เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบ ติดตามทัพ

     

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบ

     

    ฤดูกาลเคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบงันสองฤดูพ้นผ่านในพริบตา แม้จะมีลมหนาวแต่ทิวาอันอ่อนโยนของฤดูปลายใบไม้ผลิใกล้เยือนใต้แผ่นฟ้าอันสูงโปร่งของแคว้นต้าเหว่ยเมฆสีขาวลอยเอื่อยราวกับไม่รู้ว่าวันนี้คือวันที่สายลมแห่งสงครามจะพัดผ่านอีกครั้ง

    ในท้องพระโรงใหญ่แห่งตำหนักม่านแพรเนื้อดีถูกเลื่อนเปิดจนสุดปล่อยให้แสงสว่างจากภายนอกสาดเข้ากระทบเสาศิลาเสียงปรึกษาระหว่างเหล่าเสนาบดีดังกระชั้นไม่ขาดสาย

    "กระหม่อมขอกราบทูลฝ่าบาท" แม่ทัพฟู่เจิ้งก้าวออกจากแถวเสียงห้าวหนักแน่น "เมืองซู่หลินซึ่งอยู่ชายแดนตะวันออกของหลงหว้าถูกพวกชาวเมืองเถื่อนรุกรานเมื่อไม่กี่เพลาก่อนพวกมันขาดฝนติดต่อกันหลายเดือนแห้งแล้งหนักจึงออกมาปล้นสะดมทรัพย์สินและเสบียงขนออกไปมาก ทั้งยังจุดไฟเผาบ้านเรือนชาวบ้านยามค่ำ"

    พระเนตรของโม่หยงเฉิงฉายแววราวเปลวเพลิงจากหอคอยป้อมปราการ"พวกชาวเถื่อนบังอาจนัก" เขากระซิบเสียงต่ำ "ยังมิสิ้นกลิ่นคาวเลือดจากครั้งก่อนก็คิดจะแทรกแสร้งเข้าแผ่นดินเรามาอีกแล้วหรือ!"

    เสียงแม่ทัพใหญ่ยังไม่หยุด"ใต้เท้าทั้งหลายเห็นว่าเวลานี้แม่น้ำของพวกมันยังไม่ไหล พวกมันขาดเสบียงจากเรือรบที่ชำนาญถ้าจะส่งทัพไปตีตอบโต้ก็ถือเป็นโอกาสอันเหมาะ"

    โม่หยงเฉิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยท่ามกลางเสียงปรึกษาของเหล่าขุนนาง เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากบัลลังก์สีทอง "เห็นสมควร..ครั้งนี้เราจะนำทัพด้วยตนเอง"

    ทั้งท้องพระโรงเงียบลงฉับพลันแต่กลับไม่มีผู้ใดคัดค้าน เพราะทุกคนรู้ดีว่ากวงเหิงฮ่องเต้นั้นหาใช่เพียงจักรพรรดิผู้ปรีชาเท่านั้นหากยังเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ชำนาญศึก วาจาของพระองค์คือขวานฟ้าฟาดลงสมรภูมิ

    เมื่อข่าวการยกทัพประกาศออกไปทั่ววังหลวงตำหนักในแต่ละแห่งก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวเงียบงันต่างกันออกไป

    ...

    อุทยานหลวงท่ามกลางแนวพุ่มหญ้ากลางสวนดอกไม้เสี่ยวเฟินในชุดผ้าหนากันลมเรียบง่ายกำลังย่อตัวลงลูบหัวนกตัวเล็กสีฟ้าที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ ข้างกายมีสองนางกำนัลติดตามยืนเฝ้าอยู่ด้วยท่าทีผ่อนคลาย

    ห่างออกไปเสียงฝีเท้าเบาๆดังขึ้นเสี่ยวเฟินหันไปพบร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งเดินมาพร้อมกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ใส่ชุดผ้าฝ้ายปักลายแม่น้ำ

    "เหอผิน" ซูผินเอ่ยเสียงนุ่มนวลใบหน้างามสงบราวน้ำใส "วันนี้อากาศดีนัก อุ่นขึ้นแล้วข้าเลยพาองค์หญิงใหญ่ออกมาเดินเล่น"

    องค์หญิงใหญ่ผู้เพิ่งเข้าวัยสามขวบเดินมาข้างหน้าดวงตากลมโตเป็นประกายอย่างสนอกสนใจเมื่อเห็นนกตัวเล็กหลายตัวโผบินมารอบตัวเหอผิน

    "ท่านน้า ข้าขอจับได้หรือไม่?" เด็กหญิงชูมือขึ้นถามอย่างไร้เดียงสา

    “เรียกท่านน้าได้อย่างไร”เสียงผู้เป็นมารดาขัดขึ้นก่อน เด็กหญิงตัวน้อยจึงหน้ามู่ลง

    เสี่ยวเฟินเห็นแล้วก็ส่ายหน้าไม่ถือคำของเด็กหญิงนางลูบศีรษะองค์หญิงตัวเล็กแล้วยิ้มกว้างให้ “ได้สิ เจ้าลองยื่นมือออกมาแต่ต้องเบาๆ นะ”นางกล่าวอย่างเป็นกันเองแล้วก็หันไปกระซิบบอกเหล่านก“ไปเกาะแขนองค์หญิงใหญ่อย่าทำเสียงดังให้นางตกใจนะ”

    เหล่านกตัวเล็กๆก็บินไปราวรู้ความ ยื่นปีกแตะไหล่ผู้เป็นองค์หญิงใหญ่ เด็กน้อยหัวเราะมือน้อยตบเบาๆ ที่อกตัวเองด้วยความยินดี ซูผินยิ้มบางอย่างอ่อนโยนที่เห็นบุตรีมีความสุข“นกของเหอผินแสนรู้นัก” นางกล่าวชม

    แต่ยังไม่ทันสิ้นคำเสียงฝีเท้าของเหล่าข้ารับใช้ที่เร่งตามผู้เป็นนายก็ดังเข้ามาใกล้เสี่ยวเฟินยังไม่ทันหันไปมองเสียงหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศเย็นยะเยือกก็ดังขึ้น "เหอผิน"

    ทั้งสามหันไปสบตากับสตรีสูงศักดิ์ในฉลองพระองค์สีเขียวเข้มปักลายเฟิ่งหวงซูผินกับองค์หญิงใหญ่จึงทำความเคารพทันทีแต่เสี่ยวเฟินกลับยืนนิ่งไม่ขยับไหว

    เสียงของฮองเฮาดังขึ้นพลัน"เจ้าไม่รู้จักมารยาทหรืออย่างไร?" เสี่ยวเฟินไม่เอ่ยคำใดทั้งกล้าสบตาอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างไม่อยากมอง "เจ้า! เห็นเราแล้วไม่คิดจะทำความเคารพหรือ?" ฮองเฮาว่าอย่างเย็นชาอีกครั้ง

    เสี่ยวเฟินยังคงนิ่งเงียบก้มลงลูบหลังนกเล็กโดยไม่แม้แต่จะขยับตัวอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ

    "ช่างไร้มารยาทเสียจริงข้าจะลงโทษเจ้า!"เสียงตวาดดังขึ้นทันทีที่อารมณ์คุกรุ่นขณะนั้นนกหลายตัวที่อยู่รอบกายเสี่ยวเฟินก็เริ่มบินขึ้นสูง แล้วโผวนไปรอบๆเหมือนจะล้อมรอบร่างของนางไว้ หางขนนกสีสันงามสะบัดกลางอากาศ ราวกับม่านพรายแสง

    แม่นมหวังที่ยืนอยู่ข้างฮองเฮารีบโน้มตัวมากระซิบ"ฮองเฮาโปรดระงับโทสะนางผู้นี้แต่ไหนแต่ไรไม่เคารพใคร แต่ฮ่องเต้ไม่เคยลงโทษนาง หากฝ่าบาททรงรู้เข้า เกรงว่าจะไม่ดีนักปล่อยนางไปก่อน..รอเวลาอื่นดีกว่าเพคะ"ฮองเฮากัดริมฝีปากแน่นก่อนจะสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป

    เสี่ยวเฟินมองตามแผ่นหลังของนางด้วยแววตานิ่งเย็นที่นางเป็นเช่นนี้ ไม่ชอบฮองเฮานั้นไม่ใช่เพราะนางชอบวางอำนาจเท่านั้นแต่เพราะจากพลังความจำที่ดีของนางเวลามองฮองเฮานางจะเห็นหน้าเด็กในอดีตที่เคยดึงขนของตนจนแทบร่วงไปทั้งแถบครั้งนั้นนางยังเป็นเพียงลูกกาขาวตัวหนึ่ง ถูกแกล้งเพราะแตกต่าง..ฮองเฮาก็คือหนึ่งในเด็กกลุ่มนั้น คนพวกที่นางรังเกียจ

    ซูผินยกมือขึ้นแตะแขนเสี่ยวเฟินเบาๆ“เจ้าใจกล้านัก.. ข้ากลัวจะมีเรื่องเสียแล้ว”

    เสี่ยวเฟินหันมายิ้มจาง“ข้าไม่ทำร้ายใครก่อนแต่หากผู้ใดทำร้ายข้า ข้าก็ไม่คิดจะยอมเช่นกัน”

    ...

    อีกด้านที่ตำหนักฉือหนิงไทเฮาประทับอยู่บนตั่งไม้ฝังมุกทรงถอนพระทัยยาวเมื่อได้ฟังรายงานจากขันที “องค์ฮ่องเต้จะนำทัพไปด้วยพระองค์อีกแล้ว” ไทเฮาเอ่ยด้วยแววไม่พอใจ “แล้วแบบนี้พิธีต่อชะตาไม่ล่มหรอกหรือ?”

    นักพรตไท่อี้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังค้อมศีรษะลง“กระหม่อมมีแนวทางอยู่พ่ะย่ะค่ะเวลาที่เหลืออยู่สำหรับเตรียมพร้อมดวงชะตาทั้งสองเหลืออีกไม่กี่วันเพียงหาสถานที่เหมาะๆ ได้ หากไทเฮาทรงย้ายที่ประทับไปยังวัดซานป๋อที่เป็นที่ระหว่างทางทัพหลวงจะผ่านและกระหม่อมมีวิธีทำพิธีขั้นสุดท้ายที่นั่นได้”

    ไทเฮาขมวดพระขนง“วัดซานป๋อก็อยู่ห่างตั้งร้อยลี้จะเหมือนอยู่ใกล้กันเช่นในวังได้หรือ?”

    นักพรตไท่อี้ตอบเสียงเรียบ“ห่างเพียงตัวแต่ใจยังคงเชื่อมอยู่แบบนี้กระหม่อมย่อมมีวิธีแน่นอน”

    คำพูดของนักพนตผู้ทรงภูมิทำไทเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ว่าถึงเรื่องนี้” สตรีสูงวัยพลางถอนใจ “ข้าเกรงว่า..โอรสของข้าจะหลงเสน่ห์ปีศาจตนนั้นเข้าเสียแล้ว นางไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ..จะไม่เป็นเรื่องผิดบาปฝืนกฎธรรมชาติหรอกหรือ?”

    นักพรตไท่อี้ยกมือพนมช้าๆ“หากไม่ใช่นางชะตาของฮ่องเต้ก็จะไม่มีวันต่อได้ ไม่มีใครสมพงศ์ยิ่งไปกว่านางอีกแล้วฉะนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปได้ ขอไทเฮาโปรดรอจนพิธีสิ้นสุดเถิดก่อนจะตัดสินใจเรื่องใด”

    ไทเฮาหลับตาลงช้าๆลมหายใจหนักหน่วง “ก็ได้..ข้าจะพานางไปวัดซานป๋อ”

    ...

    แสงสุดท้ายของดวงตะวันลาลับขอบฟ้าอย่างช้าๆเหลือไว้เพียงแสงสลัวจากโคมไฟสีอ่อนสลัววางเรียงอยู่ตามระเบียงตำหนักเสียงแมลงยามค่ำเริ่มขับขานเป็นจังหวะขับกล่อมสายลม

    ในตำหนักฟู่ตงเสี่ยวเฟินกำลังนั่งซุกตัวอยู่กับหมอนอิงกลางโถงหน้าเรือนฝ่ามือเรียวกุมเส้นด้ายแดงยาวที่ใช้ห้อยลูกตุ้มไม้ไผ่ให้เหล่านกเล่นพลางจ้องมันหมุนไปมาแผ่วเบา เสียงฝีเท้าหนักแน่นจากด้านนอกดังขึ้นก่อนประตูไม้สนบานใหญ่จะถูกผลักเปิดช้าๆ กลิ่นกายอบอวลของชายหนุ่มแทรกมากับสายลม

    "เสี่ยวเฟิน" เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยเรียกชื่อของนางนั้นไม่เร่งร้อนทว่าแฝงไปด้วยความหนักแน่นในน้ำเสียง

    นางเงยหน้าขึ้นทันทีดวงตากลมโตสว่างวาบด้วยความยินดี “หยงเฉิงมาแล้ว!”

    โม่หยงเฉิงพยักหน้าเบาๆแล้วเดินเข้ามาใกล้ แสงไฟจากโคมสะท้อนเสี้ยวใบหน้าคมคายของเขาให้ดูคล้ายสลักจากหยกดูสงบนิ่งแต่แฝงด้วยความอบอุ่นบางอย่าง เขานั่งลงข้างนางก่อนจะเอ่ย "เรามีเรื่องอยากบอกเจ้า.."

    “เรื่องอะไรหรือ?” เสียงของเสี่ยวเฟินสดใสอย่างเคยดวงตาใสกระจ่างสะท้อนเงาโคมไฟในค่ำคืน

    โม่หยงเฉิงสบตานางก่อนจะกล่าวอย่างราบเรียบ “อีกเจ็ดวันเราจะนำทัพออกจากเมืองหลวง”

    เพียงสิ้นเสียงเสี่ยวเฟินก็เงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาเบิกขึ้นน้อยๆ ก่อนจะถามกลับทันควัน “ท่านจะไปนอกวังหรือ..ข้าไปด้วยได้หรือไม่? ข้าอยากอยู่กับท่าน!”

    เขาหลุดหัวเราะในลำคอจากท่าทางกระตือรือร้นนั้นเลื่อนมือแตะกลุ่มผมนิ่มมือที่ปล่อยยาวบนไหล่ “เสี่ยวเฟิน ครั้งนี้เจ้าไปไม่ได้”

    “ทำไมล่ะ?” นางขยับตัวนั่งตรงขึ้นถามกลับทันควันแววตาเปี่ยมคะนึงคิด“คราวก่อนเราก็ไปด้วยกันนี่!”

    “ครั้งนี้ไม่ใช่การตรวจราชกิจลับๆเหมือนก่อน”เขากล่าวอย่างหนักแน่น “ครั้งนี้คือสงคราม เส้นทางยาวไกลเต็มไปด้วยเลือดและอันตราย”

    นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบปลายผมตัวเองเบาๆ อย่างใช้ความคิด “แต่ข้าเก่งนะ!” เสียงสดใสเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ข้าดูแลตัวเองได้ ข้าฉลาด มีสติปัญญาข้า..อดทน”

    เขาหัวเราะเบาๆอีกครั้งกับการเสนอตัวของนาง เขาอดไม่ได้จะคว้าร่างของนางมากอดไว้แนบอกมือใหญ่ลูบแก้มของนางแผ่วเบา “นางกำนัลเจ้าสองคนเจ้าก็ยังเอาชนะไม่ได้” เขาเอ่ยเย้าข้างใบหูนางกลิ่นเสื้อผ้าที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่และความอบอุ่นจากเรือนกายทำให้นางวางใจ

    เสี่ยวเฟินแนบแก้มลงบนอกเขาใบหน้าย่นยู่“ข้าน่าจะให้อาจารย์ฝึกการต่อสู้ด้วยก่อนจะมาหาท่าน..”เสียงหญิงสาวอู้อี้

    เขาลูบแผ่นหลังของนางอย่างอ่อนโยน“ฝึกการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องง่ายอาวุธไม่มีตา บาดเจ็บได้ง่าย หากข้าเห็นเจ้าเลือดตกยางออก ข้าคงทนไม่ไหว”

    “เช่นนั้น..” เสียงของนางเงียบลงก่อนจะเงยหน้าเล็กน้อยสบตาเขา “..ท่านเองก็เคยบาดเจ็บหรือ?”

    โม่หยงเฉิงพยักหน้า“แน่นอน เราต้องฝึกกระบี่ทั้งออกรบมานับไม่ถ้วนจะหลีกเลี่ยงบาดแผลได้อย่างไร” เขายอมรับตรงไปตรงมาที่นางไม่รู้เพราะทั้งสองยังไม่ได้มีเรื่องเกินเลยไม่เช่นนั้นนางคงเห็นบาดแผลบนกายเขาแล้ว ฉะนั้นจะโกหกไปวันหนึ่งก็อาจจะรู้อยู่ดี

    หลังได้ยินคำตอบเสี่ยวเฟินก็ผละออกจากอ้อมกอดยืดกายตั้งตรงสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ถ้าเช่นนั้นข้ายิ่งต้องไป! ข้ายอมให้ท่านบาดเจ็บไม่ได้!” เสียงนั้นแน่นหนักจนเขาต้องหรี่ตา

    “เสี่ยวเฟิน..” เขายกมือกุมใบหน้าน้อยๆเอาไว้ในมือทั้งสองข้าง หวังให้นางสงบลง “ฟังข้าให้ดีเราจะไม่เป็นอะไร ขอแค่เจ้าสัญญา..อย่าทำอะไรเสี่ยงๆอย่าหนีตาม อย่าหายไปไหน รอข้ากลับมาได้หรือไม่?”

    หากแต่นางส่ายหน้าเบาๆดวงตาฉ่ำวาวอย่างดื้อดึง เขาไม่เอ่ยคำอี พลันคว้าร่างบางมากดจูบลงมี่ริมฝีปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจตัวเองจูบนั้นแนบแน่น ล้ำลึก บอกความรู้สึกทั้งหมดแทนถ้อยคำ เสี่ยวเฟินเบิกตากว้างก่อนจะหลับตาลงช้าๆ ซึมซับทุกแรงสัมผัส ปลายนิ้วกำแน่นที่อกเสื้อเขา

    เมื่อจูบร้อนจบลงร่างสูงก็ผละออกเพียงครู่เดียวแต่เมื่อสบดวงตาใสที่มองเขาอย่างไม่ละสายตา เขากลับอดไม่ได้ที่จะโน้มลงอีกครั้งกดริมฝีปากลงประทับอีกจูบเบาๆ ซ้ำๆ เหมือนจะยืนยันกับนางอีกครั้งว่าตนยังอยู่

    “เราจะกลับมา” เขากระซิบแนบข้างแก้มนาง “จะกลับมาหาเจ้า”

    ...

    วันต่อมาที่ห้องทรงงานกวงเฟิงฮ่องเต้นั่งประทับประจำที่เดิมใบหน้าเรียบนิ่งแต่แฝงความเคร่งขรึมเมื่ออ่านฎีกาในมือหมายจะรีบสะสางงานก่อนที่จะต้องออกรบบรรยากาศอันสงบพลันแปรเปลี่ยนเมื่อขันทีหน้าประตูเอ่ยเสียงชัด “ไทเฮาเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”

    เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆก่อนร่างของไทเฮาผู้งามสง่าในอาภรณ์ม่วงเทาก้าวเข้ามาอย่างสงบนิ่ง “เสด็จแม่” โม่หยงเฉิงลุกขึ้นรับพร้อมก้าวลงจากบัลลังก์แล้วเชิญนางนั่งลงยังเก้าอี้ด้านข้างด้วยความเคารพ

    ไทเฮาไม่อ้อมค้อมยกพัดไม้หอมขึ้นโบกเบาๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ “ที่แม่มาเพราะมีเรื่องจะกล่าวกับเจ้าสักหน่อย..”

    “เสด็จแม่กล่าวมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

    “แม่ว่าจะพาเหอผินไปที่วัดซานป๋อไหว้พระถือศีล จุดธูปขอพรให้เจ้าและทัพใหญ่แห่งต้าเหว่ยกลับมาอย่างปลอดภัย” ดวงเนตรคมของไทเฮาจ้องตรงไปยังใบหน้าของบุตรชายผู้เป็นจักรพรรดิเพื่อหยั่งความเห็นและเพื่อสำรวจท่าทีที่อาจแฝงความรู้สึกอยู่ภายใน

    โม่หยงเฉิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ก็ดี” เขามือวางที่หน้าตัก “วัดซานป๋อสงบเงียบเหมาะกับการปลีกวิเวก อีกทั้ง..ในวังหลวงเวลานี้มีสายตาหลายคู่จับจ้องนางอยู่หากปล่อยไว้อาจยิ่งมีภัย ย้ายไปอยู่วัดซานป๋อก็อาจเป็นการปกป้องนางด้วยเช่นกัน”

    คำตอบของฮ่องเต้ทำให้ดวงตาของไทเฮาฉายแววพึงพอใจกึ่งหนึ่งอึดอัดกึ่งหนึ่งเพราะในใจโอรสนางเวลานี้มีแต่เหอผิน เขาหลงเสน่ห์นางปีศาจเข้าอย่างแท้จริง

    “แม่จะจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเองส่วนเรื่องขบวนก็ไม่ต้องห่วง แม่จะออกเดินทางพร้อมในช่วงเวลาใกล้เคียงกับทัพเจ้าจะได้เป็นการไปส่งเจ้าออกทัพด้วย”

    วันถัดมาลมเย็นพัดโชยผ่านม่านแพรสีครามในตำหนักคุนหนิงเสียงเรียกของข้ารับใช้ถึงผู้เป็นเจ้าของตำหนัก “ฮองเฮาเพคะ..” แม่นมหวังก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าร่างของฮองเฮาดวงตาคู่งามกำลังส่องเงาในกระจกทองเหลืองเงาสะท้อนกลับมีประกายตาที่ไม่เป็นสุขอยู่เนืองๆ

    “ว่าอย่างไร?” ฮองเฮาเอ่ยโดยไม่หันกลับ

    “ไทเฮาทรงแจ้งว่าจะพาเหอผินออกจากวังหลวงไปวัดซานป๋อเพื่อถือศีลในช่วงที่ฝ่าบาทยกทัพเพคะ”

    เคร้ง! จบคำเสียงแจกันหยกถูกปัดแตกกระจายราวสื่ออารมณ์ที่เอ่อล้นจากหญิงผู้สูงศักดิ์นางยืนขึ้นทันใด แขนเสื้อยาวสะบัดไปตามแรงลุก “พานางออกไปจากวังหลวง? เช่นนี้แผนที่เราวางไว้ก็ล่มหรือ?!”

    แม่นมหวังรีบโค้งศีรษะลงต่ำอย่างระมัดระวังแต่ก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก “ระงับโทสะก่อนเพคะเห็นทีเรื่องนี้มีลับลมคมใน หม่อมฉันเห็นว่าควรติดตามเรื่องนี้ต่อเพคะไม่แปลกหรือที่ไทเฮาผู้เคร่งเรื่องชาติกำเนิดจะโปรดหญิงสาวชาวบ้านแท้ๆ เช่นเหอผิน นอกจากจะพเข้าวังตอนนี้ถึงกับรับสั่งพาไปอยู่ใกล้ชิดเช่นนี้..”

    ฮองเฮาเริ่มสงบลงบ้างหลังคำของแม่นมแววตาเคลือบความคับแค้นเริ่มกลับกลายเป็นเยือกเย็นยิ่งเห็นสัจจะในคำพูดของแม่นมหวัง “จริงของแม่นม..เหอผินผู้นั้นต่ำต้อยนักชาติกำเนิดหาได้คู่ควรไม่ ขนาดเหลียงเฟย เต๋อเฟย ล้วนมีสกุลดีเพียบพร้อมส่วนซูผินถึงแม้จะต่ำกว่า แต่บิดาก็ยังเป็นบัณฑิตเคยสอบผ่านเป็นจิ้นซื่อทั้งนางก็ยังกิริยาสำรวมกลับไม่เลือกพาได้สักคน” นางพึมพำพลางเดินกลับไปยังโต๊ะในห้องหนังสือแล้วหยิบพู่กันและกระดาษออกมาอย่างรวดเร็ว

    “หากนางมีเบื้องหลังที่มิชอบจริงก็คงไม่ยากที่เราจะกำจัดนางพ้นจากตำหนัก”

    แม่นมหวังพยักหน้ารับอย่างเงียบงันขณะจ้องมองเจ้านายเขียนจดหมายฉบับหนึ่งลงบนกระดาษอย่างเร็วเร่งเงาลายพู่กันสะบัดแผ่เต็มแผ่น

    "สั่งให้คนไปส่งจดหมายนี้ถึงจี้หยวนต้าที่สกุลจี้ให้เขาใช้สายของเขาสืบทุกอย่างเกี่ยวกับเหอผิน พื้นเพมาจากที่ใดรวมไปถึงความสัมพันธ์กับไทเฮา ทำไมถึงต้องสนับสนุนนางเป็นเหอผินไม่น่าเชื่อว่าเราไม่ลงมือให้เร็วกว่านี้!"

    "เพคะฮองเฮา" แม่นมหวังรับคำสั่งรับจดหมายแล้วหายจากตำหนักคุนหนิงไป

    ภายในใจของฮองเฮาดั่งเปลวไฟเพลิงอาฆาตที่ถูกกระพืออีกครา ไม่ว่าเหอผินผู้นั้นจะเป็นใครนางก็จะไม่ปล่อยให้อยู่รอดได้อีกนาน

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.13M 4052
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226
    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.57M 5024
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139