออิ่งก็พูดสวนขึ้นมาว่า “ข้าจะคอยดู” “เจ้าลูกคนนี้นี่!” ซุนหัวลี่ถลึงตาใส่จางเต๋ออิ่งพลางเอื้อมมือไปหาหวังจะหยิกให้เจ็บ แต่จางเต๋ออิ่งกลับไวกว่า ร่างสูงโปร่งของเขาลุกจากเก้าอี้อย่างว่องไว ก่อนจะคำนับซุนหัวลี่แล้วพูดว่า “ได้เวลาที่ลูกต้องไปสำนักศึกษาหลวงแล้ว ลูกขอลานะท่านแม่” กล่าวจบก็รีบก้าวเท้าเร็วๆเดินออกไปทันที ซุนหัวลี่มองค้อนไปตามหลัง จากนั้นก็หันมาพูดกับจางอวี้ตี๋ว่า “ไม่ต้องไปใส่ใจคำพูดของพี่ชายเจ้าหรอก” “ข้ารู้ท่านแม่ ต้าเกอเป็นห่วงท่านมาก ดังนั้นจึงพูดเช่นนี้” ซุนหัวลี่อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “เสี่ยวตี๋ พี่ชายของเจ้าอาจจะเป็นพวกหุนหันพลันแล่นและโผงผางไปบ้าง แต่โดยเนื้อแท้แล้วเขาไม่ใช่คนไม่ดี ดังนั้นพยายามเข้าหาพี่ชายเจ้าด้วย เจ้าก็รู้ว่าพี่ชายของเจ้าเป็นพวกท่ามาก” จางอวี้ตี๋ยิ้มออกมาบางๆ และพยักหน้าอย่างเข้าใจ ตัวเขาเองก็อยากจะฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจางเต๋ออิ่งเช่นกัน เท่าที่เขาจำได้จางเต๋ออิ่งเป็นพี่ชายที่รักและตามใจเขามาก หากสิ่งใดที่ว่าดี จางเต๋ออิ่งก็จะนำมาประเคนให้ หากสิ่งไหนที่ว่าแย่ จางเต๋ออิ่งก็จะทำทุกทางเพื่อผลักไสมันให้ห่างจากเขา สองคนแม่ลูกทานอาหารเช้าด้วยกันจนเสร็จ จากนั้นก็เดินย่อยอาหารที่สวนครู่หนึ่ง ก่อนจะไปนั่งพูดคุยกันที่ศาลาในสวนดอกไม้ กว่าที่ฮูหยินซุนจะยอมปล่อยให้จางอวี้ตี๋กลับก็เป็นเวลาที่อาจารย์จะมาสอนจางอวี้ตี๋พอดี ระหว่างทางที่เดินไปยังโถงหลักนั้น เถาฉิงเทียนก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า “วันนี้คุณชายสามดูมีความสุขกว่าทุกวันเลย” จางอวี้ตี๋ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมา “นั่นเป็นเพราะว่าวันนี้มีแต่เรื่องดีๆอย่างไรเล่า” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ตัวเองย้อนเวลากลับมา หรือเรื่องที่ตัวเองได้ปรับความเข้าใจกับมารดาอีกครั้ง เรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องดีๆ จางอวี้ตี๋เดินไปยังโถงหลักของเรือนหลัง ก่อนที่เท้าของเขาจะชะงักขึ้นมา เมื่อเห็นเงาร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่งที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าที่สดใสแช่มชื่นก็ค่อยๆหม่นลงในพริบตา เขาลืมไปได้อย่างไรว่า ตัวเองต้องเรียนกับอาจารย์พร้อมกับน้องชายและน้องสาวอีกคน ซึ่งน้องชายคนที่ว่าจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากจางเสี่ยงหลิง! ใบหน้าหวานและดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความสดใสมีชีวิตชีวาคู่นั้น แม้ตายเขาก็ไม่เคยลืม! อารมณ์เกลียดชังและเคียดแค้นได้ปะทุขึ้นมาในใจของจางอวี้ตี๋ เขาเผลอกำมือแน่นจนข้อขาวโดยไม่รู้ตัว “คุณชายสาม?” เสียงกระซิบดังแผ่วเบาอยู่ข้างกาย ทำให้จางอวี้ตี๋รู้สึกตัว เขาค่อยๆสะกดความรู้สึกที่มันพลุ่นพล่านอยู่ในอก และคลายมือที่กำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อออก “เทียนเอ๋อร์ เจ้าไปบอกอาจารย์ที ว่าข้าปวดหัว แต่จะกลับมาเรียนในช่วงบ่าย” อาจจะเป็นเพราะสีหน้าที่ซีดเซียวของจางอวี้ตี๋ ทำให้เถาฉิงเทียนพยักหน้าแล้วสั่งให้บ่าวคนอื่นๆประคองร่างของจางอวี้ตี๋กลับไปยังเรือน เมื่อลับหลังจางอวี้ตี๋ ดวงตาที่เป็นประกายสดใสของเถาฉิงเทียนก็ฉายแววสงสัยขึ้นมา เขาหันไปมองด้านในห้องโถง และจับจ้องไปที่ร่างเล็กๆของคุณชายสี่ จางเสี่ยงหลิง ตั้งแต่ที่รับใช้คุณชายสามมา เขาไม่เคยเห็นคุณชายสามแสดงอารมณ์รุนแรงเช่นนี้เลย ในดวงตาของคุณชายสามเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น...คุณชายสี่เคยทำอะไรกับคุณชายสามกันนะ จนถึงขั้นที่คุณชายสามแสดงกริยาเช่นนี้ออกมา แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เถาฉิงเทียนก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่ออาจารย์ที่สอนเขียนพู่กันเดินมา เถาฉิงเทียนก็รีบเดินเข้าไปรายงานกับอาจารย์ว่าคุณชายสามปวดหัว จึงขอหยุดเรียนครึ่งวัน เนื่องจากความประพฤติของคุณชายสามดีมาตลอด ดังนั้นอาจารย์จึงไม่ติดใจถามต่อ และยังกำชับให้เถาฉิงเทียนดูแลคุณชายสามดีๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องโถง เพื่อสั่งสอนคุณชายสี่จางเสี่ยงหลิงและคุณหนูห้าจางเยว่เจิง***************************หลังจากที่กลับมาถึงเรือน จางอวี้ตี๋ก็ให้บ่าวรับใช้ออกไปให้หมดและขังตัวเองไว้ในห้องนอน ร่างบอบบางยกมือขึ้นกอดตัวและก้มหน้าลง ถึงจะตั้งใจแล้วว่าจะไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกับคนเหล่านั้นอีก แต่เมื่อพบเจอกันจริงๆ ความรู้สึกทั้งหลายก็ปะทุออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว จางอวี้ตี๋ยอมรับว่าตัวเองเกลียดชังน้องชายต่างมารดาคนนี้มาก เกลียดมากเสียจนอยากให้ตายๆไปซะ สามีจะได้หันมามองเขาบ้าง หันมาสนใจเขาบ้าง... มือที่กอดตัวเองไว้ก็เผลอจิกแขนโดยไม่รู้ตัว เมื่อย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์หนึ่งในอดีต ในตอนนั้นเขาอิจฉาจางเสี่ยงหลิงจนทนไม่ไหว ทั้งๆที่ตัวเองก็แต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว แต่กลับมาแย่งความสนใจของสามีตัวเองไป มิหนำซ้ำ สามีก็คอยเอาอกเอาใจ ตามไปปกป้องมันอยู่นั่นแหละ จนถึงขั้นที่ว่าคอยกำชับให้เขาดูแลจางเสี่ยงหลิงให้ดี เขาก็คอยทำตามอย่างไม่บิดพลิ้ว แต่ว่าคนเราความอดทนย่อมมีขีดจำกัด ยิ่งสามีออกตัวปกป้องมัน ห่วงใยมัน เอาใจใส่มัน จางอวี้ตี๋ก็ยิ่งเกลียดน้องชายที่ทำอะไรไม่เป็นเลยคนนี้ ถ้าแค่มันเข้มแข็งอีกสักนิด หรือสามารถปกป้องตัวเองได้บ้าง บางที บางทีสามีก็คงห่วงมันน้อยลง และหันมาสนใจเขามากขึ้น เพราะแบบนั้นในงานเลี้ยงงานหนึ่ง เขาจงใจที่จะไม่ปกป้องจางเสี่ยงหลิงตอนที่โดนรุมจิกกัดจากบรรดาเกอและสตรีที่หลงรักสามีของจางเสี่ยงหลิง มันก็ช่างกระไร โดนว่ากระทบกระเทียบหน่อยก็รับไม่ไหว จนต้องวิ่งหนีออกไปจากจุดนั้นราวกับโดนรุมรังแกหนัก แค่วาจาจิกกัดไม่กี่ประโยคจิตใจก็ทนรับไม่ไหวเสียแล้ว ช่างน่าสมเพชจนจางอวี้ตี๋พูดไม่ออก สุดท้ายก็โง่ลื่นล้มตกลงไปในสระน้ำ และจมน้ำเกือบตาย พอสามีของมันและสามีของเขาสืบสาวเรื่องนี้ สามีของมันก็ตรงไปจัดการบรรดาเกอและสตรีที่ปากมากในตอนนั้น ส่วนสามีของเขานะหรือ? ตรงมาจัดการเขา ต่อว่าเขาที่ไม่ปกป้องดวงใจของตัวเองให้ดี วาจาหนึ่งที่ตะคอกออกมาจากปากของสามี ได้ฝังรากลึกจนมาถึงตอนนี้ “ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า หลิงเอ๋อร์คงแต่งงานกับข้าไปแล้ว! สำนึกเอาไว้เลยว่าที่ข้ายอมแต่งงานกับเจ้าก็เพราะเห็นแก่ที่หลิงเอ๋อร์ขอร้อง หาไม่แล้ว ข้าคงไม่ยอมแต่งงานกับคนที่ไม่เห็นแก่พี่น้องอย่างเจ้าหรอก!” แค่แต่งงานเพราะความสงสารจางอวี้ตี๋ก็เจ็บปวดมากพออยู่แล้ว แต่แต่งงานเพราะใครอีกคนขอร้องไว้...เขาก็ยิ่งเจ็บปวดมากกว่า ที่เขาได้ครองคู่กับสามีก็เพราะความเมตตาของน้องชายคนนั้น ดังนั้นเขาควรจะซาบซึ้งและควรที่จะตอบแทนบุญคุณใช่หรือไม่? [1]ยามเฉิน คือช่วง 07.00-08.59 น.