ต่งเสี่ยวเสี่ยวพยายามยัดหมูสามชั้นที่สวีซิ่วส่งคืนมาใส่มือเธอไปเหมือนเดิม พร้อมกับพูดว่า
"เธอก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่า เด็กๆกำลังโต ต้องกินเยอะๆ วันนี้ฉันทำเอาไว้เยอะแล้ว เธอเอากลับไปให้ลูกกินเถอะ!"
สวีซิ่วถึงกับพูดไม่ออกไม่คิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะยกคำพูดของเธอมาตอบโต้
ในใจของเธอรู้สึกอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยและเกิดความซาบซึ้งขึ้นมา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวทนเห็นเรื่องแบบนี้ไม่ได้พอเห็นว่าสวีซิ่วกำลังจะพูดก็รีบห้ามไว้ก่อน
"รีบกลับไปเถอะ!เย็นนี้ค่อยพาลูกมาที่บ้านฉันก็ได้ สามีฉันอยู่บ้านพอดี เขาช่วยดูแลให้ได้"
"ค่ะ"
สวีซิ่วกลั้นน้ำตา เธอมองหมูสามชั้นในมือแล้วหันหลังเดินจากไป
"เยว่เยว่ หยางหยาง"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันไปมองเด็กทั้งสองคนที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานแล้วก็เรียกทั้งคู่
เด็กทั้งสองหันมามอง เธอจึงพูดต่อทันที
"เลิกเล่นได้แล้ว รีบไปล้างมือแล้วมากินข้าว ไปพาพ่อของพวกลูกออกมาด้วยนะ"
"รับทราบ!"
เด็กทั้งสองตอบรับอย่างว่าง่ายพวกเขาไปตักน้ำล้างมือ แล้ววิ่งเข้าไปในห้องเพื่อไปเรียกฉินซู่
ถ้ากินแค่หมูสามชั้นอย่างเดียวคงจะเลี่ยนไปหน่อยต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงทำผัดผักเพิ่มอีกจาน
พอเห็นหมูสามชั้นสีแดงฉ่ำมันเยิ้มกับข้าวสวยหุงกรุ่น เด็กทั้งสองก็จ้องเขม็ง น้ำลายสอไม่หยุด
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นแล้วก็ทั้งขำทั้งเอ็นดูเธอหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำลายที่มุมปากให้เยว่เยว่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก
"เจ้าเด็กน้อยจอมตะกละ!"
ฉินไห่หยางอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเขาเอามือปาดน้ำลายที่มุมปาก แล้วพูดออกมาด้วยความหิว
"หมูสามชั้นที่แม่ทำหอมมากเลยครับแค่เห็นก็น้ำลายไหลแล้ว!"
ฉินไห่หยางพูดจารื่นหูต่งเสี่ยวเสี่ยวได้ยินแล้วก็ดีใจ
"รีบกินเถอะ!เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อยเอานะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตักข้าวให้ทุกคนคนละชามเธอตักหมูสามชั้นใส่ชามให้ฉินซู่เยอะเป็นพิเศษ
"กินเยอะๆ จะได้บำรุงร่างกาย!"
"อืม!"
ฉินซู่ยิ้มมุมปากเขามองข้าวที่แทบจะล้มชามตรงหน้า ด้านบนมีหมูสามชั้นหลายชิ้นวางอยู่และผักอีกกองใหญ่ เหมือนกับกลัวว่าเขาจะกินไม่อิ่ม
เพราะวันนี้อากาศร้อนทุกคนจึงกินข้าวกันในบ้าน
"ตอนนี้ฉันทำงานหาแต้มแรงงานมาพอแล้วบ่ายนี้เลยกะว่าจะเข้าป่ากับสวีซิ่ว ไปเก็บสมุนไพรมาแปรรูปขายในเมือง!ฉันเลยให้เธอพาลูกมาอยู่บ้านเราด้วย ไหนๆ นายก็อยู่บ้านพอดี จะได้ช่วยกันดูแล"
ก่อนหน้านี้เธอเคยเจอลูกของสวีซิ่วมาก่อนเด็กคนนั้นก็ถือว่าเป็นเด็กดีไม่ซุกซน
"อืม!" ฉินซู่ตอบกลับโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ยังไงซะ เขาก็อยู่บ้านว่างๆ อยู่แล้วแค่ช่วยดูแลเด็กๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ทุกคนกินกันจนอิ่มแปล้ต่งเสี่ยวเสี่ยวเก็บกวาดล้างชามเสร็จ สวีซิ่วก็สะพายตะกร้าหลังพาลูกมาพอดี
"สวัสดีก่อน" สวีซิ่วหันไปเตือนลูกๆ
"ป้าเสี่ยวเสี่ยวสวัสดีค่ะ"
เด็กๆทั้งสามคนทักทายต่งเสี่ยวเสี่ยวพร้อมกัน
มุมปากของต่งเสี่ยวเสี่ยวกระตุกเธอแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ?
ถึงจะไม่พอใจคำเรียกนี้แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยังยิ้มแย้มตอบรับเด็กๆ
"จ้ะ!"
พอจัดการเด็กๆให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว พวกเธอก็กำชับอีกสองสามคำก่อนที่ทั้งสองจะสะพายตะกร้าหลังเดินขึ้นเขาไป
พอเดินเข้าไปในป่า สายลมเย็นๆก็พัดเข้ามาใส่
คงเป็นเพราะในป่ามีร่มเงาของต้นไม้ปกคลุมอากาศจึงเย็นสบายกว่าด้านนอกมาก
บริเวณรอบนอกป่าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณน้อยมากต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงไม่คิดจะเก็บพวกมัน เธอพาสวีซิ่วเดินเข้าไปข้างใน
ทั้งสองคนเดินวนอยู่หลายรอบและเก็บสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการฟกช้ำมาได้จำนวนหนึ่ง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวอธิบายลักษณะของสมุนไพรให้สวีซิ่วฟังอย่างใจเย็นและกำชับว่าอย่าเดินไปไกล ให้อยู่แค่แถวนี้ก็พอ
ระหว่างนั้นเอง สวีซิ่วก็พูดขึ้นมา
"พี่เสี่ยวเสี่ยว เห็ดนี้มีพิษไหมคะ?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวได้ยินแบบนั้นก็รีบเดินเข้าไปพอก้มลงมองเห็ดที่สวีซิ่วชี้ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง
คุณพระช่วย!
นี่มันไม่ใช่เห็ดมีพิษแต่นี่มันเห็ดหลินจือชัดๆ
ไม่คิดเลยว่าที่นี่จะมีเห็ดหลินจือด้วย!
ต่งเสี่ยวเสี่ยวดึงสติกลับมาเธอทำใจให้เย็นลง กลืนน้ำลายลงคอ และพูดออกมาว่า
"นี่คือเห็ดหลินจือ เหมือนกับโสมเป็นสมุนไพรหายาก เห็ดหลินจือที่มีอายุหลายร้อยปีสามารถขายได้ราคาเป็นพันๆหยวนเลยล่ะ พอดีเลย เห็ดต้นนี้อายุห้าสิบปี อีกต้นก็อายุร้อยปีเราเก็บไปตากแห้งให้ดี พรุ่งนี้ก็เอาไปขายที่ในเมืองได้เลย"
เธอหันไปยิ้มตาหยีให้กับสวีซิ่วที่ยังดูเหมือนจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
"วันนี้โชคดีจริงๆพอขายเห็ดหลินจือได้แล้ว เธอก็จะไม่ลำบาก จะได้ซื้อชุดใหม่ให้ลูกๆ อีกหลายชุดดูแลบ้าน ดูแลครอบครัวให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้!"
สวีซิ่วเข้าใจในทันทีเธอมองเห็ดหลินจือที่เป็นเห็ดสีดำๆ ตรงหน้า เธอกลืนคำพูดที่อยากจะพูดลงไปแล้วเงยหน้ามองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยแววตาละห้อย ก่อนจะถามด้วยความไม่แน่ใจ
"เงินที่ขายเห็ดหลินจือได้เป็นของฉันทั้งหมดเลยเหรอ?"
"แน่นอนสิ เธอเป็นคนเจอมันก็ต้องเป็นของเธอทั้งหมดอยู่แล้ว!" ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มตอบ
ถึงเธอจะอยากได้เห็ดหลินจือเหมือนกันแต่โชคดีในวันนี้เป็นของสวีซิ่ว เธอเลยไม่อยากจะยึดมันเอาไว้
พอรู้ว่าเห็ดหลินจือมีราคาสวีซิ่วก็กลืนน้ำลายลงคอ เธอทำท่าไม่อยากจะเชื่อ และถามต่อ
"พี่เสี่ยวเสี่ยวถ้าขายเห็ดหลินจือได้ ฉันจะแบ่งให้พี่ครึ่งหนึ่งนะคะ!"
ถ้าไม่ใช่เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวพาเธอขึ้นเขาในวันนี้เธอก็คงไม่โชคดีได้เจอเห็ดหลินจือหรอก
และถ้าไม่ใช่เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวช่วยสอนให้เธออาจจะคิดว่านี่เห็ดนี่ก็เป็นแค่เห็ดดำๆ ที่ขึ้นรา อาจจะมองผ่านไปเฉยๆ ก็ได้
ต่งเสี่ยวเสี่ยวอยากจะปฏิเสธแต่สวีซิ่วก็พูดต่อ
"พี่เสี่ยวเสี่ยว ถ้าพี่ปฏิเสธตอนที่ขายเห็ดหลินจือได้ ฉันคงจะไม่สบายใจ!"
เธอพูดถึงขนาดนี้แล้วไหนจะสายตาที่แน่วแน่ของสวีซิ่วอีก ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธได้เธอทำได้เพียงพยักหน้ารับ
"แต่ฉันต้องบอกก่อนนะเรื่องขายเห็ดหลินจือ ห้ามบอกคนในหมู่บ้านเด็ดขาดเผื่ออีกหน่อยอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้!"
ไม่ใช่เพราะว่าเธอเห็นแก่ตัวแต่เงินจำนวนร้อยหรือพันหยวน ในยุคสมัยนี้นั่นไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย
ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไปสมุนไพรที่ยังไม่โตเต็มที่ในป่าก็จะถูกเก็บไปจนหมดนอกจากจะเป็นการทำลายทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์แล้วยังเป็นการทำลายสมดุลของป่าอีกด้วย มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยจริงๆ
"อืม!"
สวีซิ่วเข้าใจสิ่งที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวคิดเธอจึงตอบรับอย่างตรงไปตรงมา
"งั้นก็ตกลงตามนี้เงินที่ขายเห็ดหลินจือได้ เราสองคนแบ่งกันคนละครึ่ง เราลองเดินดูแถวๆ นี้อีกหน่อยถ้าเจอสมุนไพรอะไรที่ไม่รู้จัก ก็ถามฉันไม่เลยนะ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวขุดเห็ดหลินจือออกมาอย่างระมัดระวังและเอามันใส่ไว้ในตะกร้าหลัง
ทั้งสองคนเดินวนอยู่แถวๆ นั้นอีกหลายรอบเจอเพียงสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการหวัดเล็กน้อย แล้วก็ไม่พบสมุนไพรอย่างอื่นอีก
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่กล้าเดินลึกเข้าไปอีกได้ยินมาว่าในป่าลึกมีสัตว์ร้ายอยู่ไม่น้อยตัวเธอกับสวีซิ่วก็เป็นผู้หญิงที่ไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่ ถ้าเจออะไรขึ้นมาคงทำได้แค่ยืนรอความตายเท่านั้นแหละ
แต่โดยรวมแล้ววันนี้ของที่ได้จากป่าก็ได้มาไม่น้อยเลยทีเดียว
ตอนที่ทั้งสองคนเดินลงมาจากเขาก็เป็นเวลาเย็นแล้ว
พระอาทิตย์ตกดินท้องฟ้าครึ่งหนึ่งถูกย้อมเป็นสีแดง ก่อตัวเป็นเมฆยามเย็นเป็นริ้วๆ ดูสวยเป็นพิเศษ
ชาวบ้านหลายคนต่างก็เลิกงานพอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวกับสวีซิ่วที่ออกมาจากป่า ก็ทักทายอย่างสุภาพ
แต่ป้าๆ บางคนที่มีนิสัยชอบเอาเปรียบพอเห็นตะกร้าที่มีสมุนไพรของต่งเสี่ยวเสี่ยวกับสวีซิ่ว ก็เริ่มส่งสายตากันแล้วพากันเดินตรงเข้ามา