“่นี้ท่านแม่ทัพไม่อยู่จวนงั้นหรือ”ลู่หลิ่งทวนคำตอบที่ได้ฟังจากพ่อบ้านเฉินเช้านี้นางเดินตามหาแม่ทัพหวางชุนเทียนไปทั่วจวน ด้วย้ารู้ปฏิกิริยาของเขาว่าได้รับรู้เื่ราวการทะเลาะกันระหว่างนางและเหม่ยหลินหรือไม่เพราะคิดว่าเหม่ยหลินคงทนไม่ได้จนรีบมาฟ้องแล้วเป็แน่
“ใช่ขอรับเห็นว่ามีงานด้านการทหารเร่งด่วนที่ต้องทำ ไม่กลับจวนสักสามสี่วัน”พ่อบ้านสูงวัยแจ้งรายละเอียดเท่าที่รู้มา
ได้ยินเช่นนั้นแล้วลู่หลิ่งยืนนิ่งคิดบางสิ่งบางอย่าง ‘ท่านแม่ทัพยุ่งอยู่กับงานเช่นนี้ก็ดีระหว่างนี้คงยังไม่มีกะจิตกะใจเตรียมงานแต่งเป็แน่’ สิ่งที่ลู่หลิ่งคิดขึ้นได้คือต้องหาหนทางขัดขวางการแต่งงานครั้งนี้ให้ได้อย่างน้อยใน่ที่แม่ทัพหวางไม่อยู่ในจวนน่าจะมีสักวิธีที่จะกระทำได้
“พ่อบ้านเฉิน วันนี้ข้านัดกับแม่นางเหม่ยหลินไว้ว่าจะไปข้างนอกรบกวนท่านเตรียมรถม้าไว้ให้ด้วย”
“ได้ขอรับข้าจะจัดการให้” พ่อบ้านเฉินตอบรับคำสั่งการของคุณหนูเ้าเลห์โดยง่าย ด้วยรู้ไม่ทันความร้ายกาจของนาง
“ข้าขอโทษจริงๆนะเหม่ยหลิน เมื่อวานข้าผิดเองที่ทำร้ายคนของเ้าอภัยให้ข้าเถิดนะ” น้ำเสียงอ่อนหวานที่ดูเหมือนสำนึกได้ของลู่หลิ่งดังขึ้นภายในห้องพักของเหม่ยหลินแปลกใจที่อยู่ๆลู่หลิ่งก็มาเคาะประตูแต่เช้า ที่แท้ก็จะเข้ามาพูดถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานจากที่ได้ปะทะคารมกันจนถึงขนาดว่าคงจะไม่มองหน้ากันอีกแล้วแต่มาวันนี้กลับมาขอโทษขอโพยยกใหญ่
เหม่ยหลินที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกลางห้องรี่ตามองหญิงใจร้ายอย่างไม่ไว้ใจ‘จะมาไม้ไหนอีกล่ะเนี่ย’
“นี่เ้าตั้งใจมาขอโทษจริงๆหรือ”ถามออกไปทั้งที่ไม่อยากจะเชื่อในคำพูด
“จริงๆนะเหม่ยหลิน ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆข้าหวังให้เ้ายกโทษให้ ว่าแต่...เ้าได้พูดเื่นี้ให้ท่านแม่ทัพทราบหรือไม่”
“เปล่า ข้าไม่ได้พูด” หญิงสาวส่ายหน้า อันที่จริงก็เกือบพลั้งปากพูดไปแล้ว ดีนะที่จูผิงห้ามเอาไว้ก่อน
“ค่อยยังชั่วหน่อยข้ากลัวเหลือเกินว่าท่านแม่ทัพจะไม่พอใจแล้วไล่ข้าออกจากจวน”ลู่หลิ่งพูดเสียงเศร้าจนเหม่ยหลินถอนหายใจยาว คิดๆไปมันก็เป็เื่ที่เปล่าประโยชน์หากต่างฝ่ายคอยจะหาเื่ทะเลาะกัน ในเมื่อนางกล้าที่จะมาขอโทษขนาดนี้ก็ควรอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขจะดีกว่า
“ก็ได้ หากเ้าเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ถือเป็เื่ดีข้าขอถามจูผิงก่อนว่าให้อภัยเ้าได้หรือไม่”
“ข้าไม่มีสิ่งใดถือโทษคุณหนูลู่หลิ่งหรอกเ้าค่ะแผลของข้าก็ดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ เพราะคุณหนูเหม่ยหลินดูแลข้าเป็อย่างดี” จูผิงสาวใช้รีบโบกไม้โบกมือส่ายหน้าดิกนางเปลี่ยนคำเรียกนายหญิงของนางให้เป็คุณหนู เพราะตอนนี้พอจะรับรู้ได้แล้วว่าเหม่ยหลินก็เป็คนสำคัญของแม่ทัพหวางไม่น้อยไปกว่าลู่หลิ่ง
“เอาล่ะ วันนี้ข้าขอเลี้ยงอาหารเ้าเป็การไถ่โทษข้าจะพาเ้าไปเที่ยวตลาด นี่ถือเป็โอกาสดีที่จะได้เปิดหูเปิดตาด้วยเ้าจะพาจูผิงไปด้วยกันก็ได้” ลู่หลิ่งออกปากชักชวนแถมยังคะยั้นคะยอหนักมาก“ไปเถอะนะเหม่ยหลิน”
เหม่ยหลินที่มีท่าทีตายใจอยู่แล้วมีสีหน้าผ่อนคลายลงยิ่งลู่หลิ่งพูดถึงเื่กินเื่เที่ยวแถมมีจูผิงไปเป็เพื่อน สุดท้ายหญิงสาวก็ใจอ่อนพยักหน้ายินยอมไปตามที่ลู่หลิ่งชวน
รถม้าที่พ่อบ้านเฉินเตรียมไว้สามารถนั่งไปได้สี่คนแบบสบายๆ ลู่หลิ่งหันไปถามเย่เหยาที่นั่งอยู่ข้างกายว่าจัดการบางอย่างเรียบร้อยแล้วหรือยังเหม่ยหลินได้ยินที่ทั้งสองคุยกันจึงได้รู้ว่าเมื่อเช้าเย่เหยาออกไปจองโต๊ะอาหารไว้ล่วงหน้าด้วยเป็ร้านมีชื่อเสียงลูกค้าค่อนข้างมาก
‘โรงเตี๊ยมเยี่ยนหยาง’ เหม่ยหลินลงจากรถม้าก็เงยหน้ามองป้ายของสถานที่อันเป็จุดหมายรู้สึกตื่นเต้นเพราะไม่เคยออกมากินข้าวที่โรงเตี๊ยมมาก่อน ที่นี่เป็โรงเตี๊ยมสองชั้นที่มีลูกค้าหนาแน่นจริงอย่างที่เย่เหยากล่าวมีลูกค้าเดินเข้าออกตลอดบ่งบอกว่าเป็ร้านขึ้นชื่อ จูผิงเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้นายหญิงของนางเพราะตลอดชีวิตเป็เพียงนางกำนัลตัวเล็กๆได้แต่ใช้ชีวิตภายในวังหลวงไม่ค่อยได้ออกมากินข้าวภายนอกกำแพงวังสักเท่าไรน้อยครั้งที่จะติดตามนางกำนัลรุ่นพี่ออกมาทำธุระเพียงไม่กี่ครั้ง
เสี่ยวเอ้อร์ประจำร้านจำเย่เหยาได้ นางผู้นี้มาจองโต๊ะล่วงหน้าไว้ั้แ่เช้า“เชิญที่ชั้นสองได้เลยขอรับ ข้าน้อยเตรียมโต๊ะสำหรับแม่นางทั้งสี่ไว้เรียบร้อยแล้ว”
บริกรประจำร้านเดินนำหญิงทั้งสี่มาที่โต๊ะริมระเบียงติดกับถนนหน้าโรงเตี๊ยมเพียงไม่นานอาหารก็ทยอยมาจนเต็มโต๊ะ เมื่อเริ่มรับประทานไปได้สักพัก โต๊ะข้างๆที่ว่างอยู่โดยรอบก็มีลูกค้าผู้มาใหม่เข้านั่งจับจองจนเกือบเต็มในบรรดาลูกค้าที่เดินขึ้นชั้นสองก็มีสองบุรุษที่เป็แขกผู้เข้าพักห้องพิเศษของโรงเตี๊ยมเยี่ยนหยางรวมอยู่ด้วยสายตาของคนทั้งคู่มองไปตำแหน่งเดียวกันนั่นคือโต๊ะที่ติดทิวทัศน์ฝั่งริมถนน
“โต๊ะประจำของเรามีคนนั่งเสียแล้วขอรับคุณชาย”เสียงทุ้มของชายผู้หนึ่งหันไปบอกคุณชายเหอไป่เฉินผู้เป็นาย
“ขอประทานโทษขอรับแม่นางโต๊ะนั้นมาจองโต๊ะไว้ั้แ่เช้า"เสี่ยวเอ้อร์เหลือบมาเห็นลูกค้าหนุ่มทั้งสองเดินขึ้นมารีบวิ่งไปรายงาน
"แต่ข้าได้จัดเตรียมโต๊ะที่อยู่ฝั่งเดียวกันไว้ให้นายท่านทั้งสองเรียบร้อยแล้วตำแหน่งนี้ลมพัดเย็นสบายไม่แพ้โต๊ะประจำของนายท่านแน่นอนขอรับ” พยายามพูดด้วยเกรงว่าลูกค้าประจำจะไม่พอใจที่ต้องนั่งโต๊ะอื่น
“ไม่เป็ไร อี้ชิง...เราไปนั่งโต๊ะนั้นก็ได้” คุณชายเหอไป่เฉินเอ่อขึ้นแล้วพากันไปนั่งโต๊ะมุมใหม่ที่เสี่ยวเอ้อร์จัดหาให้วันนี้ยอมให้สักวันก็คงไม่เป็ไร
ส่วนโต๊ะที่หญิงสาวทั้งสี่นั่งรับประทานอาหารกันอยู่ยังคงลิ้มรสอาหารอร่อยโดยไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าโต๊ะนี้เป็โต๊ะประจำของใคร
“นี่เหม่ยหลินสุราดอกท้อของโรงเตี๊ยมนี้ขึ้นชื่อมากเลยนะ ข้าจะรินให้เ้าดื่ม” ลู่หลิ่งพูดพลางรินสุราแล้ววางจอกลงตรงหน้าเหม่ยหลิน
“ข้าดื่มสุราไม่เก่งเ้าดื่มกับเย่เหยาเถิด” เหม่ยหลินเลื่อนจอกเหล้ากลับคืน
“ดื่มเป็เพื่อนข้าหน่อย เ้าดื่มไม่เก่งไม่เป็ปัญหาถ้าเ้าเมาข้าจะดูแลเ้าเอง” ลู่หลิ่งคะยั้นคะยอไม่เลิก
“แต่ว่า...”
“งั้นข้าดื่มให้แก่เ้าก่อนหนึ่งจอก” ลู่หลิ่งกระดกจอกเหล้าเข้าปากอย่างรวดเร็วก่อนเอื้อมหยิบอีกจอก “หากเ้าไม่ดื่ม ข้าถือว่าเ้ายังไม่ให้อภัยข้า”ทีท่าเชิงกดดันเช่นนี้ทำให้เหม่ยหลินกระอักกระอ่วนใจ แต่เพื่อมิตรภาพของสองสาวผู้อาศัยในจวนท่านแม่ทัพเหมือนกันจึงยอมรับจอกเหล้าจากมือลู่หลิ่ง
“ก็ได้ๆ แค่จอกเดียวนะ” เหม่ยหลินคิดเองว่าแค่สุราไม่กี่มิลลิลิตรไม่น่าจะเมาหรอกมั้งลองยกขึ้นมาดมดูก็หอมดีนะ พอจิบสุราแตะลิ้นนิดหน่อยก็ทำหน้าเบ้เสียแล้วคนดื่มเก่งกับคนดื่มไม่เป็มานั่งร่วมโต๊ะกันเช่นนี้ผู้เสียเปรียบเป็ใครย่อมเดาไม่ยากแต่เธอจำต้องกลั้นใจดื่มแล้ววางจอกเปล่าบนโต๊ะ
“ข้าดื่มอีกจอก เ้าก็ด้วยนะ”หญิงที่ดื่มเหล้าเก่งรินเหล้าใส่จอกตัวเองไม่วายเอื้อมไปเติมจอกเปล่าตรงหน้าของเหม่ยหลินอีกแม้จูผิงจะช่วยพูดทักท้วงก็ไม่เป็ผลด้วยตนเองเป็แค่สาวใช้หากจะออกปากช่วยดื่มสุราแสนแพงนี้คงไม่สมควร
เย่เหยามองท่าทางการดื่มสุราที่ไม่เอาไหนของเหม่ยหลินแล้วยกมือป้องปากลอบยิ้มแค่จอกที่สามสี่ก็ดูมือไม้อ่อนเสียแล้ว นายหญิงของนางต่างหากที่เก่งกาจด้านการดื่มสุรา
‘อย่างนี้คงมอมเหล้าเหม่ยหลินได้ไม่ยาก’ ความคิดร้ายกาจที่มีมาั้แ่ต้นได้เริ่มขึ้นสาวใช้ตัวดีปรายตามองไปที่โต๊ะชายหนุ่มสามสี่คนที่นั่งรวมอยู่ถัดไปสองโต๊ะ นางพยักหน้าช้าๆเป็การส่งสัญญาณ ชายหนึ่งคนในนั้นลุกขึ้นยืนสาวเท้าตรงเข้ามายืนใกล้เหม่ยหลิน
“ข้าขอมอบสุราจอกนี้ให้แก่แม่นางด้วยคนได้หรือไม่”ลักษณะท่าทางเมามาย ยกจอกสุราส่ายไปมาต่อหน้าเหม่ยหลินที่ตอนนี้ดูมึนเล็กน้อยจากสุราดอกท้อที่ไม่เคยดื่มมาก่อน
“ไม่...ข้าไม่ดื่มแล้ว” เสียงเบาแ่ของเหม่ยหลินตอบกลับโดยที่ไม่ได้เงยหน้ามองด้วยซ้ำว่าใครมาทักทายถึงโต๊ะ
จูผิงเห็นท่าไม่ดีดีดตัวขึ้นพยายามปัดมือไม่ให้ชายผู้นี้มาโดนตัวนายหญิง“เ้าเป็ใคร! อย่ามาเข้าใกล้คุณหนูของข้านะ”หันมองหน้าหญิงสาวที่มีสีหน้าไม่ค่อยดีนักยิ่งเป็ห่วง “คุณหนูเหม่ยหลินไม่ต้องกลัวเ้าค่ะ”
“เฮ้ย! เ้าเป็แค่สาวใช้อย่ามาเสนอหน้า”เสียงที่ดังของคนเมาได้ยินไปถึงโต๊ะของคุณชายเหอไป่เฉินเขาหันมามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวทั้งสี่คน
ไม่สิ...ดูเหมือนเกิดปัญหาขึ้นแค่หญิงสาวสองคนที่นั่งหันหลังทั้งคู่มีท่าทีต่อต้านการเข้ามารุกรานของคนเมาผู้นั้นอย่างเห็นได้ชัดแต่สองสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลับทำสีหน้าเฉยเมย เหมือนไม่เกรงกลัวว่าจะเกิดเหตุอันตรายถึงตนเองเลยทั้งที่ก็มาด้วยกันช่างประหลาดแท้
“คุณชายขอรับ ดูแปลกๆนะขอรับ” หลัวอี้ชิงเริ่มพูดขึ้นก่อน
“ข้าเห็นแล้ว” เขาขยับตัวเมื่อเห็นว่าฝ่ายคนเมาสุราผู้นั้นตั้งท่ายกมือจะฟาดแต่ดีที่มือหนานั้นยังไม่ทันตวัดลงกลางใบหน้าสาวใช้กลับมีจานเปล่าบินลอยมาโดนกลางหลังจนร่างเมานั้นล้มลงหน้ากระแทกพื้น
“ใครวะ! มายุ่งเื่ของข้าทำไม”ล้มเจ็บแบบนี้จนแทบจะสร่างเมา หันไปหาทิศทางจานที่ลอยมากระแทกกลางหลังก็ไม่เห็นว่าใครเป็คนกระทำจูผิงได้ทีรีบจูงมือเหม่ยหลินให้ลุกขึ้นแม้จะโงนเงนไปบ้างแต่ยังพอครองสติได้ “คุณหนูเหม่ยหลินเ้าคะ เรากลับกันเถิดเ้าค่ะ”
“ยังไปไม่ได้!” ยังมีพรรคพวกของชายขี้เมาที่มาด้วยกันขวางหน้าไว้ไม่ให้ทั้งสองพ้นไปจากบริเวณนี้ได้โดยง่าย
ส่วนลู่หลิ่งกับเย่เหยานั่นเล่าค่อยๆก้าวถอยหลังหาทางหลบฉากทั้งที่สถานการณ์แบบนี้ควรอยู่ข้างๆคอยช่วยเหลือกันและกันแต่กลับยืนมองด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านต่อเหตุร้ายตรงหน้า
คุณชายเหอไป่เฉินเห็นชายหลายคนเข้าล้อมหญิงสาวทั้งสองไว้เช่นนั้นก็ตรงเข้าไปจับไหล่กระชากออกมาล้มหงายหลังทีละคน
“แม่นาง!เป็อะไรหรือไม่” เขาหันมองหน้าหญิงสาวก้มตัวลงถาม
เหม่ยหลินรับรู้ได้ว่ามีคนมาช่วย แต่ความรู้สึกมึนๆนั้นทำได้เพียงส่ายหน้าน้อยๆ
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ แต่คุณหนูของข้า...”จูผิงตอบแทนพลันสายตาเหลือบไปเห็นคนร้ายบางคนลุกขึ้นกำหมัดพุ่งตัวเข้ามาจะเอาคืน“เอ๊ะ! ระวังเ้าค่ะ!” ร้องเตือนเสียงหลง
เหอไป่เฉินเอี้ยวตัวเพียงนิดเดียวก็หลบจนพ้นหมัดของคนร้ายเขาใช้ท่อนแขนสะบัดเข้ากลางอกเต็มแรงจนฝ่ายตรงข้ามกระเด็นไป และต่อจากนั้นหน้าที่กำราบคนร้ายก็กลายเป็ของหลัวอี้ชิงที่รอท่าอยู่ด้านหลัง
เสียงเอะอะที่ชั้นสองของโรงเตี๊ยมเยี่ยนหยางดังไปถึงหน้าถนนจนพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนที่อยู่ด้านล่างชะเง้อมองไม่เว้นแม้แต่หวางชุนเทียนและกัวเสี่ยนหรงที่เพิ่งเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามก็ได้เห็นกลุ่มคนเคลื่อนไหวอยู่บนนั้นเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น” กัวเสี่ยนหรงหันไปถามคนแถวนั้นที่ยืนเห็นเหตุการณ์ได้รับคำตอบว่าลูกค้าของโรงเตี๊ยมต่างก็เมาสุราจนเกิดการทะเลาะวิวาท
ทั้งสองเดินตรงไปใกล้จุดเกิดเหตุ แต่พอกวาดสายตาขึ้นมองพื้นที่โดยรอบของโรงเตี๊ยมชั้นสองก็ได้เห็นสตรีหลายนางยืนหลบอยู่เพื่อให้พ้นพื้นที่อันตราย
“โครม!!!” เสียงเก้าอี้และโต๊ะล้มระเนระนาดมาทางหญิงสาว
“คุณหนูหลบมาทางนี้เ้าค่ะ!” จูผิงดึงแขนเหม่ยหลินมาจนถึงริมฝั่งโต๊ะที่นั่งเดิมอีกครั้ง ลู่หลิ่งทำเป็ร้องวี้ดว้ายใแต่กลับมองเห็นโอกาสดีๆ นางเตะเก้าอี้ไม้ไปทางจูผิงหวังให้สะดุดล้มลง ซึ่งก็ได้ผลจูผิงล้มหน้าคว่ำจนมือหลุดจากเหม่ยหลินที่ตอนนี้เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วเดินเซไปเกาะราวระเบียง
แม่ทัพหวางไม่อยากเชื่อสายตา คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากันเมื่อเพ่งมองร่างของหญิงที่อยู่ชั้นสองของโรงเตี๊ยมนางผู้นั้นมีลักษณะท่าทางการยืนไม่มั่นคง ดูผิดปกติเกินไป แต่ใบหน้าและรูปร่างช่างดูคุ้นตายิ่งนัก
‘เหม่ยหลิน!’ นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร! เขาแน่ใจแล้วว่าคือเหม่ยหลินที่ตอนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายหวางชุนเทียนก้าวขาจะเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมเพื่อช่วยนาง แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเหม่ยหลินกำลังจะพลัดตกจากระเบียงชั้นสองเพราะถูกร่างคนร้ายเซถอยหลังมาชนร่างบางจนกระเด็น
“กรี๊ดดดด!!” เสียงสุดท้ายดังขึ้นก่อนที่จะตกลงสู่เบื้องล่าง
“คุณหนู!” จูผิงผงกหัวขึ้นใสุดขีดที่เห็นร่างหญิงสาวร่วงหายไปจากริมระเบียง คุณชายเหอไป่เฉินรีบถลันตัวเข้าไปหวังจะรวบตัวหญิงสาวไว้แต่ก็ไม่ทันใบหน้าคมคายชะโงกมองอย่างหวั่นใจ
ก่อนที่ร่างเหม่ยหลินจะตกถึงพื้น หวางชุนเทียนที่อยู่ด้านล่างวิ่งเต็มกำลังพุ่งตัวเข้ารับร่างบางไว้ให้ทันท่วงที!
เขาไม่มีทางจะปล่อยให้เหม่ยหลินต้องเป็อะไรไปอย่างแน่นอน!
ในขณะที่ทุกคนบนชั้นสองวิ่งไปที่ระเบียงมองหาร่างที่ตกลงไปเย่เหยาหันหลังไปขยิบตาให้คนร้ายทั้งสี่รีบหนีไปเสียเพื่อไม่ให้ใครจับได้
มิฉะนั้นจะถูกบีบบังคับจนต้องคายความลับว่าคนที่จ้างวานคือลู่หลิ่ง!