8
คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด ทำไมต้องดุกันด้วย
ในที่สุดก็กลับมาถึงบ้านตอนบ่ายสามโมงกว่าๆ เอาของที่ซื้อมาให้เฟยิไปเก็บเอาไว้ในครัว ส่วนผ้าเอาออกมาไว้ที่ห้องโถง ค่อยเอาไปให้ย่าฉีตัดเสื้อผ้าให้พรุ่งนี้
ปั่ก ปั่ก
“คุณ มาพอดีเลย นั่งลงก่อนสิ ฉันซื้อผ้ามาตั้ง 5 พับ”
“5 พับ?” คนฟังถึงกับขมวดคิ้ว ไม่ใช่ว่าเขาให้เงินเธอไปเพียงแค่ 20 หยวน ซื้อผ้ามากสุดได้ไม่น่าจะเกิน 3 พับ แต่หญิงสาวบอกว่าซื้อผ้ามาถึง 5พับ
“ไม่ได้ใช้เงินคุณซื้อหรอก ฉันบอกแล้วว่าจะหาเงินมาคืนคุณ นี้ไง 20 หยวนเท่าเดิมเลย” เธอยัดเงินใส่มือของชายหนุ่ม เขาคิดว่าเธอใช้เงินของเขาหมดหรือไง ถึงได้ทำหน้าเคร่งขรึมใส่
“คุณเอาเงินจากไหนซื้อของ ผมได้กลิ่นซาลาเปาเนื้อด้วย”
“แหะๆ คุณนี้ก็จมูกดีจริงๆ” กลิ่นซาลาเปาเนื้อที่อยู่ในตะกร้าเขาก็ยังได้กลิ่นมันด้วย ดูเหมือนนอกจากดวงตาที่มองไม่เห็น ประสาทััด้านการฟัง การรับกลิ่นของเขาจะดีกว่าคนทั่วไป อาจจะเป็การปรับตัวของร่างกายเพื่อทดแทนการมองเห็นที่สูญเสียไป ทำให้เขามีทักษะการฟังและการรับกลิ่นที่ดีมาก
“ฉันซื้อมาจากตลาดมืดเอง”
“คุณก็ยังไม่ตอบคำถามผมอยู่ดี ว่าคุณเอาเงินมาจากไหน ในเมื่อเงินที่ผมให้คุณไปคุณไม่ได้ใช้มัน” ทำไมต้องทำเสียงดุใส่เธออีกแล้ว เธอไม่เฟยิและเฟยเหมียนเสียหน่อย
“ฉันขายของในตลาดมืดได้เงินมานิดหน่อย”
“ขายอะไร?” ทำไมต้องทำเสียงจริงจังขนาดนั้น
“มีด”
“คุณว่าอะไรนะ” ทำไมเขาต้องใขนาดนี้ด้วย ก็แค่มีดเอง แค่มีดเล่มเดียว
“แค่มีดเล่มเดียวเองคุณ จะใอะไรนักหนา” ดูใบหน้าเคร่งขรึมของเขาในตอนนี้สิ ทำยังกับเธอไปทำเื่คอขาดบาดตายมา
“ไม่ใช่ว่าผมบอกสถานการณ์ใน่นี้ให้คุณฟังไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ สมองคุณมีปัญหาหรือเปล่าถึงได้เอาของแบบนั้นไปขายในตลาดมืด”
“....” เขากำลังด่าว่าเธอไม่รู้จักคิด ด่าแรงนะเนี่ย...
“ถ้ามีคนรู้ คุณอาจจะเป็อันตราย คุณรู้ไหมว่ามันเสี่ยงแค่ไหนที่คุณเอามีดไปขายในที่แบบนั้น หูตาของคนที่นั้นไวมาก คุณอาจจะเป็อันตรายก็ได้” ที่เขาเล่าเื่ราวๆต่างๆให้ฟัง มันไม่ได้ทำให้เธอฉุกคิดได้เลยหรือไง ถึงได้กล้าจะเอามีดไปขายที่ตลาดมืด หรือเป็เขาที่บอกกับเธอไม่ชัดเจน เป็เขาเองที่คิดไม่ถึงว่าเธอจะมีของแบบนั้นอยู่
“มันก็แค่มีดเล่มเดียวเองคุณ ไม่เป็อะไรหรอก คุณก็อย่ากังวลเกินเหตุ” เขาจะดุเธอทำไม แค่มีดเล่มเดียวเอง เธอระวังตัวเป็อย่างดี
“ก็ยังดีที่คุณขายแค่เล่มเดียว แล้วตอนนี้คุณเหลือมีดอยู่กี่เล่ม ห้ามเอาออกไปขายอีกเด็ดขาด มันอันตราย”
“รู้แล้วๆ ที่พอจะขายได้เหลืออยู่ 20 เล่มเอง ไม่เอาไปขายหรอกน่า คุณสบายใจได้” ไม่ต้องทำหน้าตึงใส่เธอหรอก ที่ขายเพราะจำเป็ต้องใช้เงินไง
“20 เล่ม!! นี้คุณมีเยอะขนาดนี้เลยหรอ ผมขอสั่งห้ามคุณเลยนะ ห้ามเอาออกไปขายเด็ดขาด” แค่เล่มเดียวก็ทำให้เขากังวลใจได้ แต่เธอบอกว่ามีอีก 20 เล่ม มือที่ถือไม้เท้าของเขาสั่นไปเลยเมื่อได้ยินที่เธอบอก ผู้หญิงแบบไหนที่มีมีดถึง 20 เล่ม ยิ่งรู้จักยิ่งแปลกคน
ไหนจะน้ำเสียงไม่ยินดียินร้ายที่พูดกับเขา เธอเป็หญิงสาวที่ดื้อดึงจนเขาอยากจะตีเธอสักครั้ง เฟยิและเฟยเหมียนยังดื้อไม่เท่าเธอ
“รู้แล้วๆ”ไม่ต้องย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังขนาดนี้ก็ได้
“คุณไม่ต้องเครียดนะ ตอนขายฉันระวังตัวเป็อย่างดี ขายให้กับผู้หญิงที่เป็แม่บ้าน รู้แบบนี้คุณก็ไม่ต้องคิดมาก” ถ้าหากมีคนของตลาดมืดตามมา เธอจัดการได้สบายๆอยู่แล้ว เื่ต่อสู้เธอก็มีฝีมืออยู่พอตัว ไม่งั้นไม่สามารถเป็หน่วยลาดตระเวนของป้อมปราการเขต 11 ได้หรอก
“ทำไมผมรู้สึกว่าผมมีลูกเพิ่มมาอีกคน ทั้งๆที่ผมให้คุณมาเป็ภรรยาของผม ไม่ใช่ให้มาเป็ลูกผมอีกคน”
“นี้คุณไม่ต้องมาพูดจาประชดประชันเลย มีดก็ขายไปแล้ว พูดไปก็เท่านั้นแหละ” แล้วเงินที่ได้มาก็ซื้อของหมดไปตั้ง 60 หยวน เหลืออยู่ 120 หยวน คืนเขาไป 20 หยวน เธอเหลืออยู่ 100 หยวน
“ยังจะมาต่อปากต่อคำ ที่ผมพูดไปคุณไม่สำนึกเลยหรืออย่างไร ว่าคุณทำอะไรลงไป”
“ไม่ต้องมาขึ้นเสียงใส่ฉันเลยนะคุณ ก็คนไม่รู้ เข้าใจไหม ไม่รู้ย่อมไม่ผิด” เื่นี้เธอไม่ผิด ถึงเขาจะบอกว่าเธอผิด แต่เธอไม่ผิด เธอจำเป็ต้องขายเพื่อเอาเงินมาซื้อของ
“ถ้าคุณอายุแปดขวบผมจะเอาไม้เรียวมาตีคุณ” เห้ย จะใช้ความรุนแรงไม่ได้ ใครจะยอมโดนตีฉัน ตีมาตีกลับนะบอกเลย
“ฉันโตแล้วนะคุณ อีกอย่างอย่ามาใช้ความรุนแรง กับฉันหรือว่าเฟยิ เฟยเหมียนคุณก็ห้ามตี” หลงเฟยอวี้อยากจะเอาไม้ในมือฟาดหญิงสาวสักหนึ่งที
เธอกำลังต่อปากต่อคำกับเขา โดยไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป ทำไมดื้อแบบนี้
“พ่อครับ พ่อไม่ดุพี่หงอี้นะครับ” เฟยิ
“นั้นสิครับ พี่หงอี้เสียใจใหญ่แล้วนะครับ” เฟยเหมียน คนที่เสียใจกำลังส่งยิ้มให้กับเด็กชายทั้งสองคนด้วยใบหน้าที่ร่าเริง
“หึๆ ยิ้มร่าอยู่ละสิไม่ว่า” รอยยิ้มที่กำลังฉีกยิ้มถึงกับหุบลงในทันที ผู้ชายคนนี้รู้ทันเธออีกแล้ว
“แล้วเหนื่อยหรือเปล่า ระยะทางไปที่อำเภอไม่ใช่ใกล้เลย” เขาเอ่ยถามลูกชายทั้งสองด้วยความเป็ห่วง
“ไม่ครับพ่อ พวกผมสองคนไม่เหนื่อย ซื้อบะหมี่กลับมาฝากพ่อด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะอุ่นให้พ่อได้กิน อร่อยเหมือนตอนไปกินกับพ่อเลยครับ” เฟยิบอกกับพ่อด้วยรอยยิ้ม
มือของคนเป็พ่อค่อยๆเอื้อมไปหาศีรษะของลูกชายคนโต เฉินหงอี้มองภาพของสามคนพ่อลูกด้วยความรู้สึกอบอุ่นและเศร้าใจเพราะภาพตรงหน้าทำให้เธอย้อนหวนนึกถึงพ่อและแม่ของเธอ
เธอเป็ลูกสาวของคนเดียวของท่าน พ่อแม่เลี้ยงเธอมาดีที่สุดเท่าที่พ่อแม่จะทำได้ ให้ความรู้ สอนหนังสือ ทั้งๆที่ทั้งสองต่างก็งานยุ่ง บ่อยครั้งที่พ่อแม่พาเธอไปที่ทำงานด้วย
ั้แ่จำความได้ตึกวิจัยก็เป็เหมือนบ้านหลังที่สองของเธอ เธอได้เรียนรู้สิ่งต่างๆจากที่นั้น ทุกอย่างหล่อหลอมให้เธอเติบโตมาเป็อย่างทุกวันนี้
“พี่หงอี้ครับ”
“พี่หงอี้”
“หื้อ ว่าไงเฟยเหมียน” เสียงเรียกของเด็กๆทำให้เธอได้สติกลับมา คิดถึงพ่อแม่จังเลย ตอนนี้เธออยู่ในยุคนี้เพียงลำพัง โชคยังเข้าข้างเธอที่ได้มาเจอกับเด็กชายฝาแฝดสองพี่น้อง
แล้วก็เจอกับผู้ชายตรงหน้า อย่างน้อยเขาก็ใจดี ถึงจะชอบดุเธอก็เถอะ แต่เขาก็ยอมให้ใครก็ไม่รู้มาอาศัยอยู่ในบ้านของเขา
“พี่หงอี้เป็อะไรครับ ผมเรียกตั้งหลายรอบแล้ว” เฟยิเอ่ยถาม
“พี่แค่คิดถึงพ่อแม่พี่ที่เสียไปนะ ไม่มีอะไรหรอก”
“พ่อแม่ของพี่หงอี้ใจดีไหมครับ เก่งเหมือนพี่หงอี้หรือเปล่า” เฟยเหมียนถามด้วยความอยากรู้
“พ่อแม่พี่หรอ ท่านใจดีมาก เป็นักวิจัยที่เก่งมาก ความรู้ทุกอย่างเป็พ่อแม่พี่สอนพี่” คิดถึงหน้าพ่อแม่เธอก็จับสร้อยคอยที่ใส่เอาไว้ติดตัวมาตลอด นอกจากนี้ยังที่รอยสักที่เอวของเธอ เธอสักเป็ชื่อย่อของพ่อและแม่
“สอนพี่หงอี้ยิงธนูด้วยใช่ไหมครับ?” เฟยิ
“พ่อทำธนูคันแรกให้พี่ แล้วก็สอนพี่ยิงั้แ่อายุเท่าพวกนายเลย ตอนนั้นพี่ยิงไม่เข้าเป้าสักดอก” พอคิดถึง่เวลาที่ได้อยู่กับพ่อแม่ เป็่เวลาดีๆในความทรงจำของเธอ เพราะเมื่อออกกำแพงก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาหรือเปล่า ทุกวันถึงได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า เมื่อพ่อแม่จากไป เธอทุ่มเทเวลาให้กับการวิจัยและพัฒนาอาวุธ
หลงเฟยอวี้นั่งฟังสิ่งที่หญิงสาวเล่าให้ลูกๆของเขาฟังอย่างตั้งใจ น้ำเสียงยามพูดถึงพ่อกับแม่เต็มไปด้วยความสดใส สลับกับความเศร้าและความคะนึงหา เธอคงคิดถึงพ่อแม่ที่จากไป
แต่เื่ราวที่เธอเล่าให้ลูกๆของฟังในตอนนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว ไม่ใช่ว่าเธอเป็ลูกของนายทหารหรือสมาชิกระดับสูงของพรรคหรอกใช่ไหม
“พวกผมก็ได้พ่อสอนหนังสือให้ พออ่านออกเขียนได้ แต่พอสายตาพ่อแย่ลงพ่อเลยสอนพวกเราไม่ได้” เฟยเหมียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ
“ไม่เป็ไร พี่ซื้อกระดาษมาจากสหกรณ์ เอาไว้ว่างๆพี่จะสอนพวกนายสองคนเอง” เริ่มจากสอนบวกเลข ลบ คูณ หาร คณิตศาสตร์ขึ้นพื้นฐาน
“จริงหรอครับ” เฟยิเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ
“จริงสิ พี่ไม่โกหกพวกนายสองคนอยู่แล้ว”
“โอ้ยยย” เสียงร้องของหลงเฟยอวี้ทำให้ทั้งสามคนที่กำลังคุยกันอยู่หันไปมองทันที อีกฝ่ายกำลังเอามือทั้งสองข้างกุมศีรษะ
“คุณ เป็อะไรมากหรือเปล่า?” เฉินหงอี้พุ่งตัวไปประคองอีกฝ่าย
“พ่อครับ พ่อ”
“พ่อเป็อะไรครับ” เด็กชายฝาแฝดทั้งสองจ้องมองคนเป็พ่อด้วยความเป็ห่วง
“ปวดหัว ปวดมาก” น้ำเสียงเปล่งออกมาพร้อมกับกัดฟันแน่น อาการปวดหัวรุนแรงกว่าทุกครั้ง นอกจากนี้ยังปวดเบ้าตาอีกด้วย เฉินหงอี้ตัดสินใจอุ้มร่างของอีกฝ่ายเข้ามาในห้อง วางอีกฝ่ายลงบนเตียงนอน สองมือจับใบหน้าของชายหนุ่มจากนั้นก็ส่งผ่านพลังรักษา
คราวนี้ใส่ไปเต็มร้อยเลย พลังที่ช่วยเยียวยาความเ็ปและรักษาฟื้นฟูระดับเซลล์
“อึ่ก..” ร่างกายของชายหนุ่มกำลังดิ้นทุรนทุรายจากความเ็ป ราวกับมีเข็มนับพันทิ่มมาที่ดวงตาของตนเอง
“อดทนหน่อยนะคุณ”
“ช่วยอดทนอีกหน่อย” เฉินหงอี้บอกกับชายหนุ่ม ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อพลังการรักษา แต่ไม่รู้ว่าผลมันจะออกมาเป็ยังไง
ราวสิบนาทีร่างกายของชายหนุ่มก็สงบลง เฟยิและเฟยเหมียนที่เฝ้าดูอยู่ตลอด โถมตัวมากอดหญิงสาว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พ่อจะไม่เป็อะไรใช่ไหมครับพี่หงอี้” เฟยเหมียน
“พ่อจะดีขึ้นใช่ไหมครับ” เฟยิ
“พ่อของพวกนายไม่เป็อะไร พ่อพวกนายเข้มแข็งมาก ตอนนี้เขาหลับไปแล้ว ไม่ต้องเป็ห่วงนะ” เธอใช้มือคนละข้างลูบหัวของเด็กชายทั้งสองเบาๆ เป็การปลอบโยน
“พ่อไม่เคยปวดหัวแบบนี้มาก่อน” เฟยิไม่เคยพ่อปวดหัวจนต้องร้องออกมาแบบนี้ มันทำให้เขาใเป็อย่างมาก ทำอะไรไม่ถูก
“ไม่เป็ไรแล้ว บางทีอาการพ่อของพวกกำลังดีขึ้นก็ได้ เชื่อพี่นะ มีพี่อยู่พี่จะพยายามรักษาพ่อของนายให้หาย” เธอจะไม่ล้มเลิกความพยายาม
“ผมเชื่อพี่หงอี้ครับ”
“ผมก็ด้วย”
ปลอบเด็กๆทั้งสองคนอยู่พักหนึ่ง ก็พาพวกเขาออกมาจากห้องของหลงเฟยอวี้ เอาไม้ไผ่ที่ตัดเอาไว้ มาทำเป็ธนูให้กับเด็กชายทั้งสอง
“พี่หงอี้เก่งจังเลยครับ” เฟยเหมียนที่นั่งดูพี่สาวหงอี้ทำธนูอย่างตื่นตาตื่นใจ ธนูที่ทำจากไม้ไผ่ หน้าตาไม่เหมือนกับธนูที่พี่หงอี้ใช้ตอนฆ่าหมูป่า
“เอาล่ะ เสร็จแล้วหนึ่งคัน เอาไปลองถือดูก่อน” ส่งธนูให้กับแฝดคนพี่ จากนั้นก็ไปประกอบร่างคันธนูอีกคันหนึ่ง ใช้เวลาราวๆครึ่งชั่วโมงธนูอีกคันหนึ่งก็เสร็จสมบรูณ์ ส่วนลูกธนูเธอทำเตรียมไว้ให้คนละ 5 อันก่อน ให้ลองฝึกยิงดูก่อน
เอาไว้ฝึกยิงธนูคล่องแล้ว เธอจะทำหน้าไม้ให้เด็กชายทั้งสองคน แต่หน้าไม้นั้นต้องอาศัยไม้เนื้อแข็ง ในป่ามีต้นไม้เยอะแยะไปหมด เอาไว้ค่อยเลือกตัดมาทำเป็หน้าไม้ให้
ในขณะที่นอนอยู่ กลางดึกเฉินหงอี้ตื่นมาเพราะได้ยินเสียงเคลื่อนไหว มือคว้าปืนที่เอาไว้ข้างตัวตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเดินออกจากห้องด้วยฝีเท้าที่เบา เสียงที่ได้ยินดังมาจากห้องครัว หรือว่าโจรมาขโมยของกิน วอนหาที่ตายจริงๆ
“คุณ” ดีนะที่สายตาเธอมองเห็นว่าคนที่ก้มๆเงยอยู่คือใคร
“หลงเฟยอวี้” เกือบไปแล้ว ดีที่เธอจำเขาได้
“คุณออกมาทำอะไรดึกๆดื่นๆ” ไม่ใช่ว่าเขาควรนอนพักไม่ใช่หรือไง ชายหนุ่มเข้ามาทำอะไรที่ครัว เดี๋ยวนะ ในมือเขาถือชามอยู่ด้วย
“คุณคือเฉินหงอี้หรอ?”
“....” งงแล้วหนึ่ง ถ้าเธอไม่ใช่เฉินหงอี้แล้วเธอคือใคร เขาก็ถามแปลกๆ เขากำลังเดินเข้ามาหาเธอ จ้องมองเธอั้แ่หัวจรดเท้า
เดี๋ยวนะ
เดี๋ยวก่อน...
“คุณ มองเห็นฉันหรอ?” ถามออกไปด้วยความใ ปืนในมือถูกเก็บลงอย่างรวดเร็ว
“ในมือคุณนั้นปืนหรอ? คุณมีของแบบนี้ได้ยังไง?” ได้ยินเขาถามออกมาแบบนั้นก็ยืนยันในสิ่งที่เธอสงสัยได้อย่างชัดเจน
“มันไม่ใช่เวลามาถามไหม คุณมองเห็นแล้วหรอ แต่นี้มันตอนกลางคืน ตะเกียงก็ไม่ได้จุด คุณมองเห็นได้ยังไง?” นี้ต่างหากคือคำถามที่้าคำตอบอย่างจริงจัง
“ผมหิว” มันไม่ใช่คำตอบที่เธอ้า
“คุณตอบไม่ตรงคำถาม?”
“ขอทำบะหมี่ก่อนได้ไหม? แล้วค่อยคุยกัน” แล้วเธอจะทำอะไรได้ ก็ต้องมานั่งรอไง ในหัวของเธอกำลังคิดถึงสิ่งที่เป็ไปได้
กลิ่นหอมของบะหมี่ทำเอาท้องของเธอร้องออกมาด้วยความหิว กลิ่นมันหอมมาก เขามองเห็นแล้วก็ทำบะหมี่ได้น่ากินขนาดนี้ เขาจุดไฟได้ แต่ไม่จุดตะเกียงในห้องครัว
หนึ่งชั่วโมงในห้องครัว ตอนนี้เวลาตีสอง บะหมี่สองชามถูกวางลงตรงหน้าเธอหนึ่งชาม แล้วก็ของเขาหนึ่งชาม ในห้องโถงเธอจุดตะเกียงไฟให้แสงสว่าง
“คุณช่วยดับตะเกียงไฟได้ไหม มันแสบตาแล้วทำให้ผมมองเห็นไม่ชัด”
“...” เธอยังไม่ได้ตอบอะไร เขาเดินไปดับมันเอง ก่อนจะมานั่งกินบะหมี่อยู่ตรงหน้าเธอ เห็นเขากินท้องมันก็ร้องประท้วงด้วยความหิว
“อร่อยมาก” นี้คือประโยคที่พูดออกมาเมื่อได้ชิมบะหมี่ที่เขาทำ มันอร่อยมาก กลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม น้ำซุปหัวไชเท้า โรยด้วยต้นหอม แต่มันอร่อยมาก
กินไปกินมาก็หมดชาม ไม่เหลือกระทั่งน้ำซุปสักหยด