ซูอิ่นเย่ว์มีสีหน้าราวกับน้ำแข็ง “พูดจายุแหย่หรือ ในความเป็นจริง บิดาและมารดาไม่ได้เตรียมสินเดิมให้ข้าเลย พวกท่านไม่กลัวถูกหัวเราะเยาะ แล้วข้าจะต้องกลัวอะไร”
หยางซื่อกลั้นอารมณ์ กล่าวว่า “เจ้าต้องแต่งออกเรือนอย่างเร่งด่วน จึงยังไม่ได้เตรียมสินเดิมให้ อีกไม่กี่วันข้าจะให้คนส่งไปให้”
ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้ว “ตามที่ท่านแม่กล่าว หมายความว่าไม่คิดจะคืนสินเดิมของมารดาข้าใช่หรือไม่”
“ตามกฎหมาย สินเดิมของอินซื่อควรต้องคืนให้เจ้า แต่ในปีนั้นอินซื่อเขียนไว้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าสินเดิมทั้งหมดจะถูกมอบให้เป็นส่วนกลางของตระกูลซู เจ้าไม่มีสิทธิ์ทวงคืน!” หยางซื่อยกคิ้วขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
มีหลักฐานชัดเจนเช่นนี้ ต่อให้เป็นฮ่องเต้ฉี่อู่ก็ไม่มีสิทธิ์บังคับให้พวกเขาคืนของได้
นั่นเป็นเงินมากกว่าหนึ่งแสนตำลึง หากต้องคืนไป ตระกูลซูคงไม่มีวันอยู่สุขได้อีก
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไป ไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้
ซูเยียนหนิงเห็นท่าทางตกตะลึงของนาง จึงยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ
ไม่คาดว่าที่เรือนชูอวิ๋น จะมีเงาร่างสีแดงเดินเข้ามา กล่าวแทรกขึ้นว่า “หนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร? ข้าขอดูสักหน่อยได้หรือไม่”
เสียงต่ำลึก ฟังดูไพเราะยิ่งนัก
ซูเยียนหนิงเอียงศีรษะเล็กน้อย เมื่อมองเห็นบุรุษในชุดแดงปรากฏที่ประตูเรือน นางก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ
เขาคือฉู่จี้เฟิง? มัจจุราชฉู่?
เพียงมองดูใบหน้าหล่อเหลาล้ำเลิศของเขา ใช้คำว่า ‘งามล่มเมือง’ ก็ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย
อาภรณ์ยาวสีแดงเข้มที่เขาสวมใส่ ยิ่งขับเน้นบุคลิกที่เย้ายวนลึกลับของเขาให้โดดเด่นขึ้น
ซูเยียนหนิงเป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซู ผ่านงานเลี้ยงใหญ่มาไม่น้อย แม้แต่เหล่าองค์ชายก็เคยพบปะมาแล้ว แต่กลับไม่เคยเห็นฉู่จี้เฟิงมาก่อน
ตั้งแต่วัยเยาว์ ฉู่จี้เฟิงออกไปรับราชการทหาร หลังจากช่วยชีวิตอดีตฮ่องเต้ได้ก็กลายเป็นผู้บัญชาการหน่วยชื่อหลง ย่อมไม่มีเวลาร่วมงานเลี้ยงไร้สาระเหล่านั้น
ภายนอกมีข่าวลือว่าหน้าตาของเขาเหมือนมัจจุราช แต่แท้จริงแล้วคนที่พูดเช่นนั้นล้วนไม่เคยเห็นเขาตัวเป็นๆ
บุรุษตรงหน้าเดินอย่างมั่นคง ใบหน้าหล่อเหลาน่าเกรงขาม อำนาจล้นฟ้า จนหาข้อตำหนิไม่ได้เลยสักนิด!
ในขณะนี้ ความภาคภูมิใจที่ซูเยียนหนิงมีเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น นางกลับรู้สึกโกรธแค้นที่ซูอิ่นเย่ว์แย่งการแต่งงานนี้ไปจากนาง!
จี้หมัวมัวเห็นนางจ้องเจ้านายของตนไม่วางตา จึงกระแอมเสียงดัง “คุณหนูใหญ่ซู ไฉนถึงลืมทำความเคารพ?”
ซูเยียนหนิงได้สติ รีบย่างเท้าอย่างสง่างามไปข้างหน้า ค้อมกายทำความเคารพด้วยท่าทีสำรวม พร้อมเอ่ยเสียงหวานว่า “เยียนหนิงขอคารวะหลิงอ๋องซื่อจื่อ”
นางเพิ่งเข้าใกล้ ฉู่จี้เฟิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกได้ว่ากลิ่นเครื่องหอมบนตัวนางฉุนเกินไป
เขาเมินซูเยียนหนิงโดยสิ้นเชิง แล้วหันไปกล่าวกับหยางซื่อว่า “ซูฮูหยิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าปลอมแปลงหนังสือมีโทษสถานใด?”
หยางซื่อแสดงท่าทีไม่พอใจ
แม้แต่คำว่าท่านแม่เขาก็ไม่ยอมเอ่ย เเสดงชัดว่ามิได้เห็นตนเป็นครอบครัวเดียวกัน
นางจึงตอบกลับด้วยการเรียกเขาว่าหลิงอ๋องซื่อจื่อเช่นกัน เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเยาะเย้ยตน “ของเช่นนี้ ข้าจะปลอมได้อย่างไร หนังสือนี้อินซื่อเขียนด้วยมือตัวเองเมื่อครั้งแต่งเข้าสกุลซู และยังมีตราประทับมืออีกด้วย!”
กล่าวจบ นางก็หยิบหนังสือออกมา วันนี้นางมาที่นี่เพราะกลัวว่าซูอิ่นเย่ว์จะเกาะติดเรื่องนี้ไม่ยอมปล่อย แล้วนำไปฟ้องร้องต่อหน้าฮ่องเต้ฉี่อู่
กระดาษเซวียน [1] มีสีเหลืองซีด บ่งบอกถึงอายุที่ยาวนาน
มองดูท่าทางของหยางซื่อที่มั่นอกมั่นใจ ดูเหมือนว่าหนังสือฉบับนี้จะเป็นลายมือของอินซื่อจริงๆ
สีหน้าของซูอิ่นเย่ว์เริ่มเคร่งขรึมลง แต่ฉู่จี้เฟิงเพียงปรายตามอง ก่อนจะยกมือสะบัดไปทางหยางซื่อ พลันเกิดกระแสลมแรงพัดขึ้น
หยางซื่อถูกลมพัดจนลืมตาแทบไม่ขึ้น เมื่อได้สติอีกครั้งก็พบว่าหนังสือในมือนางมาอยู่ในมือของฉู่จี้เฟิงเสียแล้ว
“หลิงอ๋องซื่อจื่อ!” หยางซื่อร้องขึ้นอย่างตกใจ พยายามจะคว้าหนังสือคืนมา แต่รังสีเย็นเยียบจากฉู่จี้เฟิงทำให้นางหวาดหวั่น ลังเลที่จะเข้าใกล้
ฉู่จี้เฟิงไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เขาใช้กำลังภายในบดขยี้หนังสือจนเป็นผง ละอองกระดาษปลิวไปตามสายลม
สีหน้าของเขาหยิ่งผยองและเย็นชา “ตอนนี้เจ้ายังมีหลักฐานอยู่หรือไม่”
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไปชั่วขณะ
เขากำลังทำอะไร
ใบหน้าของหยางซื่อซีดเผือด เกือบจะเป็นลมด้วยความโกรธ “ท่าน! ท่าน! ท่านไฉนทำเช่นนี้! ข้าจะไปกราบทูลฝ่าบาท!”
“เช่นนั้นเจ้าลองดูว่าเจ้าจะสามารถเข้าไปในวังได้หรือไม่ก่อนค่อยว่ากัน”
“หลิงอ๋องซื่อจื่อ เช่นนี้มิใช่ว่าท่านใช้อำนาจในทางมิชอบหรือ!”
“โอ้? เจ้าพึ่งจะรู้ตอนนี้หรือ” ฉู่จี้เฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย
หยางซื่ออ้าปากค้าง แต่เวลานี้กลับไม่กล้ากล่าวสิ่งใดอีก
หากเป็นเมื่อก่อน ตระกูลซูย่อมไม่กล้าท้าทายฉู่จี้เฟิง นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่ซูเจี้ยนจิ่นเพิ่งถูกเฆี่ยน และสูญเสียความโปรดปรานไปแล้ว
อาหารใกล้จะเย็นชืด ฉู่จี้เฟิงไม่อยากเสียเวลาต่อกรกับพวกนางอีก จึงกล่าวว่า “พวกเราจะรับประทานอาหารแล้ว เซียงสี่ ส่งแขกเถอะ”
ซูเยียนหนิงมองฉู่จี้เฟิงด้วยสายตาหลงใหล ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ซื่อจื่อ ข้า...ข้าคิดถึงน้องรอง ไม่รู้ว่าจะสามารถอยู่รับประทานอาหารด้วยได้หรือไม่”
ในที่สุด ฉู่จี้เฟิงก็หันมามองนาง
เมื่อสบตากับเขา ซูเยียนหนิงก็รู้สึกเขินอายจนแก้มแดงเรื่อ
นางเกิดมางดงามเป็นทุนเดิม คุณชายมากมายในเมืองหลวงต่างกล่าวชื่นชมว่านางมีรูปโฉมโดดเด่น คิดว่าฉู่จี้เฟิงก็คงไม่แตกต่างจากคนเหล่านั้น
“เจ้าหน้าตาน่าเกลียดถึงเพียงนี้ หากข้าต้องนั่งกินข้าวต่อหน้าเจ้า คงเสียอารมณ์เป็นแน่” ฉู่จี้เฟิงกล่าวด้วยสีหน้ารังเกียจ
ซูเยียนหนิงยืนอึ้งอยู่ที่เดิม ราวกับถูกฟ้าผ่า
เขากล่าวว่านางน่าเกลียดงั้นหรือ!
หยางซื่อเองก็รู้สึกโกรธ แต่ไม่กล้ากล่าวสิ่งใด ได้แต่รีบนำซูเยียนหนิงเดินจากไปด้วยความอับอาย
ซูอิ่นเย่ว์ยังยืนอยู่ที่ระเบียง มองเขาด้วยความสงสัย “ซื่อจื่อเป็นอะไรไป”
ฉู่จี้เฟิงคิดว่านางจะกล่าวขอบคุณ แต่ไม่คาดคิดว่านางกลับแสดงสีหน้าตกตะลึง ไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำเลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้น “เจ้าไม่มีคำพูดอื่นแล้วหรือ”
จี้หมัวมัวยืนอยู่ข้างๆ ทำหน้าตาออกท่าออกทาง แต่ซูอิ่นเย่ว์ยังคงขุ่นเคืองที่ฉู่จี้เฟิงทำให้นางตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก จึงไม่มีทางกล่าวขอบคุณเขา
“มี ข้าหิวแล้ว”
กล่าวจบ นางก็เดินเข้าห้องโถงเล็กไป
อย่างไรเสีย อาหารก็ถูกนำมาส่งแล้ว หากไม่กินก็คงเสียดายเปล่า
ฉู่จี้เฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย
เพียงเข้าเฝ้าฮ่องเต้ครั้งเดียว ถึงกับทำให้มีท่าทีแข็งข้อขึ้นแล้วหรือ
ฟ้าเริ่มมืดลง เซียงสี่นำทางหยางซื่อและซูเยียนหนิงออกจากจวน
หยางซื่อครุ่นคิดถึงวิธีหาเงิน สีหน้าว้าวุ่น
“ท่านแม่ ท่านได้ยินหรือไม่ ซื่อจื่อ…ซื่อจื่อถึงกับกล่าวว่าลูกน่าเกลียด!” ซูเยียนหนิงยังคงไม่หายตกใจ เอาแต่พูดเรื่องเดิมซ้ำไปมา
หยางซื่อถลึงตาใส่นาง เซียงสี่ยังอยู่ข้างหน้า นางจะเปิดปากด่าฉู่จี้เฟิงต่อหน้าผู้อื่นได้อย่างไร
ขณะเลี้ยวผ่านหัวมุม พวกนางก็เผชิญหน้ากับฉู่จิ้งเสียนพอดี
ฉู่จิ้งเสียนได้ยินเสียงสนทนาของสองแม่ลูกสกุลซู นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตระกูลซูกับจวนหลิงอ๋องได้เป็นดองกันแล้ว การที่พวกนางมาปรากฏตัวที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ฉู่จิ้งเสียนกับซูเยียนหนิงเคยพบกันในงานเลี้ยงอยู่บ้าง แต่ไม่สนิทสนมกันนัก
แต่เดิมฉู่จิ้งเสียนก็เพียงพยักหน้าทักทายแล้วผ่านไป ทว่าคราวนี้นางเปลี่ยนใจ ก้าวเข้ามาควงแขนซูเยียนหนิงอย่างสนิทสนม แล้วเอ่ยว่า “น้องซู เจ้ามาถึงจวนแล้ว เหตุใดไม่ไปเยี่ยมข้าที่เรือนบ้าง”
หยางซื่อรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง
ใครๆ ในเมืองหลวงต่างรู้ว่าเรือนของพระชายาหลิงอ๋องเคยมีศพกองอยู่ จะให้พวกนางไปเหยียบที่นั่นได้อย่างไร
“คุณหนูสามมีน้ำใจนัก แต่พวกเรากำลังจะกลับจวนแล้ว” หยางซื่อกล่าวปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
ฉู่จิ้งเสียนแววตาเจ้าเล่ห์วูบผ่าน แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะไปส่งพวกท่านก็แล้วกัน เซียงสี่ เจ้าไม่ต้องตามมา”
เชิงอรรถกระดาษเซวียน คือ กระดาษคุณภาพสูง ใช้สำหรับเขียนพู่กันจีนและวาดภาพหมึก