บทที่ 13 ่เวลาอันรุ่งโรจน์ของจูตี้
ณ ขณะนี้ ในห้องทรงพระอักษรของจูหยวนจาง
หลี่ซ่านฉาง หลิวปั๋วเหวิน จูเปียว และจูตี้ผู้จะเป็จักรพรรดิหย่งเล่อ*[1]ในอนาคต ต่างมองจูหยวนจางด้วยสีหน้าสงสัย ว่าเหตุใดพระองค์จึงรีบร้อนเรียกพวกเขามาเช่นนี้ มีเื่อะไรหรือ?
ส่วนฮองเฮาหม่า หลังจากแจ้งเื่นี้แก่จูหยวนจางแล้ว นางก็กลับไปยังตำหนักคุนหนิงของนาง ด้วยเหตุที่ว่า ฝ่ายในไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ในด้านนี้ ฮองเฮาหม่ายังให้เกียรติฮ่องเต้จูอย่างมาก
“ท่านพ่อ!”
ในตอนนี้ องค์รัชทายาทจูเปียวก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้วถามว่า “ดูพระองค์มีสีหน้ากระวนกระวายเช่นนี้ คงจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้นกระมัง พระองค์ต้องทรงใจเย็น ๆ ก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ อย่าเพิ่งทรงชักดาบออกมา”
“ฮึ!” เมื่อได้ยินคำพูดของจูเปียว ฮ่องเต้จูก็โกรธขึ้นมาทันที พูดเสียงเย็นว่า “เ้าบุตรชาติชั่ว ในสายตาเ้า เราเป็คนไร้เหตุผลและโเี้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” จูเปียวรีบกล่าว
“เอาล่ะ! เอาล่ะ!”
ฮ่องเต้จูโบกมือ แล้วกล่าวว่า “เหตุที่เราเรียกพวกเ้ามา เพราะวันนี้ขณะที่เราตรวจสอบนโยบายการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ต้าิ เราพบว่านโยบายนี้แฝงไว้ซึ่งวิกฤตใหญ่หลวง หากจัดการไม่ดี ราชวงศ์ิของพวกเราอาจถึงคราวล่มสลาย”
“ว่าอย่างไรนะ? ภัยพิบัติแห่งการล่มสลายของประเทศ นี่มันเป็ไปได้อย่างไร!” จูเปียวกล่าวด้วยความตกตะลึง ขณะที่หลิวปั๋วเหวินและหลี่ซ่านฉางที่อยู่ข้าง ๆ ก็แสดงสีหน้าใเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ในหัวของพวกเขาก็เริ่มคำนวณว่าวิกฤตที่ซ่อนอยู่ในการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์นั้นอยู่ที่ใดกันแน่
ส่วนปฏิกิริยาของหลิวปั๋วเหวินและหลี่ซ่านฉางนั้น จูหยวนจางสังเกตเห็นในทันที
แต่ปฏิกิริยาของทั้งสองคนทำให้จูหยวนจางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะทั้งคู่ไม่ได้มองเห็นอะไรเลยจริง ๆ
คิดถึงตรงนี้ จูหยวนจางก็แค่นเสียงอย่างเ็าแล้วกล่าวว่า “ฮั่นกั๋วกง*[2] ท่านและท่านเฉิงอี้ปั๋ว*[3] ก็เป็คนที่ฉลาดที่สุดในราชวงศ์ิของพวกเรา แต่กลับไม่สามารถมองเห็นปัญหาใหญ่เช่นนี้ได้เลย
ข้าขอถามพวกเ้า ตามสถานการณ์ปัจจุบันนี้ หากผ่านไปสองร้อยปี สมาชิกราชวงศ์ิจะมีจำนวนเท่าใด ไม่ทราบว่าพวกเ้าได้คำนวณดูหรือไม่”
ในขณะนั้น จู่ ๆ ฮ่องเต้จูก็อยากจะกล่าวว่า ‘พวกเ้าถอยไป เราจะอวดฝีมือให้ดู’
“เื่นี้ข้ารู้!” ทันใดนั้น จูตี้ผู้ซึ่งแทบไม่มีตัวตนมาตลอด ก็ะโออกมากล่าวว่า “ท่านพ่อ คำถามของท่านช่างง่ายดายเหลือเกิน แม้แต่ข้าก็สามารถคำนวณได้
โดยทั่วไปแล้ว ไม่ถึงยี่สิบปีก็สามารถสืบทอดรุ่นต่อไปได้ ข้าประเมินอย่างระมัดระวังว่า สองร้อยปีหลังจากนี้ ราชวงศ์ต้าิของพวกเราน่าจะสืบทอดไปถึงรุ่นที่สิบแล้ว รุ่นแรกของพวกเรามีพี่น้องยี่สิบหกคน หากสืบทอดไปถึงรุ่นที่สิบ ก็คงมีสมาชิกราชวงศ์เพียงสองร้อยหกสิบคนเท่านั้น!”
“แค่สองร้อยหกสิบคนเองหรือ!” เมื่อได้ยินการคาดการณ์ของจูตี้ จูหยวนจางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็พูดกับจูตี้ว่า “องค์ชายสี่ เ้าเข้ามาหาเราหน่อย”
“หืม?” จูตี้ชะงักไปชั่วขณะ รู้สึกอย่างบอกไม่ถูกว่าสีหน้าของท่านพ่อดูผิดปกติไปบ้าง ท่านพ่อไม่เคยยิ้มให้เขาเช่นนี้มาก่อน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ท่านพ่อ ท่านเรียกข้ามาทำไมหรือ?”
“องค์ชายสี่ เ้าเข้ามาใกล้ ๆ ก่อน เรามีของดีจะมอบให้เ้า” ฮ่องเต้จูกล่าว
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ด้วยความเกรงกลัวในอำนาจของท่านพ่อ จูตี้ไม่มีทางเลือก จำต้องเดินเข้าไปหา
จูตี้เพิ่งมาถึงข้างกายฮ่องเต้จู ก็เห็นฮ่องเต้ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว จับจูตี้กดลงบนโต๊ะ แล้วถอดรองเท้าของตนเองออกอย่างรวดเร็ว ฟาดลงบนก้นของจูตี้อย่างรุนแรง
“ไอ้ลูกชาติชั่ว ข้าบอกให้เ้าตั้งใจเรียนหนังสือ แต่เ้ากลับมายิ้มเยาะข้า ทุกครั้งที่เข้าเรียน เ้าก็มีแต่นอนหลับ หรือไม่ก็เอาแต่เล่นซุกซนกับพวกพี่น้องของเ้าในห้องเรียน
โชคดีที่วันนี้มีแค่หลี่ซ่านฉาง หลิวปั๋วเหวิน และพี่ชายของเ้าอยู่ที่นี่ มิฉะนั้น หน้าตาของราชวงศ์ิคงถูกเ้าทำให้ขายหน้าหมดแล้ว
สิบชั่วอายุคน มีแค่สองร้อยหกสิบคน เ้าคำนวณออกมาได้อย่างไรกัน! ข้าจะตีเ้าให้ตายเลย!” ฮ่องเต้จูกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ จูเปียวก็รีบออกมายืนข้างหน้า ดึงจูตี้มาอยู่ข้างหลังตัวเองเพื่อปกป้อง แล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ หากท่านตีต่อไปเช่นนี้ น้องสี่คงจะถูกท่านตีจนาเ็แน่”
“ปัญหาเช่นนี้ แม้แต่พวกนักปราชญ์ในสำนักฮั่นหลิน*[4]ก็ไม่แน่ว่าจะคำนวณออกมาได้”
“ฮึ!” ฮ่องเต้จูเอ่ยเสียงเ็า “การคำนวณไม่ออกเป็เื่หนึ่ง แต่เ้าโง่นี่ คำนวณออกมาได้อะไรกัน”
“เอ่อ…” จูตี้ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เผลอพูดออกไปว่า “ท่านพ่อ หรือว่าการคำนวณของข้ามีปัญหาอันใด? ข้ารู้สึกว่าตนเองคำนวณได้ถูกต้องนะ ก็สองร้อยหกสิบกว่าคนไม่ใช่หรือ!”
“เ้าว่ากระไรนะ?” เมื่อจูตี้เอ่ยวาจาเช่นนั้น ทำให้ฮ่องเต้จูยิ่งโกรธจนความดันแทบพุ่ง
‘ไม่โกรธ! ไม่โกรธ! นี่คือลูกในไส้ของข้าเอง’ ฮ่องเต้จูได้แต่ปลอบใจตนเองเช่นนี้
เขาจำต้องข่มความโมโหในใจไว้ชั่วคราว ไม่ไปสนใจไยดีลูกอกตัญญูผู้นี้
ในขณะเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าหลิวปั๋วเหวินและหลี่ซ่านฉางสองคนสีหน้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อเย็นเท่าเมล็ดถั่วไหลพรั่งพรูจากหน้าผาก ราวกับได้เห็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวบางอย่าง ร่างกายสั่นเทิ้มไปตาม ๆ กัน
“ฮั่นกั๋วกง ท่านเฉิงอี้ปั๋ว พวกท่านทั้งสองคำนวณออกมาได้แล้วหรือไม่” ฮ่องเต้จูถาม
“ฟุบ!” ในชั่วขณะถัดมา ขุนนางทั้งสองก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ปากกล่าวว่า “ฝ่าา พวกกระหม่อมมีความผิด! แม้แต่ปัญหาใหญ่เช่นนี้ พวกข้าก็ยังมองไม่ออก เกือบจะก่อให้เกิดความผิดพลาดมหันต์”
ด้วยความฉลาดของพวกเขาทั้งสอง เพียงแค่คำนวณไปไม่กี่ขั้นตอน ก็มองเห็นถึงต้นตอของปัญหาในทันที
ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!
“พอเถอะ!” ฮ่องเต้จูกล่าวทันทีว่า “เื่นี้ก็มิใช่ความผิดของพวกท่านทั้งสอง นี่เป็สิ่งที่ข้าตราไว้ บัดนี้มิใช่เวลาที่จะสืบหาผู้รับผิดชอบ สิ่งสำคัญที่สุดคือ พวกเราจำต้องแก้ไขความผิดพลาดนี้ให้กลับคืนมา มิเช่นนั้น ข้าเกรงว่าราชวงศ์ิของพวกเราจะล่มสลายภายในสองร้อยกว่าปี”
“อะไรนะ?”
[1] จักรพรรดิหย่งเล่อหรือฮ่องเต้หย่งเล่อ เป็ชื่อขณะขึ้นครองราชย์ของจูตี้
[2] ฮั่นกั๋วกง เป็ชื่อเรียกตำแหน่งของหลี่ซ่านฉางผู้เป็ขุนนางชั้นสูงใน่ต้นของราชวงศ์ิ ‘ฮั่นกง’ หมายถึง ‘ท่านขุนนางแห่งรัฐฮั่น’เป็การเปรียบเทียบหลี่ซ่านฉางกับขุนนางผู้ทรงอิทธิพลในสมัยราชวงศ์ฮั่น
[3] เฉิงอี้ปั๋ว เป็ชื่อเรียกตำแหน่งของหลิวปั๋วเหวินผู้เป็ขุนนางที่มีบทบาทสำคัญใน่ต้นของราชวงศ์ิ ‘เฉิงอี้ (诚意)’ หมายถึง ความซื่อสัตย์ ‘ปั๋ว (伯)’ หมายถึง ขุนนางหรือท่านในภาษาจีน ดังนั้น เฉิงอี้ปั๋ว จึงเป็การเรียกหลิวปั๋วเหวินในลักษณะที่แสดงความเคารพและยอมรับบทบาทของเขาในฐานะ ขุนนางที่มีความซื่อสัตย์และมีความสามารถ
[4] สำนักฮั่นหลิน เป็สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่สำคัญในราชสำนักของจีนโบราณ ก่อตั้งขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ในตอนแรกได้รวบรวมผู้มีความสามารถในสาขาวรรณกรรมต่าง ๆ การทำนายทางการแพทย์ ทักษะพื้นบ้าน การประดิษฐ์ตัวอักษร และการวาดภาพ มีหน้าที่หลักดังนี้ ฝึกฝนและคัดเลือกนักปราชญ์ ให้คำแนะนำแก่จักรพรรดิ ร่างเอกสารสำคัญ และบันทึกประวัติศาสตร์ ปัจจุบันสำนักฮั่นหลินยังคงมีอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่บทบาทและหน้าที่ได้เปลี่ยนแปลงไป แล้ว กลายเป็หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาวิจัยและการเผยแพร่วัฒนธรรม