ระหว่างที่โอปอลและเมืองแมนกำลังพลิกเนื้อย่างบนเตา ช่อฟ้าก็เอาแต่นั่งขมวดคิ้วพลางเกาหัว ส่วนจักรี... รายนั้นยิ่งแล้วใหญ่ เพื่อนแกะตะเกียบส่งให้ก็เอาแต่ใช้ตะเกียบเขี่ยจานผักสดจนผักกระเด็นกระดอนออกนอกจานไปหลายชิ้น โอปอและเมืองแมนคร้านจะสนใจ จึงตั้งหน้าตั้งตาย่างเนื้อส่วนของตัวเอง
“นึกออกแล้ว!! ” อยู่ๆ ช่อฟ้าก็โพล่งออกมาทำเอาโอปอและเมืองแมนใหันมาถลึงตาใส่
“แกจะะโทำไมวะ!” โอปอโบกหัวเพื่อนไปทีหนึ่ง
“ก็ฉันเพิ่งนึกได้ ว่าคนที่ไอ้กีทักเมื่อกี๊นี้เป็ใคร”
“ใครวะ?” เมืองแมนยื่นหน้าเข้าไปใกล้ด้วยความสนใจ
“คุณคนสวยตัวเล็กๆ คือคุณอรรณพ ลูกชายโอเมก้าของเ้าสัวธานีคนที่เป็เ้าของบริษัทธารมิกรณ์ที่ผลิตยาต้านฮีทดังๆ ไง ส่วนผู้หญิงสวยๆ เปรี้ยวๆ ที่มาด้วยกันก็สามีเค้า ได้ยินว่าชื่อแองเจล่า ไชยวรรณ อัลฟ่าหญิงที่เป็เ้าของห้างแถวๆ ประตูน้ำ” ช่อฟ้าย่นคิ้วใส่เพื่อนที่ไม่รู้ข่าววงในซะบ้าง
“อ๋อนึกออกแล้ว! รู้สึกพ่อกูจะถูกเชิญเป็คนกลางไปช่วยไกล่เกลี่ยคดีที่คุณอรรณพไล่ฟ้องอัลฟ่าบริษัทคู่ค้าเมื่อวันก่อนด้วย ได้ยินว่าทนายทางคุณอรรณพยื่นฟ้องคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยว หวังข่มขืน ดีที่ทางนั้นหนีออกมาได้ทัน อย่าบอกนะ... ว่านี่จะเป็คดีต่อเนื่องจากเื่ของมึงน่ะไอ้กี” เมืองแมนหันหน้าไปทางจักรี ที่ตอนนี้พอได้ยินชื่อของคุณคนสวยก็หูผึ่งทันที
“....นี่ฉันเป็ชู้เค้าเหรอ...” จักรีพึมพำ
พวกเพื่อนๆ ได้แต่ท้อใจ ที่อีกฝ่ายจับใจความสำคัญได้แค่เื่นั้น
“ไอ้กีเอ๊ย! ดีแค่ไหนแล้วที่แกแค่ถูกจับ ไม่ถูกฟ้องไปด้วย ขวัญเอ๋ยขวัญมานะแก” โอปอลูบหลังเพื่อน
“มันฟังที่แกพูดที่ไหนล่ะนั่น! สติสตังยังไม่เข้าตัวเลย สงสัยต้องตบเรียกสติสักครั้งแล้วล่ะมั้ง!” ช่อฟ้าพยักพเยิดให้เพื่อนๆ มองไปที่จักรี
“มา! กูช่วยตบเอง เห็นแล้วรำคาญั้แ่เช้าแล้ว” เมืองแมนทำท่าถลกแขนเสื้อขึ้น อยู่ดีๆ จักรีก็ก้มหน้าฟุ๊บหน้าลงกลางโต๊ะหมูกระทะ
คุณคนสวยมีครอบครัวร่ำรวยใหญ่โตขนาดนั้น มิน่าล่ะ... คุณคนสวยถึงได้แรงเยอะแถมยังดูเย่อหยิ่งราวกับนางพญา แต่เื่แต่งงานมีสามีไปแล้วนี่สิ! งั้นก็แปลว่า... อยู่ดีๆ เขาก็กลายเป็ชู้ของครอบครัวชาวบ้านไปแล้วน่ะสิ!
“อ๊า~ฮือๆ” อยู่ๆ จักรีก็ร้องไห้โฮอีกครั้งจนเพื่อนใ
“ฉันว่ามันเกินเยียวยาแล้วล่ะ” โอปอกับช่อฟ้านิ่วหน้า
“กูว่าลากมันกลับหอดีกว่า คนหันมามองพวกเรากันหมดแล้ว กูอายว่ะ” เมืองแมนและคนอื่นๆ หันไปมองรอบๆ ข้าง เห็นสายตาหลายคู่กำลังมองมาจริงๆ เพราะเพื่อนตัวดีเอาแต่ร้องไห้โวยวาย พวกเขาทั้งหมดจึงรีบเช็กบิลแล้วลากจักรีไปโยนไว้ที่หอทันที
---------------------------------
จักรีใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยท่ามกลางเสียก่นด่าของเพื่อนๆ ต่อมาอีก 2 วัน จนในที่สุดก็ถึงวันหยุดพักผ่อน แต่เสาร์อาทิตย์นี้แทนที่จักรีจะได้นอนี้เีสบายๆ อยู่ที่หอ เขากลับไม่สามารถหนีเงื้อมือพี่ชายได้ เพราะอีกฝ่ายส่งคนขับรถมารอรับเขาเข้าสตูฯ ไปถ่ายภาพั้แ่เช้า ตามที่เคยได้ตกลงกันไว้
“ทำไมแต่งตัวอย่างงี้หา?” ทันทีที่เอกรินทร์กวาดสายตามองน้องชายั้แ่หัวจรดปลายเท้าก็ได้แต่นิ่วหน้า
วันนี้จักรีสวมเสื้อยืดคอกลมสีเทาเข้ม กับกางเกงยีนขายาวและรองเท้าผ้าใบสีขาว (ที่ยังไม่ได้ซัก) ซึ่งชุดนี้เป็ชุดลำลองที่เขามักจะใส่ประจำ เสื้อยืดก็เหมาซื้อจากแบรนด์ญี่ปุ่นหลากหลายสีราคาก็ไม่แพงมาก ส่วนกางเกงเขาก็มียีนขายาวอยู่ 2-3 แบบ ทั้งสีดำ สีน้ำเงินเข้ม และยีนสีซีด ซึ่งเขาใส่เป็ประจำ
“แต่งแบบนี้มาถ่ายภาพนิ่งไม่ได้หรอพี่?” จักรีก้มลงมองตัวเองแล้วหน้าเสียเล็กน้อย วันนี้เขาอุตส่าห์ไม่ลากอีแตะมา แต่ใส่รองเท้าผ้าใบแล้วเชียวนะ
“เออๆ รีบไปไป๊!” พี่เอกเรียกคนมาช่วยพาเขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วให้ช่างภาพถ่ายรูปเก็บไว้
ภาพเซ็ทแรกจักรีสวมเสื้อฮู้ดกับกางเกงยีนเข้ารูป แต่ก่อนจะถ่ายภาพยังต้องแต่งหน้า แถมยังเซ็ทผมลงมาให้เหมือนหนุ่มเกาหลี ขนาดตัวเขาเองมองตัวเองในกระจกแล้วยังรู้สึกทึ่ง ที่เมคอัพและการเซ็ทผมใหม่จะทำให้หน้าตาคนเราเปลี่ยนไปได้มากขนาดนั้น
“น้องไม่ต้องเกร็งนะ ปล่อยตัวตามสบาย”
“.............” จักรียืนนิ่งเป็ท่อนไม้ ขณะที่ช่างภาพเริ่มถ่าย แสงแฟลชเข้าตาซ้ำๆ จนเขายิ่งเกร็งมากยิ่งขึ้น
“น้องทำท่ากวนๆ หน่อย”
“..............” กวนๆ ยังไงวะ?
“ผม... ผมทำไม่เป็” จักรียืนขยับเท้าอยู่กับที่ ทำเอาพี่เอกที่ยืนกอดอกมองอยู่ถึงกับคอตก
“งั้นแอ๊คท่าตามที่พี่บอกก็แล้วกัน ลองกัดปากล่าง แล้วยกมือเกาท้ายทอยสิ” จักรีขยับท่าตามที่ช่างภาพบอกทันที
“ดี! ทีนี้ลองหงายมือยื่นมาข้างหน้าแล้วกระดิกนิ้วกวนๆ แบบนี้” พี่ช่างภาพทำท่าให้จักรีดู อีกฝ่ายก็ทำตาม จากนั้นช่างภาพก็เรียกหาพร็อพประกอบฉาก
“คราวนี้ลองเอาสเก็ตบอร์ดพาดบ่าแล้วเดินท่ากวนๆ มาหน้ากล้อง” หลังจากที่จักรีทำตาม ช่างภาพก็กดชัตเตอร์รัวๆ แล้วชมว่าดีไม่หยุด
“ดี! ทีนี้ไปเปลี่ยนชุดอื่นดูบ้าง” สตาฟอีกคนเดินเข้ามาแล้วยื่นชุดอีกเซตมาให้เขาเปลี่ยน
จักรีมองเสื้อไหมพรมสีขาวกับเสื้อโค้ตสีเทาและผ้าพันคอผืนหนาแล้วงงๆ ชุดแบบนี้เนี่ยนะ? ยังไม่ทันที่เขาจะปฏิเสธ ก็ถูกพี่เอกส่งสายตาให้รีบๆ ไปเปลี่ยนชุด
หลังจากนั้นไม่นานจักรีออกมาด้วยชุดฤดูหนาว แอ๊คท่าให้เหมือนเดินอยู่เมียงดงท่ามกลางอากาศติดลบ ทั้งที่จริงๆ อุณหภูมิในสตูดิโอถ่ายภาพสูงเกือบ 39 องศา จากไฟสปอตไลต์ 3-4 ตัว
ถ่ายเซตที่ 2 เสร็จก็ต้องรีบวิ่งไปเปลี่ยนอีกชุด เป็ชุดสูทสีอ่อนกับหูกระต่ายถือคู่กับช่อกุหลาบสีแดงเหมือนกำลังจะไปออกเดตกับแฟนสาว รูปเซตที่ 4 จักรีสวมชุดสูทลำลองกับกางเกงสีขาว ผมถูกเซตให้ตั้งขึ้น เปลี่ยนสไตล์เป็หนุ่มนักธุรกิจบนโต๊ะทำงาน หลังจากวิ่งถ่ายภาพและเปลี่ยนชุดอยู่หลายรอบ ในที่สุดก็มีเสียงดังขึ้น
“เซตสุดท้ายแล้ว” ช่างภาพพูดพร้อมกับให้สตาฟเดินมาส่งชุดสุดท้ายที่เป็เสื้อเชิ้ตเข้ารูปสีฟ้าอ่อนกับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลกับหมวกสานๆ มาส่งให้ จักรีก็ยิ้มออกทันที เพราะในที่สุดก็จะเสร็จสักที เขามึนหัวเราะแสงแฟลชจะแย่อยู่แล้ว
ระหว่างที่จักรีเดินไปเปลี่ยนชุด เอกรินทร์กำลังนั่งมองภาพนิ่งของน้องชายที่คอมพิวเตอร์ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ถึงเด็กในโมเดลลิ่งของเขาจะมีหลายคน แต่คนที่มีคาแรคเตอร์อัลฟ่าหนุ่มน้อยสายพืชอย่างจักรียังไม่มีสักคน อัลฟ่าในมือเขามีแต่สายกินเนื้อกล้ามแน่นๆ ทั้งนั้น ยิ่งได้ข่าวว่าคุณน้ำผู้เป็ทายาทโดยตรงของบริษัทยาธารมิกรณ์มีอคติกับอัลฟ่า ดังนั้นหากคิดจะได้รับเลือกให้ทำโฆษณาก็ต้องอาศัยเบี้ยทุกอย่างในมือ ซึ่งนั่นรวมถึงน้องชายตัวดีด้วย
ว่าแต่... นี่ผ่านไป 15 นาทีแล้วทำไมเ้ากียังไม่โผล่หัวมาอีก ทั้งที่ตลอดการถ่ายแบบยังทำเวลาได้ดีอยู่เลย
----------------------------------------
ขณะที่เอกรินทร์นั่งร้อนใจ ด้านจักรีที่เปลี่ยนชุดในห้องน้ำด้านนอกสตูฯ เสร็จก็เดินออกมา แต่ชนเข้ากับชายคนหนึ่งที่เดินมาจากอีกด้านจนหมวกหลุด
“ขอโทษครับ” จักรียกมือขอโทษคนที่ถูกชน แล้วก้มลงเก็บหมวกขึ้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคือคุณคนสวยเขาก็อึ้งไป
“ไอ้-แมว-จรจัดตัวนี้! ฉันตามหาตัวแกตั้งนาน!”
ทันใดนั้นจักรีก็ถูกคนที่ตัวเล็กกว่าะโล็อกคอแน่น สมองเด็กหนุ่มมึนงงไปชั่วขณะ คราวก่อนที่พบกันคุณคนสวย อีกฝ่ายยังมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า ถามเขาด้วยน้ำเสียงเ็าว่า ‘พวกเรารู้จักกันหรอ’ อยู่เลย มาวันนี้กลับะโล็อกคออย่างสนิทสนมเนี่ยนะ!!
“คุณนพครับ!” จักรีพยายามเงยหน้า เห็นชายวัยทำงานคนหนึ่งพยายามจะเข้ามาห้าม แต่ถูกคุณคนสวยไล่ตะเพิดไปเสียก่อน
“วิทย์... นายเข้าไปถ่วงเวลาพวกนั้นให้ฉันก่อน บอกทางนั้นว่าอีกเดี๋ยวฉันค่อยตามไป” คุณคนสวยโบกมือให้ชายคนนั้นเสร็จก็ลากจักรีเข้าไปในห้องน้ำห้องหนึ่งทันที
“แกร๊ก!” หลังจากเอื้อมมือไปล็อกประตูห้องน้ำเสร็จ คุณคนสวยก็ใช้เท้าข้างหนึ่งยันประตูห้องน้ำไว้
ท่าทางป่าเถื่อนของอีกฝ่ายทำให้จักรีหันมาพินิจใบหน้าของคุณคนสวยอีกครั้ง คุณคนสวยดวงตากลมโตสองชั้น มีไฝเสน่ห์ใต้ตาข้างซ้าย จมูกรั้น ริมฝีปากบางเชิด ตอนที่พบกันครั้งแรกที่โรงแรมจักรีก็รู้สึกว่าคุณคนสวยนั้นมีใบหน้าที่ชวนหลงใหล นั่นน่าจะเป็เพราะไฝใต้ตาของอีกฝ่าย มันทำให้คนตรงหน้าดูงดงามโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ที่เขาเคยเจอมา เขาไม่มีทางจำคนผิดแน่ๆ
“ไอ้แมวจร! ตกลงแกชื่อว่าอะไรกันแน่?” นพกอดอกยืนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างโมโห
“แล้วทำไมผมต้องบอกป้าด้วย!” จักรีตีหน้าบึ้ง เขายังโกรธที่อีกฝ่ายทำเป็จำเขาไม่ได้อยู่ หรือเพราะว่าทางนั้นอยู่กับคุณสามี ก็เลยต้องทำเป็แกล้งไม่รู้จักเขา? ยิ่งคิด... จักรีก็ยิ่งรู้สึกน้อยอกน้อยใจ
“นี่แกกล้าขึ้นเสียงกับฉันเหรอ?” จักรีมองคุณคนสวยที่ชักสีหน้าใส่ พร้อมกับเริ่มปลดเข็มขัดตัวเองออก
“ป้าจะทำอะไรน่ะ!” จักรีย่นคิ้วแต่ตากลับจ้องคุณคนสวยที่ถอดกางเกงตัวเองลงไปกองที่พื้น จากนั้นก็รั้งต้นคอเขาลงไปที่เป้าทันที
“อย่าบอกนะว่าแกไม่ชอบ?” คุณคนสวยเอนตัวลงนั่งที่ฝาชักโครก ขณะที่ยังคงรั้งต้นคอเขาให้ถูกไถไปกับกางเกงในสีดำตัวจิ๋วของเ้าตัว
จักรีตื่นตะลึงที่อีกฝ่ายกล้าทำเื่หื่นๆ แบบนี้ในห้องน้ำ แต่ที่แปลกไม่แพ้กันก็คือตัวเขา พอได้กลิ่นอายของอีกฝ่าย ลมหายใจก็เริ่มติดขัด จากที่ถูกบังคับฝืนใจ กลับเป็ฝ่ายอยากเกี่ยวขอบกางเกงในตัวเล็กนั้นขึ้นมาดูสิ่งที่กำลังผงาดอยู่ภายในซะอย่างนั้น
“เอาสิ” จักรีเงยหน้ามองคุณคนสวยที่นั่งอ้าขา แววตาวาบไหวที่มองเขาดูเย้ายวน คล้ายกับว่าจักรีได้กลิ่นหอมหวานของฟีโรโมนอยู่ในบรรยากาศ
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะค่อยๆ เกี่ยวกางเกงในคุณคนสวยร่นลงไปที่ข้อเท้าด้วยปลายนิ้ว แก่นกายสีระเรื่อค่อยๆ ชูชัน จักรีคุกเข่าลงเบื้องหน้าชักโครก เขาค่อยๆ แยกเรียวขาขาวออก ฝ่ามือลูบไล้ผิวเนื้ออ่อนด้านในต้นขา ผิวของอีกฝ่ายทั้งเนียนทั้งนุ่มมือ จักรีก้มลงจูบต้นขาด้านใน เรียกเสียงครางแ่เบา
“อา.... อื้อ....” คุณคนสวยงับนิ้วตัวเองกลั้นเสียงคราง
ขณะที่จักรียิ่งจูบยิ่งไม่พอ ยิ่งลูบยิ่งรู้สึกเพลิน เขาก้มลงขบต้นขาอีกฝ่ายอย่างลืมตัว ทิ้งรอยดูดสีแดง และขบเบาๆ ทั่วต้นขาอีกฝ่าย จากนั้นค่อยๆ พรมจูบไปที่ส่วนนั้นที่คล้ายว่ากำลังรออยู่
“อา.... อ่า....” ส่วนปลายพอถูกเขาจูบเบาๆ ก็สั่นระริก พอปลายลิ้นเริ่มโลมเลียไปจนสุดโคน คุณคนสวยยิ่งหอบหายใจหนักๆ
“อื้อ! .... อะ... อ๊ะ...” จักรีอ้าปากแล้วค่อยๆ กลืนแก่นกายของคุณคนสวยลงคอ ด้วยขนาดที่กำลังพอดี และเป็คนควบคุมไม่ว่าจะสอดลึกลงไปในลำคอมากแค่ไหน เขาก็ไม่สำลักเหมือนอย่างรอบแรกที่ถูกบังคับ
หลังจากอมเข้าไปจนสุดโคนแล้ว เขาก็ค่อยๆ ห่อปากแล้วขยับคอรูดขึ้นจนแก่นกายของอีกฝ่ายเกือบหลุดออกจากปาก หากไม่เป็เพราะคุณคนสวยจับใบหน้าเขาไว้ ส่วนนั้นของคุณคนสวยคงหลุดออกไปแล้ว ดังนั้นพอถูกแรงฝืนจากฝ่ามือนุ่ม จักรีก็กดใบหน้าสอดส่วนนั้นเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว
“อ๊า! .... ซี๊ดดด!” คุณคนสวยครางเสียงหวานกว่าเดิม จักรีรู้สึกได้ถึงแรงสั่นกระตุกที่ต้นขาขาว เขาจึงจับวงขาขาวขึ้นพาดไหล่ตัวเอง จากนั้นก็ขยับปากก้มๆ เงยๆ ดูดกลืนส่วนนั้นเร็วๆ นิ้วมือที่ประคองสะโพกของอีกฝ่ายอยู่ไม่ลืมที่จะกดย้ำๆ ลงไปที่ร่องสะโพกที่หลั่งของเหลวใสออกมา
“อึ๊! อย่า! ...อ๊า! ...เร็วไปแล้ว!” จักรีได้ยินเสียงคุณคนสวยร้องห้ามก็ยิ่งได้ใจ ฝืนจะแสดงความเหนือชั้นให้อีกฝ่ายได้เห็น ว่าเขาไม่ใช่ไก่อ่อน ไม่ใช่หนุ่มซิงที่จะยอมถูกข่มขืนอีกแล้ว
แต่เพราะไม่รู้จักประมาณตนนี้เอง ทำให้จักรีลืมไปว่ากำลังเล่นอยู่กับไฟ แถมอีกฝ่ายยังเป็ไฟนรกโลกันตร์ กว่าจะรู้ตัวก็ถูกคุณคนสวยจับใบหน้าไว้แน่นแล้วกระแทกเอวใส่โพรงปากแล้วปลดปล่อย สุดท้ายก็ยังไม่พ้นต้องสำลักใหญ่โตเหมือนครั้งแรกอยู่ดี
“ใช้ได้นี่แก” ขณะที่จักรีสำลักแล้วพยายามคายสิ่งที่คุณคนสวยปล่อยไว้ในปากบ้วนทิ้งลงชักโครก เสียงจาก้าก็แซวจนจักรีกรุ่นโกรธ เขาลุกพรวดแล้วจับคางอีกฝ่ายมาบดจูบ ปลายลิ้นสอดเข้าไปบดขยี้อีกฝ่ายจนได้ยินเสียงอู้อี้และถูกตบที่อก จึงได้ยอมปล่อยคุณคนสวยให้เป็อิสระ
“ไอ้แมวบ้า!” คุณคนสวยนิ่วหน้า แล้วพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง
“อร่อยไหมล่ะของตัวเองน่ะ” จักรียิ้มเยาะอีกฝ่ายก่อนจะปลดล็อกประตูห้องน้ำ แล้วออกไปบ้วนปากที่อ่างล้างมือด้านนอกอีกครั้ง
“แกนะแก!” คุณคนสวยรีบสวมกางเกงแล้วเดินออกมาต่อว่าจักรีอีกรอบ แต่คราวนี้จักรีได้บทเรียนแล้ว และเขาก็ไม่คิดจะยุ่งกับคนที่มีครอบครัวแล้วอย่างคุณคนสวยหรอก!
“ผมว่าป้าอย่าทำแบบนี้เลย... สงสารสามีป้าเถอะ ถ้าอยากมากก็หาดิลโด้ใช้ไป” จักรีหันหลังทำท่าจะเดินออกจากห้องน้ำ แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ก็รีบหันมา
“อ้อ! ก่อนออกไปป้าอย่าลืมรูดซิปก่อนด้วยล่ะ” จักรียิ้มแล้วโบกมือให้คุณคนสวยที่แผดเสียงดังลั่นตามหลัง
-----------------------------------
นพรู้สึกเหมือนถูกเด็กเมื่อวานซืนแตะเกล็ดั* (สะกิดต่อมโมโหส่งเดช) ไม่เคยมีใครที่นพคิดจะปราบแล้วเอาไม่อยู่หมัดสักคน แต่เ้าเด็กนั่นเห็นซื่อๆ กลับมีลูกเล่นแพรวพราว เื่อย่างว่าก็เก่ง แถมเขายังไม่รู้สึกรังเกียจเ้าตัวแสบนั่นจริงๆ จังๆ สักครั้ง เสียดายก็แต่... จนกระทั่งถึงตอนนี้ นพยังไม่รู้ชื่อแซ่ของอีกฝ่าย
ไม่สิ! เขารู้แล้วว่าเ้าตัวแสบนั่นอยู่มหาลัยไหน เพราะหลายวันก่อนนพใช้ให้เลขาวิทย์ช่วยตามสืบเื่ของเด็กยกกระเป๋าที่ชื่อศุภโชคให้ ปรากฏว่าเ้าของโรงแรมได้ไล่เด็กคนนั้นออกไปแล้ว เพราะหลังจากเอาตัวรอดจากคืนนั้นมาได้ นพก็ไล่ฟ้องั้แ่คู่ค้าและโรงแรมที่เกิดเหตุ
นพให้เลขาตามสืบประวัติเด็กนั่นต่อ และดั้นด้นไปถึงมหาวิทยาลัยของอีกฝ่าย แต่กลับกลายเป็ว่า ไอ้ศุภโชคตัวจริงกลับเป็อีกคน ส่วนไอ้แมวจรตัวนั้นกลับเป็เพียงแค่คนที่ไปทำงานแทนคนอื่นเสียนี่ ไม่รู้ไอ้ตัวแสบไปอดอยากมาจากไหน ถึงได้เที่ยวทำงานพิเศษไปทุกที่
จริงสิ! วันนี้ไอ้ตัวแสบแต่งตัวซะหล่อ ไม่รู้มาทำอะไรที่สตูฯ ถ่ายภาพที่นี่
นพคิดพลางเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในสตูฯ เนื่องจากวันนี้เขามีนัดกับคุณเอกรินทร์ ที่เป็เ้าของบริษัทสื่อโฆษณารายใหญ่ คุณเอกรินทร์มีทั้งนายแบบนางแบบอัลฟ่าและโอเมก้าที่มีชื่อเสียงให้มือจำนวนมาก นพ้าผู้เชี่ยวชาญการจัดแคมเปญเจ๋งๆ เพื่อมาโฆษณาให้กับยาเร่งฮีทตัวใหม่อยู่พอดี
ซึ่งในความเป็จริงแล้ว นพไม่ชอบที่พ่อบังคับให้น้ำคิดค้นยาเร่งฮีทชนิดนี้ขึ้นมาเลย เพราะไม่รู้ว่าโอเมก้าอีกกี่คนที่จะตกเป็เหยื่อของยาใหม่ตัวนี้ นอกจากยาตัวนี้จะเร่งรอบฮีทของโอเมก้าแล้ว มันยังสามารถเร่งให้อัลฟ่าเกิดการติดสัดหรือรัทขึ้นมาอีกด้วย เมื่อยาตัวนี้สามารถออกสู่ตลาด จะต้องสั่นะเืวงการการแพทย์แน่ๆ เพราะรอบฮีทของโอเมก้าโดยปกติแต่ละคนล้วนไม่ตรงกัน การที่ทำให้โอเมก้า ฮีทขึ้นมาทันทีทันควันนั้นเป็เื่ยาก แต่น้ำกลับสามารถทำได้
เพราะคนที่เป็หัวหน้าทีมวิจัยชิ้นนี้ก็คือ น้ำ ส่วนพ่อนั้นเป็เพียงนายทุนที่ลงทุนเพื่อจะกอบโกบผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลเท่านั้น
นพและน้ำยินยอมทำสัญญากับพ่อเพื่อที่จะปลดพันธนาการระหว่างเขากับครอบครัวลง โดยพ่อจะเป็คนรับผลประโยชน์ทั้งหมดของตัวยา และจดลิขสิทธิ์ภายใต้ชื่อของตระกูลธารมิกรณ์ น้ำและนพจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากสามารถออกจากตระกูลได้โดยไม่ต้องทำตามคำสั่งของตระกูลอีกต่อไป
ซึ่งหากมันแลกมากับอิสรภาพที่จะทำให้ตัวเองออกมาจากตระกูลธารมิกรณ์ได้ เขากับน้ำก็ยินดีจะทำ
ในตอนที่นพเดินทางมาถึงสตูฯ เขาก็ไม่พบเ้าแมวตัวแสบนั่นแล้ว ทว่าภาพนายแบบที่ครั้งนี้คุณเอกรินทร์เสนอชื่อขึ้นมาเพื่อรับงานครั้งนี้ กลับเป็คนที่นพกำลังตามหามาตลอด
“เ้าเด็กนี่เป็น้องชายของผมเองครับ ผมเห็นว่าคาแรคเตอร์ของเขาตรงกับความ้าของคุณนพพอดี เป็อัลฟ่า แต่ดูสดใสร่าเริง ให้ภาพลักษณ์อ่อนโยนกว่าอัลฟ่าที่เป็ลูกครึ่ง หรือว่าชายไทยแท้”
นพใช้เมาส์เลื่อนดูภาพถ่ายของเด็กหนุ่มหลายเซต ทั้งแบบที่ดูเหมือนหนุ่มเกาหลี แบบหนุ่มนักเรียนนอก และหนุ่มขี้เล่น พลางอมยิ้มน้อยๆ นพอดไม่ได้ที่จะหยิบมือถือของตัวเองออกมาถ่ายรูปของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กอดอกและกำลังกัดริมฝีปากล่างท่าทางยียวน
“ผมเลือกเด็กคนนี้แหละ แต่ท่าทางเขาผอมไปหน่อย ผมอยากให้เขาเพิ่มกล้ามอีกนิด เผื่อต้องถ่ายภาพที่ต้องถอดเสื้อ”
“เอ่อ... ได้ครับ” เอกรินทร์รับคำอย่างงงๆ
“ผมมียิมมวยไทยเ้าประจำอยู่ ส่งเด็กนั่นไปยิมผมก็ได้ ผมจะให้เทรนเนอร์ส่วนตัวของผมช่วยฝึกและเพิ่มกล้ามเนื้อให้ ผมเองก็จะได้เจอตัวจริงของเขาด้วย” นพหยิบนามบัตรของยิมที่ว่าออกมาส่งให้เอกรินทร์
“แต่ถ้ามัวฝึกแบบนี้จะไม่ส่งผลกระทบถึงงานถ่ายแบบตัวนี้เหรอครับ”
นพสบตาเอกรินทร์ก่อนจะยิ้มรับ “งานนี้ผมไม่รีบ ผมอยากให้โฆษณาตัวนี้ออกมาดีที่สุด ไม่ใช่แค่ถ่ายภาพนิ่งลงในสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ถ้าเป็ไปได้ก็อยากใช้นายแบบคนนี้ลงสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ด้วย” เอกรินทร์ได้ฟังก็คลี่ยิ้ม เพราะในคราวแรกพวกเขาตกลงกันเพียงแค่ถ่ายโฆษณาภาพนิ่งเท่านั้น ถ้าลงโฆษณาทางโทรทัศน์ด้วยจะยิ่งดีกับบริษัทของเขา
“ถ้าอย่างนั้นผมจะทำให้ดีที่สุดครับ” เอกรินทร์ค้อมกายให้อีกฝ่าย
“ผมเชื่อใจคุณ ว่าแต่... เด็กคนนี้ของคุณชื่ออะไร?” นพยิ้มเชิงธุรกิจ
“จักรีครับ หมอนั่นเป็พี่น้องของผม แม่ของผมคือพ่อของเขา” นพทำท่าแปลกใจเมื่อได้ยินความสัมพันธ์แปลกๆ ของคนตรงหน้า
“ไม่ทราบเที่ยงนี้คุณเอกรินทร์ว่างไปทานข้าวกับผมไหม? เราจะได้คุยกันเื่งานแล้วก็... จักรีคนนั้นด้วย”
นพดวงตาแพรวพราว เขาตั้งใจว่าเที่ยงนี้จะล้วงความลับของเ้าแมวบ้าตัวนั้นออกมาจากพี่ชายหมอนั่นให้หมด ดูสิว่าต่อไปยังจะกล้าเรียกเขาว่าป้า หรือทำเื่กล้าหาญอย่าง... ฮึ๋ย! ยิ่งคิดนพยิ่งแค้น
-------------------------------------
To Be Con