“หึหึ.. ในที่สุดข้าก็กลับมายังที่แห่งนี้แล้ว.. อื้มมม คงต้องเปลี่ยนสรรพนามคำพูดของเราใหม่แล้ว อะแฮ่ม! จะว่าไปห้องนี้ก็ดูแปลกๆชอบกล เหมือนมันเคยอยู่ในความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว.... เอ๊ะ!” เสียงของชายหนุ่มร่างอวบอ้วนคนหนึ่งพูดกล่าวออกมากับตัวเอง..
ชายคนนี้คือ ‘จักรพรรดิมนตรา’ ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสายเวทมนตร์ที่โลก ‘เมจิกเอิร์ทแลนด์’ เขามีนามว่า ‘ไกเซอร์’ แต่ทว่าความเป็จริงแล้ว เขาคือผู้ที่ถูกอัญเชิญโดยเหล่าเทพธิดาของโลกเมจิกเอิร์ท เดิมทีเขาเป็เพียงชาวโลกตัวเล็กๆ คนธรรมดาเพียงเท่านั้น และหลังจากปราบจอมราชันปีศาจลงตามเป้าหมายของเหล่าทวยเทพลงได้ก็ใช้เวลาอีกเกือบๆ 2,000 ปี เพื่อค้นหาวิธีกลับบ้านเกิด ซึ่งก็คือ ‘โลก’ นั่นเอง
หลังจากที่เขาลืมตาขึ้นมาหลังจากใช้มหาเวทย์ที่เขาคิด และตั้งชื่อมันแบบลวกๆว่า ‘มหาเวทย์อัญเชิญตรูกลับบ้าน’ ก็พบกับห้องห้องหนึ่งที่ครั้งหนึ่งมันเคยอยู่ในความทรงเมื่อนานมาแล้วในอดีต ซึ่ง ‘เฟย’ หรือ ‘ณัฐภัทร พิพัฒน์วงษา’ จะต้องรำลึกความหลังสักเล็กน้อย..
“..หากจำมิผิด..แฮ่ม! หากจำไม่ผิด..ก่อนที่ตัวของเราจะถูกอัญเชิญไปต่างโลก น่าจะเดินอยู่กลางถนนตอนกลางคืนนี่นา ส่วนวันที่ก็.. เฮ้ออ จำไม่ได้เลยแฮะ! เอาเถอะ.. ถ้าอย่างนั้นสำรวจร่างกายก่อนเป็ไง..”
เฟยกล่าวกับตัวเองพลางสะบัดศีรษะไล่ความคิด เวลาที่ผ่านไปกว่า 2,000 ปีมันจะหลงจะลืมกันบ้างก็คงไม่แปลก มันอาจจจะต้องใช้เวลานึกย้อนกลับไปสักเล็กน้อย เมื่อเขาเลิกสนใจวันเวลาที่หลงลืม เขาก็หันกลับมาสำรวจร่างกาย และพลังของตนเอง แต่ทว่าเฟยก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความใ..
“บ้าน่า! พลังเวทย์ของเรามัน.. ไม่มี.. ไม่มีเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว เป็ไปได้ยังไงกัน!.. มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มหาเวทย์ที่เราใช้ไม่น่าจะดูดพลังไปมากขนาดนั้นนี่นา.. หรือว่า!” เฟยกล่าวกับตัวเองอย่างสับสน ก่อนที่จะนึกถึงความเป็ไปได้อยู่หนึ่งอย่าง และเขาต้องรีบลุกจากเตียงนอนเก่าที่แสนคุ้นเคยไปยังห้องน้ำเพื่อส่องมองดูกระจก..
“ไม่จริงน่า.. เรากลับมาอยู่ในร่างเดิมก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายด้วยเวทย์อัญเชิญ.. มหาเวทย์มีผลลัพธ์อย่างนี้เหรอเนี่ย เฮ้อออ..” เฟยกล่าวพร้อมกับยิ้มแก้มตุ่ยๆอวบๆของเขาพลางถอนหายใจ และความทรงจำบางส่วนที่เกี่ยวกับตัวเองก็เริ่มกลับมา เขาผู้ที่ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ สาขา เคมี ก่อนที่จะถูกอัญเชิญไปต่างโลก..
“เวลากว่า 2,000 ปี... มันช่างสูญเปล่าอย่างแท้จริง.. โลกนี้จะมีสายพลังเวทย์หรือเปล่านะ” เฟยกล่าวพลางทำสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด มันอาจจะเป็เพราะว่าเขาคุ้นเคยกับการใช้พลังเวทมนตร์มาตลอดสองพันปี พลังเวทย์มันเหมือนกับส่วนหนึ่งของแขน และขา เมื่อขาดมันไปก็รู้สึกเหวอๆแปลกๆ เมื่อกล่าวคิดได้เช่นนั้น เฟยไม่รอช้าตั้งท่านั่งสมาธิััถึงสายพลังเวทย์ในทันที
“..อืมม ช่างเบาบางยิ่งนัก! อาจจะเป็เพราะเราอยู่ท่ามกลางเ้าตึกสูงๆเหล่านี้ก็เป็ได้ บางทีอาจจะต้องไปยังชนบทที่แสนจะห่างไกล ไม่เช่นนั้นก็คงจะมีสายพลังเวทย์คงจะเบาบางเช่นนี้เหมือนเดิม... แต่ถึงอย่างนั้นมันก็หมายความว่าโลกนี้ก็ยังมีสายพลังเวทย์เช่นกัน..” เฟยกล่าวออกมาพร้อมกับยิ้มรับให้กับตัวเอง เขาจะต้องรีบแล้วเพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะต้องเรียกพลังกลับคืนมาให้ได้ อย่างน้อยๆก็ขั้นที่ 3 โดยเร็วเพื่อเพิ่มอายุขัยของตัวเองให้มากขึ้นไปอีก 10 ปี
ระบบขั้นของพลังเวทย์นับเป็ขั้นโดยนับเป็ตามเลขโรมันธรรมดา นักเวทย์ที่มีพลังเวทย์ในขั้นที่ 1-3 จะถูกเรียกว่า ‘นักเวทย์ฝึกหัด’ ตามในโลกเมจิกเอิร์ท ต่อมาคือขั้นที่ 4-6 จะถูกเรียกว่า ‘นักเวทย์เริ่มต้น’.. ขั้นที่ 7-9 จะถูกเรียกว่า ‘นักเวทย์ชั้นกลาง’ ซึ่งส่วนใหญ่ใครที่เดินในเส้นทางเวทมนตร์จะติดอยู่ระดับนี้เป็ส่วนใหญ่ ต่อไปคือขั้น 10-12 จะถูกเรียกว่า ‘นักเวทย์ชั้นสูง’ ซึ่งแต่ละอาณาจักรจะมีคนที่ก้าวถึงระบบนี้ได้ก็มีนับนิ้วมือได้เลย
ั้แ่ระดับขั้น 13-15 จะชื่อเรียกที่ไม่เหมือนกัน เพื่อให้เกียรติยศแก่ผู้ที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปได้ ขั้น 13 จะถูกเรียกอย่างมีเกียรติว่า ‘ราชันมนตรา’ ขั้นที่ 14 จะถูกเรียกขานว่า ‘จักรพรรดิมนตรา’ ซึ่งเป็ขั้นที่เฟยไปถึงในโลกเมจิกเอิร์ทก่อนหน้าที่จะใช้มหาเวทย์อัญเชิญตัวเองกลับบ้านนั่นเอง ส่วนขั้นที่ 15 เป็ขั้นที่เรียกว่าตำนานของตำนานมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถไปถึงขั้นนั้นได้ และชายคนนั้นถูกกล่าวขานในนาม ‘พระเ้าแห่งมนตรา’ ไม่มีใครรู้ว่าเขามีพลังมากเท่าใด ไม่มีใครรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ สิ่งที่รู้คือมีเพียงหน้าตาของเขาที่สลักหินเวทย์อยู่ทั่วทุกอาณาจักรในโลกเมจิกเอิร์ทเท่านั้น..
เมื่อเฟยคิดได้เช่นนั้นเขาก็จะต้องรีบดำเนินการเพิ่มพลังของตัวเองในทันที เพียงแต่ว่าเขายังไม่ทันที่จะลุกไปไหนสิ่งที่เขาไม่เคยได้ใช้ตลอดที่อยู่โลกใบนู้นก็ดังขึ้นมา ใช่! มันคือโทรศัพท์มือถือนั่นเอง..
“ฮัลโหล!..” เฟยกล่าวหลังจากกดรับสายโทรศัพท์ ในใจพลางคิดว่าอย่างนี้มันถูกต้องหรือไม่ด้วยความที่ไม่ได้ใช้เ้าโทรศัพท์มือถือมานานแสนนาน..
“เ้าอ้วน! แกห้ามคิดสั้นเด็ดขาดเลยนะเว้ย.. แค่ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่มันหลอกเอาเงินจากแกไปวันๆ ไม่ตายก็ยังหาที่ดีกว่านางเเพศยานั่นได้อีกมาก ตอนนี้แกอยู่ไหน เดี๋ยวฉันจะไปหาแกเดี๋ยวนี้..” เสียงของปลายสายดังขึ้นมาชวนให้คิดถึง และชายที่กำลังพูดกับเฟยนั้นมีชื่อว่า ‘เบนซ์’ เขาคนนี้เป็เพื่อนที่แสนดีต่อเฟยมาก
“เออ.. ฉันไม่ได้คิดอะไรมากหรอก เื่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป.. แต่ตอนนี้ฉันขออยู่ตามลำพังก่อนได้ไหม พอดีมีเื่ให้คิดเยอะเลยนะ..”
เฟยนึกคำพูดที่จะตอบกับเพื่อนรักในโลกนี้อยู่ครู่หนึ่ง พลางนึกถึงเหตุการณ์ที่มันผ่านมาก่อนที่เขาจะถูกอัญเชิญไป ภาพของผู้หญิงหุ่นดีคนหนึ่งที่ไม่ได้สละสลวยอะไรมากนักลอยเข้ามา เขายังนึกแปลกใจที่เมื่อก่อนตัวของเขานั้นหลงรักเธอคนนี้ได้อย่างไร ถ้าให้เทียบกับผู้หญิงจากโลกเมจิกเอิร์ทแล้ว เรียกได้ว่า ‘ฟ้ากับเหว’
“แกอยู่คนเดียวได้ใช่ไหมเพื่อน.. จะทำอะไรก็นึกถึงพ่อถึงแม่แกเอาไว้บ้างนะเว้ย ที่พูดเนี่ยเพราะว่าฉันเป็ห่วงแกหรอกนะ.. และถ้าแกคิดสั้นล่ะก็ ฉันสาบานเลยว่าฉันจะตามไปเตะตูดแกถึงนรกเลยคอยดู” เบนซ์กล่าวออกมาด้วยความจริงใจที่เฟยััได้ จะเพื่อนสักกี่คนกันเชียวที่จะคอยเป็ห่วงเป็ใยกันถึงขนาดนี้ บางคนอาจจะไม่มีทางพบเจอคนอย่างนี้ตลอดทั้งชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้..
“ถ้าแกจะลงมาเตะตูดฉันที่นรกล่ะก็ แกก็เอาผ้าเช็ดตัวมาด้วยล่ะ.. น้ำในกระทะทองแดงน่าจะกำลังอุ่นได้ที่..ฮ่าๆ” เฟยกล่าวตอบแบบติดตลก มุกขำๆที่ชวนให้คิดถึง ด้วยความที่เป็คนจากโลกใบนี้ การที่จะเล่นมุกอย่างนี้กับคนในโลกนั้นมันแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย เพราะพวกเขาไม่มีใครเลยที่เข้าใจมุกตลกพวกนี้..
“ยัง! ยังมาทำเป็เล่นอีกไอ้เพื่อนเวร.. เฮ้ออ ช่างเถอะ! แต่แกแน่ใจใช่ไหมว่า้าอยู่คนเดียวน่ะ” เบนซ์กล่าวถามย้ำกับเฟยอีกครั้งหนึ่ง
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่าเพื่อนรัก ผู้หญิงสาวๆสวยๆยังมีอีกตั้งเยอะ.. แต่ก็นะ มันก็ต้องมี่เวลาที่ต้องทำใจกันบ้าง จริงไหม.. จริงสิ! เบนซ์.. ขอบใจมากนะเว้ยที่เป็ห่วง” เฟยกล่าวด้วยคำพูดที่เขาอยากจะพูดอย่างนี้สักครั้งกับเพื่อนรักของเขา ซึ่งแน่นอนว่าด้วยประโยคอย่างนี้มันทำให้เบนซ์ถึงขนลุกซู่..
“อย่าพูดอะไรที่มันชวนให้ขนลุกสิวะ.. เออๆ มีอะไรก็โทรมาหาฉันได้ตลอดนะเว้ย” เบนซ์กล่าว
“โอเค.. ฉันรู้แล้วน่า เอาไว้ฉันพร้อมเมื่อไหร่จะติดต่อกลับไปหา..” เฟยกล่าวก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะวางสายโทรศัพท์ไปด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน เฟยสะบัดหน้าไล่ความคิดที่ไม่จำเป็ออกไป ก่อนจะหันมาสนใจกับร่างกายของตัวเองเป็อันดับแรก..
“..ถ้าไปถึงขั้นที่ 2 ได้ ไขมันส่วนเกินพวกนี้ มันก็คงจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป..”
เฟยกล่าวกับตัวเอง เพราะขั้นที่ 2 นี้พลังเวทย์ส่วนใหญ่จะถูกเสริมเข้าไปที่กล้ามเนื้อโดยตรง ซึ่งมันทำให้เกิดร่างกายที่สมบูรณ์แบบตามความคิดของเ้าของร่างกาย มันจึงไม่เป็ที่น่าประหลาดใจเลยที่คนในโลกเมจิกจะหุ่นดี และสวยหล่อกันทุกคน..
“ใช่! เมจิกไอเทมบ็อกซ์.. ของในนั้นน่าจะช่วยเราได้ไม่มากก็น้อย อืมม แต่ว่าอย่างน้อยๆก็ต้องบรรลุขั้นที่ 1 ให้ได้ก่อน..”
เฟยกล่าว และนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘เมจิกไอเทมบ็อกซ์’ ซึ่งสิ่งที่นักเวทย์เอาไว้ใช้เก็บของใช้ส่วนตัว รวมถึงสิ่งต่างๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็เงิน โพชั่นรักษา เม็ดยาเสริมการรวบรวมพลัง เมจิกไอเทมต่างๆ ทุกอย่างก็อยู่ภายในนั้นจนหมด และเฟยเองก็กำลังสงสัยอยู่ว่าในโลกแห่งนี้เขาจะสามารถใช้งานมันได้หรือเปล่า
“อืมม ช่างมันก่อนก็แล้วกัน! เดี๋ยวบรรลุขั้นแรกได้ก็รู้เองนั่นแหละ.. ถ้าอย่างนั้นเก็บของใช้ที่จำเป็ แล้วก็ออกไปหาแหล่งสายพลังเวทย์ดีกว่า..”
เฟยกล่าว และถ้าหากเขายังเพิ่มพลังเวทย์ภายในห้องนอนหอพักนี้อยู่อีกล่ะก็ คงอีกสัก 1 เดือนก็ยังไม่รู้เลยว่าจะบรรลุขั้นที่หนึ่งหรือเปล่า ดังนั้นออกไปตามหาสายพลังเวทย์ตามสถานที่ต่างๆที่คาดว่ามันน่าจะมีแหล่งพลังเวทย์สะสมเยอะๆมันน่าจะดีกว่า และเฟยก็คิดได้อยู่หนึ่งสถานที่ หากจะพูดถึงแหล่งพลังเวทย์สะสมเยอะๆในเมืองใหญ่อย่างนี้แล้วล่ะก็ ก็ต้องพูดถึง ‘สุสานคนตาย’ นั่นเอง