ภพ 2
ตอน ปักษาพลัดถิ่น หนึ่งกิ่งเ้าบุปผา (1)
กาลเวลาพาทุกสิ่งโรยรา เว้นเพียงความรักข้าที่มั่นคง
ในรัชศกฉางเฉิงที่ 8 ชีวิตความเป็อยู่ของราษฎรทั่วแคว้นต๋าอันเข้าสู่สภาวะยากจนขั้นวิกฤต ด้วยปัญหาความแห้งแล้งส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ทำไร่ไถ่นา ซึ่งโดยส่วนมากเป็อาชีพหลักของพลเรือนเกือบครึ่งหนึ่งของต๋าอัน ซ้ำร้ายไม่หยุดที่ ขุนนางเริ่มเก็บภาษีอากรมากขึ้นทุกปี ด้วยเหตุผลที่ว่า ฮ่องเต้้าเปิดศึกากับแคว้นใกล้เคียงที่กล่าวถ้อยคำดูิ่ ด้วยมีศักดิ์ศรีฮ่องเต้เป็เดิมพันมิอาจยอมได้ ภาระหนักกลับถูกโยนมาที่ราษฎรให้เป็ผู้รับผิดชอบ เสียงร่ำไห้ยังไม่ดังเท่าเสียงด่าแช่ง
ผู้ใดที่กล้ากล่าวคำด่าถึงฮ่องเต้ มันผู้ใดต้องจบชีวิตอย่างน่าสังเวช เช่นนี้จึงไม่มีใครกล้าต่อต้านอีก ได้แต่เก็บความเจ็บช้ำใจไว้แล้วก้มหน้ารับกรรม
ด้วยบ้านเมืองไร้ศีลธรรมต่อราษฎร ชีวิตที่อยู่ในห่วงโซ่ต่ำสุดต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ลูกสาวถูกขายเป็ทาส เข้าหอนางโลมมากขึ้น ลูกชายถูกเกณฑ์ไปฝึกทหารเตรียมพร้อมทำศึก คนแก่ชราอดมื้อกินมื้อ ประสิทธิภาพของประชาชนย่ำแย่และอ่อนแอ ในขณะที่ด้านการทหารของต๋าอันแข็งแกร่ง
“ซื้อข้าด้วยเถอะ ข้าเป็วัวเป็ม้ารับใช้ท่านได้”
“นายท่านซื้อข้าเถอะ”
“ข้าทำงานบ้านเก่งมาก ขายตัวอยู่ที่ ห้าสิบอีแปะเท่านั้น”
ข้างถนนจิวซาในเมืองฟู่ฉาง นอกจากร้านค้าแผงลอยแล้ว ที่ไม่น่าเชื่อสายตาอีกอย่างคือ การที่มีเด็กทั้งชายหญิง มาร้องขายตัวเป็ทาสกันระงม พวกเขาโดยส่วนมาก ล้วนมาจากชนบทห่างไกลที่เดินทางเข้าเมืองหลวงมาหมายมีชีวิตที่ดีขึ้น ในที่นี้คือ การขายตัวเป็ทาส
ว่ากันว่า เมืองฟู่ฉางยังคงรุ่งเรืองด้วยเป็ย่านที่พักของเหล่าขุนนางในราชสำนัก คหบดี พ่อค้าวาณิช มีชีวิตแตกต่างกับชาวบ้านทั่วไปราวฟ้ากับเหว เหล่าเด็กน้อยที่อยากให้ครอบครัวมีเงินใช้จ่ายจึงแห่กันมามากขึ้น แต่น้อยคนที่อยากจะซื้อ พวกเขาจึงเร่ร่อนกันอยู่ในฟู่ฉาง ดีกว่าต้องแบกความผิดหวังกลับบ้านให้ครอบครัวเสียใจ
“เด็กพวกนี้อดทนและดื้อด้านยิ่งกว่าพวกหนูแมลงสาบเสียอีก” อิงน่าทอดสายตามองเด็กอายุห้าขวบถึงสิบขวบเ่าั้ที่ร้องขายตัวเป็ทาสอยู่ข้างถนนกันอย่างเอาเป็เอาตายแล้วหัวเราะคิกคักด้วยความสนุกมากกว่าจะเห็นใจ
“ซื่อเฟิง เ้าสนใจเด็กพวกนั้นด้วยหรือ” เพราะไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากสหาย อิงน่าจึงหันมองพบว่า ซื่อเฟิงกำลังมองกลุ่มเด็กขายตัวเป็ทาสด้วยสายตายากจะคาดเดา
เป็ไปได้ว่าจะสนใจ นางจึงพยายามค้นหาว่ามีเด็กชายหญิงคนใดที่โดดเด่นบ้าง ซึ่งก็ดูมอมแมมสกปรกเหมือนๆ กันหมด แทบจะแยกคนที่น่าสนใจไม่ออก
ซื่อเฟิงปรายสายตามองสหายแวบหนึ่ง แล้วก้าวเดินไปทางกลุ่มเด็กขายตัวเป็ทาสอย่างเงียบๆ อิงน่าแทบจะวิ่งตามไปไม่ทันด้วยกว่าจะรู้ตัว ซื่อฟังก็ไปถึงกลุ่มเด็กพวกนั้นแล้ว
“นาย…” กลุ่มเด็กห้าถึงหกคนถึงกับหยุดชะงัก มองหญิงสาวที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาด้วยความตกตะลึง ด้วยไม่เคยเห็นสตรีที่น่ามองขนาดนี้มาก่อน
ให้รู้สึกว่า น่ามองยิ่งกว่าสตรีในหมู่บ้านทั้งหมดที่เคยพบเจอมา หารู้ไม่ว่า รูปโฉมของซื่อเฟิงสำหรับคนในฟู่ฉางนั้น สุดแสนจะธรรมดาที่สุด แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะคนที่มาจากชนบทล้วนแบ่งแยกคนไม่เป็ มองคนในเมืองหลวงดูดีสูงส่งไปเสียหมด
“นายหญิง ข้าทำงานเป็วัวเป็ม้ารับใช้ท่านได้นะ” เด็กชายคนหนึ่งหัวไวรีบเสนอตัวก่อนคนแรก ตามด้วยคนอื่นๆ ที่ไม่ยอมน้อยหน้า
พวกเขารู้ซึ้งความลำบากดีกว่าใครๆ ร้องเรียกคอแหบคอแห้งทั้งวันก็ยังไม่มีใครสนใจ นี่เป็โอกาสดีที่มีคนมาเลือกซื้อพวกเขาสักที
“ข้าก็ด้วย ข้าเรียนรู้ไว ทำงานเก่ง”
“นายหญิง เด็กผู้ชายพวกนี้หน้าตาเหมือนโจรทั้งนั้น รับซื้อข้าดีกว่าเ้าค่ะ”
“ใช่ๆ โตไปต้องทำร้ายท่านแน่ แต่พวกเราผู้หญิงไม่มีทางทำเช่นนั้น”
เด็กผู้หญิงงัดไม้เด็ดมาสกัดอีกฝั่ง เด็กผู้ชายชักสีหน้าไม่พอใจกันเป็แถว หากไม่มีซื่อเฟิงยืนอยู่ล่ะก็ พวกเขาต้องทะเลาะต่อยตีกันเป็แน่ แต่ตอนนี้ยังรู้จักยั้งใจ ไม่อยากทำตัวถ่อยเถื่อนให้นายจ้างต้องใจนเผ่นหนีไปเสียก่อน
เด็กตัวเล็กๆ ที่พูดจาฉะฉานเกินวัย พากันชักสีหน้าบูดเบี้ยวใส่กันอย่างน่าเอ็นดู อิงน่าเกาะไหล่ซื่อเฟิงแล้วหัวเราะเบาๆ ไม่เคยรู้สึกว่าเด็กพวกนี้น่าสนใจมาก่อนจนกระทั่งได้มาดูใกล้ๆ
“เ้า” ซื่อเฟิงไม่ได้สนใจเด็กพวกนั้นที่กำลังทะเลาะกัน ปลายนิ้วขาวเนียนชี้ผ่าเหล่าไปยังเด็กชายตัวผอมกระหร่องคนหนึ่งที่นั่งกอดอก ก้มหน้ามองป้ายที่เขียนบรรยายสรรพคุณของตนเอาไว้สั้นๆ ว่า ‘เป็เด็กรับใช้ก็ดี เป็สามีก็ได้’ แตกต่างจากเด็กคนอื่นสุดโตง แต่กลับไม่กล้าชูขึ้นมาให้ใครอ่าน คล้ายตระหนักได้ว่าต้องถูกหัวเราะเยาะ
เสียงทะเลาะเจี๊ยวจ๊าวเงียบกริบ ดวงตาหลายคู่มองตามปลายนิ้วนางไปยังผู้ถูกเลือก
ส่วนผู้ถูกเลือกก็รับรู้ได้ถึงบรรยายผิดปกติจึงเงยหน้าขึ้นมา เห็นหญิงสาววัยสิบห้าปีผู้หนึ่งในชุดสีม่วงอ่อนชี้นิ้วมาที่เขา เด็กชายตัวน้อยถึงกับอึ้งงัน เงอะงะ รีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับป้าย
“มันเป็ใบ้ ซื้อไปก็เปลืองเงินนะนายหญิง”
“ใช่ แล้วป้ายนั้นเขียนได้น่าเกลียดมาก ใครเขาอยากจะได้กระจ้อนเล็กๆ ของเ้าเป็สามีกัน!”
พวกเด็กผู้ชายพากันโวยวาย ยากจะเชื่อหูว่า แม้แต่คำแสลงที่ส่อถึงเื่อย่างว่าก็ยกมาพูดได้ไม่มีท่าทีเขินอาย เด็กพวกนี้แก่แดดมากกว่าที่คิด อิงน่าส่ายหน้าในใจแล้วเหลือบมองสีหน้าของสหายที่ยังไม่เปลี่ยนไปสักนิด
เด็กในชนบทห่างไกลที่แม้แต่สุนัขยังไม่ถ่ายมูลรู้หนังสือกันไม่น้อย อาศัยไปเร่ร่อนใกล้สถานศึกษาของบุตรหลานชนชั้นสูง ใช้วิธีครูพักลักจำถึงได้มีความรู้ประดับไว้เพิ่มคุณสมบัติพิเศษในการขายตัวเป็ทาส
อิงน่าอ่านป้ายนั้นแล้วหลุดขำ ก่อนจะสังเกตดูป้ายของคนอื่นๆ พบว่า เด็กคนอื่นยังเขียนหนังสือผิดมาก ทำให้ความหมายเปลี่ยน พวกเขาไม่รู้ตัว มีเพียงของเด็กชายคนนี้ที่เขียนป้ายถูกต้องครบทุกตัว
อ่า สหายของนางช่างมีสายตาแหลมคมนัก
“เ้าขายตัวในราคาเท่าไหร่” ซื่อเฟิงจ้องเด็กชายแล้วเอ่ยถาม
เด็กชายได้ยินก็ดวงตาเป็ประกายเกินที่ใบหน้ามอมแมมของเขาจะกลบไว้ได้ เขารีบทำมือบอกราคาประมาณ หนึ่งตำลึง ซึ่งเป็ราคาที่สูงมาก ไม่มีเด็กคนไหนกล้าวางค่าตัวไว้มากขนาดนี้
“ข้าว่าไม่คุ้ม” อิงน่าป้องมือกระซิบเตือนสหายหลังจากพิจารณาอีกครั้ง เด็กชายวัยหกขวบทั้งผอมแห้งแรงน้อย ไม่มีประโยชน์ที่จะใช้เงินซื้อ
“ถอด” ซื่อเฟิงไม่ฟังเสียงใครอยู่แล้ว นางกระตุกยิ้มมุมปากสั่งคำเดียวสั้นๆ ที่ทำให้ทุกคนพากันเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความใ “ถอดกางเกงออกให้หมด”
เด็กชายได้ยินคำสั่งนั้นแล้วหน้าแดงถึงใบหู เขาที่อยู่ท่ามกลางสายตามากมายยืนกำแผ่นป้ายแน่น
“กล้าขายตัวตั้งหนึ่งตำลึงเงิน แต่ไม่กล้าเปิดสินค้าให้ดูหรือ”
“ซื่อเฟิง เ้าอย่าแกล้งเขาเช่นนี้สิ ดูสิทำหน้าจะร้องไห้แล้ว” อิงน่าเขย่าไหล่สหาย เผื่อจะได้สติ นางเหลือบมองซ้ายขวา เห็นคนที่เดินผ่านมาได้ยินเข้ากำลังหัวเราะเยาะอยู่ ไม่คิดว่า นางทำเื่ที่โง่มากอยู่จะเป็อะไรไปได้
ตอนแรกเด็กชายยังดูขี้อาย แต่พอได้ยินถ้อยคำดูถูกนั้น สายตาก็เปลี่ยนเป็แข็งกร้าว ราวกับคนละคนก่อนหน้า เขาโยนแผ่นป้ายไว้ด้านข้าง ดวงตาเล็กจดจ้องรอยยิ้มซื่อเฟิงด้วยความโกรธ ขณะที่ลงมือปลดกางเกงออก ให้นางได้เห็นกระจ้อนน้อยของเขา
ซื่อเฟิงยกมือขึ้นแตะที่ปลายคางของตน สีหน้าคล้ายพึงพอใจอยู่บ้าง เด็กชายคนอื่นพากันชี้แล้วกุมท้องหัวเราะลั่น ส่วนเด็กผู้หญิงยกมือขึ้นปิดตาเขินอาย คนที่เดินผ่านก็หัวเราะเห็นเป็เื่ขบขัน เด็กชายต้องยืนเปลือยท่อนล่างให้สตรีน่าชังตรงหน้าดูสินค้าแลกกับซื้อตัวเขาเป็ทาสด้วยหนึ่งตำลึงเงิน ใบหน้าเขาแดงแทบจะหยดออกมาเป็สีโลหิตได้แล้ว
“ต้นกล้านี้ถ้าบำรุงดีๆ อาจจะมีกำไรในภายหน้า” อิงน่ามีสีหน้าพอใจมากกว่า พวกนางเชี่ยวชาญเื่ การดูกระบองบุรุษอยู่แล้ว เพียงปราดเดียวก็หยั่งรู้ได้ถึงความผงาดของเ้าสิ่งนั้นในอนาคต ส่วนพวกเด็กๆ นั้นยังไร้เดียงสาจึงเห็นผ้าขี้ริ้วนี้มิได้ห่อสิ่งล้ำค่าใด
ซื่อเฟิงหลุดขำเล็กน้อย นางหยิบก้อนเงินหนึ่งตำลึงยื่นให้เด็กชายโดยไม่ลังเล เด็กชายรีบดึงกางเกงขึ้นมาสวมด้วยมือที่สั่นเทา แล้ววาดมือคว้าเงินมาด้วยแรงโทสะ ปะทะมือนุ่มของนางที่รวบนิ้วมือจับมือเล็กที่กำหมัดไว้แน่น
มือเล็กของเด็กชายอยู่ในอุ้งมือนางได้พอดี
“เ้าเป็ของข้าแล้วนะ” หญิงสาวยิ้มยียวน ไม่สนแรงที่พยายามจะดึงมือให้พ้น พูดจบนางก็ปล่อยไม่ทันให้ตั้งตัว เด็กชายล้มลงกับพื้น อับอายรอบที่สอง
นี่เป็ครั้งแรกที่ซื่อเฟิงสนใจเด็กชายคนหนึ่ง ในวันนี้นางแค่อยากเปลี่ยนเส้นทางมาดูความครึกครื้นของถนนจิวซา เผอิญเหลือบเห็นเด็กชายผอมแห้งที่กำลังนั่งอยู่มุมหนึ่ง เขาไม่มีความโดดเด่นใดๆ นางนึกครึ้มใจอยากสนุกก็เพราะแผ่นป้ายที่เขาเขียนจากถ่าน
หนึ่งตำลึงเงินแค่เศษเงินในกระเป๋าของนาง ยิ่งได้เห็นท่าทางจองหองเหย่อหยิ่ง ก็ยิ่งรู้สึกสนุก ถ้ามีเด็กคนนี้ไว้ใกล้ตัวได้แกล้งเขาทุกวัน ชีวิตคงจะไม่น่าเบื่อเช่นที่ผ่านมาอีก
“เ้าชื่ออะไร” ระหว่างที่เดินทางกลับ ซื่อเฟิงก็ถามร่างเล็กที่เดินดุกดิกอยู่ข้างๆ
เด็กชายเงียบอยู่พักใหญ่ กระทั่งผ่านหน้าร้านขายผ้า เขาวิ่งนำหน้าไปชี้ที่ผ้าสีขาว
“ไป๋” อิงน่าตอบให้ เด็กชายจึงพยักหน้าว่าใช่
“ข้าชื่อ ซื่อเฟิง เ้าชื่อ ไป๋เฟิง”
นางเจตนาบอกชื่อ เด็กชายทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วย ก็ตอนนี้เขาเป็ทาสของนางแล้วนี่นาจะให้เขาชื่อ วัวม้าก็ได้ทั้งนั้น ตามแต่ใจนาง
ตลอดทาง ไป๋เฟิงแอบมองหญิงสาวทั้งสอง โดยเฉพาะซื่อเฟิง เขามองนางมากที่สุด รู้สึกว่าพวกนางจะแต่งกายงดงามเหลือเกิน ถึงจะนิสัยไม่ดีก็เถอะ ย่อมต้องเป็คุณหนูลูกผู้ดีแน่ๆ ทว่าเมื่อมาถึงบ้านของพวกนาง เด็กชายไม่อาจปิดสีหน้าใของตนได้
เพราะว่า พวกนางอยู่ในหอนางโลมบุปผาหว่านราตรี!
เขาจะต้องขัดเกลาสายตาใหม่นับแต่บัดนี้ไป
“ซื่อเฟิง เ้าซื้อทาสเด็กมาด้วยหรือ”
“ว๊าย! ไหนๆ ขอข้าดูด้วย”
เรือนด้านหลังสำหรับที่พักของนางโลม ปรากฏการณ์เสียงวี๊ดร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจราวกับมีใครแบกทองมากองไว้ตรงหน้าพวกนาง ทว่าหากมองดีๆ ก็เป็แค่เด็กชายผอมกระหร่องคนหนึ่งที่ถูกจับอาบน้ำแต่งตัวใหม่ เปลี่ยนสภาพมอมแมมเหมือนผ้าขี้ริ้วให้กลายเป็ เด็กน่ารักน่าหยิก
“เขาชื่อ ไป๋เฟิง ต้นกล้าน้อยที่จะดีงามในภายหน้า” อิงน่าร่วมวงล้อมด้วย
“ว๊าย” เสียงหวีดแหลมดังขึ้นอีกครั้ง เหล่าหญิงสาวที่แต่งกายงดงามพร่างพราวราวดาวประดับฟ้าที่เปล่งประกายล้อมอยู่รอบตัวไป๋เฟิง เขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พวกนางได้ฟังว่าภายหน้าเขาจะมีของดีงาม ก็พากันบิดผ้าเช็ดหน้าม้วนตัวเขินอายยกใหญ่ บางคนถึงกับยื่นมือลูบกระบองน้อยเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
ไป๋เฟิงเหมือนถูกหญิงสาวลวนลาม เขากุมเป้ากางเกงไว้แน่น หดตัวให้เล็กลงไปอีก เพื่อจะได้หนีพ้นมือที่ซุกซนของพวกนาง
“นี่ๆ อยากได้ก็ไปซื้อมา อย่าแตะของซื่อเฟิงให้มาก” อิงน่าดึงไป๋เฟิงให้ออกมาจากวงล้อมของหญิงสาวสี่ห้าคน พวกนางจึงทำเสียงคล้ายหมั่นไส้ แต่ไร้กลิ่นอายอิจฉาริษยา
ซื่อเฟิงไม่คลาดสายตาไปจากสีหน้าไป๋เฟิงเลย นางนั่งหัวเราะชอบใจเสียด้วยซ้ำ ในเรือนนี้พวกนางอยู่ด้วยกันทั้งหมดสิบคน ล้วนเติบโตมาด้วยกัน รักใคร่กันเสมือนพี่น้องร่วมอุทร คนที่นางสนิทมากที่สุด เห็นทีจะเป็ อิงน่า แล้วพอมีเด็กผู้ชายมาเพิ่มก็กลายเป็หัวข้อที่น่าสนใจ
“นี่ๆ ไม่เตรียมตัวรับแขกกันหรือแม่นางทั้งหลาย” ป๋ายเหนียงเปิดประตูเข้ามาเห็นภาพความวุ่นวายพอดี นางซึ่งเป็แม่เล้าดูแลเรือนสองถึงกับกอดอก จ้องคาดโทษหญิงสาวแต่ละคนที่ยังเล่นสนุกไม่รู้จักออกไปที่หอด้านหน้าเพื่อต้อนรับแขก
“น่าเบื่อ”
“ข้ายังง่วงอยู่เลย”
พวกนางพลันเปลี่ยนเป็เกียจคร้านเบื่อหน่ายทันทีที่ได้ยินว่าต้องออกไปทำงานแล้ว ทั้งที่พากันแต่งตัวงามเฉิดฉายพร้อมแล้วแท้ๆ
ป๋ายเหนียงเหลือบมองไป๋เฟิงแวบหนึ่ง แล้วเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ซื่อเฟิงที่กำลังแต่งหน้าทำผมอยู่หน้าคันฉ่อง แล้วเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีไม่วายเหน็บแนม
“ซื่อเฟิง แม่สาวงามอันดับห้า ข้ารู้ว่าเ้าได้เงินเยอะถึงขนาดซื้อเด็กผู้ชายมาเลี้ยงได้ แต่ข้าขอเตือนว่า เขาอยู่ที่นี่ได้จนอายุสิบสามก็ต้องพาไปเกณฑ์ทหาร”
“ข้ารู้ว่า ควรทำยังไง”
“ให้มันมีหน้าที่ทำความสะอาดเรือนพวกเ้า จะได้มีประโยชน์ เวลานายหญิงใหญ่ถามจะได้ไม่ถูกบ่น”
“ข้าไม่เคยรู้สึกว่า ท่านเป็คนขี้บ่นเลยจนกระทั่งตอนนี้”
“แม่สาวงามอันดับห้า ข้าเลี้ยงเ้ามาั้แ่อายุสิบสาม ดูแลดียิ่งกว่าแม่ที่นำเ้ามาขาย ข้าบ่นด้วยหวังดีแค่นี้ ทำมากระแหนะกระแหน เดี๋ยวเถอะ!”
อิงน่าฉีกยิ้มกว้าง วิ่งเข้ามาสวมกอดป๋ายเหนียงจากด้านหลังแล้วอ้อนเสียงหวานช่วยแก้สถานการณ์ให้สหายรัก “แม่เล้าป๋ายเหนียงคนงาม อย่าขุ่นเคืองเลยเ้าค่ะ”
“ไปกันได้แล้วอย่าชักช้า เดี๋ยวพวกสาวงามเรือนอื่นจะแย่งลูกค้า” แล้วป๋ายเหนียงก็ยอมใจอ่อนให้ นางพาพวกหญิงสาวออกไปต้อนรับแขกที่หน้าหอ ปล่อยให้เหลือเพียงซื่อเฟิงกับไป๋เฟิงสองคน
“ผู้หญิงสกปรก” ไป๋เฟิงบ่นพึมพำด้วยหงุดหงิดใจที่ต้องอยู่ร่วมกับพวกนางโลม
ซื่อเฟิงได้ยินก็วางตลับแป้งลงกระแทกโต๊ะ สาวเท้าเดินไม่กี่ก้าวไม่ทันถึงตัวเด็กชายด้วยซ้ำ มือนางตวัดออกไปก่อนแล้ว ตบลงบนแก้มไป๋เฟิงอย่างแรง
“ท่าน…” ไป๋เฟิงนิ่งอึ้ง ยกมือขึ้นกุมแก้มที่ถูกตบจนร้อนผ่าว แดงเป็รูปมือห้านิ้ว พอเขาเงยหน้าจะมอง นางก็เดินออกจากห้องไปแล้ว เด็กชายเม้มปากแน่น ทิ้งตัวนั่งลง ไม่ได้รู้สึกผิดสักนิด ตรงข้ามกลับรู้สึกโกรธจนอยากจะตบหน้านางคืน แต่เขาทำเช่นนั้นไม่ได้
ความสูงไม่พอ
ไป๋เฟิงหยิบก้อนเงินออกมาดู เขาไม่ได้เป็ใบ้ เพียงแต่ไม่อยากพูด แล้วที่เขาต้องขายตัวเป็ทาสเพราะไม่มีที่ให้ไปแล้วต่างหาก
ครอบครัวเขา ฆ่าตัวตาย หนีความยากจนข้นแค้น เหลือเขาที่ไม่ยินยอม
เขาโอหัง อวดดี คิดว่าขอเพียงมีชีวิตอยู่ ก็สามารถร่ำรวยได้ พ่อแม่เขาคิดสั้นเกินไป
คิดแล้วก็คิดถึงพวกท่าน เขาได้เงินมาตั้งหนึ่งตำลึง แต่ไม่รู้ว่าจะเอาไปให้ใครดีใจเหมือนคนอื่นๆ
น้ำตาหยดลงบนก้อนเงิน ภาพความอับอายเมื่อตอนกลางวันผุดขึ้นมาย้ำเตือนอีกครั้ง เด็กชายสบถสาบานอยู่ภายในใจอย่างแน่วแน่ว่า ‘รอข้าโตก่อนเถอะ ข้าจะไปจากสตรีน่าชังพวกนี้!’
ไป๋เฟิงยังเด็กเกินไป ยามที่ถูกคนอื่นแซวว่าโชคดีที่ได้อยู่ท่ามกลางหมู่มวลโบตั๋นนั้นหมายความว่าอย่างไร เด็กน้อยมีเพียงความอับอายที่แบกรับไว้ สำหรับเขาการมีที่ซุกหัวนอน กินอาหาร หายใจร่วมกับพวกนางโลมนั้น เป็นรกบนดินที่อยากหนีไปให้ไกล
“ไป๋เฟิง เ้าว่า ชุดนี้สวยหรือไม่”
“ไป๋เฟิง ข้าสวยกว่าซื่อเฟิงหรือไม่”
“ไป๋เฟิง น้ำหอมนี้ หรือ กลิ่นนี้ดี”
ทุกวันเขาต้องได้ยินเสียงเรียกหวานๆ ของเหล่านางโลมเรือนสองที่พากันมาออเซาะ หยอกล้อเขา ราวกับเขาเป็ของเล่นมีชีวิตชิ้นเดียวที่ทำให้พวกนางมีความสุขได้
เด็กชายตัวน้อยต้องทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะปัดกวาดเรือน ยกน้ำ ส่งของ บางทียังช่วยพวกนางแต่งตัว ช่วยซักผ้าตากผ้า สิ่งเดียวที่พวกหญิงสาวยังไม่กล้าหน้าหนาพอให้เขาทำคือ การซักผ้ารองระดู ซึ่งเขาซาบซึ้งใจมาก
เข้าเดือนที่สอง ไป๋เฟิงก็เรียนรู้อะไรหลายอย่าง หอนางโลมบุปผาหว่านราตรีนั้นกินพื้นที่กว้างใหญ่มาก ด้านหลังหอจะมีเรือนพักย่อยอยู่สิบกว่าหลัง เรือนสองที่เขาอยู่กับพวกซื่อเฟิงนั้น ในตอนแรกที่มองว่าใหญ่ สุดท้ายก็เล็กแคบ อยู่กันแบบเบียดเสียดถึงสิบคน แทบไม่มีช่องว่างให้เดินมากนักเมื่อรวมข้าวของเครื่องใช้ของพวกนาง
ในทุกเรือนย่อยถ้ามีหญิงสาวอันดับต้นๆ ของหอ พวกนางจะได้รับของกินของใช้ที่ดี อย่างเรือนสองนี้มี ซื่อเฟิงเป็ สาวงามอันดับห้าของหอ
ไป๋เฟิงถูกห้ามไม่ให้ไปที่หอด้านหน้า เขาจึงไม่เคยเห็นการทำงานของซื่อเฟิงว่าเป็อย่างไร แต่ถ้าถามเื่รูปโฉมที่น่ามองมากของนางนั้น ในใจเด็กชายแอบให้อันดับสองกับนาง ไว้เขาได้เห็นสาวงามอันดับต้นๆ คนอื่นๆ ของหอก่อน แล้วจะลงความเห็นอีกครั้งว่า ซื่อเฟิงสมควรได้อันดับสองจริงหรือไม่
แต่ละเรือนถูกกั้นด้วยกำแพง แบ่งสัดส่วนไว้ชัดเจน ก็ไม่ใช่เื่แปลกที่เด็กชายจะเห็นอยู่แค่สิบคนในเรือนสอง เวลาถูกใช้งานให้ออกนอกบริเวณ ก็แทบจะไม่ได้พบนางโลมคนอื่น เพราะพวกนางไปทำงานที่หอหน้าแล้ว
ตะวันเคลื่อนคล้อยลาลับขอบฟ้า หญิงสาวเริ่มออกไปทำงานกันตาม่เวลาที่ถูกมอบหมาย ไป๋เฟิงซุกตัวนอนอยู่ตรงซอกมุมล่างข้างเตียงซื่อเฟิง เขางีบหลับไปด้วยความเหนื่อย ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อใดที่ ซื่อเฟิงกลับมา นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงแล้วเท้าคางมองเขาเงียบๆ
วันแรกที่เขาพูดดูถูกอาชีพนางโลม ซื่อเฟิงโกรธมากจนลงมือตบเขา แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยพูดกันสักคำเดียว นางก็ไม่เคยแกล้งเขาอีก เพราะเห็นร่างเล็กๆ ต้องทำงานไม่ต่างจากผู้ใหญ่ นางรู้ว่า ไป๋เฟิงเหนื่อยมากในทุกวัน
“ท่านว่างมากหรือไง แอบมองข้า” ไป๋เฟิงไม่ได้ลืมตา แต่รู้สึกได้จึงพูดห้วนๆ
หญิงสาวใเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะรู้สึกตัว เห็นแล้วนึกสนุก จึงเงียบๆ ไว้
“ก็ไม่แปลกที่เ้าว่าง เพราะเป็สตรีที่วันๆ ดีแต่นอนกับบุรุษสบายๆ”
เพียะ
ครั้งนี้นางก็ยังมือหนักไม่ปรานี ไป๋เฟิงดึงผ้าห่มคลุมทั้งตัว ไม่อยากเห็นหน้านางอีก เขาพูดอะไรผิดกัน!
ซื่อเฟิงยิ้มขำแทนที่จะโกรธ เ้าเด็กบ้านี่ คิดว่านอนข้างกันเฉยๆ เหมือนที่เขานอนข้างล่างเตียงนางทุกคืนหรือไง
หนังสือเล่มหนึ่งถูกโยนทับบนหน้าเด็กชาย ไป๋เฟิงเปิดผ้าห่มออกด้วยสีหน้าโกรธขึ้ง แต่แล้วก็ไม่พบหน้าซื่อเฟิงอย่างที่คิด มีเพียงหนังสือที่นางทิ้งไว้ให้ต่างหน้า
ในวันนั้นเป็ครั้งแรกที่ซื่อเฟิงได้ความรู้เพิ่มว่า นอกจากนอนข้างกันเฉยๆ แล้ว ยังมีการนอนแบบใช้ท่าพิสดารพันลึกที่น่าอายมากๆ อีกด้วย เขาไม่อาจเข้าใจได้แท้จริง จึงแบกสีหน้าสงสัยที่ใสซื่อบริสุทธิ์ไปถามพวกอิงน่า
“ซื่อเฟิงตัวร้าย เ้าโยนงานหินให้ข้าแท้ๆ” อิงน่าดูหนังสือภาพพวกนั้นที่เด็กชายส่งมาให้แล้วถอนหายใจ เขายังตัวเล็กขนาดนี้ กระบองน้อยยังกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก ให้มาเรียนรู้คาวโลกีย์ก่อนวัยอันควรเพื่ออะไร!
“นางต้องนอนท่าพวกนี้กับบุรุษหรือ” ไป๋เฟิงรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย
“รอเ้าโตก่อน จะเข้าใจทันที” ให้ความไร้เดียงสานี้อยู่นานๆ เถอะ อิงน่าร้องโอดครวญในใจ
“นางจะ…นอนกับข้าแบบนี้หรือไม่” คราวนี้เขากลัวจริงๆ เพราะท่าพวกนั้นดูยากเกินไป
“เ้าจะทำแบบนี้กับภรรยาเ้าในอนาคต ซื่อเฟิงเอ็นดูเ้าเหมือนน้องชาย วางใจเถอะ” กว่าไป๋เฟิงจะเติบโตเป็หนุ่ม ซื่อเฟิงคงได้ถูกใจชายหนุ่มสักคนแล้วแต่งงานไปก่อนแล้ว ถึงพวกนางจะถูกขายตัวมาอยู่ในหอนางโลม ส่งเบี้ยหวัดให้ทางบ้านทุกเดือน แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องออกจากหอนางโลมไป
“นางเกลียดข้า” ไป๋เฟิงไม่กล้าบอกว่า วันนี้เขาอุตส่าห์พูดดีๆ ด้วยก็ถูกซื่อเฟิงตบหน้าอีกแล้ว ถ้าไม่เรียก เกลียด ให้เรียกว่า เอ็นดู ก็พิลึกเกินจะเชื่อได้
“วันนี้ข้าเหนื่อยมาก คนผู้นั้นอึดเกินไปแล้ว เขาทรมานข้าอยู่ครึ่งชั่วยาม”
กลุ่มหญิงสาวที่อ่อนระโหยโรยแรงเดินเข้ามาพลางบ่นงานที่ทำในวันนี้ โดยลืมไปว่ามีเด็กน้อยตาดำๆ ใสซื่อร่วมชายคาด้วย
“อะไรกัน ข้าเจอแต่พวกนกกระจอกไม่ทันกินน้ำ อารมณ์ค้างจนน่าหงุดหงิด”
“เบาๆ หน่อย เด็กได้ยิน ไป๋เฟิงไม่ฟังน้า เื่ไม่เหมาะสมทั้งนั้น”
ไป๋เฟิงถอนหายใจ พวกนางคุยเื่อย่างว่ากันทุกวี่ทุกวัน ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ไม่ได้สนใจ ทว่าวันนี้ที่ได้เห็นภาพในหนังสือ ในหัวเขาก็จินตนาการตามแล้วอดอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้ หรือโตขึ้น เขาต้องทำท่าพวกนั้นจริงๆ
“ข้าอยากอายุยี่สิบเร็วๆ จะได้ไปทำอาชีพอื่นบ้าง” เถาเอ๋อร์เปลื้องเสื้อผ้าออกให้เหลือเพียงเสื้อชั้นในกับกางเกงในแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนล้า
“มีชายในดวงใจแล้วหรือ” สหายของนางโถมทับบนตัวเถาเอ๋อร์แล้วกอดหยอกล้อ
“ไม่มี” หญิงสาวแอบซุกหน้าแล้วอมยิ้ม คนอื่นๆ ก็เดินเข้ามาล้อมวงต้อนคำถามด้วยความอยากรู้ ภายในเรือนมีเสียงหัวเราะคิกคักดูสดใส ทั้งที่อาชีพนางโลมไม่ได้มีเกียรติเลย แต่ในยุคสมัยที่ความยากจนนั้นน่ากลัว อาชีพนี้สุขสบายและมีเงินใช้เยอะที่สุดแล้ว
ไป๋เฟิงกลับไปนอนซุกที่เดิม แล้วยกมือขึ้นอุดหู เสียงสตรีพวกนี้น่ารำคาญได้ทุกวันจริงๆ เขาคิดเช่นนี้ เพราะเห็นแต่รอยยิ้ม การหยอกล้อที่สดใสมีความสุขของพวกนางโลม จนชินตา ไม่คิดว่าจะมีวันที่เขาอยากให้บรรยากาศดีๆ แบบนี้หวนกลับมาบ่อยๆ
ยิ่งเติบโตก็ยิ่งพบว่า เื้ัรอยยิ้มที่ดูมีความสุขของพวกนาง แบกรับความทุกข์ตรมไว้มากกว่าเงินหนึ่งตำลึงของเขา
เด็กชายอยู่หอนางโลมหนึ่งปี เขาก็ปรับสภาพอยู่ร่วมกับนางโลมเรือนสองได้อย่างดี และยังเป็ที่รักที่เอ็นดูของพวกนางมากขึ้น หลังจากที่ถูกตบครั้งที่สอง ก็กลายเป็ความห่างเหิน ไป๋เฟิงที่ไม่ค่อยพูดมากยังรู้สึกว่าตนสนิทกับหญิงสาวคนอื่นมากกว่าซื่อเฟิง แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะไม่ชอบหน้านางมากอยู่แล้ว
จนกระทั่งวันหนึ่ง
“ต่อไปเ้าต้องฟังคำสั่งของหลีิ่” จู่ๆ ซื่อเฟิงก็มาออกคำสั่งเด็ดขาดกับเขา
ไป๋เฟิงไม่เข้าใจคำสั่งนั้นจนได้พบกับหลีิ่ ชายฉกรรจ์ผู้เคร่งขรึมที่เขาต้องไปหาทุกวัน ถูกชายผู้นั้นสั่งให้ผ่าฟืน แบกกองฟืน ถือถังน้ำหนักอยู่หลายเดือน ทรมาทรกรรมร่างเล็กๆ ที่ผอมแห้ง เด็กน้อยโกรธการแกล้งครั้งนี้ของหญิงสาวจนน้ำตาตก
“มานี่!” ซื่อเฟิงออกคำสั่งเสียงแข็ง เด็กชายเดินเข้ามายืนตรงหน้านางทั้งมือกำหมัดแน่นหญิงสาวโน้มตัวอุ้มไป๋เฟิงที่โกรธหน้าหงิกหน้างอขึ้นนั่งบนตัก เขาก็ทำตัวแข็งทื่อดิ้นรนจะหนี แต่กลับถูกนางกอดเอวไว้แน่น “ข้าจะฟ้องหลีิ่ว่าเ้าดื้อ ดูซิว่าพรุ่งนี้เ้าจะโดนลงโทษอย่างไร”
เพราะคำขู่นางน่ากลัวเกินไป เขาถึงยอมนิ่งเฉย ปล่อยให้นางจับมือเล็กแบออกดู เผยรอยแผลแตกเืซิกที่ทำให้เด็กน้อยต้องหลั่งน้ำตาเงียบๆ
รูม่านตาดำของนางหดเล็กลงยามที่มองแผลยับเยินบนมือน้อย นางหยิบตลับยาขี้ผึ้งออกมาควักเนื้อยาป้ายตามรอยแผลที่ปริแตกอย่างระมัดระวังทุกครั้งที่ไป๋เฟิงสูดลมหายใจด้วยความเจ็บ ซื่อเฟิงโน้มใบหน้า ยกมือเขาขึ้นมาเป่าใกล้ๆ เป็การปลอบโยนใส่ใจ
ไป๋เฟิงแทบจะหดตัวเล็กหลีบในอ้อมแขนนาง ยิ่งได้กลิ่นน้ำหอมดอกไม้แสนนุ่มนวลชวนฝันโชยมาจากร่างซื่อเฟิงจางๆ ก็ทำให้ตระหนักว่า ที่ผ่านมา เขาไม่เคยคิดจะจำแนกกลิ่นที่ติดกายพวกนางโลมเลย เพราะพวกนางชอบใช้น้ำหอมกลิ่นฉุนแรงชวนให้เวียนหัว
เพราะวันนี้ใกล้ชิดมากขนาดนี้ ทำให้เขาได้รู้ว่า ซื่อเฟิงมีส่วนแตกต่าง
เขาชำเลืองมองเป็ระยะๆ รู้สึกขัดเขิน ประหม่า ทว่าภายในใจที่แห้งแล้ง สะสมแต่ความไม่ชอบ กลับมีความรู้สึกดีๆ เติมเข้ามา
ั้แ่ที่เขาไร้ครอบครัว ก็ไม่เคยมีใครห่วงใย…
“ซึ้งใจหรือ” ซื่อเฟิงเห็นดวงตาเรียวเล็กนั้นจ้องนางไม่กะพริบ ก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วยิ้มกวน
ไป๋เฟิงที่กำลังจมอยู่ในความคิด แทบจะสำลักอากาศที่หายใจเพราะคำพูดนั้น ใบหน้าเล็กพลันบึ้งตึง ตอบกลับเสียงห้วนที่ยังเจียมฐานะตน “ซึ้งใจขอรับ!”
ซื่อเฟิงไม่พูดอะไร นางผลักไป๋เฟิงให้ลงจากตัก แล้วปัดๆ บริเวณที่เขาเคยนั่ง เสมือนว่ามีฝุ่นติดอยู่ แล้วเดินออกไป ปล่อยให้เด็กชายไม่เข้าใจอยู่คนเดียว
เขาไม่เคยเข้าใจความคิดของสตรีน่าชังคนนี้อยู่แล้ว
ยิ่งกว่าไม่เข้าใจคือ ทำไมนางต้องให้เขาลำบากเพิ่มอีก
“ไปเรียนหนังสือที่สำนักอาจารย์หวัง”
คำประกาศิตนี้ ทำให้ไป๋เฟิงโกรธซื่อเฟิงทุกวัน เขาต้องไปเรียนหนังสือท่ามกลางการถูกเพื่อนร่วมชั้นที่รู้ว่า เขาอยู่ร่วมกับนางโลม หัวเราะเยาะให้ต้องอับอาย
“ต่อไปเ้าจะมีเต้าหู้สองก้อนเหมือนพวกนางไหม”
“ทำท่าอย่างไรให้นางพึงพอใจจนส่งเด็กรับใช้มาเรียนหนังสือ”
“เ้าหนอนเกาะชายกระโปรงบุปผา ฮ่าๆ”
ไป๋เฟิงแกล้งเป็หูทวนลมต่อคำถามกลั่นแกล้ง กระทั่งจะเรียนหนังสือให้เข้าใจเขาก็ไม่มีใจอยากจะทำ จนถูกอาจารย์สั่งลงโทษให้คัดตัวอักษรเป็ร้อยหน้า ไม่เสร็จก็ห้ามกลับบ้าน
“เ้าลืมเขียนขีด้า” เสียงน่ารักเหมือนขนมหวานเย็นถ้วยหนึ่งดังขึ้น
ไป๋เฟิงหันหน้ามอง พบใบหน้าเล็กขาวเนียนจิ้มลิ้มมีเสน่ห์ ตัดผมน่าม้า ผูกผมทรงซาลาเปาสองข้างปักปิ่นดอกบัวห้อยกระกระพรวน ติ่งหูห้อยต่างหูไข่มุกสีชมพู นางอายุห้าขวบแต่งกายด้วยชุดกระโปรงผ้าไหมสีฟ้านวลปักลายกระต่ายดีดพิณขับเน้นความหรูหราของฐานะ โดยไม่ต้องสงสัย ระหว่างนางกับเขาแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
“ข้าชื่อ เหมยมู่หลัน เ้าล่ะ” เด็กหญิงตัวเล็กนุ่มนิ่มนั่งลงข้างๆ กลิ่นหอมจากเสื้อผ้ากำจายให้คนที่อยู่ใกล้ใจแทบละลายและเจียมเนื้อเจียมตน
“เสี่ยวไป๋” ยามนี้เขาอายแม้แต่จะนำชื่อที่ซื่อเฟิงตั้งให้มารู้จักกับสตรีน้อยสูงศักดิ์คนนี้ นางจะได้ไม่แปดเปื้อนเมื่อใกล้คนต่ำต้อยอย่างเขา
“คุณหนูสามเ้าคะ” ไม่ทันที่เด็กสองคนจะได้คุยกันมากกว่านี้ เสียงสาวใช้ก็มาตามหาเสียแล้ว เหมยมู่หลันทำหน้ายู่เบื่อหน่าย แต่พอเข้ามาอยู่ในสายตาไป๋เฟิงกลับดูน่ารักมากจนเขายิ้มขำ
“ถ้าในชั้นเรียนนี้ไม่มีใครดีต่อเ้า ข้ามู่หลันจะเป็เพื่อนที่ดีกับเ้าเอง ความตั้งใจของคนเราวัดสูงต่ำไม่ได้ เ้าพยายามเข้าล่ะ” เหมยมู่หลันยิ้มสดใส นางรีบลุกขึ้นไปหาสาวใช้ที่มาเรียก ทิ้งร่องรอยความรักไว้บนหัวใจเด็กชายโดยไม่รู้ตัว
เขาตกหลุมรักแรกพบ
ไป๋เฟิงหันมองตามร่างเล็กๆ นั้นอีกครั้ง แววตาเป็ประกายความหวัง ไม่กล้าคิดฝันจะเป็เพื่อนกับคนสูงศักดิ์ แต่ก็ไม่อยากทำให้นางต้องผิดหวัง คำพูดประโยคเดียวเหมือนมือที่ฉุดรั้งให้ขึ้นมาจากเหวลึก
หลังจากวันนั้นที่พบเหมยมู่หลัน เด็กชายก็อยากมาเรียนทุกวัน เจตนาโง่เขลาให้ถูกลงโทษเพื่อที่เด็กหญิงจะได้แวะมาช่วยสอนเขา
ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน ่หลัง เหมยมู่หลันให้สาวใช้มาอยู่เป็เพื่อนด้วย นางสนิทกับไป๋เฟิงที่สุด เพราะในชั้นเรียนสตรีล้วนที่นางอยู่ก็ไม่มีใครอยากเป็เพื่อนกับนางเลย เพราะฐานะทางการเมืองที่ตระกูลของนางกุมอำนาจ
เหมยมู่หลันได้ยินข่าวลือที่เด็กผู้ชายพูดถึงว่า มีเด็กรับใช้ที่นางโลมส่งมาเรียนหนังสือ ในวันนั้นได้เห็นเงาร่างโดดเดี่ยวของไป๋เฟิง นางเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ในเมื่อคนทั้งคู่ก็มีความเหงาเหมือนกัน ย่อมต้องเป็เพื่อนที่ดีของกันและกันได้แน่นอน
เมื่อความรักเบ่งบานในหัวใจ สีหน้าแววตาของไป๋เฟิงก็เปลี่ยนไปมากจนหญิงสาวในเรือนสองรู้สึกได้ พวกนางล้อมหน้าล้อมหลังเด็กชายเพื่อหยอกเย้าแซวเล่นทันที
“สตรีใดได้หัวใจของไป๋เฟิงน้อย”
“นางเป็ลูกสาวบ้านใด”
“ซื่อเฟิงเ้าควรเตรียมสินสอดไว้ให้ไป๋เฟิงแต่งภรรยาได้แล้วนะ”
พวกนางหัวเราะขำกัน ซื่อเฟิงได้ฟังก็เลิกคิ้วมองเด็กชายที่นางเก็บมาจากข้างถนนด้วยอารมณ์สงสารชั่ววูบ หนึ่งปีที่อยู่ในเรือนสองภายใต้การดูแลของนาง แม้หุ่นเขาจะยังผอมบางอยู่ แต่ก็ดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อน บุคลิกโอหังอวดดีซ่อนภายใต้ความนิ่งเงียบ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเด็กหญิงน่ารักๆ มาทำให้เขาสนใจได้
“เขาไม่ใช่ลูกชายข้านะ” ซื่อเฟิงยิ้มเยาะ แววตามีความเศร้าระทมวูบหนึ่ง
“อ่า ข้าคิดว่าเ้าอยากได้ตัวแทน…” ไห่ลี่ยกมือขึ้นปิดปาก เนื่องจากอิงน่าส่งสายตาห้ามปรามนัยๆ คนอื่นๆ ก็พอจะรู้ทัน จึงเสเปลี่ยนเื่อื่น ขณะที่ซื่อเฟิงไม่ได้ใส่ใจความผิดพลาดนั้น มีเพียงไป๋เฟิงที่ยังติดอยู่ในความสงสัย
ตัวแทนใคร?
่ที่ซื่อเฟิงไปทำงานที่หอด้านหน้า ไป๋เฟิงมองอิงน่าหลายครั้งด้วยความลังเล ในที่สุด เขาก็หาโอกาสเข้าไปหานางแล้วถามสิ่งที่ค้างคาอยู่ถึงเจ็ดวัน
“อิงน่า ข้าเป็ตัวแทนใครหรือ” เด็กชายไม่อ้อมค้อม
“เ้าเด็กขี้สงสัยเื่ไร้สาระ” อิงน่าเขกหน้าผากเขาทีหนึ่งด้วยหมั่นไส้ความอยากรู้ที่ไม่ควรนั้น “เ้าเป็ตัวแทนให้ใครไม่ได้หรอก แค่พวกไห่ลี่ที่เข้าใจความเอ็นดูของซื่อเฟิงแล้วตีความหมายเช่นนั้น”
“นางเกลียดข้า” นางจงใจให้เขาลำบาก ถูกเพื่อนหัวเราะเยาะ ทั้งที่นางรู้ว่า ตัวเองเป็นางโลมที่ไร้เกียรติ ไป๋เฟิงคิดเช่นนี้ แต่ไม่กล้าพูด เขายังเกรงใจอิงน่ามาก
“เหตุใดเ้ามองนางแง่ร้ายนัก ข้าไม่เคยเห็นซื่อเฟิงจะทุบตีด่าทอเ้าสักครั้ง”
“หากนางดีต่อข้าจริง คงไม่แกล้งให้ข้าแก้ผ้า”
อิงน่าฟังแล้วถอนหายใจ เหนื่อยกับเด็กคนนี้เหลือเกิน ช่างทิฐิใหญ่เกินตัว “ข้ายอมรับว่าตอนนั้นซื่อเฟิงแกล้งหนักมือเกินไป แต่มิใช่เพราะป้ายของเ้าหรือ ที่ทำให้นายจ้างอย่างนางต้องดูคุณสมบัติให้ครบ จะได้ไม่ขาดทุน”
“สตรีที่ดีไม่ทำเช่นนาง” ไป๋เฟิงหัวแข็ง ยืนหยัดในความคิดเดิมของตน
“ข้าพูดอะไรไป ก็เหมือนเข้าข้างสหาย ไว้เ้าเห็นด้วยตา ััได้ด้วยใจว่าความจริงซื่อเฟิงเป็เช่นไรกันแน่ เ้าจะมีคำตอบครบทุกข้อสงสัย แต่อย่าได้ลืมว่าในวันที่ไม่มีใครคิดจะช่วยเ้าให้พ้นความลำบาก นางช่วยไว้”
“ข้าจำไว้แล้ว” ไป๋เฟิงลุกขึ้นกลับไปนั่งที่เดิมแล้วนำ หนังสือออกมาฝึกอ่าน โดยไม่สนใจอิงน่าอีก สรุปแล้ว เขาก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดี มีแต่คำพูดยกยอน่าเบื่อของอิงน่า ที่เอียนจะฟัง
ไป๋เฟิงเพิ่งมาสังเกตว่า่หลังที่เขาเรียนหนังสือ หญิงสาวในเรือนสองพูดกันเสียงเบา เวลาที่พวกนางกลับมาแล้วเห็นเขาก้มหน้าอ่านหนังสือ หรือคัดลายมือก็จะนั่งมองแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยแววตาภูมิใจ เสมือนลูกชายกำลังตั้งใจจะไปสอบจอหงวนอย่างไรอย่างนั้น บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาปลาบปลื้ม
ที่น่าประหลาดกว่าคือ พวกนางถึงกับรวมเงินกันซื้อโต๊ะ อุปกรณ์เครื่องเขียน หนังสือให้ แล้วช่วยกันจัดพื้นที่เล็กๆ มุมส่วนตัวให้เขาได้มีสมาธิกับการเรียนมากขึ้น แม้ต้องนอนเบียดกันมากกว่าเดิมก็มิใช่ปัญหา
เด็กชายต้องแบ่งเวลาไปเรียนหนังสือ แล้วยังต้องเรียนวรยุทธกับหลีิ่ ใช่ เขาเพิ่งมาเข้าใจตอนอายุแปดขวบที่ได้เรียนกระบวนท่า หลังจากต้องฝึกฝนร่างกายอยู่หนึ่งปีจนมือแตกเป็แผลเืซิกกลายเป็หยาบกระด้าง
เขาที่เป็เด็กรับใช้ นางโลมได้เรียนทั้งบู๊บุ๋น ทั้งอาจารย์ที่สอนก็มีชื่อเสียงที่บุตรหลานขุนนางส่งไปเรียน พวกเด็กเร่ร่อนล้วนอิจฉาตาร้อนอยากมีวาสนาเหมือนเขา จึงเลียนแบบครั้งที่ไป๋เฟิงเคยทำตอนอายุหกขวบ แต่ไม่ใช่จะได้ผลลัพธ์เหมือนกันเสมอไป
เด็กชายรู้ความมากขึ้นทุกวัน เขาได้แต่เก็บคำถาม ความสงสัย ความอัดอั้นตันใจไว้มากมาย รอโอกาสไขความให้กระจ่างก็ไม่ได้เสียที เพราะเวลาของทั้งสองไม่ตรงกัน
ซื่อเฟิงทำงานไม่ได้เห็นหน้า นางกลับมาเรือนพัก เขาก็หลับแล้ว ่ที่นางหยุดเพราะมีระดู เขาก็ต้องไปเรียนกับหลีิ่ ่เวลาที่เขาอยู่ในเรือนสองก็แค่นอน ตื่นก็ออกไปข้างนอก
แม่เล้าที่เคยสั่งให้เขาทำตัวให้เป็ประโยชน์ทำงานก็ไม่เคยบ่น กลับเห็นดีเห็นงามสนับสนุนให้เขาตั้งใจเรียน ไป๋เฟิงรู้สึกชัดว่า เขาเป็ความหวังของพวกนางทุกคน แต่ไม่เคยแน่ใจเลยว่า สำหรับซื่อเฟิงนั้นใช่หรือเปล่า
เด็กชายอยากจะไปที่หอหน้า อยากเห็นว่าสตรีน่าชังคนนั้นทำงานหนักหรือไม่ เขาติดหนี้บุญคุณนางมากขนาดนี้ กลับไม่รู้อะไรเลย
“ข้าไม่อยากเรียนแล้ว ข้าไม่ใช่ลูกชายท่านนะ ข้าเป็ทาสที่ท่านซื้อมา” ไป๋เฟิงที่นั่งรอมาทั้งคืน กระทั่งเช้าที่ซื่อเฟิงโผล่หน้ามา เขาถึงกับะโบอกด้วยความโมโห
หญิงสาวคนอื่นๆ ที่นอนหลับอยู่ ใตื่นขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“ข้าคิดว่าท่านแกล้งข้า แต่ตอนนี้ข้าแปดขวบ โตแล้ว ข้ารู้ว่า ท่านหวังดี ข้าไม่้า!” เขาอยากเกลียดนาง ไม่อยากรู้สึกดี ประทับใจ หรือซาบซึ้ง ฉะนั้นความจริงที่ได้รู้มาทำให้เด็กชายไม่สบอารมณ์
“ข้าไม่เคยรู้เลยว่า ความสนุกที่พาเ้ามาเลี้ยงที่นี่ จะทำให้ทุกคนรักเ้าเหมือนลูก” ซื่อเฟิงกวาดสายตามองสหายที่เติบโตมาด้วยกัน ถูกขายเข้าหอนางโลมั้แ่เริ่มมีระดูอายุสิบสาม
พวกนางต้องอยู่ภายใต้คาวโลกีย์ รับรู้ความทุกข์สุขร่วมกันมา จนเข้าใจได้ว่า ความรักที่มีให้ไป๋เฟิงนั้นช่างมากมายเพราะอะไร
หญิงสาวที่ได้ฟังพากันตื่นเต็มตา บางคนถึงกับสะอื้นไห้ ไป๋เฟิงได้ยินแล้วหัวใจร่วงไปอยู่ปลายเท้า เขารับรู้มาตลอดว่าพวกนางรักเขามาก แต่คิดว่า สิ่งที่ติดค้างมากที่สุดอยู่กับคนที่ชังน้ำหน้าสุดก็อดโมโหไม่ได้
“เงินมากมายที่ส่งให้เล่าเรียน ไม่ได้้าเห็นสมองเท่าเมล็ดถั่ว” น้ำเสียงซื่อเฟิงเนิบนาบแต่เยือกเย็น นางเดินผ่านร่างเล็กที่เริ่มคลายความโกรธ เปลี่ยนเป็อับอายแทน จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง นางก็ทำให้เขาลงสู่จุดต่ำสุดได้ตลอด
ได้! ในเมื่ออยากให้เขาเรียน เขาจะเรียนให้ดีที่สุด จะได้คุ้มค่ากับความตั้งใจของทุกคน นางจะไม่สามารถดูถูกเขาได้อีก
ความอยากรู้อยากเห็นย่อมเพิ่มตามวัย ไป๋เฟิงอยากไปดูงานที่หอหน้า และหลีิ่ที่ชื่นชมในความตั้งใจเรียนของเขาก็อยากจะให้ลูกศิษย์ได้เปิดหูเปิดตาในสถานที่ที่อยู่ใต้จมูก จึงรับปากพาเขาเข้าไป
หอนางโลมบุปผาหว่านราตรีที่เวลากลางวันก็เหมือนสถานที่รื่นเริงทั่วไป แต่พอตกกลางคืนกลายเป็์ของโลกีย์ พวกนางทุกคนต่างแต่งกายงดงามเฉิดฉายไม่น้อยหน้าใคร มีรอยยิ้มหวาน การเอาใจเป็เลิศ จริตมารยาดึงดูดให้น่าหลงใหล เด็กชายได้พบหญิงที่งามกว่า นางโลมในเรือนสองก็จริง แต่ไม่มีใครดูจริงใจเลยสักคน
ในใจเขา นางโลมในเรือนสองงดงามทั้งกายและใจที่สุด ยกเว้นซื่อเฟิงหน้าเหม็นผู้นั้น
ไป๋เฟิงได้เจอคนคุ้นหน้า พวกนางตกตะลึงเล็กน้อยที่เห็นเขา ทั้งพยายามหลีกเลี่ยงไปทางอื่นไม่อยากจะให้เขาเห็นว่าพวกนางเป็อย่างไรเวลาทำงาน ตอนนั้นเขาถึงได้รู้ว่า หญิงสาวที่ยิ้มแย้ม พูดเื่อย่างว่า ก็มี่เวลาที่อายเป็
หลีิ่เช่าเด็กสาวอายุสิบสามปีที่เพิ่งเข้ามาในหอนางโลมให้ไป๋เฟิงได้ลองลงสนาม เด็กชายหน้าแดงก่ำด้วยความเขิน นางอายุมากกว่าเขาไม่กี่ปี ดูก็ยังไม่ประสีประสากับเื่อย่างว่า เขาเองก็ไม่เคยทำเื่แบบนั้น จะให้กล้าทำคงยาก
จึงพากันนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียงในห้องเล็กที่ประดับประดาสีสันงดงาม ยามราตรีที่เสือออกล่าเหยื่อในหอนางโลม แต่ละห้องล้วนมีเสียงครวญครางดังทะลุมาไม่ขาดสาย
ไป๋เฟิงอยู่เรือนสองไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ยิ่งร้อนรุ่มแปลกๆ ในกาย แต่เมื่อหันมองเด็กสาวที่ดูตื่นกลัวแล้ว เขาก็ไม่มีแก่ใจจะหาความสุขจากนางเลย
“เ้าเคยรับแขกหรือไม่” ไป๋เฟิงชวนถามให้คลายความตึงเครียด ที่เหมือนจะเครียดกว่าเดิม
“ระ รับแล้วเ้าค่ะ เมื่อวาน” เด็กสาวตะกุกตะกักตอบ
“ตัวแค่นี้ก็สามารถทำท่าพิสดารพันลึกได้แล้วหรือ” ท่าในหนังสือที่ซื่อเฟิงเคยให้ดู บัดนี้เขายังรู้สึกว่ามันยากเกินไป
“ไม่ยาก” เด็กสาวส่ายหน้า แล้วก้มหน้าอีกครั้ง ดวงตาคลอน้ำตา น้ำเสียงสั่น ยิ่งนึกถึงสิ่งที่ต้องทำเมื่อวาน ความขื่นขมก็ทรมานอยู่ในใจนับไม่ถ้วน “ข้าแค่นอนเฉยๆ มันไม่ยาก แต่เจ็บมาก”
“เ้าไม่มีความสุข”
“ท่านย่าบอกว่า สตรีดีมีสามีเดียว แต่ด้วยสภาวะบ้านเมืองตอนนี้ สตรีดีต้องกตัญญูต่อครอบครัว ศักดิ์ศรีใช้กินไม่ได้อีกแล้ว ข้าต้องบำเรอความสุขให้บุรุษทุกคนที่จ่ายเงิน มากหน้าหลายตา จะมีความสุขได้อย่างไรเ้าคะ”
เพราะต้องทำงานด้านนี้ จึงเข้าใจเร็วกว่าเด็กทั่วไป คืนแรกที่มีคนประมูลตัวนาง นางก็รู้หน้าที่ความรับผิดชอบนี้ดี รุ่นพี่ในเรือนเดียวกันก็อบรมมาพอสมควรแล้วด้วย
“เ้าก็ไปนอนเฉยๆ ข้าจะไปหาอาจารย์” ไป๋เฟิงพูดจบก็ลุกขึ้นเดินอาดๆ ออกไป ปล่อยให้เด็กสาวนั่งงุนงง กว่าจะเข้าใจว่าหมายความยังไง นางก็ถูกทิ้งไว้แล้ว
เด็กชายจำได้ว่าหลีิ่อยู่ถัดไปสามห้อง ประตูก็สามารถเปิดออกได้ง่ายราวกับเป็ความตั้งใจของอาจารย์ให้เข้าไปชมได้ เพราะศิษย์ยังใหม่ประสบการณ์
เตียงนอนสั่นไหว เสียงครางของสตรีสอดรับกับจังหวะการเคลื่อนไหวของบุรุษที่อยู่บนร่าง ไป๋เฟิงพรวดพราดเข้าไปได้เห็นเื่อย่างว่าแบบชัดเต็มสองตา เด็กน้อยเบิกตากว้าง เหมือนถูกสาปยืนนิ่งเป็หิน คนบนเตียงที่กำลังหฤหรรษ์ก็ไม่ได้สนใจตัวตนของเขาเลย
ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจงานของนางโลมที่ต้องนอนกับบุรุษอย่างถ่องแท้
แล้วสตรีที่หลีิ่เลือกก็คือ ซื่อเฟิง
ความรังเกียจ ขยะแขยงท่วมท้นขึ้นในใจนี้ น่าแปลกที่เขามีให้กับอาจารย์ ไม่ใช่นาง
ที่ผ่านมา ในสายตาไป๋เฟิงนั้น หลีิ่เป็บุรุษที่หน้าตาธรรมดาชอบไว้หนวดเคราทำให้ดูเหมือนโจรูเาโฉด รูปร่างแข็งแรง แต่งตัวภูมิฐานมีความน่าเลื่อมใส ยามที่แนบร่างกับซื่อเฟิงที่หุ่นผอมบางมีทรวดทรงแล้ว น่ากลัวว่าหากรุนแรงไปจะทำให้นางาเ็ได้ แต่สิ่งที่เขาเห็นคือ ความหยาบคายที่กระทำต่อสตรีเยี่ยงวัตถุชิ้นหนึ่ง
นี่คือ อาจารย์ที่เขานับถือหรือ
ซื่อเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าเมื่อหันมาเห็นสายตาโกรธเกรี้ยวของไป๋เฟิง สีหน้านางฉายความตื่นตระหนกชัด ทั้งไม่รู้ตัวว่าพยายามขัดขืนหลีิ่เพราะนางถูกเด็กชายที่เก็บมาเลี้ยงเห็นงานไร้ศักดิ์ศรีนี้เข้า
“ไป๋เฟิง เข้ามาใกล้ๆ” หลีิ่ยกยิ้มสนุก เขายังมีแก่ใจเรียกเด็กชายให้เข้ามาร่วมด้วย ทั้งที่สีหน้าไป๋เฟิงเกินคำว่าเดือดดาลแล้ว
“ไอ้บัดซบ!” ไป๋เฟิงสบถออกมาแค่คำเดียว แล้วหมุนตัวออกไป ปล่อยให้หลีิ่ยิ้มค้าง ถูกศิษย์ด่าให้อับอายต่อหน้านางโลม
ซื่อเฟิงนิ่งเงียบเหมือนถูกดูดิญญาออกจากร่างไปหมดแล้ว ศีรษะชาวาบ หนาวสั่นไปทั้งกายมิใช่เพราะอุณภูมิในห้อง แต่เพราะความอัปยศที่ดึงความรู้สึกนางต่ำสุด
“ท่านหลี” นางสลัดเื่ไป๋เฟิงทิ้งไป แล้วหันกลับมาดึงความสนใจหลีิ่ เื่ความรู้สึกนำมาใช้ไม่ได้ นางไม่มีเวลาไปเสียใจกับเื่ไร้สาระ
โชคดีของไป๋เฟิงที่ หลีิ่ไม่ถือสาหาความ มิเช่นนั้นแล้วนางก็ไม่รู้จะหาอาจารย์เก่งๆ มาจ้างสอนเขาจากที่ไหนได้อีก
งานจบลง ความรู้สึกขาดวิ่น
หญิงสาวกลับมาที่เรือนพักในตอนที่ฟ้ายังไม่ทันสาง นางทอดสายตามองร่างเล็กของไป๋เฟิงที่นอนขดตัวอยู่ข้างล่างเตียงนางเหมือนที่ผ่านมา ในวันนี้พลันรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งยามที่ก้าวเข้าไปใกล้เขา
“ไป๋เฟิง” ซื่อเฟิงแตะที่แก้มเขาเบาๆ ความร้อนส่งผ่านมาลวกมือนาง
เขาถึงกับไข้ขึ้น!
ซื่อเฟิงช้อนอุ้มเด็กน้อยขึ้นมานอนบนเตียงนาง แล้วรีบไปหาผ้าชุบน้ำมาช่วยเช็ดตัวผ่อนความร้อนบนกายเขาจนดีขึ้น ฟ้าด้านนอกก็สว่างพอดี นางจึงรีบออกไป แต่ยามนี้เช้าเกินไป ประตูร้านยายังปิดสนิท นางเดินวนเวียนอยู่กับที่ด้วยความกระวนกระวาย
ประมาณหนึ่งชั่วยามให้หลัง ประตูร้านยาก็เปิดออก หญิงสาวแทบจะพุ่งเข้าไป นางบอกอาการของไป๋เฟิงโดยละเอียด ก็ได้ห่อยามา นางเข้าครัวลงมือต้มยาให้เองทุกขั้นตอนกระทั่งกลับมาที่เรือน เห็นไป๋เฟิงร้องละเมอด้วยฝันร้ายเพราะพิษไข้กำเริบอีกครั้งพอดี
“ออกไปนะ เ้าหลีิ่คนชั่ว”
หากยังปล่อยให้เด็กชายดิ้นรนแล้วฝืนป้อนยา นอกจากนางจะลำบากแล้ว เขาก็จะไม่ได้รับยาในปริมาณที่จะลดไข้ ซื่อเฟิงกัดฟันจำใจมัดมือเขาไว้ แล้วกรอกยาให้
“แค่กๆ” ไป๋เฟิงสำลักยาจนไอ ซื่อเฟิงนั่งลูบหลังให้เบาๆ แล้วมองใบหน้าที่แดงก่ำด้วยพิษไข้ของเขาด้วยความสงสาร “ฮือๆ ซื่อเฟิงสตรีหน้าเหม็น” แล้วจู่ๆ เขาก็ร้องไห้สะอื้น
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น สงสัยว่าในความฝันนั้น มีเื่เลวร้ายใด หรือ แค่ภาพนางอยู่ในฝันก็เป็ฝันร้ายที่สุดของไป๋เฟิงแล้ว
“ท่านแม่ ข้าไม่อยากอยู่กับซื่อเฟิงสตรีหน้าเหม็นแล้ว ฮือๆ”
ซื่อเฟิงฟังแล้วถอนหายใจ นางสอดแขนไปใต้ร่างเล็กช้าๆ แล้วรั้งเข้ามากอดไว้พลางตบที่สะโพกเขาเบาๆ คล้ายกำลังกล่อมเด็ก น้ำเสียงที่กระซิบข้างๆ ก็อ่อนโยนเป็ครั้งแรก “นางเป็สตรีที่ดีงาม เ้าอยู่กับนางเถอะนะ”
หญิงสาวชะงักเล็กน้อย เ้าเด็กนี่เกลียดนางกระทั่งในความฝันยังปรามาส ยังจะเพิ่มฝันร้ายให้เขาอีกหรือ หึๆ ถือว่านี่เป็บทลงโทษเขาแล้วกัน
เสียงสะอื้นหนักดังขึ้น ไป๋เฟิงคล้ายจะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนักเพราะประโยคเดียวของมารดาที่ผลักไส ซื่อเฟิงทำได้เพียงฮัมเพลงเบาๆ ที่ไร้ความหมายแต่มีทำนองน่าฟัง กล่อมขวัญที่เหนื่อยล้าของเด็กชายให้ผ่อนคลาย ในที่สุดเขาก็สามารถหยุดฝันร้ายลงได้ แต่ไม่คาดคิดว่าแขนน้อยจะกอดเอวนางไว้ ใบหน้าซุกในอ้อมอกอย่างถวิลหาไออุ่น
สองร่างกอดกันกลม หนึ่งเด็ก หนึ่งสตรีโต พวกอิงน่าที่เข้ามาเจอภาพนั้นถึงกับยิ้มหน้าบาน มีบางคนถึงกับแอบวาดภาพไว้รอพวกเขาตื่นจะได้มีเื่หยอกเย้าเล่นสนุกกัน
อบอุ่นและนุ่มนิ่ม เป็หมอนข้างหรือเตาผิงที่เขากำลังกอดอยู่ ไป๋เฟิงไซร้หน้าลงบนความนุ่มนั้นเบาๆ เหมือนจะได้ดอกไม้หอมอ่อนๆ ผสมกลิ่นนม เขารู้สึกเหมือนอยู่ในฝันดีที่ไม่อยากตื่น
แต่ข้างหูได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักที่คุ้นเคยก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่จ่ออยู่ตรงหน้ากลับเป็เสื้อสีขาวตัวบางที่แบะออกเพราะการซุกไซร้หน้าของเขา เนินเนื้ออวบอิ่มขาวเนียนยิ่งกว่าเต้าหู้นั้นมิใช่หน้าอกสตรีแล้วจะเป็อะไรไปได้อีก
ไป๋เฟิงแหงนหน้าขึ้น ศีรษะเขาชนปลายคางนางเข้าอย่างจัง ซื่อเฟิงร้องเจ็บ เด็กชายใรีบเด้งตัวออกห่างจนหงายหลังตกจากเตียง เสียงหัวเราะในเรือนดังสนั่นไม่สร้างความอับอายให้เขาได้เท่านอนซุกหน้าอกนาง!
พอได้เห็นหน้าซื่อเฟิง ภาพที่นางร่วมรักกับหลีิ่ก็ผุดชัดขึ้นมาในความทรงจำ เขาโมโหจนหน้าแดงก่ำอีกครั้ง
“หน้าไม่อาย นั่นอาจารย์ข้านะ!”
ซื่อเฟิงเจ็บจนน้ำตาคลอ นั่งลูบปลายคางเบาๆ ในขณะที่อิงน่าเป็ฝ่ายเข้ามาปลอบโยนเขาแทน “ไป๋เฟิง ค่าเล่าเรียนกับท่านหลีต้องใช้เงินจำนวนมาก พวกเราทำงานอีกสิบปีก็ไม่พอจ้างเขา สิ่งที่เ้าเห็นเป็การแลกเปลี่ยนเพื่อลดราคา ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน”
“ข้าได้เล่าเรียน มาจากการขายเรือนร่างของเ้าน่ะหรือ สกปรกสิ้นดี!” ไป๋เฟิงโกรธจนน้ำตาไหล ที่เขาโกรธจริงๆ คือ ความอ่อนแอของตน นกน้อยอย่างเขาจะปีกกล้าได้ต้องให้สตรีอย่างนางมาเสียสละมากมายขนาดนี้ มันช่างอัปยศอดสูยิ่งนัก
“ข้าถึงไม่อยากเรียน เ้าเลิกสร้างตราบาปให้ข้าเสียที ซื่อเฟิง”
อิงน่านิ่งอึ้งไป ภายในห้องเงียบกริบ กระทั่งเสียงลมหายใจยังดังกว่า ซื่อเฟิงรับสายตาคับแค้นของไป๋เฟิงด้วยสีหน้าเฉยเมย “เ้าก็รีบเรียนให้จบ สอบจอหงวน หลุดพ้นไปจากที่ที่เ้าชิงชัง”
พูดจบนางก็เดินออกไปจากเรือน ทิ้งช่องว่างไว้เช่นเคย ไป๋เฟิงกำหมัดแน่น เป็ความหวังดีบ้าบออะไรกัน สุดท้ายแล้วที่พยายามส่งเสริมให้เขาได้ดีเพื่อถีบหัวเขาไปให้ไกลหรือ เหตุใดไม่แสดงสีหน้า แววตา ความรู้สึกให้เขาซาบซึ้งกว่านี้
แท้แล้วนางไม่เคย้าพันธนาการเขาไว้เลย
ในความทรงจำของเขา สตรีน่าชังซื่อเฟิงนั้นมีคุณงามความดีเลือนราง แต่กลับมีร่องรอยชัดเจนอยู่ในใจ ที่ไม่แน่ชัดว่าเป็แบบไหน เขารู้มากขึ้นอีกว่า เงินที่นางโลมแต่ละคนทำงานได้มานั้น ไม่ใช่ทุกคนจะคุ้มค่าเหนื่อย บางคนยังต้องส่งเงินให้ครอบครัวทุกเดือน
เมื่อวัยที่เพิ่มขึ้นได้สะสมความรู้จากการเล่าเรียน ไป๋เฟิงถึงได้สังเกตว่าก่อนพวกนางไปทำงานที่หอหน้าจะดื่มน้ำบางอย่าง เขาก็ไม่ใช่คนขี้อายอีกที่จะไม่กล้าถาม
“น้ำแกงป้องกันมีครรภ์”
เป็สิ่งสำคัญที่แม่เล้าจัดส่งมาให้ทุกวัน ทว่าพวกนางไม่รู้ว่ามีส่วนผสมอะไร ไป๋เฟิงก็ไม่ได้คิดถามให้มากความอีก หากหลังจากนั้นไม่ได้ผ่านห้องครัวแล้วเห็นขั้นตอนการทำน้ำแกงป้องกันมีครรภ์
เขานำน้ำแกงไปสอบถามที่ร้านยาถึงได้รู้ว่าหอนางโลมใช้ขั้วลูกพลับแห้งเผาบนกระเบื้อง ต้มกับเหล้าขาวมักจากข้าวผสมปรอทดื่มวันละ 7 ขั้ว 7 วัน เท่ากับพวกนางดื่มของที่ผสมสารพิษเข้าไปทุกวันสะสมในร่างกาย ในใจเขาก็นึกห่วงคนที่ไม่ชอบขึ้นมาเสียดื้อๆ
ทำได้เพียงแยกหม้อต้มยาของเรือนสอง ไม่ใส่สารพิษ เขาลักลอบทำอยู่เช่นนี้โดยไม่มีใครจับได้ แต่ก็ไม่คาดว่าจะทำให้เกิดเื่
อิงน่าตั้งครรภ์!
นี่เป็เื่ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับพวกนาง ทันทีที่แม่เล้าผู้ดูแลทราบเข้าก็ไม่ปล่อยไว้นาน
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปของอิงน่า ฝังลึกในใจไป๋เฟิง นางต้องทำลายลูกของตนอย่างไม่อาจเลี่ยง ทั้งร่างกายและจิตใจสาหัสจนนอนซมอยู่บนเตียงนับเดือน เขาเป็ต้นเหตุให้นางพบกับฝันร้าย
ไป๋เฟิงนั่งลงใกล้เตียงอิงน่า เขาไม่กล้าจะมองหน้านาง ได้แต่ก้มหน้าอยู่ตลอดแล้วสารภาพความจริงออกไป เขากลัวว่าจะต้องถูกนางด่าทอและชิงชังด้วยการกระทำอันโง่เขลาที่ไม่สมกับคนมีการศึกษา เขารอคอยด้วยหัวใจที่สั่นไหว รอแล้วรอเล่าก็มีแต่ความเงียบจนน่าประหลาดใจ
“ท่านไม่เกลียดข้าหรือ” ลำคอของเขาตีบตันจนเสียงแปร่งยามเอ่ยถาม
อิงน่าในเวลานี้ไม่ได้งดงามเช่นวันวานอีกแล้ว นางซูบผอมซีดเซียว ทำให้ไป๋เฟิงขอบตาร้อนผ่าวอยากจะย้อนเอา่เวลาที่นางสดใสกลับมาอีกครั้ง
“เมื่อครั้งที่พบเ้าอายุหกขวบ รู้หรือไม่ เหตุใดข้ากับซื่อเฟิงไปที่นั่น ที่เต็มไปด้วยเด็กขายตัวเป็ทาส” เสียงนางแหบแห้ง อ่อนแรง กระนั้นก็มีเื่อยากจะพูดถึงได้อดทน
ไป๋เฟิงส่ายหน้า เขาจะไปรู้อะไร พวกนางซื้อเขามาแล้วส่งเล่าเรียน ไม่เคยมีสักครั้งจะอธิบายให้เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุความทุ่มเทเกินตัว
“ซื่อเฟิงสูญเสียลูกคนแรกไป” อิงน่ายิ้มเศร้า
ไป๋เฟิงใกับความจริงนี้ ตอนนั้นนางไม่เหมือนคนที่ใจสลายเลย
“นางแอบเก็บเป็ความลับ พวกเราก็ไม่มีใครที่รู้ จนกระทั่งคลอดทารกชายออกมา แม่เล้าโกรธมาก นำลูกนางไปทิ้งโดยที่ไม่ยอมบอก”
หวนคิดถึงตอนนั้น ซื่อเฟิงเก่งยิ่งนักที่ปิดเป็ความลับได้จนคลอดลูก ในขณะที่ตัวนางไร้ความสามารถ นำไปสู่การสูญเสีย เป็ความพลัดพรากที่แตกต่างแต่ทุกข์ตรมเหมือนกัน
“นางไปตามหาลูก” ไป๋เฟิงถอนหายใจโล่งอก เขาคิดว่า ลูกชายซื่อเฟิงเสียชีวิตแล้ว หากยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ก็ย่อมมีความหวัง
“ซื่อเฟิงคงถูกชะตากับเ้ามาก นางจึงทดแทนให้เสมือนบุตรชาย ที่ผ่านมานางเป็คนเก็บความรู้สึกเก่ง ในใจคงเ็ปยากหยั่งรู้ได้ เ้าอย่าเกลียดนางอีกเลยนะ” ถ้อยคำนี้มาพร้อมการขอร้อง ถึงซื่อเฟิงไม่เคยระบายสิ่งใดเลย ในตอนนี้อิงน่าเข้าใจแจ่มแจ้งหมดแล้วยามที่ต้องเสียลูก รู้สึกผิด คิดถึง ทรมานเป็อย่างไร
“นางไม่เคยแสดงความรู้สึกดีๆ กับข้า” นอกจากความเฉยเมยและกลั่นแกล้งแล้ว ไป๋เฟิงนึกความดีอย่างอื่นของซื่อเฟิงไม่ออกจริงๆ
“ก็เ้าเป็เด็กดื้อ” อิงน่ายิ้มบางปนเอ็นดู ไม่อาจบอกได้ว่าซื่อเฟิงแท้แล้วเป็อย่างไรถึงไม่ยอมแสดงความรู้สึกดีๆ ให้ไป๋เฟิงรับรู้ “เป็บุตรที่ดีของซื่อเฟิงนะ”
“แม่ของข้ามีแค่คนเดียว” จะให้ซื่อเฟิงมาเป็แม่เขาน่ะหรือ ไว้ชาติหน้าแล้วกัน “ท่านเลิกพูดจาเลอะเทอะได้แล้ว พักผ่อนมากๆ ขะ ข้ายอมรับท่านได้นะ”
อาจเป็เพราะความรู้สึกผิดที่เขาไม่ใส่สารพิษลงไป ทำให้นางตั้งครรภ์จนเสียลูก ไป๋เฟิงกำมือแน่นบนเข่า เขาตะกุกตะกักเล็กน้อยเอ่ยนัยๆ “ท่านเป็แม่ข้าได้นะ อยากรับข้าเป็ลูกหรือเปล่า”
ช่องว่างในใจเหมือนถูกถ้อยคำนั้นเติมเต็ม อิงน่าตื้นตันใจจนร้องไห้ นางพยักหน้าอ้าแขนรอ ไป๋เฟิงขัดเขินเล็กน้อย แต่ก็ยอมเข้าไปให้นางกอด โดยไม่รู้ว่าเมื่อลับสายตาแล้วรอยยิ้มของอิงน่าจะเปลี่ยนไปเป็เย้ยหยัน แววตาที่เคยทุกข์ตรมเหมือนไม่เคยมีอยู่ ราวกับได้ทำบางอย่างสำเร็จ
การทำแท้งในหอนางโลมนั้นเป็เื่ธรรมดาไปเสียแล้ว นางก็ไม่ได้อาลัยอาวรณ์เด็กในท้องที่เป็ลูกของบุรุษคนใดก็ยังไม่รู้ แต่การได้รับความเห็นใจแล้วไป๋เฟิงยอมเป็บุตรบุญธรรมนับว่าคุ้มค่ากับงิ้วที่แสดงมาหลายวัน
เื่นี้รู้ถึงซื่อเฟิง คนอื่นๆ อาจจะร่วมแสดงความยินดีกับอิงน่าที่อาการป่วยทางกายทางใจดีขึ้นเพราะได้รับไป๋เฟิงเป็บุตรบุญธรรม เว้นเพียงนางที่ไม่ออกความเห็นใด
“เ้าโกรธข้าหรือ” ระหว่าง่พักผ่อนกลางวัน อิงน่านั่งลงบนเตียงเดียวกับซื่อเฟิงที่กำลังนั่งทาน้ำมันบำรุงเส้นผม แล้วกระทู้ถามด้วยความอยากรู้
“ไป๋เฟิงมีพร์ อนาคตเขาต้องก้าวไกลแน่นอน เ้าจะได้ออกจากหอนางโลม มีชีวิตที่ดีในฐานะมารดาอุปถัมภ์”
“ถูกต้อง ข้าไม่ยอมให้เ้าทำเหมือนโยนเงินทิ้งแม่น้ำ โดยไม่มีพันธนาการเขาไว้ ถ้าข้าสุขสบาย ข้าไม่ลืมเ้า สัญญา”
ไป๋เฟิงแตกต่างจากเด็กคนอื่น อิงน่าสังเกตมาั้แ่วันแรกจนวันนี้ กระทั่งถามไถ่จากอาจารย์ที่สอนเขา ล้วนพูดเป็เสียงเดียวกันว่า เขาเป็เด็กที่มีพร์อย่างหาจับตัวได้ยาก เพียงแต่มีทิฐิเหย่อหยิ่งมากเกิน ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหา
พอพวกนางอายุเกินยี่สิบปีก็กลายเป็สาวแก่แล้ว ราคาก็ถูกลง หากินยิ่งลำบาก ออกไปทำงานอื่นก็ต้องอดมื้อกินมื้อ มิสู้สร้างหนี้บุญคุณกับไป๋เฟิงไว้ รอเขาได้ดีในวันหน้า ต้องไม่ลืมนาง
ส่วนซื่อเฟิงนั้นจะมาโทษโกรธเคืองนางไม่ได้ ใครใช้ให้ทำนิสัยแย่ๆ จนไป๋เฟิงไม่ชอบขี้หน้าเล่า
ยิ่งอิงน่าได้รู้มาว่า ไป๋เฟิงห่วงพวกนางเรือนสองจะได้รับสารพิษสะสมจากน้ำแกงป้องกันมีครรภ์มากเกินไป แล้วแอบสลับยา ความตั้งใจนี้น่าซาบซึ้งนัก นางก็ยอมลงทุนปล่อยให้มีเด็กแล้วสร้างความรู้สึกผิดในใจเขา แล้วทุกอย่างก็ออกมาตามที่นาง้า
น้ำเสียงของสหายเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แววตาวาดฝันถึงอนาคตที่มีสิ่งดีๆ รองรับแล้ว ทำให้ซื่อเฟิงอนาถใจมากกว่า
ั้แ่ที่ลูกของนาง ถูกนำไปทิ้ง ประสบชะตากรรมเช่นไรสุดจะรู้ได้นั้น นางก็เหมือนคนไร้ชีวิต เงินทองหาได้มาแม้จะส่งให้ทางบ้านก็ยังมีเก็บไว้ใช้บั้นปลาย ดูว่างเปล่าไร้เป้าหมาย กระทั่งได้รับไป๋เฟิงมาเลี้ยง ชีวิตเหมือนชุ่มชื้นขึ้นมาอีกครั้ง มีเด็กให้คอยเฝ้าดูและหยอกเย้าเล่น นางไม่คาดหวังให้เขามาผูกพัน ทว่าปรารถนาดูเขาเติบโตเป็ต้นไม้ใหญ่ที่ตระหง่านก็เท่านั้น
“ถ้าเ้าไม่โกรธก็ดีแล้ว เ้ายังจะจ่ายค่าเลี้ยงดูให้เขาต่อไปใช่หรือไม่”
นี่ล่ะ เหตุผลสำคัญที่ทำให้อิงน่ามาอยู่ตรงนี้ นางไม่ใช่หญิงงามมีอันดับเหมือนซื่อเฟิง ค่าตัวก็น้อยกว่า จะให้เจียดเงินเลี้ยงไป๋เฟิงคนเดียวก็คงไม่ไหว
กลุ่มพวกไห่ลี่ได้ยินแล้วพากันคว่ำริมฝีปาก เอ่ยแซะอย่างอดไม่ได้กับความเห็นแก่ตัวแบบนี้ของอิงน่า “โถ๋ๆ อยากเป็มารดาอุปถัมภ์ แต่ไม่ออกเงินสักอีแปะ”
“เขารู้สึกผิดที่ทำให้ข้าถูกพรากลูก ชีวิตเด็กคนหนึ่งแลกกับความกตัญญูในฐานะบุตรก็ถูกต้องแล้ว”
พวกนางดื่มน้ำแกงป้องกันมีครรภ์มาหลายปีจนจำรสชาติได้ขึ้นใจ พอรสชาติเปลี่ยนก็รู้ผิดปกติทันทีแล้วหาต้นเหตุถึงได้รู้ว่าเป็ฝีมือ ไป๋เฟิง แต่เลือกไม่พูดเพราะเห็นแก่ความหวังดีที่ไร้เดียงสานั้น ทว่าอิงน่ากลับฉวยโอกาสนี้สร้างาแในใจเด็กน้อยเพื่อให้เขารับผิด
“ถึงไป๋เฟิงไม่ใส่ปรอทลงไปในน้ำแกง เ้าไม่ชอบน้ำแกงมาแต่ไหนแต่ไร มีเล่ห์เหลี่ยมไม่ยอมดื่มจนพลาดมีครรภ์ไปสามครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็เจตนาไม่ดีของเ้าเอง ไม่ใช่ความผิดไป๋เฟิงเลย”
“เห่ามาก็เหมือนสุนัขขี้อิจฉา” อิงน่าตัดรำคาญ ถ้าไม่ฉวยโอกาสนี้ เ้าเด็กคนนั้นดื้อรั้นจะตาย นางไม่มีทางเอ่ยปากเปล่าขอเป็มารดาอุปถัมภ์ แล้วเขาจะรับง่ายๆ หรอก
“หน็อยแนะ!” พวกไห่ลี่สามคนเดือดเป็ฟืนเป็ไฟขึ้นมาพร้อมกัน แล้วภายในเรือนสองก็เสียงดังไปด้วยการทะเลาะวิวาทของสตรีที่เติบโตมาด้วยกัน ยามปกติรักใคร่ปรองดองกันดีเชียว แต่พวกนางก็เหมือนลิ้นกับฟันก็ต้องมี่เวลาไม่ลงรอยกันบ้าง
อิงน่าคนเดียวก็ใจสู้ไม่ถอย ใครฟาดฝ่ามือใส่หน้า นางก็ฟาดกลับ เปิดศึกกันเป็รายคนอย่างไม่เกรงกลัว ใครจะไปเชื่อว่า นางโลมที่แต่งหน้าแต่งกายงดงามมีเสน่ห์ในหอหน้าจะยกแข้งขา กระโปรงบาน แตะถีบตบตีกันโกลาหล
ในขณะที่ซื่อเฟิงล้มตัวลงนอน หลับตาลงไม่อยากรับรู้
“พวกเ้าทำอะไรกัน!” เป่าเหลียงกับหญิงสาวอีกสามคนเข้ามาในเรือนพอดี เห็นภาพที่สหายทะเลาะกันเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นบ้าง บนเตียงบ้าง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย อ้ากว้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ช่างเป็ภาพที่ล่อแหลมและน่าสมเพชมาก
ศึกนั้นถึงได้จบลงด้วยดี ต่างเืตกยางออก ใบหน้าแดงปื้นช้ำเขียว มีสภาพที่เมื่อแม่เล้าประจำเรือนมาเห็นก็ด่าทอไปหลายยกจนหูชาเลยทีเดียว จนเมื่อพวกนางได้รับรู้สาเหตุกันครบ พวกเป่าเหลียงก็รู้สึกว่า อิงน่าทำเกินไป
“เ้าอยากให้เขาตอบแทนคุณก็ต้องจ่าย จะให้ซื่อเฟิงรับผิดชอบทั้งหมดเหมือนเดิมได้อย่างไร”
“ซื่อเฟิงยังไม่เดือดร้อน กงการอะไรของพวกเ้าด้วย” อิงน่าฉุนเฉียว ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนต้องทำเหมือนนางเป็คนเห็นแก่ตัวมาก นางก็ดูแลปลอบโยนไป๋เฟิงมาตลอด ไม่เคยว่าร้ายให้เขาเกลียดซื่อเฟิงเลยสักครั้ง ทั้งให้สัญญาแล้วว่าจะไม่ทิ้งกันหากได้ดี
“เ้าอยากทำตัวเป็พระโพธิสัตว์ต่อหน้าไป๋เฟิงน่ะสิ”
“ซื่อเฟิง เ้าบอกพวกนางสิว่าเ้าเต็มใจ” อิงน่าหันหน้าไปขอความช่วยเหลือ
“เ้าจ่ายหนึ่งตำลึงซื้อตัวเขาไป” ฟังที่พวกนางโต้เถียงกันพอแล้ว ซื่อเฟิงเอ่ยเพียงประโยคเดียวที่จะตัดทุกปัญหา
“หนะ หนึ่งตำลึง” อิงน่าผิดหวังชัด แท้แล้วนางตระหนี่เกินกว่าจะลงทุน
“พวกเป่าเหลียงจะได้ไม่กล่าวหาเ้าอีก” ส่วนค่าเล่าเรียนที่ผ่านมานางไม่คิดเรียกคืนทั้งหมด ซื่อเฟิงนั่งรออย่างสงบนิ่ง นางมองหน้าอิงน่าก็เข้าใจทันที
“อิงน่า ถึงพวกเราจะสนิทกัน ข้าผ่อนเบาบางเื่ให้เ้าได้ แต่นี้เกี่ยวกับคนผู้หนึ่ง คนอื่นๆ ก็รักและเอ็นดูไป๋เฟิงเสมือนบุตร เพียงแต่พวกนางไม่คิดพันธนาการเขาด้วยพันธะใดเช่นที่เ้าทำ ฉะนั้นในฐานะที่ข้าเป็นายจ้างที่มีสิทธิ์ในตัวเขา ้าเพียงหนึ่งตำลึง เขาก็จะเป็ของเ้าโดยไม่มีใครมาต่อว่าได้อีก”
นานๆ ทีซื่อเฟิงจะพูดเยอะขนาดนี้และฟังสมเหตุสมผล พวกเป่าเหลียงก็พยักหน้าเห็นด้วย ในการเรียกร้องความเป็ธรรมให้ซื่อเฟิงก็แค่ข้ออ้าง
ความจริงก็รู้กันอยู่ว่าพวกนางรักไป๋เฟิงมาก หมายเห็นเขามีอนาคตที่ดี แล้วช่วยเหลือยามลำบากในภายหน้า จะมีโอกาสดีเจอเด็กดีแบบนี้สักกี่ครั้งกันในชีวิตนางโลม
หนึ่งตำลึงสำหรับนางโลมระดับล่างนั้นหาไม่ใช่ง่ายๆ กว่าจะสะสมได้ ต้องแลกด้วยแรงกายถึงสองเดือน อิงน่าฉวยความเป็สหายสนิทเอาเปรียบซื่อเฟิงโดยไม่ต้องลงทุน นับว่าคุ้มไม่มีเสีย แต่คนอื่นๆ รู้เท่าทันไม่ยอมให้เป็เช่นนั้น
“เขายอมรับข้าเป็มารดาอุปถัมภ์แล้ว พวกเ้าเลิกตอแยเป็สุนัขขี้อิจฉา!” อิงน่ากัดริมฝีปากชั่งใจ สุดท้ายก็เลือกบ่ายเบี่ยง สะบัดหน้าเดินออกไปนอกชานเรือน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องไล่หลังด้วยความหมั่นไส้ของคนอื่นๆ
“คิดว่าเป็สหายที่ดี หึ! ขี้อิจฉากันทั้งนั้น” หญิงสาวทุบเสาหน้าเรือนด้วยความโมโห สายตาที่ตวัดมองเข้าไปในเรือนราวกับจะทะลุทิ่มแทงทุกคนข้างในนั้น โดยเฉพาะซื่อเฟิง ที่ชอบวางตัวสูงส่งว่าเป็สาวงามอันดับต้นๆ ของหอนางโลม
คอยดูเถอะว่าข้าจะทำให้พวกเ้าอิจฉาจนอกแตกตายได้อย่างไร