บทที่ 6
เพื่อปกป้องตัวเองและคนที่รัก
“บัดนี้ข้าเป็หนี้ชีวิตคุณชายเสียแล้ว...” หญิงสาวกล่าวด้วยสายตาซาบซึ้ง
“คงไม่อยากติดค้างข้าไปทุกภพทุกชาติกระมัง?”
“เ้าค่ะ ข้าประสงค์จะชดใช้... แต่คงมิใช่เวลานี้”
“หลิงเอ๋อร์! อยู่ที่ใดลูกสาวแม่!”
ทั้งสองหันไปมองตามเสียงะโเรียกจากที่ไกลๆ
“ดูเหมือนฮูหยินกำลังจะมาแล้วเ้าค่ะ” โส่วจิงกระซิบบอกผู้เป็นาย
“ข้าแซ่กู้... นามว่าเทียนเฉิง” ชายหนุ่มรีบแนะนำตัวเองเพื่อแข่งกับเวลา “หากแม่นางประสงค์เช่นนั้นจริง วันมะรืนนี้โปรดออกมาพบข้ายามซื่อ[1]ที่สะพานโหยว่ยี่ ข้าจะรอแม่นางตรงนั้น หวังว่าเ้าจะไม่ปล่อยให้ข้ารอเก้อ...”
“เ้าค่ะ... คุณชายกู้” เจียวหลิงตอบรับก่อนที่อีกฝ่ายจะแยกตัวเองจากไปพร้อม ๆกับที่มารดาของนางก็เข้ามาพอดี
“เ้ายืนคุยกับคุณชายตระกูลไหนกัน ดูจากการแต่งเนื้อแต่งตัวเห็นระยะไกลต้องไม่ธรรมดาเป็แน่”
“เขาว่าเขาแซ่กู้... นามว่าเทียนเฉิงเ้าค่ะท่านแม่” หญิงสาวตอบพร้อมใบหน้าเอียงอาย
“กู้เทียนเฉิง! คุณชายใหญ่ของท่านอัครมหาเสนาบดีกู้!” ฮูหยินถานเบิกตาโพลงกับข้อมูลที่ได้รับ
“ไยต้องแตกตื่นด้วยเ้าคะท่านแม่?”
“ก็ต้องแตกตื่นสิ เ้ายังไม่รู้ประสาสินะว่าคุณชายท่านนั้นทรงอิทธิพลในหลิวหยางขนาดไหน” ผู้เป็แม่ร้องบอกบุตรสาวด้วยเนื้อตัวเต้นเร่า “รูปร่างหน้าตาก็ดีราวเทพบุตรอีกทั้งฐานะชาติตระกูลก็ยิ่งใหญ่คับฟ้า... หลิงเอ๋อร์อ่า... เห็นทีเทพเ้าเย่เหล่า[2]ที่เพิ่งให้เ้าไปขอพรจะประทานเนื้อคู่ที่แท้จริงให้เ้าแล้วลูกแม่...!”
“พูดกระไรกันเ้าคะท่านแม่ข้าไม่เห็นเข้าใจ” เจียวหลิงแสร้งทำเป็ไร้เดียงสา
“ไม่เข้าใจก็ไม่เป็ไรลูกแม่ เพียงแค่เ้าล้มเลิกความตั้งใจที่จะตบแต่งกับเ้ายาจกแซ่ฟู่นั่นเสียแม่ก็พร้อมจะสนับสนุนเ้ากับคุณชายกู้เต็มที่!”
ฮูหยินถานจินหยุนกล่าวกับบุตรสาวด้วยดวงตาเป็ประกาย เมื่อคุณชายสูงศักดิ์ได้เข้ามาพัวพันกันแล้วเห็นทีอนาคตสินสอดจะยาวเป็สิบลี้
กู้ลี่เจิ้นรู้สึกมาสักระยะแล้วว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่ในมุมลับตา จนเมื่อสบโอกาสทีเผลอมันก็ลอบโจมตีเข้าด้านหลังอย่างอุกอาจแม้จะอยู่ในโถงหลักเรือนใหญ่ก็ตาม หากแต่ชายผู้เป็ถึงอัครมหาเสนาบดีมิใช่ชายแก่ตาสีตาสา เขาสามารถรับมือได้ทันทีแม้ไม่ต้องหันมา
โจรชุดดำร่างเล็กโพกผ้าปิดหน้าสีเดียวกันออกหมัดต่อสู้กับเขาด้วยมือเปล่า
จนท้ายที่สุดบุรุษลึกลับก็พ่ายแพ้จนหงายผึ่งไปกับพื้นอย่างหมดสภาพ
“เพียงสองสัปดาห์เ้าพัฒนาฝีมือการต่อสู้ได้ถึงเพียงนี้เชียวรึฮวาเอ๋อร์”
ชายชุดดำกระตุกผ้าปิดหน้าออกอย่างขัดใจ
“ท่านรู้ด้วยรึเ้าคะว่าเป็ข้า!” หนิงฮวาย้อนถามอย่างหมดสนุก
“แค่กลิ่นปิงเพี่ยนลอยเตะจมูกข้าก็รู้แล้วว่าเป็เ้า”
“แต่ข้าไม่ได้พกถุงบุหงามาด้วยสักหน่อย”
“มันติดอยู่บนผิวกายเ้าแล้วฮวาเอ๋อร์” ผู้เป็บิดากล่าวพร้อมกับช่วยพยุงบุตรสาวให้ลุกขึ้น
“เห็นทีข้าต้องร้องเรียนอาจารย์เสิ่นที่ยังสอนไม่ดี”
“เ้าประมาทชายแก่อย่างข้าเกินไปต่างหาก ตำแหน่งในราชสำนักที่บิดาของเ้าได้มาไม่ใช่เพราะจับฉลากในไหยาดองได้เสียเมื่อไร” กู้ลี่เจิ้นช่วยทบทวนด้วยการดีดหน้าผากหญิงสาวหนึ่งทีเพื่อให้จำขึ้นใจ
“เจ็บนะเ้าคะท่านพ่อ!”
“เพียงเท่านี้ยังเจ็บก็ไม่ต้องที่จะเรียนรู้วิชาอะไรอีกแล้วล่ะ”
“แต่อาจารย์เสิ่นและพี่ๆ ชื่นชมว่าข้าพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็วเลยนะเ้าคะท่านพ่อ ต่อไปพวกเขาจึงจะสอนวิชากระบี่หอกและทวนให้ข้า... ข้าจะตั้งใจเรียนรู้ให้ชำนาญอย่างรวดเร็ว!”
“สตรีเยี่ยงเ้าจะเรียนรู้ศาสตร์การต่อสู้ไปเพื่อเหตุใด?” อัครมหาเสนาบดีกู้พาตัวเองกับบุตรสาวไปนั่งยังเก้าอี้ไม้ที่ฉลุลวดลายต้นสนงดงาม
“บ้านเมืองทุกวันนี้เต็มไปด้วยทรชน โจรวิ่งราวมีให้พบเห็นได้ราวปลาในแม่น้ำ ข้าอยากเรียนรู้ไว้ก็เพื่อปกป้องตัวเอง แล้วก็เพื่อปกป้องคนที่ข้ารักในสักวันหนึ่ง...”
“กล่าวเช่นนี้... แสดงว่าฮวาเอ๋อร์ของพ่อมีคนที่พึงใจแล้วใช่รึไม่?”
หญิงสาวสะบัดหน้าพรืดแทนคำตอบ “ไม่!” นางประกาศเสียงกร้าว “ยังไม่มีผู้ใดที่ข้าพึงใจและจะยังไม่มีตราบใดที่ข้ายังทำภารกิจไม่สำเร็จ”
เมื่อเห็นท่าทีขึงขังของบุตรสาวเช่นนั้นผู้เป็บิดาก็ได้แต่นั่งงง รับรู้เพียงว่าแววตาของนางประหลาดไป จากเด็กสาวที่เคยอ่อนต่อโลกหวาดกลัวผู้คนและไร้ทางสู้กลับกลายเป็มุ่งมั่นและมีเป้าหมายชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“คุณชายคิดว่าแม่นางแซ่ถานผู้นั้นจะมาจริงๆ หรือขอรับ?”
“มา... อย่างไรนางก็ต้องมาแน่”
“แต่ไหนแต่ไรคุณชายไม่เคยต้องมารอคอยผู้ใด สตรีทั่วทั้งหลิวหยางต่างเป็ฝ่ายชะเง้อคอเฝ้ารอยคอยท่าน เห็นทีบุตรสาวจากตระกูลคหบดีผู้นี้คงจะตราตรึงหัวใจคุณชายใหญ่ของบ่าวเอาไว้มิใช่น้อย”
ป้าบ!
“ไอ้ยะ!”
หลงจื่อลูบศีรษะตนเองหลังโดนตบไปฉาดใหญ่ป้อยๆ
“หัดพูดมากน่ารำคาญั้แ่เมื่อใดกัน” กู้เทียนเฉิงบ่นแล้วก็ไล่ให้คนสนิทลงไปยืนรอที่ตีนสะพาน
เมื่อถึงเวลายามซื่อก็ปรากฏร่างนวยนวดของสตรีที่กำลังรอคอยก้าวขึ้นสะพานโหย่วยี่มาช้าๆ
เมื่อทั้งสองได้สบตากันหญิงสาวก็ยิ้มหวานเป็การทักทาย พร้อมหลบหน้าเอียงอายเมื่อพบว่าบุรุษที่ตนเองมาพบตามนัดหมายนั้นวันนี้ช่างสง่างามยิ่งกว่าที่ได้เจอกันครั้งแรกเสียอีก
รวมถึงชายหนุ่มเองก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาที่ได้พบเจอนางอีกครั้งในวันนี้ ไม่ได้รู้สึกว่าพบเจอไข่มุกล้ำค่าเยี่ยงนี้มานานแล้ว
กู้หนิงฮวาพร้อมซูหลานพร้อมบุรุษกล้ามโตอีกหนึ่งคนออกมายืนอยู่ที่ปากเหวน่าหวาดเสียวขณะที่ลมแรงพัดกระโชกจนอาภรณ์ซึ่งตัดจากผ้าต่วนปลิวไสว
“คุณหนูมาที่แห่งนี้ทำไมเ้าคะ?” เด็กสาวชะโงกมองไปเบื้องล่างซึ่งเป็ผืนน้ำทะเลด้วยความหวาดเสียว
“มาในที่ที่ข้าเคยตายน่ะสิ”
“เอ๊ะ? คุณหนูกล่าวถึงสิ่งใดกันเ้าคะ?”
ผู้เป็นายเพียงยิ้มบางๆ ตอบกลับไป “อย่างน้อยก็มาดูลาดเลาก่อน หากแก้ไขไม่ได้ก็ยังถือว่าได้เตรียมตัว”
ซูหลานยังคงมองเ้านายของตัวเองอย่างไม่เข้าใจนัก เหตุใดจึงกล่าววาจาฟังดูน่าหวาดหวั่นเช่นนี้
“ท่านคิดว่าจะทำตามที่ข้าร้องขอได้รึไม่?” หญิงสาวหันไปถามชายที่ติดตามมาด้วย
‘จ้าวอวิ๋นเฟิง’ ชะโงกหน้าลงไปสำรวจคร่าว ๆแล้วผงกศีรษะตอบด้วยท่าทางไม่เหนือบ่ากว่าแรง
เมื่อเห็นท่าทางเยี่ยงนั้นหนิงฮวาก็เผยร้อยยิ้มด้วยความสบายใจ
“ข้าจะตามสหายมาช่วยกันขุด คาดว่าเพียงหนึ่งเดือนก็น่าจะเรียบร้อย”
“ขอบคุณพี่ชายมาก ครานี้ต้องลำบากท่านแล้ว”
“อย่าได้เกรงใจ เราล้วนเป็ศิษย์อาจารย์เสิ่นนับถือกันเป็พี่น้องร่วมสาบานไม่ต่างไปจากพี่น้องร่วมสายเื หากน้องสาวกังวลมีภัยร้ายคนเป็พี่อย่างพวกข้าจะนิ่งดูดายได้เยี่ยงไร”
หลังบุรุษร่างสูงกำยำกล่าวจบประโยคกู้หนิงฮวาก็โค้งคำนับให้อย่างนอบน้อมอันเป็สิ่งเดียวที่นางจะแสดงความซาบซึ้งให้อีกฝ่ายได้รับรู้ได้ในเวลานี้
ช่างผิดกับพี่ชายอีกคนที่มีเืเดียวกันถึงครึ่งส่วน แต่กลับ... คิดฆ่าน้องสาวคนเดียวได้อย่างเืเย็น
[1] ยามซื่อ คือ่เวลา 09.00-10.59 น.
[2] เทพเ้าเย่เหล่า หรือผู้เฒ่าแห่งดวงจันทร์เป็เทพแห่งความรักและการแต่งงาน เป็ที่รู้จักในชื่อ ‘เทพเ้าด้ายแดง’ ซึ่งเป็ที่นิยมของชาวจีน