ก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 อันดับสามของตารางอันดับเขียว

            เล่มที่2 บทที่38 อันดับสามของตารางอันดับเขียว

            ที่น่ายินดีคือหลังจากนั้นมีศิษย์อีกคนปรากฏตัวขึ้นและก้าวขึ้นมาบนแท่นประลองต่อทันที

            ศิษย์ผู้นี้แข็งแกร่งกว่าคนก่อน เขามีพลังระดับหลอมรวมขั้นแปดคนเช่นนี้ถือว่าเป็นยอดฝีมือในหมู่ศิษย์สายตรงทีเดียว

            “ระดับหลอมรวมขั้นแปดอย่างนั้นหรือ ดี ดีมาก” จั่วเฉินเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความไม่ยี่หระทว่าคนนอกนั้นกลับฟังไม่ออก

            “เข้ามา!”

            ทันใดนั้นจั่วเฉินก็ลงมือหลังจากยื่นมือออกไปก็เคลื่อนไหวเป็นท่าไม้ตายที่มีพลังรุนแรงที่สุดออกมา เขากำลังใช้ท่วงท่าจากหินหยกลึกลับรับมือกับศัตรู

            เหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงหนึ่งถ้วยชา ศิษย์ผู้นั้นก็พ่ายแพ้ไปพร้อมกับจุดจบที่น่าอนาถเขาถูกจั่วเฉินกระชากแขนขวาจนขาด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาไม่หยุด ภาพที่เกิดขึ้นนี้ทำเอาคนไม่น้อยพากันหวาดกลัวจนตัวสั่น

            “ยังมีอีกหรือไม่” จั่วเฉินกำสองหมัดแน่นพร้อมกับเหลือบมองทุกคนด้วยสายตาคมกริบเกิดเป็นคลื่นพลังที่มองไม่เห็นกดดันไปทุกทิศทุกทาง

            หากอยากเอาชนะเขาเพื่อค่าผลงานของไป๋เฮ่อนั่นล่ะก็ คงต้องมีความสามารถกันหน่อยถ้าคนเหล่านี้กล้าลงมือ เช่นนั้นก็เตรียมจ่ายค่าตอบแทนในการกระทำเสียเถอะ จั่วเฉินไม่มีทางออมมือให้เด็ดขาด

            จั่วเฉินผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดหรืออย่างไร?

            เห็นได้ชัดว่าเขามีพลังระดับหลอมรวมขั้นห้า แถมยังมีเพียงห้าตราปราณโบราณเท่านั้นจริงอยู่ว่านั่นไม่ธรรมดา ทว่าก็ไม่นับว่าล้ำเลิศอะไร ในบรรดาคนที่สามารถเข้าร่วมตำหนักนภาปราณยุทธได้ มีใครมีตราปราณโบราณน้อยกว่าจั่วเฉินบ้างเล่า อีกอย่างแม้จั่วเฉินจะมีร่างกายแข็งแกร่งจนเรียกได้ว่าน่ากลัวก็ตาม ทว่าสุดท้ายก็เป็นแค่ร่างธรรมดาไม่ใช่ร่างเซียน ร่างศึก หรือร่างจักรพรรดิอะไรทั้งนั้น พรสวรรค์และพื้นเพเช่นนี้ไม่ควรชนะผู้ที่มีระดับพลังสูงกว่าได้จึงจะถูก

            “เป็นแค่ผู้ติดตามจริงๆ หรือ” บางคนอดที่จะถามออกมาด้วยความสงสัยไม่ได้

            สีหน้าไป๋เฮ่อย่ำแย่ เขารู้สึกได้ถึงสายตาขบขันที่กำลังจ้องมองมาส่วนลึกของแววตาพวกนั้นแฝงไปด้วยความเย้ยหยันหากวันนี้ตัวเขาไป๋เฮ่อไม่จัดการจั่วเฉินให้หนักล่ะก็ เช่นนั้นก็เท่ากับตบหน้าตัวเองแล้ววันหน้าในสำนักจะต้องมีคนไม่น้อยดูแคลนเขาแน่

            “รางวัลเมื่อครู่ข้าให้เพิ่มอีกเท่าหนึ่ง”สุดท้ายไป๋เฮ่อก็กัดฟันพูดต่อ

            ครืน...

            จู่ๆ เสียงฟ้าร้องที่ไร้ที่มาก็ดังขึ้นในลานประลอง ศิษย์จำนวนไม่น้อยลอบกลืนน้ำลาย บัดนี้รางวัลเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ขอแค่ตัดแขนจั่วเฉินได้ข้างหนึ่งก็จะได้สองหมื่นแต้มเชียวหรือ นี่เป็นรางวัลที่จะทำให้คนบ้าคลั่งขนาดไหนกัน

            มีเพียงไป๋เฮ่อเท่านั้นที่สามารถยกค่าผลงานสองหมื่นแต้มออกมาได้ง่ายๆสำหรับศิษย์คนอื่น จำนวนขนาดนี้ก็นับเป็นทรัพย์ก้อนโตแล้ว หากได้มาก็ถือว่าประหยัดแรงไม่ต้องลำบากทำภารกิจนับร้อย ศิษย์ทั่วไปไม่มีใครกล้าฝันถึงค่าผลงานมากมายเช่นนี้แน่หรือต่อให้เป็นศิษย์สายในบางคน ก็ยังต้องลำบากทำภารกิจเกือบสองปีจึงจะหามาได้

            ทว่าทุกคนก็เห็นความสามารถที่จั่วเฉินแสดงออกมาแล้ว หากต้องการดวลกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้นอกจากศิษย์รุ่นใหญ่ที่ฝึกฝนมาหลายปีหรือยอดอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ คนอื่นๆ หากทะเล่อทะล่าไปสู้ด้วยก็เท่ากับรนหาที่ตายแถมก่อนหน้านี้ยังมีจุดจบที่อนาถของสองคนเป็นตัวอย่างให้เห็นอีก

            บรรยากาศแข็งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีคนเสนอตัวออกมา

            “ข้าเอง”

            พริบตานั้นก็มีเสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้น

            “หนานกงเฉิน!?นี่มันอันดับสามของตารางอันดับเขียวไม่ใช่หรือ!”

            คนบางส่วนลอบถอนหายใจให้กับจั่วเฉิน พวกเขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งถัดไปจั่วเฉินจะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แน่

            เป็นเพราะไป๋เฮ่อตั้งค่าหัวไว้สูงมาก สุดท้ายจึงดึงดูดบุคคลที่น่ากลัวอย่างหนากงเฉินเข้ามาต่อให้จั่วเฉินจะมีพื้นเพที่น่าเหลือเชื่อเพียงใดสุดท้ายก็ถูกจำกัดด้วยพลังระดับหลอมรวมขั้นห้าอยู่ดี หากหวังจะเอาชนะหนานกงเฉินที่ติดอันดับสามของตารางอันดับเขียวเช่นนั้นก็น่าขบขันแล้ว เพราะระดับพลังของทั้งคู่แตกต่างกันเกินไป

            หนานกงเฉินมาที่ตำหนักนภาปราณยุทธได้เพียงหนึ่งปีก็สามารถเอาชนะทุกคนด้วยความสามารถของตนเอง จนขึ้นเป็นอันดับสามของตารางอันดับเขียวถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถไม่ธรรมดา อีกอย่าง พลังปราณของหนานกงเฉินยังเป็นพลังปราณธาตุสายฟ้าที่ได้ชื่อว่าดุดันและไร้เทียมทานที่สุดอีกด้วย

            “อันดับสามของตารางอันดับเขียวอย่างนั้นหรือ”จั่วเฉินมองหนานกงเฉินพลางหรี่ตาลง ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยแรงปณิธานเข้าสัมผัสกลิ่นอายพลังของอีกฝ่าย

            เพียงครู่เดียว จั่วเฉินก็รับรู้ได้ถึงพลังของหนานกงเฉินดูท่าคนผู้นี้จะไม่ธรรมดาจริงๆ เทียบกับสองคนก่อนแล้วถือว่าแข็งแกร่งกว่ามากหากพูดกันที่ระดับพลัง หนานกงเฉินนั้นอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นเก้า ไม่เพียงเท่านี้คนผู้นี้ยังมีกลิ่นอายพลังอัดแน่น พละกำลังบริสุทธิ์แสดงให้เห็นว่าผ่านการฝึกฝนอย่างยากลำบากมาทีละก้าว ไม่ได้ใช้ยาลูกกลอนอะไรเพื่อเร่งพัฒนาเหมือนคนอื่นแน่

            ระดับหลอมรวมขั้นเก้าอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ขอข้าคุณชายทดสอบพลังของเจ้าหน่อยแล้วกัน

            พอรับรู้ทุกอย่างของอีกฝ่ายได้แล้วจั่วเฉินก็ระเบิดจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ออกมา แม้วันนี้เขาจะต่อสู้มาแล้วหลายครั้งแต่ก็ยังไม่มีใครทำให้เขารู้สึกกดดันได้ ทว่ากับหนานจงเฉินผู้นี้ นี่นับเป็นครั้งแรกที่จั่วเฉินเกิดแรงปณิธานในการต่อสู้

            ถ้าเป็นเมื่อก่อน หากต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเก้าล่ะก็จั่วเฉินคงจะพ่ายแพ้ยับเยินแน่ ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน ภายในตัวของเขามีพลังปราณซึ่งเกิดจากเจ็ดธาตุหลอมรวมกันทำให้เขามีพลังถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัว อีกทั้งเมื่อครู่ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าต่อให้เป็นผู้ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดหรือแปดก็ล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

            น่าแปลกที่เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่มีพลังระดับนี้ จั่วเฉินไม่เพียงไม่ขลาดกลัว เขายังรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาเสียอย่างนั้น

            “ฝ่ามือวายุอัสนีสลายฟ้า!”

            หลังจากก้าวขึ้นแท่นประลองหนานกงเฉินก็เลือกที่จะสำแดงหนึ่งในพลังที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาทันที แม้ว่าจะมั่นใจทว่าหนานกงเฉินกลับไม่กล้าชะล่าใจ เขาเห็นการต่อสู้ของจั่วเฉินก่อนหน้านี้มาแล้วกับตาจึงรู้ดีว่าตัวเองประมาทไม่ได้

            แต่ถึงอย่างไร หนานกงเฉินก็เป็นยอดอัจฉริยะเช่นกัน แม้จะเทียบพวกหลงซินเย่ไม่ได้แต่ก็ไม่ใช่บุคคลที่ศิษย์ทั่วไปสามารถเทียบได้ เขาจึงมีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าก้าวออกมา

            ใจกลางแท่นประลองปรากฏคลื่นพลังอันกล้าแกร่ง บัดนี้พลังปราณธาตุสายฟ้าของหนานกงเฉินระเบิดออกมาส่งผลให้พลังห้วงมิติรอบข้างปั่นป่วนไปด้วย จากนั้นฝ่ามือขนาดใหญ่ที่เกิดจากพลังปราณก็ปรากฏขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ก่อนจะเคลื่อนไปโจมตีจั่วเฉิน

            “พลังปราณธาตุสายฟ้าอย่างนั้นหรือ ไม่ธรรมดาจริงๆ”

            จั่วเฉินรับรู้ได้ถึงความดุดันของฝ่ามือนั้น ขณะเดียวกันเขาก็ส่งเคล็ดวิชาบงการอัสนีออกไป

            พลังชี้พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง แม้เวลานี้จะไม่ได้มีเพียงพลังธาตุสายฟ้าก็ตามทว่าเคล็ดวิชาบงการอัสนีที่สำแดงออกไปกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนที่มีพลังธาตุสายฟ้าเพียงอย่างเดียวเสียอีกนี่คงเป็นข้อดีของพลังปราณชนิดใหม่นี้

            พลังปราณสองขุมปะทะกันที่ใจกลางของแท่นประลอง ก่อนที่พลังอันแข็งแกร่งที่คาดไม่ถึงจะระเบิดออกมา

            ฉับพลันนั้น ฝ่ามือวายุอัสนีสลายฟ้าของหนานกงเฉินก็ถูกทำลาย มันถูกพลังชี้ของจั่วเฉินพุ่งทะลุผ่านจนเกิดเป็นรูแผลที่กลางฝ่ามือทว่าขณะเดียวกัน เคล็ดวิชาบงการอัสนีของจั่วเฉินเองก็แตกสลายกลายเป็นพลังปราณไปด้วยเช่นกัน

            “เอาอีก”

            แม้การโจมตีออกไปเมื่อครู่จะไม่เป็นผล ทว่านั่นกลับทำให้จั่วเฉินรู้สึกฮึกเหิมกว่าเดิม

            พลังปราณที่รายล้อมอยู่รอบตัวหลั่งไหลมารวมตัวกันที่แขนทั้งสองข้างจั่วเฉินเคลื่อนไหวท่วงท่าที่หนึ่งของหินหยก จากนั้นก็โจมตีไปที่หนานกงเฉิน

            ภาพที่เกิดขึ้นดึงดูดความสนใจของผู้คนไม่น้อย จั่วเฉินเคยใช้ท่วงท่านี้มาก่อนแล้วทั้งที่ดูเรียบง่าย ทว่ากลับสร้างพลังโจมตีที่ร้ายกาจ และนั่นทำให้หลายคนรู้สึกสงสัยว่าสิ่งนั้นคือเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับไหนกันแน่

            หนานกงเฉินขมวดคิ้ว เพราะได้เผชิญหน้ากับจั่วเฉินด้วยตัวเองจึงรับรู้ถึงอันตรายที่ประชิดเข้ามา

            ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดชั่วขณะนั้นได้มีแรงกดดันที่ยากจะบรรยายปรากฏขึ้นเบื้องหน้าต่อให้หนานกงเฉินจะมีพลังระดับหลอมรวมขั้นเก้า แต่เขาก็ยังรับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงที่ถาโถมเข้ามานี้

            “แย่ล่ะ!”

            ตอนนั้นเองที่หนานกงเฉินก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แววตาพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเขาโคจรพลังปราณเต็มพิกัดเพื่อสำแดงการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดออกไปต้าน

            หนานกงเฉินรู้ดีว่าหากตอนนี้ไม่รีบข่มพลังของจั่วเฉินลง แล้วรอจนอีกฝ่ายสั่งสมพลังเพิ่มขึ้นได้ล่ะก็เช่นนั้นก็เหมือนก้อนหิมะที่ยิ่งกลิ้งเท่าไรก็ยิ่งใหญ่ขึ้น สุดท้ายเขาคงไม่อาจต้านทานได้

            ต้องยอมรับว่าหนานกงเฉินที่เป็นอันดับสามของตารางอันดับเขียวไม่ธรรมดาจริงๆไม่เพียงมีพลังกล้าแกร่ง ยังมีประสาทสัมผัสในการควบคุมจังหวะการต่อสู้ดีเยี่ยม จึงล่วงรู้ถึงความน่ากลัวของการโจมตีนี้ได้ก่อน

            พลังปราณระเบิดออกอีกครั้ง บัดนี้หนานกงเฉินได้แต่ซัดพลังฝ่ามือออกไปไม่หยุด

            “ไสหัวออกไป!” จั่วเฉินตวาดลั่น ก่อนที่แขนทั้งสองข้างคล้ายจะกลายเป็นแส้สองเส้นเข้ากระหน่ำฟาดใส่ตัวหนานกงเฉิน

            ท่วงท่าของจั่วเฉินนั้นประหลาดมากทว่าพลังที่สำแดงออกมากลับค่อยๆ พุ่งสูงขึ้น จนสุดท้ายเมื่อมันแตะถึงระดับสูงสุดก็ระเบิดออกมาทั้งหมด

            ไม่รู้ว่าพละกำลังหนักหน่วงเท่าไรที่อัดเข้าร่างหนานกงเฉินหนานกงเฉินที่ยังไม่ทันได้สำแดงพลังอะไรออกมาก็ถูกซัดถอยไปสิบกว่าเมตรจนเกือบจะตกจากแท่นประลองเขาคำรามเสียงต่ำ พยายามอดกลั้นต่อกลิ่นคาวเลือดที่ตีขึ้นมา หลังจากทรงตัวให้มั่นได้แล้วก็จ้องเขม็งไปยังจั่วเฉิน

            คนนอกอาจจะเห็นว่าเป็นการพุ่งโจมตีกันเฉยๆ ทว่ามีแค่หนานกงเฉินเท่านั้นที่รู้ว่าการโจมตีเมื่อครู่ของจั่วเฉินแฝงไปด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัวแค่ไหนตัวเขาไม่อาจต้านทานได้เลยสักนิด

             “แข็งแกร่งจริงๆแต่ว่าก็เท่านั้นแหละ”

            หนานกงเฉินมองจั่วเฉินก่อนจะเอ่ยปากขึ้น ก่อนหน้านี้เขาลงมือเพราะต้องการค่าผลงานสองหมื่นแต้มทว่าบัดนี้จั่วเฉินยั่วยุความทระนงของเขาเข้าให้แล้ว หนานกงเฉินรู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมา

            เขาไม่ยอมให้จั่วเฉินที่เป็นเพียงผู้ติดตาม ไม่แม้แต่จะเป็นศิษย์ตัวจริงมาท้าทายเขาได้หากวันนี้พ่ายแพ้ เกรงว่าชื่อเสียงที่สั่งสมมาคงจะต้องป่นปี้นับจากนี้อันดับสามของตารางอันดับเขียวจะไม่ใช่สิ่งที่เขาภาคภูมิใจอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความอัปยศทุกคนจะต้องคิดว่าเขาเป็นคนไร้ค่าที่โชคดีได้เลื่อนขึ้นเป็นอับดันสามแน่เพราะแม้แต่ผู้ติดตามคนหนึ่งก็ยังชนะไม่ได้

             “เท่านี้อย่างนั้นหรือ”จั่วเฉินผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนจะแค่นหัวเราะพลางมองหนานกงเฉิน

            ก่อนหน้านี้จั่วเฉินตรวจสอบพลังของอีกฝ่ายจากแรงปณิธานแล้วอีกอย่างจากการต่อสู้เมื่อครู่ เขาก็รับรู้ถึงพื้นเพของอีกฝ่ายอย่างละเอียด ทว่าหนานกงเฉินกลับพูดจาใหญ่โตเสียปานนี้

            แค่พลังระดับหลอมรวมขั้นเก้า เกรงว่าจะยังไม่มีสิทธิกระมัง

             

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี ที่คุณอ่าน