คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 161 กระบี่สิบทิศ

            

            “อินเชียนซาง?” เมื่อเห็นชายตรงหน้ากับกระบี่ในมือของเขาชัดๆ จางจื่อวู่ อินซานโจ๋วและหม่าอันเยี่ยนก็หน้าถอดสีไปตามๆ กัน

            “สำนักจิงหลุนอยากยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้เช่นนั้นหรือ?” อินซานโจ๋วชิงถามขึ้น

            สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างไปจากแต่ก่อนมาก หลายวันมานี้เกิดเรื่องขึ้นมากมายระหว่างที่ซูฉางอันเก็บตัวอยู่

            ประการที่หนึ่ง... จู่ๆ เซี่ยโหวยวน อิงอ๋องแห่งแผ่นดินต้าเว่ย ญาติผู้น้องขององค์จักรพรรดิหรือนักรบแห่งดาราจักรเจ้าของฉายามารคลั่งที่หายตัวไปนานจนผู้คนต่างคิดว่าสิ้นไปแล้วกลับปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งทั้งยังแสดงตัวว่าสนับสนุนองค์รัชทายาทอย่างชัดเจน

            ประการที่สอง... ดาวแห่งความวิบัติปรากฏขึ้นอีกครั้งมันเป็นดาวที่มีชื่อว่าดาวหมาป่า ซึ่งเป็นดาวแห่งความโชคร้าย ดาวหมาป่า ดาวทัพพ่ายและดาวเจ็ดสังหาร ถือเป็นดาววิบัติทั้งสามที่น่ากลัวที่สุดเมื่อใดที่ดาวทั้งสามดวงปรากฏขึ้นพร้อมกัน เมื่อนั้นหมายความว่าโลกกำลังจะจมเข้าสู่ความวุ่นวายและแผ่นดินกำลังจะถูกเปลี่ยนมือ...

            ประการที่สาม นักโทษที่พ่ายต่อซูฉางอัน และถูกจางจื่อวู่จับกุมไป ภายหลังยอมรับสารภาพซึ่งเนื้อหาในคำรับสารภาพ ช่างน่าตะลึงเหลือเกิน คำรับสารภาพจากตู้หงฉางเช่นที่เคยกล่าวไปในเบื้องต้นกล่าวคือเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์สั่งให้ปีศาจตนนั้นแปลงกายเป็นตู้หงฉางมาสังหารซูฉางอันเพราะเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว อีกทั้งช่วงที่ผ่านมาหน่วยข่าวจากดินแดนทางเหนือส่งข่าวว่าพบหลักฐานที่วู๋ถงยังมีชีวิตอยู่ ผู้คนพากันแตกตื่นจนเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในเวลาไม่นาน เสียงก่นด่าซูฉางอันดังกระหึ่มไปทั่วเมืองอีกครั้งส่วนหลี่ว์เจี้ยนไป่ อาจารย์จากสำนักหงเซิ่งให้การว่าองค์ชายห้าและเซี่ยโหวฟ่งอวี้เป็นผู้ช่วยเหลือและอยู่เบื้องหลังเรื่องการปองร้ายอวี้เหิงจนถึงแก่ความตายไม่เช่นนั้น ด้วยพลังและฐานะของซูฉางอันในตอนนั้น ไม่มีทางพาปีศาจที่แข็งแกร่งขนาดนั้นเข้ามาในเมืองโดยปิดบังนักรบแห่งดาราจักรในเมืองได้แน่และที่เขาสังหารอวี้เหิง ก็เพราะเกรงว่าเรื่องนี้จะถูกเปิดโปงนั่นเอง

            คำรับสารภาพนี้ ช่างเหลวไหลสิ้นดี

            เผ่ามนุษย์กับปีศาจเป็นศัตรูกันมาหลายยุคหลายสมัยด้วยตำแหน่งขององค์ชายห้าในตอนนี้ ไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้ได้แน่ อีกอย่างเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากการกระทำนี้? เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักเทียนหลานอย่างนั้นหรือ? แต่หากเป็นเช่นนั้น อวี้เหิงรับเซี่ยโหวฟ่งอวี้เป็นศิษย์ในสำนักตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าอาจารย์อวี้เหิงเลือกอยู่ข้างไหน แล้วเช่นนี้ เหตุใดองค์ชายห้าต้องทำร้ายจนอวี้เหิงถึงแก่ความตายเล่าไม่เท่ากับว่าเขาทำลายตัวช่วยสำคัญของตัวเองไปไม่ใช่หรือ?

            แต่น่าประหลาดที่ครั้งนี้ องค์จักรพรรดิที่มักจะปราดเปรื่องเกินใครกลับเชื่อคำรับสารภาพที่จางจื่อวู่รายงานอย่างสนิทใจถึงขั้นขังองค์ชายห้าเอาไว้ในตำหนัก

            เรื่องนี้ ทำให้ชาวฉางอันแตกตื่นไปตามๆ กันพวกคนที่เคยสนับสนุนองค์ชายห้าต่างเก็บตัวเงียบ ไม่กล้าออกมาเผยตัวเหมือนเมื่อก่อนเหตุนี้ อินซานโจ๋วจึงถามขึ้นดังนั้น เขาไม่เข้าใจรู้ทั้งรู้ว่าตอนนี้องค์รัชทายาททรงอำนาจมากเพียงไหน แล้วทำไมอินเชียนซางถึงยังแสดงตัวออกมาในเวลาเช่นนี้เหตุใดต้องปกป้องสำนักเทียนหลาน? สำหรับอินซานโจ๋ว นับเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย

            “ข้าคือตัวข้า สำนักจิงหลุนคือสำนักจิงหลุน” อินเชียนซางเผยประกายรอยยิ้มจากนั้นยกไหในมือขึ้นสูง เพื่อกรอกบางอย่างเข้าปากอีกครั้ง

            “เจ้าอย่างนั้นหรือ?” จางจื่อวู่ขมวดคิ้วมุ่น หาใช่เพราะเขากลัวที่จะต่อสู้กับอินเชียนซางเพราะแม้อินเชียนซางจะมีพลังต่ำกว่า แต่ก็ต่ำกว่าเพียงระดับเดียวเท่านั้นอีกทั้งพวกเขาก็มีกันสามคน จึงไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร เพียงแต่ กระบี่ในมืออินเชียนซางหาใช่กระบี่ธรรมดาไม่หากประมือกันจริงๆ ต้องพลาดท่าเสียทีแน่ เหตุนี้ จางจื่อวู่จึงแสร้งประกายรอยยิ้มขึ้นก่อนจะลูบเคราของตัวเองอย่างสบายอารมณ์ พลางกล่าวอย่างเป็นกันเอง“ทุกคนในเมืองฉางอันต่างก็รู้ดีว่าคุณชายอินเป็นคนมีคุณธรรมและมีน้ำใจเพียงใดแต่ซูฉางอันเป็นสายลับของเผ่าปีศาจ คุณชายอินอย่าคิดทำอะไรวู่วาม เพราะจะทำให้ตัวท่านกับคนอื่นๆเดือดร้อนเสียเปล่าๆ”

            “ข้าไม่ได้คิดก่อนทำเหมือนเสนาบดีจางหรอก” อินเชียนซางเช็ดหยดสุราที่เปื้อนอยู่ตรงมุมปากเขาเมาจนตาลายไปหมด “ข้ารู้เพียงว่า สำนักเทียนหลานเป็นผู้ออกเงินค่าสุราที่ข้าดื่มทุกวันรับเงินเขามา ก็ต้องช่วยกำจัดภัยอันตรายให้เขา นี่คือหลักในการดำเนินชีวิตของข้า”

            หลังพูดจบ ท่าทางมึนเมาสลายไปในพริบตา เขาทัดไหสุราไว้ที่เอวอย่างระมัดระวังจากนั้นหยิบกระบี่ออกมาถือไว้ส่งๆ ราวว่า เมื่อเทียบกับกระบี่เชียนซางที่เลื่องชื่อไปทั่วหล้าในสายตาของเขาไหสุราต่างหากที่ล้ำค่ามากกว่า

            จากนั้นความเย็นยะเยือกเข้าปกคลุมดวงตาของเขา เส้นผมยุ่งเหยิงปลิวไสวแม้ไร้ลมพลังอำนาจแสนมหาศาลกระจายออกจากร่าง เขามองดูคนทั้งหลายในที่แห่งนี้พลางกล่าวด้วยท่าทางสบายๆ “พวกเจ้าจะเข้ามาทีละคน หรือจะเข้ามาพร้อมกัน?”

            เมื่อได้ยินดังนั้น คนทั้งสามสบตากันครู่หนึ่ง และพวกเขาพบว่าในสายตาของอีกฝ่ายต่างมีความลังเลแฝงอยู่

            นี่หาใช่เรื่องที่น่าภูมิใจไม่ เพราะนอกจากอินเชียนซางจะมีระดับพลังต่ำกว่าตนเขายังมีอายุน้อยกว่าพวกตนทั้งสามถึงหนึ่งเท่าตัวเสียด้วยซ้ำถูกคนรุ่นหลังขู่จนหวาดกลัวเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ทรงเกียรติเป็นแน่

            แต่ก็จนปัญญา เพราะกระบี่เชียนซางขึ้นชื่อเรื่องความทรงพลัง ทั้งพรสวรรค์ด้านวิชากระบี่ของอินเชียนซางก็ไม่ด้อยกว่าบิดาจอมเจ้าเล่ห์ของเขาเลยไม่เช่นนั้น คงไม่อาจก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับสั่งฟ้าทั้งที่เพิ่งอายุสามสิบกว่าๆ เช่นนี้แน่

            “ให้ข้าประจักษ์ในพลังแห่งกระบี่ของคุณชายอินหน่อยเถิด!” ในที่สุด หม่าอันเยี่ยน ผู้อาวุโสสายกระบี่ของสำนักคุนหวู่ก็ทนต่อบรรยากาศเช่นนี้ไม่ไหวจึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วดึงกระบี่ออกจากฝัก จากนั้นชี้ปลายคมกริบไปที่อินเชียนซาง

            หากจะว่าด้วยเรื่องของวิชากระบี่ ตอนนี้เขาบำเพ็ญจนมีแดนอำนาจเป็นของตัวเองแล้ว ในคนรุ่นเดียวกันมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่จะต่อกรกับเขาได้ เหตุนี้ เขาจึงทนขายหน้าร่วมรังแกคนรุ่นหลังแบบสามรุมหนึ่งพร้อมกับคนทั้งสองไม่ได้ เป็นเหตุให้ก้าวไปข้างหน้าเพียงลำพังเขาตัดสินใจ จะรับมือกับกระบี่เชียนซางในตำนานด้วยตนเอง

            “ได้!” อินเชียนซางเผยประกายรอยยิ้มขึ้นพลางกล่าวชื่นชม “ผู้อาวุโสหม่าแข็งแกร่งกว่าอีกสองท่านไม่น้อยเลย!”

            พอพูดจบ เขาก็ยกกระบี่ขึ้น พลางกล่าวด้วยท่าทีเย็นยะเยือกโดยไม่สนจางจื่อวู่กับอินซานโจ๋วที่ยืนหน้าเสียอยู่ข้างๆ อีก “เชิญ!”

            หม่าอันเยี่ยนหัวใจกระตุกวูบ เขารับรู้ได้ถึงแดนอำนาจแห่งกระบี่จากร่างของอินเชียนซางนั่นทำให้เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ทั้งที่ยังมีอายุน้อยถึงเพียงนี้แต่กลับมีแดนอำนาจแห่งกระบี่เป็นของตัวเองเสียแล้ว

            ความผยองอันน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่สลายสิ้น ร่างของเขาไหววูบพลางพุ่งกระบี่ออกไปอย่างทรงพลัง

            พลังวิญญาณที่คนทั่วไปมิอาจรับรู้ได้กระจายไปทั่วมันครอบคลุมคนทั้งสองเอาไว้ กระบี่ในมือระเบิดแสงเจิดจ้าเสียงคำรามแห่งกระบี่ดังก้อง ไอหมอกลอยคละคลุ้งไปทั่วม่านพลังที่ปกคลุมร่างทั้งสองเอาไว้และปกคลุมแสงแห่งกระบี่ของหม่าอันเยี่ยนเอาไว้จนมิดในที่สุด

            กระบี่ของเขาหลบอยู่ภายใต้ม่านหมอก ขณะที่ไอหมอกก็เปลี่ยนเป็นคมกระบี่พุ่งโจมตีศัตรูจากทั่วทุกสารทิศทำให้อินเชียนซางไร้หนทางหลบหลีกอีกต่อไป

            “นี่ละ แดนอำนาจแห่งกระบี่ปี้อวิ๋นของข้า!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ดวงตาแสนหนักอึ้งประกายรังสีสังหารออกมาอย่างบ้าคลั่ง

            ทว่าในตอนที่กระบี่ของเขาประชิดร่าง ดวงตาที่ถูกความมึนเมาปกคลุมของอินเชียนซางกลับระเบิดแสงสว่างไสวขึ้นพลังกดดันที่มหาศาลไม่ด้อยไปกว่ากันกระจายออกไปรอบด้านพลันทิวเขาอันแสนเลือนรางก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลัง

            “ทิวกระบี่!”เขาคำรามดังลั่น ก่อนกระบี่ในมือจะถูกเหวี่ยงตรงไปเบื้องหน้าราวกับดาบ

            นี่เป็นกระบวนท่าที่เรียบง่าย และตรงไปตรงมา ไม่ปกปิดใดๆ ทั้งสิ้นและไม่มีทักษะใดแฝงอยู่เช่นกัน

            ก็เหมือนกับทิวเขาที่เบื้องหลังของเขา...

            ไม่ว่าไอหมอกจะลอยคลุ้งเพียงใด ทิวเขาก็ตั้งตระหง่านไม่เปลี่ยนแปลง

            จากนั้น เสียงดังสนั่นระเบิดขึ้น

            ร่างของคนทั้งคู่ถอยถลากลับออกไปไกลหลายจั้ง

            อินเชียนซางมีเลือดไหลออกมาจากมุมปากทว่าหม่าอันเยี่ยนกลับมีใบหน้าซีดเผือด มือที่ถือกระบี่เอาแต่สั่นเทาไม่หยุด เลือดมากมายไหลลงมาตามกระบี่แต่นั่นหาใช่เลือดของอินเชียนซางไม่ เป็นหม่าอันเยี่ยนต่างหาก ที่ถูกอินเชียนซางโจมตีจนเลือดอาบตั้งแต่กระบวนท่าแรก

            อินซานโจ๋วกับจางจื่อวู่สบตากันครู่หนึ่ง ต่างตกตะลึงอย่างยากจะอธิบาย

            หม่าอันเยี่ยนมีแดนอำนาจแห่งกระบี่เป็นของตน หากว่าด้วยเรื่องของความแข็งแกร่งเขาผู้นี้แข็งแกร่งที่สุดในพวกเขาทั้งสามคนแล้ว แต่ถึงกระนั้นคนรุ่นหลังที่มีพลังอยู่เพียงระดับสั่งฟ้ากลับสามารถต่อกรเสมอกับเขาเสียได้ แม้อินเชียนซางจะอยู่เหนือกว่าเพราะกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ในมือแต่ถึงกระนั้น พลังที่เด็กรุ่นหลังผู้นี้มีก็แข็งแกร่งจนไม่อาจมองข้ามไปได้เช่นกัน

            เหตุนี้ ทั้งสองจึงสบตากันครู่หนึ่ง พวกเขาตัดสินใจได้แล้วร่างทั้งสองกะพริบวาบ จากนั้นพุ่งโจมตีอินเชียนซางพร้อมกัน

            อินเชียนซางสะดุ้งตกใจ หม่าอันเยี่ยนมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าเห็นๆ ที่เขาสู้แบบเสมอได้เป็นเพราะความโชคดีเท่านั้นแต่หากยอดฝีมือระดับปราบวิญญาณอีกสองคนเข้ามาร่วมวงด้วยเช่นนี้เขาจะสู้ได้อย่างไรกัน

            แต่เห็นได้ชัดว่าคนทั้งสองไม่คำนึงถึงหน้าสูงวัยของตนสักนิดช่างหน้าด้านสิ้นดี พวกเขาลงมืออย่างโหดร้าย อินเชียนซางต้องรับมืออย่างยากลำบากจึงจะหลบจากการโจมตีของทั้งสองไปได้อย่างฉิวเฉียด

            “สหายหม่า” เมื่อโจมตีไม่สำเร็จทั้งสองจึงถอยกลับไปยืนอยู่ข้างหม่าอันเยี่ยน และกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ

            “อืม” หม่าอันเยี่ยนเข้าใจความหมายที่ทั้งสองต้องการจะสื่อทันทีแม้การรุมโจมตีคนรุ่นหลังแบบสามต่อหนึ่งจะเป็นการกระทำที่น่าอับอาย แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลาสนใจเรื่องเช่นนี้อีกต่อไป หม่าอันเยี่ยนพยักหน้าด้วยสายตาหนักอึ้งก่อนไอหมอกที่ลอยตลบอยู่รอบกายจะประกายแสงขึ้นมาอีกครั้ง

            ร่างของคนทั้งสามเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาโจมตีอินเชียนซางด้วยกระบวนสังหารที่รุนแรงที่สุดทันที

            อินเชียนซางผุดรอยยิ้มขมขื่นขึ้นในใจ เขาคิดไม่ถึงจริงๆว่าผู้อาวุโสสามคนจะลงมือโจมตีเขาที่เป็นคนรุ่นหลังพร้อมกันอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้แต่ในเมื่อเรื่องดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้ว เขาจึงไม่มีทางเลือกทำได้เพียงขับเคลื่อนพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีเพื่อรับการโจมตีเอาไว้เท่านั้น

            ทว่าเมื่อเทียบกับพลังอำนาจมหาศาลของคนทั้งสาม พลังของอินเชียนซาง อ่อนแอไม่ต่างไปจากตั๊กแตนที่คิดจะขวางรถม้าเอาไว้เลย

            ทว่า ในตอนที่คนทั้งสี่กำลังจะปะทะเข้าด้วยกัน

            เสียงหนึ่งดังขึ้นกลางอากาศ

            เสียงนั้นดังก้องไปทั่วสำนักเทียนหลาน ปานเป็นคลื่นน้ำที่กระจายออกไป...

            กระ!

            บี่!

            สิบ!

            ทิศ!

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน