จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 134 เคล็ดวิชาตระกูลไป๋(ต้าเซียน) เพลิงอมตะ Re

            “อยู่นิ่ง ๆ ล่ะ  ฉันจะให้แกกลายเป็นลูกเขยของฉัน และฟังคำสั่งของฉัน” เจียงซือนำมือขยุ่มผมของไป่ฉีให้เงยหน้าขึ้น  สีหน้าของเขาดูบิดเบี้ยว (การแสดงล้วน ๆ) ราวกับกำลังพยายามต้านฤทธิ์ยาอยู่  เจียงซือใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของไป่ฉีก่อนจะเริ่มเขียนอักขระลมปราณบนหน้าผากทีละตัว


            [ควบคุม] [ทาส] [ซื่อสัตย์]


            “เอาล่ะ  ลูกใช้เลือดของลูกประทับลงไปบนอักขระบนหน้าผากเขา  แล้วเขาจะกลายเป็นของลูก” เจียงซือกล่าว  ซึ่งลูกสาวของเขาก็ทำตาม  เธอกรีดนิ้วเป็นแผลกว้างก่อนจะจิ้มลงไปที่อักขระลมปราณทุกตัว  ในทันทีอักขระลมปราณก็ส่องแสงออกมา


            “อ๊า” ไป่ฉีร้องด้วยความเจ็บปวด  เขากุมหัวของตัวเองด้วยความทรมาน  ตัวของเขาสั่นสะท้าน (การแสดงล้วน ๆ)


            “เปล่าประโยชน์น่าเทพกระบี่  แกโดนอักขระลมปราณที่ประทับเลือดของลูกสาวฉันไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เจียงซือหัวเราะด้วยความยินดี  ทำไมน่ะเหรอ  เขากำลังจะได้เทพกระบี่ที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งกว่าอู่กุยหลงจินมาเป็นเขยไว้ใช้งานยังไงล่ะ


            ไป่ฉีแกล้งดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นสักพักก็แน่นิ่งไป  เขาลุกขึ้นโดยที่ยังก้มหน้าอยู่  ทำให้เจียงซือยกยิ้มขึ้น  อักขระลมปราณสำหรับควบคุมของเขา  หากใครโดนก็จะกลายเป็นเพียงทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของเขาเท่านั้น  ลูกสาวของเจียงซือโผเข้ากอดชายหนุ่มที่บัดนี้ได้กลายเป็นของเธอเรียบร้อยแล้ว


            “ยินดีต้อนรับสู่การเป็นลูกเขยของฉัน  อวี้กง” เจียงซือหัวเราะอย่างมีความสุข


            “อวี้กง  เราไปเข้าห้องหอกันเลยดีไหม” ลูกสาวของเจียงซือกล่าว  เธอลูบไล้ใบหน้าของอวี้กงจนกระทั่งลงมาถึงหน้าอก  แต่ก็ถูกมือของชายหนุ่มหยุดเอาไว้  ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเธอ  แววตาของเขาจ้องมองมาที่เธอ


            พรึบ  กรี๊ด


            เปลวเพลิงสีทองเผาร่างของลูกสาวเจียงซือต่อหน้าเจียงซือและภรรยา  ร่างของลูกสาวมอดไหม้แม้แต่ขี้เถ้าก็ไม่เหลือ  สร้างความตกใจให้ทั้งคู่อย่างมาก


            “สกปรกชะมัด  เลือดพวกนี้เหม็นเหมือนเลือดจากศพที่ตายมานานแล้วไม่มีผิด” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับใช้พลังปราณทำความสะอาดเลือดบนหน้าผากตัวเอง  ส่วนอักขระลมปราณที่เจียงซือลงเอาไว้ก็แตกสลายไปในพริบตา


            “เป็นไปได้ยังไงกัน ไม่น่าจะมีใครแก้อักขระลมปราณของฉันได้” เจียงซือไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง  การลงอักขระลมปราณของเขาไม่เคยผิดพลาด  ทำไมกัน  อีกฝ่ายหลุดจากการสะกดของอักขระลมปราณได้ยังไง


            “ได้ข่าวว่าแกเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้อักขระลมปราณอยู่บ้าง  แต่เท่าที่ดูยังเป็นแค่เด็กน้อยเพิ่งหัดเดินเองนี่นา  คิดว่าฉันจะไม่เตรียมการอะไรมาก่อนจะมาเจอแกงั้นเหรอ  เด็กน้อยเจียงซือ” ไป่ฉีกล่าว


            “แกฆ่าลูกสาวฉัน  ตายซะเถอะ” ภรรยาของเจียงซือพุ่งเข้าไปหาอวี้กงทันที


            “ที่รัก  อันตราย” เจียงซือตะโกนห้าม  แต่ก็ไม่ทันแล้ว  ร่างของภรรยาของเขาโดนเผาไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้าตามลูกสาวไป


            “จงชดใช้กรรมที่ทำกับผู้บริสุทธิ์ที่ถูกแกจับมาทดลองซะเถอะ” ไป่ฉีกล่าว


            “บังอาจนัก” เจียงซือทำการกดรีโมทในมือ  ทำให้สัญญาณเตือนผู้บุกรุกดังขึ้น  ไม่นานเหล่าศพที่ดูสภาพไม่ต่างจากคนทั่วไปก็กรูกันเข้ามาในห้องนี้  ส่วนเจียงซือนั้นวิ่งสวนเข้าไปอยู่ในกลุ่มศพที่กรูกันเข้ามาในห้องและหลบหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว


            “หึ  ไม่คิดกลับใจ  ซ้ำยังผูกอาฆาตแบบนี้  คิดว่าฉันจะปล่อยแกไว้รึไง” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับรับมือเหล่าศพที่ตอนนี้รุมโจมตีเขาไม่หยุด  เขาตรวจสอบความทรงจำของศพเหล่านี้ก็พบว่าส่วนใหญ่นั้นตอนมีชีวิตเป็นคนดี และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศทั้งนั้น  พวกเขาทำไปเพราะถูกอักขระลมปราณ [ควบคุม] สะกดไว้


            “ถือว่าข้ามอบชีวิตใหม่ให้พวกเขาก็แล้วกัน” พูดจบรอบตัวไป่ฉีก็มีเปลวเพลิงสีทองแผ่ออกมาจากร่างกาย  พร้อมกับร่างเงาของวิหคเพลิงขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นกับเสียงร้องที่ทำให้เหล่าศพมีชีวิตถึงกับหยุดชะงัก  ซึ่งนั่นเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายของพวกมัน


            “วิหคเพลิงสยายปีก” ไป่ฉีกล่าวจบ  เปลวเพลิงสีทองก็เผาทำลายร่างกายของศพเดินได้เหล่านี้  รวมถึงทุกอย่างที่อยู่ในห้องทดลอง  แม้จะมีอุปกรณ์ดับเพลิงจากบนฝ้าเพดาน  แต่ก็ไม่อาจดับไฟที่เกิดขึ้นจากพลังปราณนี้ได้


            ถึงศพพวกนี้จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์  แต่ก็ไม่อาจต้านทานเพลิงของเทพวิหคสีชาด ที่เป็นสัตว์อสูรระดับเทวะได้  เพียงแต่ไป่ฉีนั้นไม่ได้ต้องการส่งวิญญาณของพวกมันไปปรโลกเหมือนภรรยาและลูกสาวของเจียงซือ  เขามีแผนที่จะนำคนเหล่านี้มาเป็นมือเป็นเท้าให้ตัวเอง  หากคนพวกนี้ยินยอมและเต็มใจ


            ร่างของพวกมันถูกเผาจนดำเหมือนถ่าน  ก่อนที่ไป่ฉีจะใช้เคล็ดวิชาเพลิงมังกรของตระกูลไป๋แห่งต้าเซียน  ตามปกติเพลิงนั้นจะเป็นผู้ทำลายชีวิต  แต่เพลิงมังกรของตระกูลไป๋นั้นหากสำเร็จระดับสูงสุดจะสามารถคืนชีพคนตายให้กลับมามีชีวิตได้


            “เพลิงอมตะ” ไป่ฉีกล่าว  ก่อนที่จะปรากฏมังกรเพลิงสีทองขึ้น  จากนั้นมังกรก็พุ่งขึ้นไปและจะทิ้งดิ่งลงที่พื้น  เปลวเพลิงสีทองแผ่ไปทั่ว  ห่อหุ้มศพที่ดำเป็นตอตะโกทั้งหมดเอาไว้  เพียงไม่นานร่างเหล่านั้นก็ขยับ


            “นี่มันอะไรกัน” ร่างหนึ่งที่มีเปลวเพลิงสีทองลุกท่วมกล่าว


            “ไม่ต้องตกใจไป  ฉันช่วยพวกคุณให้หลุดจากอักขระสะกดของเจียงซือ  ผมจะถามความสมัครใจ  ใครต้องการมีชีวิตอีกครั้งก็มาช่วยงานผม  หากใครต้องการจากโลกนี้ไป  ผมก็ไม่บังคับ” ไป่ฉีกล่าว


            พวกคนที่ฟื้นขึ้นมาในสภาพที่ร่างมีเปลวไฟลุกท่วม  พวกเขากำลังคิดและพูดคุยปรึกษากัน  ส่วนไป่ฉียื่นอยู่ไม่ได้เร่งรีบ  เขายังคงจับสัมผัสของเจียงซืออยู่  ตอนนี้เจียงซือกำลังหนีออกจากสถานที่แห่งนี้  ส่วนห้องนี้ที่อยู่ใต้ดิน  อีกไม่นานพวกหน่วยรักษาความปลอดภัยของพรรคตะวันดับกำลังจะลงมาถึงแล้ว


            “ก่อนจะคุยกัน  มีศัตรูกำลังลงมาที่นี่  อยากแก้แค้นพวกมันก็ตามสบายได้เลย  ร่างของพวกคุณตอนนี้ต่อให้โดนยิง  โดนฟัน  โดนแทงก็ไม่มีปัญหา  เผาได้ตามใจชอบเลยนะครับ” ไป่ฉียิ้ม


            “พวกเราไปกัน”


            “โอ้”


            “เผาพวกมันเลย”


            เพียงไม่นานพรรคตะวันดับสาขานี้ก็ลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิง  ทั้งสิ่งของและคนต่างถูกร่างเปลวเพลิงรูปร่างมนุษย์สังหารจนหมดสิ้นในเวลาไม่นาน


            ไป่ฉีเดินขึ้นมาจากชั้นใต้ดินอย่างสบายอารมณ์  เขาเห็นว่าเหล่าร่างที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงกำลังโห่ร้องดีใจและสะใจที่ได้แก้แค้นพวกพรรคตะวันดับ


            “ขอคำตอบด้วยครับ” ไป่ฉีเดินไปหาร่างที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง


            คนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ที่ยินดีติดตามรับใช้ไป่ฉีด้วยความเต็มใจ  เพียงดีดนิ้ว  เปลวเพลิงบนร่างของพวกเขาก็ดับลง  เผยให้เห็นกายเนื้อของพวกเขาที่กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนเดิม  นอกจากนี้คนแก่ก็ยังคืนสู่วัยหนุ่มอีกด้วย  ส่วนพวกที่ต้องการจากโลกนี้ไปอย่างสงบ  ไป่ฉีเพียงดีดนิ้วอีกครั้ง  ร่างที่ลุกท่วมด้วยเปลวเพลิงก็สลายหายไปจนหมดสิ้น


            “ใครอยากกลับไปหาครอบครัวหรือคนรัก  ฉันยินดีจะให้โอกาส  แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น  ห้ามให้พวกเขารู้ตัวเด็ดขาด  ไม่อย่างนั้นจะมีเรื่องยุ่งยากตามมา  เพราะพวกพรรคตะวันดับอาจทำร้ายคนสำคัญของพวกคุณได้  ถ้าพวกมันรู้ว่าพวกคุณยังมีชีวิตกันอยู่” ไป่ฉีกล่าว


            “พวกเราเข้าใจแล้ว” ทุกคนต่างพยักหน้า


            “แล้วเจอกันที่สถานที่ที่ผมเขียนไว้อยู่ในกระดาษนี้” ไป่ฉียื่นกระดาษให้กับตัวแทนของกลุ่มคนเหล่านี้  ก่อนจะใช้ท่องดาราเพื่อตามเจียงซือไปอย่างรวดเร็ว


            ทางด้านเจียงซือ

            ตอนนี้เขาต้องหนีสุดชีวิต  จากฝีมือของอวี้กงที่สามารถทำลายอักขระลมปราณของเขาได้ง่าย ๆ ถือเป็นตัวอันตรายอย่างมาก  เขาสาบานว่าหากรอดไปได้  เขาจะฝึกฝนตัวเองให้หนักเพื่อแก้แค้นให้ลูกและภรรยาแน่นอน


            “คิดจะแก้แค้นงั้นเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังเจียงซือ  ยังไม่ทันที่เจียงซือจะได้โต้ตอบอะไร  ตัวของเขาก็ถูกกระบี่แสงของอีกฝ่ายฟันจนขาด 2 ท่อน  แต่ร่างกายก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว


            “รู้ได้ยังไงกันว่าฉันจะไปที่ไหน” เจียงซือถาม


            “ฉันไม่มีความจำเป็นต้องบอก” ไป่ฉีตวัดกระบี่อีกครั้ง  แต่คราวนี้กระบี่เปลี่ยนรูปแบบจากใบกระบี่ปกติ  กลายเป็นตาข่ายถี่ยิบ  คล้ายตาข่ายเลเซอร์ที่สามารถตัดเหล็กได้  แถมความเร็วที่เร็วมากจนเจียงซือรู้ได้ว่าเขาหลบไม่พ้นแน่  จึงโคจรปราณและใช้มือของตัวเองดันตาข่ายนี้เอาไว้


            “ฉันไม่มีทางมาตายที่นี่เด็ดขาด” เจียงซือกล่าว


            “สมแล้วที่เป็นผู้อาวุโสพรรคตะวันดับ  มีพลังปราณอยู่ในชั้นปราณจักรพรรดิ ขั้น 9  ด้อยกว่าฉันนิดหน่อย  แต่เพราะยานั่นทำให้มีพลังในการฟื้นตัวที่สูงน่าดูชมทีเดียว” ไป่ฉีกล่าว  ก่อนที่จะมีตาข่ายแสงขังเจียงซือไว้ราวกับกรงเลเซอร์


            “เสร็จกัน” เจียงซือสบถขึ้น


            ไป่ฉียื่นฝ่ามือออกมาข้างหน้า  ก่อนจะกำมือของเขา  ส่งผลให้กรงแสงนั้นหดตัวและทำให้เจียงซือกลายเป็นเศษเนื้อบด  แต่เศพเนื้อเหล่านั้นยังคงดิ้นไปมาและกำลังรวมตัวกันเพื่อกลับคืนสู่สภาพเดิม  ไป่ฉีรีบใช้อักขระลมปราณสร้างเป็นเขตแดนขึ้น  เพราะเขาเห็นว่ามีชิ้นเนื้อบางส่วนพยายามที่จะแยกตัวหนีออกไป


            เมื่อเขตแดนกักขังถูกสร้างเสร็จ  ไป่ฉีแบมือของเขา  พลันหนือฝ่ามือก็ปรากฏลูกไฟสีทองสุกสว่าง  ก่อนจะคว่ำฝ่ามือลงแล้วปล่อยให้ลูกไฟตกลงใส่กองเนื้อบดเหล่านั้น


            เนื้อเหล่านั้นดิ้นไปมาก่อนจะถูกเผาจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า  แต่ถึงเป็นแบบนั้นไป่ฉีกลับไม่ได้มีสีหน้ายินดีเลยแม้แต่น้อย


            “เจ้าเด็กน้อยนี่ตายยากจริง  มันโคลนร่างของตัวเองไว้งั้นเหรอ  แต่ยังโชคดีที่ร่างเหล่านั้นมีแค่ความรู้พื้นฐานที่มันใส่ไว้ในหัวเท่านั้น  ไม่ได้มีข้อมูลของเรา  ซ้ำกองทัพของมันก็ถูกเราจัดการไปเกือบหมดแล้ว  คงต้องฆ่ามันให้ตายก่อนที่ร่างพวกนั้นจะรู้เรื่องนี้” ไป่ฉีกล่าวจบก็คลายเขตแดน  ก่อนที่เขาจะเปิดประตูมิติและเดินเข้าไป  ทิ้งไว้เพียงแค่ความเงียบสงบ


            คืนนั้นพรรคตะวันดับได้รู้ถึงความน่ากลัวของเทพกระบี่  เพราะที่ไหนที่มีร่างโคลนนิ่งของเจียงซือฟื้นขึ้นมา  เมื่อร่างก่อนหน้านั้นตาย  เพียงไม่นานเทพกระบี่ก็จะไปหาถึงที่  พร้อมกับเผาทำลายที่นั่นจนพินาศ  นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกองกำลังของตำหนักเทพมังกรครามที่บุกไปตามสาขาต่าง ๆ ที่เหลือรอดจากการกวาดล้างเมื่อคราวก่อน


            เหตุการณ์ในคือนี้เหล่าชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะต่างเรียกกันว่าวิหคเพลิงพิโรธ  มังกรครามคลั่ง  เพราะเพียงคืนเดียวถึงกับลบพรรคตะวันดับในประเทศมังกรทองทุกสาขาให้หายไปภายในคืนเดียว


            ขณะนั้นหมอวิปลาส ยี่ซี กำลังนั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรทดลองที่เป็นสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิ  กำลังหนีการตามล่าจากกลุ่มตำหนักเทพมังกรคราม  แม้สัตว์อสูรทดลองจะแข็งแกร่ง  แต่ก็มีเพียงแค่ 1 ตัว  เพราะก่อนหน้านี้ทางพรรคตะวันดับได้ใช้พวกมันไปโจมตีสมาคมการค้าตะวันจันทรา  สาขาใหญ่  ทำให้ตอนนี้เขาอดนึกเสียใจไม่ได้ที่แทบไม่เหลืออะไรไว้ป้องกันตัวเองเลย


            “เจ้าพวกนั้น  อย่าให้ฉันรอดไปได้  ฉันจะต้องเรียกร้องค่าเสียหายครั้งนี้จากพวกแกให้หนักเลย” ขณะที่ ยี่ซี กำลังสบถด่าผู้อาวุโสพรรคคนอื่นที่เสนอให้ใช้สัตว์อสูรทดลองของเขา  ขณะนั้นสมาร์ทโฟนของเขาก็ดังขึ้น  เมื่อเห็นชื่อคนที่ติดต่อมา  เขาก็รีบรับสายทันที


            “ท่านประมุข  ไม่ทราบว่ามีอะไรรึเปล่าครับ  ผมกำลังหลบหนีการตามล่าจากพวกตำหนักเทพมังกรครามอยู่” ยี่ซีกล่าว


            [หลบหนีออกจากประเทศมังกรทองซะ  ฉันพบสัญญาณเตือนภัยของสาขาในประเทศมังกรทองทั้งหมด  เมื่อตรวจสอบก็พบว่าสาขาทั้งหมดของพรรคถูกทำลายลงจนราบคาบ  ที่โทรมาก็เพื่อบอกเรื่องนี้  ว่าอย่าได้หนีไปที่สาขาไหนในประเทศมังกรทองเป็นอันขาด  เพราะหน่วยสังหารของตำหนักเทพมังกรครามประจำการอยู่ทุกที่  คาดว่าที่พวกมันเคลื่อนที่ได้รวดเร็วแบบนี้น่าจะเป็นเพราะเทพกระบี่] ประมุขพรรคที่อยู่ปลายสายกล่าวเตือน


            “เทพกระบี่  เจ้านั่นได้ข่าวว่าเป็นพวกปลีกวิเวกไม่ใช่รึไง  ทำไมคราวนี้ถึงเคลื่อนไหวพร้อมกับพวกฝ่ายธรรมะได้ล่ะ” ยี่ซีถาม


            [น่าจะเพราะการทดลองของเจียงซือ กับนาย  ทำให้อวี้กงคิดว่าพวกนายเป็นอันตราย  ต้องทำลายก่อนจะสั่งสมกำลังมากพอที่จะเป็นอันตรายกับเขา] ประมุขพรรคตอบ


            “แล้วเจียงซือเป็นยังไงบ้างครับ  ท่านประมุข  มีข่าวคราวไหม” ยี่ซีถาม


            [ตายทั้งหมด  ไม่ว่าตัวจริงหรือร่างโคลนนิ่ง  นี่ยังโชคดีที่ร่างโคลนนิ่งของเจียงซือนั้นมีแค่ในประเทศมังกรทอง  หากมีอยู่ในประเทศอื่น  เกรงกว่าเทพกระบี่คงจะทำลายพวกเราจนเหี้ยนแน่ ๆ] ประมุขพรรคตะวันดับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจ


            “ทราบแล้วครับ  ขอผมสลัดพวกมันให้หลุดก่อน” กล่าวจบ ยี่ซีก็วางสาย  พร้อมกับหยิบหลอดยาขึ้นมาหลอดหนึ่ง  โชคดีที่เขาขอมาจากเจียงซือไว้ใช้เวลาฉุกเฉิน  เขาไม่รอช้าหยิบเอายานั่นฉีดเข้าสู่ร่างของสัตว์อสูร  ก่อนตัวเองจะสั่งให้สัตว์อสูรทดลองเข้าต่อสู้กับพวกตำหนักเทพมังกรครามที่ตามมา


            “จงสังหารพวกมันซะ อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว” ยี่ซีออกคำสั่งก่อนที่ตัวเองจะหนีต่อ  โดยให้สัตว์อสูรทดลองถ่วงเวลาเอาไว้  เขาไม่ทันรู้ตัวเลยว่าตัวเองได้ถูกไป่ฉียืนมองจากบนยอดไม้และกำลังติดตามเขาไปติด ๆ

    _____________________________

    ฝากเพจนิยายด้วยครับ ^^


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน