บทที่7 เปลี่ยนแผนกลางคัน
เฟยหลงหลังจากที่ได้กระบี่คู่กายมาแล้วหนึ่งเล่มก็ได้มุ่งหน้าเดินทางออกจากเมืองชายแดนดังกล่าว มันเดินทางมาได้สองวันเงินที่พกติดตัวก็ได้ใช้จนหมดสิ้นที่แผ่นดินใหญ่นี้เงินถือว่าเป็ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวดในการดำรงชีวิต เช่นนี้อาหารหรือที่พักจึงมีราคาที่คนชนเผ่าหลังเขายากจะประเมินได้เมื่อเป็เช่นนี้ชายหนุ่มจึงต้องอาศัยพื้นแผ่นดินต่างที่นอน พื้นแผ่นฟ้าต่างผ้าห่มจนเวลาล่วงเลยมาหนึ่งสัปดาห์ คนได้เดินทางมาถึงเมืองใหญ่ทางตอนกลางของแคว้นเมืองแห่งนี้มีชื่อว่าเกงฉาน เมืองเกงฉานเป็เมืองที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าเมืองชายแดนราวฟ้ากับเหวตึกรามบ้านช่องของที่นี้มีขนาดสูงใหญ่ ถูกสร้างมาอย่างประณีตสวยงามและถูกจัดสรรให้เรียงรายอย่างเป็แบบแผน ผู้คนของที่นี้ก็คับคั่งมากมายยิ่งพวกมันต่างดูภูมิฐานมีฐานะที่มั่งคั่ง ร่ำรวย แตกต่างกับเฟยหลงที่ตอนนี้มันกลับมีสภาพคล้ายดั่งขอทานก็มิปาน
“หลบไปๆ เ้าขอทานหนุ่มอย่ามาขวางหน้าร้านข้าให้เป็อัปมงคล”
เสียงชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวขับไล่เฟยหลงให้หลบพ้นจากประตูทางเข้าร้านของมันเฟยหลงกำลังจะอ้าปากกล่าว พลันมีเสียงแหลมสูงดังขึ้นที่ข้างหู
“ปากสุนัขแท้ ถึงพวกข้าเป็ขอทานก็มิได้ไปฉี่รดบนศีรษะเ้า ถนนหนทางมีไว้สำหรับคนเดินกลับขับไล่ผู้อื่นเยี่ยงสุนัขไปกันเถอะพ่อหนุ่มอย่าไปสนใจคนใจจืดใจดำเช่นนี้ ข้ายังพอมีหมั่นโถวลูกสองลูกแบ่งให้เ้า”
สิ้นเสียงปรากฏชายขอทานผอมสูงผู้หนึ่งเดินเข้ามาที่ข้างกายของเฟยหลงจากนั้นก็ได้ดึงแขนเฟยหลงเดินไปจนถึงศาลเ้าร้างที่อยู่นอกเมือง เมื่อถึงศาลเ้าร้างชายขอทานก็รีบเข้าไปค้นหาหมั่นโถวที่ซ่อนไว้ซักพักมันก็ออกมากับหมั่นโถวสี่ลูก แล้วยื่นให้เฟยหลงสองลูก ปากก็กล่าว
“ข้าพึ่งได้มาจากศาลเ้าเมื่อ่เช้านี้กินซะ ดูท่าเ้าจะไม่ค่อยได้กินอะไรมา”
“ขอบคุณท่านมากแล้ว”
เฟยหลงรับหมั่นโถวนั่นมาแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างไม่รีบไม่ร้อนชายขอทานก็กัดกินอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมกับกล่าวขึ้นขณะที่หมั่นโถวยังเต็มปาก
“เ้าชื่ออะไรดูเหมือนเ้าจะไม่ใช่ขอทานเมืองนี้ เ้ามาจากเมืองไหนรึ และสังกัดค่ายพรรคขอทานใด”
เฟยหลงรับฟังอย่างงุนงงกับคำถามที่กล่าวมาเป็ชุดๆของชายขอทานตรงหน้า ส่วนปากก็กล่าวตอบว่า
“ข้ามีนามว่าเฟยหลง มาจากชนเผ่าหลังเขาและก็มิใช่..........”
คำกล่าวยังไม่ทันจบพลันมีกลุ่มขอทานจำนวนแปดคนพุ่งเข้ามาล้อมรอบเฟยหลง และชายขอทานผอมสูงไว้ขอทานทั้งแปดนี้แม้จะมีลักษณะการแต่งกายที่แตกต่างกันแต่จะมีผ้าผืนสีดำผืนหนึ่งผูกที่ต้นคอไว้เหมือนกันทุกคนผู้มาหนึ่งในแปดนั้นตะคอกเสียงกล่าวขึ้น
“ลี่ซาแป๊ะ ไม่คิดว่าสุนัข พรรคขอทานเหนือจะกล้ารุกล้ำมาถึงที่นี่”
ชายขอทานผอมสูงนามลี่ซาแป๊ะ พลันกล่าวโต้ตอบ
“ที่แห่งนี้ก็ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของ พรรคยาจกใต้ทำไมข้าจะไปมามิได้ อ้อหรือต่อให้เป็อาณาเขตพรรคสุนัขเ้า บิดาลี่ซาแป๊ะมีหรือจะเกรงกลัว”
“ประเสริฐ เช่นนั้นข้าจะให้เ้าได้ลิ้มลองค่ายกลกำราบสุนัข”
“เช่นนั้นก็แสดงออกมา”
“พวกเราจัดการมัน”
สิ้นเสียง ขอทานทั้งแปดที่ยืนเป็วงกลมล้อมรอบเฟยหลงและลี่ซาแป๊ะอยู่พลันชักอาวุธออกมาโดยพร้อมเพรียง จากนั้นพวกมันหนึ่งนั่งหนึ่งยืนสลับเป็ช่องไฟคนที่ยืนได้ยกอาวุธชี้ขึ้นบนฟ้า ผู้ที่นั่งชี้อาวุธออกไปด้านหน้าแล้วพวกมันก็เริ่มขยับเท้าวิ่งเป็วงกลมอย่างเป็จังหวะ ลี่ซาแป๊ะพลันตะปบไปที่คอเสื้อเฟยหลงแล้วโยนมันขึ้นไป้าหวังให้มันรอดจากวงล้อมนี้ ปากก็กล่าว
“เ้าหนุ่มรีบดีดตัวหนีไป”
ร่างของเฟยหลงถูกโยนให้ลอยตัวขึ้นร่างกำลังจะหลบข้ามผ่านจากค่ายกลกำราบสุนัขนี้ ทันใดนั้นพลันปรากฏบุคคลสี่คนที่อยู่ในลักษณะนั่งย่ออยู่ในค่ายกละโขึ้นมาขัดขวางปิดทางหนีไว้
“พวกขอทานเหนืออย่าคิดหวังหลบรอดจากค่ายกลกำราบสุนัขได้”
เฟยหลงโดนคนทั้งสี่ตวัดเตะลงมาอย่างพร้อมเพรียงคนมิทันตั้งตัวต้องโดนลูกเตะกระแทกร่วงลงมาสู่วงล้อมอีกครั้ง ฟื้ววววเสียงลมหวือหวาเข้ามาจากสี่ทิศแปดทาง เหล่าขอทานทั้งแปดต่างสลับกันเข้าจู่โจมอย่างเป็จังหวะกลุ่มหนึ่งโจมตี้า หมุนเวียนอีกกลุ่มสลับโจมตีด้านล่างสร้างความลำบากแก่เฟยหลงและลี่ซาแป๊ะนัก เฟยหลงจะใช้พลังดรรชนีแต่ต้องหยุดชะงักกลางคันเนื่องเพราะการต่อสู่นี้มิได้มีบุญคุณความแค้นต่อกันที่ลึกล้ำจนต้องลงมือหนักหน่วงนี่เป็เพียงร่างแหที่มันถูกลากเข้ามาให้เกี่ยวข้องเท่านั้นเอง
ด้านลี่ซาแป๊ะมันตวัดกระบองคู่มือออกต้านรับมันหมุนควงกระบองที่อยู่ในมือร่ายรำอย่างพลิ้วแ่ทุกกระบวนท่าที่ใช้ออกล้วนสกัดต้านการโจมตีของค่ายกลกำราบสุนัขได้หมดสิ้นเพียงแต่หนึ่งต้านแปดอย่างไรก็กินกำลังยิ่ง อีกทั้งค่ายกลนี้กลับแปรเปลี่ยนกลวิธีจู่โจมอย่างไม่หยุดยั้งลี่ซาแป๊ะฟาดกระบองต้านรับขวานคู่หนึ่งของศัตรูแต่ที่้าศีรษะและบริเวณต้นขาพลันมีเสียงลมหวือโจมตีเข้ามามันต้องะโขวางตัวกลางอากาศหลบรอดอย่างฉิวเฉียด คลื่นลูกแรกยังไม่สงบดีคลื่นลูกใหม่กลับกระหน่ำซัดเข้ามาอีกเมื่อมีอาวุธสองสายโจมตีขนาบเข้ามาทั้งบนและร่าง
“เปรี๊ยะ แคว่ก”
ครั้งนี้ลี่ซาแป๊ะมิอาจหลบรอดได้มันโดนโจมตีอย่างถนัดถนี่ คนต้องล้มคะมำลงยังพื้น
“ท่านเป็อะไรหรือไม่”
เฟยหลงแม้นอยู่ในวงล้อมแต่คนทั้งแปดก็มิได้สนใจเหลือบแลมันนัก จึงไม่ได้ตั้งใจที่จะจู่โจมมันทำให้ชายหนุ่มไม่ต้องรับมือกลับค่ายกลกำราบสุนัขมากเท่าใดต่างจากลี่ซาแป๊ะที่เป็ศัตรูกับพวกมันมาแต่ไหนแต่ไรตอนนี้จึงโดนเล่นงานจนาเ็แทบลุกไม่ขึ้นหนึ่งในคนทั้งแปดผู้ที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้ากลุ่มพลันหัวเราะขึ้น
“ฮ่าๆๆๆๆลี่ซาแป๊ะก็มิเห็นจะเก่งกาจดั่งคำล่ำลือ เอาเป็ว่าหากเ้าโขกหัวกราบเท้าบิดา จะให้เ้ามิต้องเจ็บตัวมากเกินไป”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ”
ลี่ซาแป๊ะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนมันจ้องเขม็งมายังชายขอทานดังกล่าว จากนั้นมันได้ถ่มน้ำลายที่ปนไปด้วยเืพุ่งใส่ใบหน้าชายขอทานผู้นั้นแปะ!!!น้ำลายสาดกระเด็นเต็มใบหน้าของมัน ลี่ซาแป๊ะ จุ๊ปากจั๊กๆ แล้วกล่าว
“น้ำลายข้าช่างร้ายกาจนัก ฮ่าๆๆๆๆ”
ชายขอทานผู้นั้นบังเกิดโทสะเต็มเปี่ยมมันะโก้องออกมา
“ทุกคน ตัดแขนตัดขามันออกมาให้หมด”
สิ้นเสียง ค่ายกลกำราบสุนัขก็ถูกจัดตั้งขึ้นมาอีกครั้งลี่ซาแป๊ะเองก็ยกกระบองขึ้นมาเตรียมปัดป้อง ขณะที่ค่ายกลกำราบสุนัขกำลังจะเดินขบวนเฟยหลงหลังจากที่นิ่งเฉยอยู่ชั่วครู่ พลันชักกระบี่สีดำมะเมื่อมออกจากฝักเมื่อกระบี่หลุดจากฝักรัศมีรอบด้านพลันเปลี่ยนแปลงไป กระบี่สีดำมะเมื่อมที่อยู่ในมือเฟยหลงสั่นะเือึงอลคล้ายกำลังตื่นเต้นที่จะได้ทำการห้ำหั่นสัประยุทธ์บุคคลทั้งแปดรวมถึงลี่ซาแป๊ะเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นต่างตื่นตระหนกบุรุษที่เมื่อครู่ยังคล้ายขอทานธรรมดาๆ ผู้หนึ่ง แต่พอชักกระบี่ออกตั้งท่าเตรียมต่อสู้กับคล้ายเปลี่ยนไปเป็เทพเซียนสัประยุทธ์ก็มิปานอีกทั้งกระบี่ที่อยู่ในมือมันกลับเป็กระบี่ที่ขึ้นชื่อในเื่ความอาถรรพ์ อับโชคแต่หากไม่นับเื่ดังกล่าวกระบี่เล่มนี้ก็เลื่องชื่ออยู่ไม่น้อยเนื่องด้วยมันเคยเป็กระบี่คู่กายของยอดคนมานักต่อนัก และเ้าของกระบี่เล่มนี้คนล่าสุดก็คือนายน้อยแห่งตำหนักเทพสรรพวุธผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็ยอดยุทธ์รุ่นใหม่นั่นเองแต่น่าเสียดายผู้ที่เคยเป็เ้านายของกระบี่เล่มนี้กลับจบชีวิตไปจนหมดสิ้นแล้ว
เหล่าขอทานทั้งแปดที่หวั่นเกรงที่สุดกับมิใช่เฟยหลงที่ถือกระบี่หรือตัวกระบี่สีดำมะเมื่อมแต่อย่างใดแต่ที่มันเกรงที่สุดคือเื้ัของชายหนุ่มผู้นี้เมื่อมันมีกระบี่ที่ตำหนักเทพสรรพวุธถือครองอยู่ตอนนี้ หรือว่ามันจะเป็คนของค่ายพรรคอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเว่ยซึ่งยังเป็หนึ่งในสี่พรรคใหญ่แห่งผู้ฝึกญาณวิถีเชนของแผ่นดินใหญ่ด้วยชายผู้นำกลุ่มขอทานทั้งแปดจึงกล่าวถามขึ้น
“หนุ่มน้อยเ้ามีนามว่าอะไร มาจากค่ายพรรคสังกัดใดดูท่าเ้าจะไม่ใช่คนของพรรคขอทานเหนือ”
“ข้านามเฟยหลง มาจากชนเผ่าหลังเขา”
“แล้วกระบี่นั่นเ้าได้มาจากที่ใด”
“ร้านค้าแห่งหนึ่งที่ชายแดนแคว้นเว่ย”
ผู้นำของเหล่าขอทานทั้งแปดจับพิรุธของชายหนุ่มแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติเช่นนั้นคำพูดที่มันกล่าวย่อมเป็ความจริง มันจึงเป่าปากอย่างโล่งอก ก่อนกล่าว
“อ้อ เช่นนี่เอง.....เช่นนั้นวันนี้เ้าคงต้องอับโชคเพราะกระบี่เล่มนั้นแล้วล่ะ”
เฟยหลง “....................”
“จัดการพวกมันทั้งสอง ลงมือ”
ค่ายกลกำราบสุนัขเดินขบวนอีกครั้งโดยครั้งนี้เป้าหมายการจู่โจมกลับเป็เฟยหลงเฟยหลงที่พึ่งได้กระบี่เล่มนี้มาได้ไม่นานกลับต้องพบพานเื่ยุ่งยากแล้วหรืออาถรรพ์ของกระบี่จะมีอยู่จริงความคิดยังไม่สิ้นสุดพลันมีเสียงลมหวือพุ่งเข้าหาชายหนุ่มทั้งสี่ทิศแปดทางบ้างจู่โจมล่าง บ้างโจมตีบน สลับพลิกผันเปลี่ยนแปรเช่นนี้ไปเรื่อยเฟยหลงใช้ออกด้วยกระบวนท่าต่อสู้ธรรมดาที่ไม่ได้แฝงพลังญาณปาฏิหาริย์อันใดมันฟาดฟันกระบี่อย่างรวดเร็วจนเห็นตัวกระบี่แตกพล่าออกดั่งบุบผาสีดำบานสะพรั่งแต่งแต้มกลางอากาศชายหนุ่มเคยฝึกกระบวนท่าต่อสู้กับอาจารย์ผู้เป็เฒ่าพยากรณ์อยู่เป็ประจำเมื่อครั้งฝึกฝนในหุบเขาเถาิซานทำให้แม้ไม่ใช้พลังญาณก็สามารถใช้กระบวนท่าได้อย่างดีเยี่ยม บุบผากระบี่สีดำคลอบคลุมออกทั่วบริเวณทำเอาบุคคลทั้งแปดต้องละลานตาเฟยหลงหมุนควงกระบี่ใช้ออกอย่างคล่องแคล่วคล้ายอยู่ร่วมกันมานานปี ตัวกระบี่ก็เปล่งอานุภาพอย่างเต็มที่ประกายรังสีกระบี่ก็ตอบสนองต่อเฟยหลงอย่างสอดคล้องเป็หนึ่งคล้ายมันได้พบพานกับผู้เป็นายที่แท้จริงก็ปาน เช่นนี้ค่ายกลกำราบสุนัขยิ่งมายิ่งอ่อนโทรมขบวนก็เริ่มรวนเร การรุกรับเริ่มขาดจังหวะที่มั่นคงดังก่อน เฟยหลงพลันะโขึ้นกลางอากาศหมุนตัวราวจักผันควงกระบี่หมุนดั่งพายุคลั่ง
เคร้ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆเสียงอาวุธของเหล่าขอทานทั้งแปดถูกกระบี่ของเฟยหลงฟาดฟันกระแทกจนหลุดจากมือคนก็กระเด็นล้มลงคนละทิศทาง ลี่ซาแป๊ะที่ยืนอยู่ท่ามกลางวงต่อสู้ได้แต่ตกตะลึงปากอ้าค้างกับเหตุการณ์เบื้องหน้าที่เกิดขึ้นมันไม่คิดว่าบุรุษหนุ่มผู้ที่มันคิดช่วยเหลือกลับเป็ผู้มีฝีมือผู้หนึ่ง ส่วนเฟยหลงเองได้หมุนตัวร่อนลงจากกลางอากาศกลับมาอยู่ในท่ายืนตรงกระบี่ไพร่หลัง ดูสง่าน่าเกรงขามยิ่ง ด้านเหล่าขอทานทั้งแปดต่างลุกขึ้นยืนสบตากันพวกมันรู้ว่ามิอาจสู้ชายหนุ่มเบื้องหน้าได้ ชายผู้เป็ผู้นำจึงกล่าวขึ้น
“ลี่ซาแป๊ะครั้งนี้ถือว่าเ้าโชคดี..... เ้าหนุ่ม พรรคยาจกใต้ต้องจดบัญชีเป็ชื่อเ้าแล้ว...พวกเราไป”
หลังจากที่เหล่าคนขอทานทั้งแปดหลบหนีไปลี่ซาแป๊ะก็จุ๊ปากขึ้นจั๊กๆ แล้วกล่าว
“เ้ากลับเป็เพชรในตม คมในฝัก จั๊กๆๆมิน่าเชื่อจริงๆ ดูภายนอกนึกว่าเป็ขอทานที่ไม่มีอันจะกินเสียอีก แต่.....พอดูให้ดีเ้าก็หล่อเหลามิใช่น้อย”
“ท่านชมเกินไปแล้ว”
ลี่ซาแป๊ะทำท่าทางนึกคิดก่อนกล่าวโพล่งออกมา
“เ้าหนุ่ม เ้าชื่อเฟยหลงสินะเ้าสนใจจะเข้ามาอยู่ในพรรคขอทานเหนือหรือไม่ ฝีมือเช่นเ้าไม่นานต้องขึ้นเป็หัวหน้าสาขาได้ไม่ยาก”
“ขอบน้ำใจท่านที่ให้เกียรติข้าแต่ตัวข้านี้มีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องกระทำ คงรั้งอยู่ที่นี่นานไม่ได้ หากมีโอกาสจะกลับมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง”
“ช่างน่าเสียดายแท้เ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่เ้าคิดจะไปยังที่ใด”
“อารามเทพซีเซี่ย”
“ขอเสียมารยาท เ้าจะไปทำอะไรที่นั่น”
“ขอความช่วยเหลือ”
“เ้ามีปัญหาใด หากเ้าเข้าสู่พรรคเราแม้พรรคเราจะไม่อาจทัดเทียมอารามเทพซีเซี่ยแต่ต้องช่วยเหลือเ้าอย่างสุดความสามารถแน่”
“เื่นี้เกี่ยวพันถึงเื่แผ่นดินและอีกหลายๆ เื่ที่ต้องหวังพึ่งอารามเทพซีเซี่ยแต่ข้าก็ขอบน้ำใจท่านนักที่คิดช่วยจากใจจริง และก็เื่หมั่นโถวสองลูกนั้นด้วย ......ขอลาแล้ว”
เฟยหลงประสานมือคารวะแล้วก้าวเท้าเดินจากไป ลี่ซาแป๊ะเหมือนนึกคิดอะไรขึ้นมาได้ ก่อนะโตามหลังเฟยหลง
“เฟยหลง เ้าหยุดก่อน”
เฟยหลงที่กำลังเดินไปพลันชะงักเท้าก่อนหันกลับมากล่าว
“ท่านเรียกข้ามีอะไรหรือ”
ลี่ซาแป๊ะ ตอบ
“ข้าพลันนึกเื่หนึ่งออก ต้องบอกกล่าวต่อเ้า”
“เชิญกล่าว”
“อีกสามเดือนข้างหน้านี้จะมีงานประลองที่ตำหนักเทพสรรพวุธ ซึ่งเ้าอารามเทพซีเซี่ยได้ถูกเชิญให้มาร่วมพิธีประลองนี้ด้วย”
“ท่านพูดจริงรึ”
“นี่จริงเสียยิ่งกว่าจริง จั๊กๆๆๆเ้าเห็นข้าเป็คนตะบัดสัตย์หรืออย่างไรถ้าเ้ารออยู่ที่นี่ก็ไม่จำเป็ต้องข้ามน้ำ ข้ามเขาไปจนถึงแดนบูรพาทิศเพียงแต่ว่า...”
“เพียงแต่อะไร”
“เพียงแต่ว่าทางเดียวที่จะพบเ้าอารามเทพซีเซี่ยได้จะต้องเข้าร่วมงานประลองเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าจะแอบลักลอบเข้าไป”
“มิได้เ้ารู้จักตำหนักเทพสรรพวุธน้อยเกินไปแล้ว”
“เช่นนั้นข้าก็เข้าไปในฐานะผู้ชมการประลองส่วนโอกาสที่จะเข้าไปพบเ้าอารามเทพข้าจะหาหนทางต่อเอง”
“นั่นก็ไม่ได้ ผู้ที่จะเข้าร่วมงานได้ต้องเป็ผู้ที่ต้องประลองหรือผู้ติดตามเท่านั้น”
“เช่นนั้น ข้าจะสมัครเข้าร่วมการประลอง”
“นั่นย่อมได้ แต่ว่าผู้ที่จะสมัครเข้าร่วมการประลองได้ต้องเป็คนของค่ายพรรค หรือสำนักในแคว้นเว่ยเท่านั้น นี่เป็กฎกติกาที่ตำหนักเทพสรรพวุธกำหนดขึ้น”
“ทำไมถึงยุ่งยากเช่นนี้”
“เื่จะไม่ยุ่งยากหากเ้ายอมเข้าร่วมพรรคขอทานเหนือเรา”
เฟยหลงนิ่งครุ่นคิดถึงผลได้ผลเสียที่ตามมาพอได้คิดกลับพบว่าถึงจะสมัครเข้าพรรคขอทานเหนือตนก็ไม่ได้เสียหายอะไร ดีเสียอีกถ้ามีพรรคคอยหนุนหลังเพราะหากมันยังคิดดึงดันที่จะเดินทางไปด้วยตนเองไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะไปถึงและอาจต้องคลาดกันกับเ้าอารามก็เป็ได้ เช่นนี้คงต้องเปลี่ยนแผนการใหม่แล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงกล่าวขึ้น
“ข้าต้องทำเช่นไร”
“เ้าติดตามข้าขึ้นเหนืออีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าจะมีการประชุมใหญ่ของพรรค และวันนั้นจะมีการรับศิษย์หลายร้อยคนเ้าเข้าร่วมพิธีเป็อันว่าเสร็จสิ้นแล้วเ้าก็จะได้เป็คนของพรรคขอทานเหนืออย่างเต็มตัว”
“แล้วเื่งานประลองเล่า”
“ซึ่งวันประชุมนั่นเองที่จะมีการคัดเลือกศิษย์ที่จะเข้าประลองในงานครั้งนี้ข้าสามารถเสนอตัวเ้าให้เป็ตัวแทนเข้าร่วมงานประลองได้”
“เพียงให้ข้าเป็ผู้ติดตามเข้าร่วมงานประลองด้วยก็เพียงพอแล้วมิใช่รึ”
“สำหรับผู้ติดตามเข้าร่วมงานประลองข้าขอบอกตามตรงว่าไม่มีที่ว่างแล้ว พรรคเราต่างวางผู้ที่จะติดตามไปงานไว้หมดสิ้นเหลือเพียงตำแหน่งเดียวคือผู้เข้าประลอง ซึ่งเ้าต้องคว้าโอกาสนี้มาให้ได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“เช่นนั้นเราไปกันเถอะข้ารู้สึกตื่นเต้นนักที่ได้เ้าเข้าร่วมพรรค..... ตาเฒ่าทั้งหลายจะต้องแปลกใจแน่ที่ข้าสามารถชักนำผู้เยาว์ที่มีฝีมือเข้าร่วมพรรคได้ฮ่าๆๆๆ”
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินทาง จู่ๆเฟยหลงพลันััถึงบางสิ่งได้ มันหันขวับไปทางทิศใต้ซึ่งเป็ตำแหน่งของศาลเ้าร้างชายหนุ่มสอดส่ายสายตาเหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่างลี่ซาแป๊ะเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวถามขึ้น
“เ้ามองหาอะไรหรือ”
“ไม่มีอะไร ข้าคงคิดไปเอง ไปกันเถอะ”
กล่าวจบทั้งสองก็เดินทางมุ่งสู่ตอนเหนือของแคว้นผ่านไปซักพักร่างของคนทั้งคู่ก็ค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆจนร่างคนเรือนลางและหายไปจากคลองจักษุสายตา เมื่อคนทั้งสองจากไปแล้วที่ศาลเ้ากลับมีสตรีนางหนึ่งเดินออกมาอย่างแช่มช้าใบหน้าของนางที่ปิดคลุมด้วยผืนผ้ากลับแฝงไว้ด้วยความสงสัย
“เมื่อครู่ข้าใช้พลังญาณปิดบังร่องรอยไว้กลับถูกมันซึ่งเป็ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาผู้หนึ่งตรวจพบได้นี่มันบังเอิญหรืออะไรกันแน่ ดูท่าเ้าจะมีอะไรที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย”
ที่แท้สตรีที่ปรากฏตัวขึ้นกลับเป็บุคคลคนเดียวกันกับที่เฟยหลงเคยพบพานในร้านค้าอาวุธที่ชายแดนแคว้นเว่ยนั่นเอง