“อยู่นิ่ง ๆ ล่ะ ฉันจะให้แกกลายเป็นลูกเขยของฉัน และฟังคำสั่งของฉัน” เจียงซือนำมือขยุ่มผมของไป่ฉีให้เงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขาดูบิดเบี้ยว (การแสดงล้วน ๆ) ราวกับกำลังพยายามต้านฤทธิ์ยาอยู่ เจียงซือใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของไป่ฉีก่อนจะเริ่มเขียนอักขระลมปราณบนหน้าผากทีละตัว
[ควบคุม] [ทาส] [ซื่อสัตย์]
“เอาล่ะ ลูกใช้เลือดของลูกประทับลงไปบนอักขระบนหน้าผากเขา แล้วเขาจะกลายเป็นของลูก” เจียงซือกล่าว ซึ่งลูกสาวของเขาก็ทำตาม เธอกรีดนิ้วเป็นแผลกว้างก่อนจะจิ้มลงไปที่อักขระลมปราณทุกตัว ในทันทีอักขระลมปราณก็ส่องแสงออกมา
“อ๊า” ไป่ฉีร้องด้วยความเจ็บปวด เขากุมหัวของตัวเองด้วยความทรมาน ตัวของเขาสั่นสะท้าน (การแสดงล้วน ๆ)
“เปล่าประโยชน์น่าเทพกระบี่ แกโดนอักขระลมปราณที่ประทับเลือดของลูกสาวฉันไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เจียงซือหัวเราะด้วยความยินดี ทำไมน่ะเหรอ เขากำลังจะได้เทพกระบี่ที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งกว่าอู่กุยหลงจินมาเป็นเขยไว้ใช้งานยังไงล่ะ
ไป่ฉีแกล้งดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นสักพักก็แน่นิ่งไป เขาลุกขึ้นโดยที่ยังก้มหน้าอยู่ ทำให้เจียงซือยกยิ้มขึ้น อักขระลมปราณสำหรับควบคุมของเขา หากใครโดนก็จะกลายเป็นเพียงทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของเขาเท่านั้น ลูกสาวของเจียงซือโผเข้ากอดชายหนุ่มที่บัดนี้ได้กลายเป็นของเธอเรียบร้อยแล้ว
“ยินดีต้อนรับสู่การเป็นลูกเขยของฉัน อวี้กง” เจียงซือหัวเราะอย่างมีความสุข
“อวี้กง เราไปเข้าห้องหอกันเลยดีไหม” ลูกสาวของเจียงซือกล่าว เธอลูบไล้ใบหน้าของอวี้กงจนกระทั่งลงมาถึงหน้าอก แต่ก็ถูกมือของชายหนุ่มหยุดเอาไว้ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาของเขาจ้องมองมาที่เธอ
พรึบ กรี๊ด
เปลวเพลิงสีทองเผาร่างของลูกสาวเจียงซือต่อหน้าเจียงซือและภรรยา ร่างของลูกสาวมอดไหม้แม้แต่ขี้เถ้าก็ไม่เหลือ สร้างความตกใจให้ทั้งคู่อย่างมาก
“สกปรกชะมัด เลือดพวกนี้เหม็นเหมือนเลือดจากศพที่ตายมานานแล้วไม่มีผิด” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับใช้พลังปราณทำความสะอาดเลือดบนหน้าผากตัวเอง ส่วนอักขระลมปราณที่เจียงซือลงเอาไว้ก็แตกสลายไปในพริบตา
“เป็นไปได้ยังไงกัน ไม่น่าจะมีใครแก้อักขระลมปราณของฉันได้” เจียงซือไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง การลงอักขระลมปราณของเขาไม่เคยผิดพลาด ทำไมกัน อีกฝ่ายหลุดจากการสะกดของอักขระลมปราณได้ยังไง
“ได้ข่าวว่าแกเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้อักขระลมปราณอยู่บ้าง แต่เท่าที่ดูยังเป็นแค่เด็กน้อยเพิ่งหัดเดินเองนี่นา คิดว่าฉันจะไม่เตรียมการอะไรมาก่อนจะมาเจอแกงั้นเหรอ เด็กน้อยเจียงซือ” ไป่ฉีกล่าว
“แกฆ่าลูกสาวฉัน ตายซะเถอะ” ภรรยาของเจียงซือพุ่งเข้าไปหาอวี้กงทันที
“ที่รัก อันตราย” เจียงซือตะโกนห้าม แต่ก็ไม่ทันแล้ว ร่างของภรรยาของเขาโดนเผาไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้าตามลูกสาวไป
“จงชดใช้กรรมที่ทำกับผู้บริสุทธิ์ที่ถูกแกจับมาทดลองซะเถอะ” ไป่ฉีกล่าว
“บังอาจนัก” เจียงซือทำการกดรีโมทในมือ ทำให้สัญญาณเตือนผู้บุกรุกดังขึ้น ไม่นานเหล่าศพที่ดูสภาพไม่ต่างจากคนทั่วไปก็กรูกันเข้ามาในห้องนี้ ส่วนเจียงซือนั้นวิ่งสวนเข้าไปอยู่ในกลุ่มศพที่กรูกันเข้ามาในห้องและหลบหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
“หึ ไม่คิดกลับใจ ซ้ำยังผูกอาฆาตแบบนี้ คิดว่าฉันจะปล่อยแกไว้รึไง” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับรับมือเหล่าศพที่ตอนนี้รุมโจมตีเขาไม่หยุด เขาตรวจสอบความทรงจำของศพเหล่านี้ก็พบว่าส่วนใหญ่นั้นตอนมีชีวิตเป็นคนดี และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศทั้งนั้น พวกเขาทำไปเพราะถูกอักขระลมปราณ [ควบคุม] สะกดไว้
“ถือว่าข้ามอบชีวิตใหม่ให้พวกเขาก็แล้วกัน” พูดจบรอบตัวไป่ฉีก็มีเปลวเพลิงสีทองแผ่ออกมาจากร่างกาย พร้อมกับร่างเงาของวิหคเพลิงขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นกับเสียงร้องที่ทำให้เหล่าศพมีชีวิตถึงกับหยุดชะงัก ซึ่งนั่นเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายของพวกมัน
“วิหคเพลิงสยายปีก” ไป่ฉีกล่าวจบ เปลวเพลิงสีทองก็เผาทำลายร่างกายของศพเดินได้เหล่านี้ รวมถึงทุกอย่างที่อยู่ในห้องทดลอง แม้จะมีอุปกรณ์ดับเพลิงจากบนฝ้าเพดาน แต่ก็ไม่อาจดับไฟที่เกิดขึ้นจากพลังปราณนี้ได้
ถึงศพพวกนี้จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่ก็ไม่อาจต้านทานเพลิงของเทพวิหคสีชาด ที่เป็นสัตว์อสูรระดับเทวะได้ เพียงแต่ไป่ฉีนั้นไม่ได้ต้องการส่งวิญญาณของพวกมันไปปรโลกเหมือนภรรยาและลูกสาวของเจียงซือ เขามีแผนที่จะนำคนเหล่านี้มาเป็นมือเป็นเท้าให้ตัวเอง หากคนพวกนี้ยินยอมและเต็มใจ
ร่างของพวกมันถูกเผาจนดำเหมือนถ่าน ก่อนที่ไป่ฉีจะใช้เคล็ดวิชาเพลิงมังกรของตระกูลไป๋แห่งต้าเซียน ตามปกติเพลิงนั้นจะเป็นผู้ทำลายชีวิต แต่เพลิงมังกรของตระกูลไป๋นั้นหากสำเร็จระดับสูงสุดจะสามารถคืนชีพคนตายให้กลับมามีชีวิตได้
“เพลิงอมตะ” ไป่ฉีกล่าว ก่อนที่จะปรากฏมังกรเพลิงสีทองขึ้น จากนั้นมังกรก็พุ่งขึ้นไปและจะทิ้งดิ่งลงที่พื้น เปลวเพลิงสีทองแผ่ไปทั่ว ห่อหุ้มศพที่ดำเป็นตอตะโกทั้งหมดเอาไว้ เพียงไม่นานร่างเหล่านั้นก็ขยับ
“นี่มันอะไรกัน” ร่างหนึ่งที่มีเปลวเพลิงสีทองลุกท่วมกล่าว
“ไม่ต้องตกใจไป ฉันช่วยพวกคุณให้หลุดจากอักขระสะกดของเจียงซือ ผมจะถามความสมัครใจ ใครต้องการมีชีวิตอีกครั้งก็มาช่วยงานผม หากใครต้องการจากโลกนี้ไป ผมก็ไม่บังคับ” ไป่ฉีกล่าว
พวกคนที่ฟื้นขึ้นมาในสภาพที่ร่างมีเปลวไฟลุกท่วม พวกเขากำลังคิดและพูดคุยปรึกษากัน ส่วนไป่ฉียื่นอยู่ไม่ได้เร่งรีบ เขายังคงจับสัมผัสของเจียงซืออยู่ ตอนนี้เจียงซือกำลังหนีออกจากสถานที่แห่งนี้ ส่วนห้องนี้ที่อยู่ใต้ดิน อีกไม่นานพวกหน่วยรักษาความปลอดภัยของพรรคตะวันดับกำลังจะลงมาถึงแล้ว
“ก่อนจะคุยกัน มีศัตรูกำลังลงมาที่นี่ อยากแก้แค้นพวกมันก็ตามสบายได้เลย ร่างของพวกคุณตอนนี้ต่อให้โดนยิง โดนฟัน โดนแทงก็ไม่มีปัญหา เผาได้ตามใจชอบเลยนะครับ” ไป่ฉียิ้ม
“พวกเราไปกัน”
“โอ้”
“เผาพวกมันเลย”
เพียงไม่นานพรรคตะวันดับสาขานี้ก็ลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิง ทั้งสิ่งของและคนต่างถูกร่างเปลวเพลิงรูปร่างมนุษย์สังหารจนหมดสิ้นในเวลาไม่นาน
ไป่ฉีเดินขึ้นมาจากชั้นใต้ดินอย่างสบายอารมณ์ เขาเห็นว่าเหล่าร่างที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงกำลังโห่ร้องดีใจและสะใจที่ได้แก้แค้นพวกพรรคตะวันดับ
“ขอคำตอบด้วยครับ” ไป่ฉีเดินไปหาร่างที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง
คนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ที่ยินดีติดตามรับใช้ไป่ฉีด้วยความเต็มใจ เพียงดีดนิ้ว เปลวเพลิงบนร่างของพวกเขาก็ดับลง เผยให้เห็นกายเนื้อของพวกเขาที่กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนเดิม นอกจากนี้คนแก่ก็ยังคืนสู่วัยหนุ่มอีกด้วย ส่วนพวกที่ต้องการจากโลกนี้ไปอย่างสงบ ไป่ฉีเพียงดีดนิ้วอีกครั้ง ร่างที่ลุกท่วมด้วยเปลวเพลิงก็สลายหายไปจนหมดสิ้น
“ใครอยากกลับไปหาครอบครัวหรือคนรัก ฉันยินดีจะให้โอกาส แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ห้ามให้พวกเขารู้ตัวเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะมีเรื่องยุ่งยากตามมา เพราะพวกพรรคตะวันดับอาจทำร้ายคนสำคัญของพวกคุณได้ ถ้าพวกมันรู้ว่าพวกคุณยังมีชีวิตกันอยู่” ไป่ฉีกล่าว
“พวกเราเข้าใจแล้ว” ทุกคนต่างพยักหน้า
“แล้วเจอกันที่สถานที่ที่ผมเขียนไว้อยู่ในกระดาษนี้” ไป่ฉียื่นกระดาษให้กับตัวแทนของกลุ่มคนเหล่านี้ ก่อนจะใช้ท่องดาราเพื่อตามเจียงซือไปอย่างรวดเร็ว
ทางด้านเจียงซือ
ตอนนี้เขาต้องหนีสุดชีวิต จากฝีมือของอวี้กงที่สามารถทำลายอักขระลมปราณของเขาได้ง่าย ๆ ถือเป็นตัวอันตรายอย่างมาก เขาสาบานว่าหากรอดไปได้ เขาจะฝึกฝนตัวเองให้หนักเพื่อแก้แค้นให้ลูกและภรรยาแน่นอน
“คิดจะแก้แค้นงั้นเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังเจียงซือ ยังไม่ทันที่เจียงซือจะได้โต้ตอบอะไร ตัวของเขาก็ถูกกระบี่แสงของอีกฝ่ายฟันจนขาด 2 ท่อน แต่ร่างกายก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว
“รู้ได้ยังไงกันว่าฉันจะไปที่ไหน” เจียงซือถาม
“ฉันไม่มีความจำเป็นต้องบอก” ไป่ฉีตวัดกระบี่อีกครั้ง แต่คราวนี้กระบี่เปลี่ยนรูปแบบจากใบกระบี่ปกติ กลายเป็นตาข่ายถี่ยิบ คล้ายตาข่ายเลเซอร์ที่สามารถตัดเหล็กได้ แถมความเร็วที่เร็วมากจนเจียงซือรู้ได้ว่าเขาหลบไม่พ้นแน่ จึงโคจรปราณและใช้มือของตัวเองดันตาข่ายนี้เอาไว้
“ฉันไม่มีทางมาตายที่นี่เด็ดขาด” เจียงซือกล่าว
“สมแล้วที่เป็นผู้อาวุโสพรรคตะวันดับ มีพลังปราณอยู่ในชั้นปราณจักรพรรดิ ขั้น 9 ด้อยกว่าฉันนิดหน่อย แต่เพราะยานั่นทำให้มีพลังในการฟื้นตัวที่สูงน่าดูชมทีเดียว” ไป่ฉีกล่าว ก่อนที่จะมีตาข่ายแสงขังเจียงซือไว้ราวกับกรงเลเซอร์
“เสร็จกัน” เจียงซือสบถขึ้น
ไป่ฉียื่นฝ่ามือออกมาข้างหน้า ก่อนจะกำมือของเขา ส่งผลให้กรงแสงนั้นหดตัวและทำให้เจียงซือกลายเป็นเศษเนื้อบด แต่เศพเนื้อเหล่านั้นยังคงดิ้นไปมาและกำลังรวมตัวกันเพื่อกลับคืนสู่สภาพเดิม ไป่ฉีรีบใช้อักขระลมปราณสร้างเป็นเขตแดนขึ้น เพราะเขาเห็นว่ามีชิ้นเนื้อบางส่วนพยายามที่จะแยกตัวหนีออกไป
เมื่อเขตแดนกักขังถูกสร้างเสร็จ ไป่ฉีแบมือของเขา พลันหนือฝ่ามือก็ปรากฏลูกไฟสีทองสุกสว่าง ก่อนจะคว่ำฝ่ามือลงแล้วปล่อยให้ลูกไฟตกลงใส่กองเนื้อบดเหล่านั้น
เนื้อเหล่านั้นดิ้นไปมาก่อนจะถูกเผาจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า แต่ถึงเป็นแบบนั้นไป่ฉีกลับไม่ได้มีสีหน้ายินดีเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าเด็กน้อยนี่ตายยากจริง มันโคลนร่างของตัวเองไว้งั้นเหรอ แต่ยังโชคดีที่ร่างเหล่านั้นมีแค่ความรู้พื้นฐานที่มันใส่ไว้ในหัวเท่านั้น ไม่ได้มีข้อมูลของเรา ซ้ำกองทัพของมันก็ถูกเราจัดการไปเกือบหมดแล้ว คงต้องฆ่ามันให้ตายก่อนที่ร่างพวกนั้นจะรู้เรื่องนี้” ไป่ฉีกล่าวจบก็คลายเขตแดน ก่อนที่เขาจะเปิดประตูมิติและเดินเข้าไป ทิ้งไว้เพียงแค่ความเงียบสงบ
คืนนั้นพรรคตะวันดับได้รู้ถึงความน่ากลัวของเทพกระบี่ เพราะที่ไหนที่มีร่างโคลนนิ่งของเจียงซือฟื้นขึ้นมา เมื่อร่างก่อนหน้านั้นตาย เพียงไม่นานเทพกระบี่ก็จะไปหาถึงที่ พร้อมกับเผาทำลายที่นั่นจนพินาศ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกองกำลังของตำหนักเทพมังกรครามที่บุกไปตามสาขาต่าง ๆ ที่เหลือรอดจากการกวาดล้างเมื่อคราวก่อน
เหตุการณ์ในคือนี้เหล่าชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะต่างเรียกกันว่าวิหคเพลิงพิโรธ มังกรครามคลั่ง เพราะเพียงคืนเดียวถึงกับลบพรรคตะวันดับในประเทศมังกรทองทุกสาขาให้หายไปภายในคืนเดียว
ขณะนั้นหมอวิปลาส ยี่ซี กำลังนั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรทดลองที่เป็นสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิ กำลังหนีการตามล่าจากกลุ่มตำหนักเทพมังกรคราม แม้สัตว์อสูรทดลองจะแข็งแกร่ง แต่ก็มีเพียงแค่ 1 ตัว เพราะก่อนหน้านี้ทางพรรคตะวันดับได้ใช้พวกมันไปโจมตีสมาคมการค้าตะวันจันทรา สาขาใหญ่ ทำให้ตอนนี้เขาอดนึกเสียใจไม่ได้ที่แทบไม่เหลืออะไรไว้ป้องกันตัวเองเลย
“เจ้าพวกนั้น อย่าให้ฉันรอดไปได้ ฉันจะต้องเรียกร้องค่าเสียหายครั้งนี้จากพวกแกให้หนักเลย” ขณะที่ ยี่ซี กำลังสบถด่าผู้อาวุโสพรรคคนอื่นที่เสนอให้ใช้สัตว์อสูรทดลองของเขา ขณะนั้นสมาร์ทโฟนของเขาก็ดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อคนที่ติดต่อมา เขาก็รีบรับสายทันที
“ท่านประมุข ไม่ทราบว่ามีอะไรรึเปล่าครับ ผมกำลังหลบหนีการตามล่าจากพวกตำหนักเทพมังกรครามอยู่” ยี่ซีกล่าว
[หลบหนีออกจากประเทศมังกรทองซะ ฉันพบสัญญาณเตือนภัยของสาขาในประเทศมังกรทองทั้งหมด เมื่อตรวจสอบก็พบว่าสาขาทั้งหมดของพรรคถูกทำลายลงจนราบคาบ ที่โทรมาก็เพื่อบอกเรื่องนี้ ว่าอย่าได้หนีไปที่สาขาไหนในประเทศมังกรทองเป็นอันขาด เพราะหน่วยสังหารของตำหนักเทพมังกรครามประจำการอยู่ทุกที่ คาดว่าที่พวกมันเคลื่อนที่ได้รวดเร็วแบบนี้น่าจะเป็นเพราะเทพกระบี่] ประมุขพรรคที่อยู่ปลายสายกล่าวเตือน
“เทพกระบี่ เจ้านั่นได้ข่าวว่าเป็นพวกปลีกวิเวกไม่ใช่รึไง ทำไมคราวนี้ถึงเคลื่อนไหวพร้อมกับพวกฝ่ายธรรมะได้ล่ะ” ยี่ซีถาม
[น่าจะเพราะการทดลองของเจียงซือ กับนาย ทำให้อวี้กงคิดว่าพวกนายเป็นอันตราย ต้องทำลายก่อนจะสั่งสมกำลังมากพอที่จะเป็นอันตรายกับเขา] ประมุขพรรคตอบ
“แล้วเจียงซือเป็นยังไงบ้างครับ ท่านประมุข มีข่าวคราวไหม” ยี่ซีถาม
[ตายทั้งหมด ไม่ว่าตัวจริงหรือร่างโคลนนิ่ง นี่ยังโชคดีที่ร่างโคลนนิ่งของเจียงซือนั้นมีแค่ในประเทศมังกรทอง หากมีอยู่ในประเทศอื่น เกรงกว่าเทพกระบี่คงจะทำลายพวกเราจนเหี้ยนแน่ ๆ] ประมุขพรรคตะวันดับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจ
“ทราบแล้วครับ ขอผมสลัดพวกมันให้หลุดก่อน” กล่าวจบ ยี่ซีก็วางสาย พร้อมกับหยิบหลอดยาขึ้นมาหลอดหนึ่ง โชคดีที่เขาขอมาจากเจียงซือไว้ใช้เวลาฉุกเฉิน เขาไม่รอช้าหยิบเอายานั่นฉีดเข้าสู่ร่างของสัตว์อสูร ก่อนตัวเองจะสั่งให้สัตว์อสูรทดลองเข้าต่อสู้กับพวกตำหนักเทพมังกรครามที่ตามมา
“จงสังหารพวกมันซะ อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว” ยี่ซีออกคำสั่งก่อนที่ตัวเองจะหนีต่อ โดยให้สัตว์อสูรทดลองถ่วงเวลาเอาไว้ เขาไม่ทันรู้ตัวเลยว่าตัวเองได้ถูกไป่ฉียืนมองจากบนยอดไม้และกำลังติดตามเขาไปติด ๆ
_____________________________
ฝากเพจนิยายด้วยครับ ^^
