เมื่อทั้งสามคนกลับถึงจวนตระกูลกู้
ในขณะเดียวกัน หลิ่วเย่ซีและเหล่าองครักษ์เงาก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่เมืองหลินเจียงแล้ว
“ครั้งนี้มาอย่างเร่งรีบ จึงไม่ได้นำราชโองการมาด้วย จงรีบจัดการประมุขตระกูลหลิวนั่นเสีย แล้วค่อยทูลขอพระาานุญาตเข้ายึดทรัพย์ในภายหลัง”
หลิ่วเย่ซีออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เนื่องจากตระกูลหลิวเป็เพียงพ่อค้าไม่ใช่ขุนนาง จึงอาจไม่รู้จักองครักษ์เงาของสำนักเสวียนเทียน เพื่อป้องกันไม่ให้คนของตระกูลหลิวขัดขืนโดยไม่จำเป็ หลิ่วเย่ซีจึงเลือกนำเหล่าองครักษ์เงาบุกเข้าไปภายในจวนตระกูลหลิวโดยตรง และมุ่งหน้าไปยังหน้าห้องของหลิวเหวินเทียนผู้เป็ประมุขตระกูล
“เข้าไป”
หลิ่วเย่ซีสะบัดมือเบา ๆ เหล่าองครักษ์เงาก็พังประตูบุกเข้าไปทันที
ภายในห้อง
หลิวเหวินเทียนที่กำลังโอบกอดอนุสองนางพลางดื่มสุราอยู่ พลันสะดุ้งด้วยความใทันควัน!
“ใคร! ใครมันบังอาจบุกจวนตระกูลหลิวของข้า เบื่อชีวิตแล้วหรืออย่างไร!”
ในฐานะพ่อค้าผู้ร่ำรวยที่ทำเื่ดำมืดมาไม่น้อย เขาย่อมต้องระแวดระวังการถูกลอบสังหารเป็ธรรมดา
เมื่อรู้ตัวเขาก็รีบผลักอนุออกแล้วคว้าดาบเล่มงามที่แขวนไว้ด้านหลังทันที
ทว่าเหล่าองครักษ์เงาที่เคลื่อนไหวราวกับภูตผีกลับก้าวเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง และได้ล้อมพวกเขาเอาไว้อย่างแ่า
หลิวเหวินเทียนสังเกตกลิ่นอายพลังของเงาดำเ่าั้ สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็ซีดเผือดทันที
“เป็ไปได้อย่างไร... ทุกคนล้วนอยู่ในระดับก่อน์... พวกเ้าเป็ใคร!”
เพราะกลัวตาย เขาจึงทุ่มเงินซื้อโอสถมาบำรุงจนตัวเองอยู่ในระดับหลัง์ ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอที่จะรับมือกับนักฆ่าทั่วไปได้
แต่เมื่อกวาดตามองรอบห้อง เขาก็ตกอยู่ในความตื่นตระหนกถึงขีดสุด
เงาดำเหล่านี้... เพียงแค่คนเดียวก็สามารถบดขยี้เขาให้แหลกคามือได้อย่างง่ายดาย!
“เด็ก ๆ ! ใครก็ได้! ใครก็ได้มานี่ที!”
หลิวเหวินเทียนเห็นท่าไม่ดี จึงรีบตัดสินใจเลือกทางที่คิดว่าถูกต้องที่สุด
แต่ทว่า…
สิ่งที่ตอบสนองเขากลับไม่ใช่แสงไฟจากพวกคนรับใช้ แต่เป็น้ำเสียงของหญิงสาวที่ใสกระจ่างแต่เย็นเยียบ
“ประมุขหลิวไม่ต้องะโหรอก เมื่อครู่ข้าได้วางเขตอาคมไว้แล้ว จนกว่าจะถึงเวลานี้ของวันพรุ่งนี้... จะไม่มีใครล่วงรู้เื่ที่เกิดขึ้นในห้องนี้อย่างแน่นอน”
หลิ่วเย่ซีเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม นิ้วเรียวขาวดีดลงบนตัวกระบี่อ่อนที่ชักออกมา แสงเย็นเยียบส่องประกายวาววับพร้อมเสียงดังกังวานใส!
“ก่อน์ระดับสูงสุด!”
หลิวเหวินเทียนเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในใบกระบี่ ขนทั่วร่างพลันลุกชันขึ้นทันที!
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเสพสุขดุจเ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในยามนี้ เขากลับััได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายอย่างแท้จริง!
การมาถึงของหลิ่วเย่ซีทำให้บรรยากาศในห้องค่อย ๆ เย็นะเืมากขึ้นเรื่อย ๆ อนุทั้งสองต่างพากันหดตัวนั่งสั่นเทาอยู่ที่มุมห้อง จ้องมองเด็กสาวที่มีวัยใกล้เคียงกับถือกระบี่เดินเข้ามาด้วยความหวาดผวา
“พวกเ้าเป็ใครกันแน่?!”
หลิวเหวินเทียนเบิกตากว้างด้วยความตระหนก หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น
เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า ทั้งที่กำลังพักผ่อนอยู่ดี ๆ เหตุใดจึงมีภัยพิบัติพุ่งมาหาถึงที่ได้ ซ้ำร้ายยังมีกลุ่มยอดฝีมือบุกเข้ามาหมายเอาชีวิต และที่น่าตระหนกยิ่งกว่านั้นคือ ทุกคนล้วนอยู่ในระดับก่อน์ทั้งสิ้น!
‘นี่ข้าไปล่วงเกินอิทธิพลใหญ่โตขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน’
จนหลิ่วเย่ซีก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ยังนึกไม่ออก!
ในที่สุด!
“แม่นาง แม่นาง! มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากัน... ไว้ชีวิตข้าเถิด เงินทองในจวนนี้เอาไปให้หมดเลย ข้าแค่อยากมีชีวิตรอด!”
หลิวเหวินเทียนเลิกพยายามนึก ก่อนจะพลันคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนเพื่อเอาตัวรอดทันที!
ช่องว่างระหว่างระดับหลัง์กับคนที่อาศัยโอสถเสริมพลังแบบเขามันต่างกันราวฟ้ากับเหว เขาไม่มีความกล้าเลยแม้แต่นิดที่จะคิดขัดขืน!
“พวกเ้าเนี่ยนะ ทุกครั้งที่ร้องขอชีวิตก็เอาแต่เื่เงิน... น่าเบื่อเสียจริง”
หลิ่วเย่ซีส่ายหน้าพลางยิ้ม ดวงตาสวยก้มมองเ้าคนขี้ขลาด จ่อกระบี่อ่อนเย็นเยียบเข้าที่ลำคอเขา
“แต่เห็นแก่ที่เ้าวางดาบลง ข้าจะให้เ้าตายแบบเข้าใจอะไรบางอย่างก็แล้วกัน ่ก่อนหน้านี้ ตระกูลหลิวของเ้าดักปล้นเสบียงกองทัพใช่หรือไม่?”
ดักปล้นเสบียงกองทัพ?
เมื่ออนุทั้งสองได้ยินก็ทำหน้าสงสัย ตระกูลหลิวเป็ถึงพ่อค้าข้าวชื่อดัง เหตุใดต้องไปดักปล้นเสบียงกองทัพด้วย?
ทว่าครู่ต่อมา หลิวเหวินเทียนที่พยายามนึกทบทวนก็เบิกตากว้างขึ้นทันที!
“เ้า... เ้ารู้เื่นี้ได้อย่างไร”
“เดี๋ยว! หวังเฉียงรู้เื่นี้... พวกมันเพิ่งไปเมืองหลางโจวเมื่อวานนี้ หรือว่า... พวกเ้าเป็คนของโรงธัญพืชตระกูลกู้?!”
หลิวเหวินเทียนรวบรวมความคิดอย่างยากลำบาก
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างแรงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ!
“เป็ไปไม่ได้ โรงธัญพืชตระกูลกู้นั่นเป็แค่ร้านของไอ้หน้าอ่อน ตระกูลกู้ก็เป็แค่ครอบครัวสามัญชน จะไปมีฝีมือขนาดนี้ได้อย่างไร...”
เขายังคงพึมพำด้วยความหวาดกลัว โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่า หลิ่วเย่ซีกำลังขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ
เสี้ยววินาทีถัดมา เสียงของหลิวเหวินเทียนพลันเงียบหายไป ดวงตาทั้งสองข้างถลนออกมานอกเบ้าอย่างรวดเร็ว!
มือเรียวงามของหลิ่วเย่ซีออกแรงเพียงเล็กน้อย ร่องเืของกระบี่อ่อนเล่มนั้นก็ถูกเติมเต็มด้วยเส้นสีแดงสองสายในทันที
“ใส่ร้ายคุณชาย อีกทั้งยังแอบดักปล้นเสบียงทหาร นี่มันโทษปะาเก้าชั่วโคตรเลยนะ... การที่เ้าตายเช่นนี้ก็นับว่าปรานีมากแล้ว”
หลิ่วเย่ซีแค่นหัวเราะอย่างเ็า ก่อนจะเก็บกระบี่อ่อนเข้าฝักอย่างคล่องแคล่ว
ศีรษะที่ไร้ร่างพลันกลิ้งหลุน ๆ ไปกับพื้นท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเหล่าอนุที่อยู่ข้างกาย
หลิ่วเย่ซีส่งสัญญาณให้องครักษ์คนหนึ่งเข้าไปจัดการอนุทั้งสองให้สลบ
“พวกเ้าจงนำศพของหลิวเหวินเทียนไปยื่นเื่ที่กรมอาญา ส่วนคนในครอบครัวที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าได้ไปรังแกพวกเขา รออีกสองวันค่อยพาตัวไปให้กรมอาญาตัดสินโทษ”
หลิ่วเย่ซีที่มีประสบการณ์การทำงานสูงออกคำสั่งทันที
“ขอรับ!”
เหล่าองครักษ์ตอบรับด้วยความเคารพ
จากนั้นหลิ่วเย่ซีก็เดินออกจากห้อง ตรวจสอบค่ายกลที่วางไว้อีกรอบ ก่อนจะใช้กระบี่เหาะมุ่งหน้าไปทางเมืองจี้โจว
…
อ๋องมู่อวิ๋น...
ชายผู้เพ้อฝันและคอยตามตื๊อฝ่าาอย่างไม่ลดละ ด้วยความที่เขามีบรรดาศักดิ์เป็อ๋องสืบตระกูล จักรพรรดินีจึงไม่อาจปลดเขาจากตำแหน่งได้โดยตรง
ทว่าในยามที่บ้านเมืองกำลังสั่นคลอน เขากลับกล้าให้ที่พักพิงแก่พ่อค้าข้าวที่เป็ฏ ซ้ำยังกล้าไปหาเื่คุณชายกู้อีก?
นี่มันช่างเป็การยื่นมีดมาให้ฝ่าาจัดการโดยแท้!
'แค่ทำให้ขาหักก็พอ ให้เขาได้นอนพักรักษาตัวที่จี้โจวไปสักสองสามปี'
หลิ่วเย่ซียังคงจดจำรับสั่งขององค์จักรพรรดินีที่ตรัสออกมาอย่างไม่ใส่พระทัยได้ขึ้นใจ...
...
สองชั่วยามต่อมา
หลังจากเหล่าองครักษ์จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็พากันถอนตัวกลับสู่เมืองหลวง ทิ้งให้เมืองหลินเจียงกลับคืนสู่ความเงียบสงบในยามราตรี
แต่ในตอนนั้นเอง เงาร่างสง่างามสายหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือเมืองหลินเจียง
เงาร่างนั้นสวมชุดสีดำปกปิดใบหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่คม ซึ่งนั่นก็คือกู้หลานที่แอบออกมาหลังจากเห็นฮูหยินหลับไปแล้ว
ส่วนทำไมถึงมาดึกขนาดนี้...
ช่วยไม่ได้จริง ๆ ฮูหยินมัวแต่กังวลเื่เขา เลยต้องใช้เวลาปลอบประโลมอยู่นาน
กู้หลานกวาดสายตามองรอบหนึ่ง จนในที่สุดก็พบจวนตระกูลหลิว แต่เมื่อเหลือบมองเพียงนิดเดียว เขาก็พบว่าพื้นที่แห่งนี้ดูเลือนรางแปลก ๆ
“มีค่ายกล?”
เขาพึมพำเบา ๆ แล้วกวาดมือผ่านอากาศ ค่ายกลที่หลิ่วเย่ซีวางไว้ก็สลายไป จนเผยให้เห็นสภาพภายใน
อนุสองคนสลบอยู่ที่มุมห้อง โต๊ะเก้าอี้ถูกจัดไว้อย่างเป็ระเบียบ แม้เหล่าองครักษ์จะทำความสะอาดไปแล้ว แต่กลิ่นคาวเืจาง ๆ ยังคงหลงเหลืออยู่
“ถูกคนจัดการไปก่อนแล้วหรือ?”
“ให้ตายเถอะ เ้าหมอนี่ก่อกรรมทำชั่วไว้เยอะสินะ... ถึงขั้นมีคนอยากฆ่ามากกว่าหนึ่งรายเชียวหรือ”
กู้หลานชะงักไปชั่วขณะ นึกเสียดายที่พลาดโอกาสชำระแค้นให้ลุงหยางด้วยตนเอง แต่ไหน ๆ ก็อุตส่าห์แอบปลีกตัวจากอ้อมกอดอันแสนหวานของฮูหยินมาได้แล้ว เขาจะยอมกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร
กู้หลานตรงดิ่งไปยังจุดเก็บสมบัติ เงินทอง และสมุนไพรของตระกูลหลิว เมื่อเห็นสมบัติกองโต แววตาของเขาก็เป็ประกายวาบ!
'กลุ่มคนที่มาก่อนหน้านี้ทำแค่หน้าที่เพชฌฆาต แต่กลับละทิ้งสมบัติพวกนี้ไปเนี่ยนะ?'
'นิสัยใจคอแปลกประหลาดเสียจริง!'
กู้หลานยกยิ้มพรายพลางกล่าวเสียงเบา
“สมบัติในที่นี้จงอยู่ในพื้นที่จัดเก็บของข้า”
“สมุนไพรในที่นี้จงอยู่ในพื้นที่จัดเก็บของข้า”
“สิ่งของในที่นี้...”
...
ในขณะที่กู้หลานกำลังกวาดทรัพย์สมบัติอย่างเมามัน บนเส้นทางที่เขาเพิ่งเดินทางผ่านมา แสงสองสายพลันพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า
เมื่อแสงจางหายไป ก็ปรากฏร่างของนักพรตเฒ่าและเด็กหนุ่มในชุดนักพรตเก่า ๆ
เด็กหนุ่มขยี้ตาด้วยความง่วงงุน “ท่านอาจารย์ปลุกศิษย์ขึ้นมากลางดึกเพื่อสิ่งใดกันขอรับ ทั้งยังต้องเร่งเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้อีก?”
เด็กหนุ่มบ่นพึมพำไม่หยุด
นักพรตเฒ่าไม่สนใจ เพียงยืนประสานมือมองไปยังทิศทางของเมืองหลินเจียงด้วยความดีใจ
“เสี่ยวเหริน เ้าจำที่อาจารย์เคยบอกได้หรือไม่ว่า มีคนผู้หนึ่งสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของเ้าได้?”
“อีกไม่นาน เขาจะเดินทางผ่านที่นี่!”
“เราต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้!”
“เอ๋... ที่ท่านอาจารย์เคยคำนวณไว้ คนผู้นั้นไม่ใช่ว่าอยู่ที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกหรอกหรือขอรับ?” เด็กหนุ่มเกาหัวถามอย่างสงสัย
“คนละคนกัน”
นักพรตเฒ่าส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “อาจารย์ยังมองไม่ทะลุตัวตนของคนผู้นี้ แต่ด้วยวิชาดูดวงชะตาของอาจารย์ย่อมไม่มีวันผิดพลาด เราแค่ทำตามลิขิต์ก็พอ!”
“ขอรับ”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ
ในตอนนั้นเอง กู้หลานที่ตรวจสอบทรัพย์สมบัติเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ได้เดินทางออกจากเมืองหลินเจียง และกำลังใช้กระบี่เหาะมุ่งตรงมาทางนี้พอดี...