ปังๆๆๆ!!!
เสียงเคาะประตูดังรัวขึ้น ราวกับว่าคนเคาะจะพังประตูเข้ามา ทำให้ฉันคนที่นอนดึกมาหลายวันเริ่มอารมณ์เสียแต่เช้า {คนจะหลับจะนอน}… แต่เมื่อได้ยินเสียงนั้น (O_O)
“ข้าวฟาง ตื่นได้แล้วลูก!!! จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน งานการไม่ทำ ราชการก็ไม่สอบ จะใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงไหน เรียนจบมา…~”
“แม่!!!! หยุด ตื่นแล้วจ้า ตื่นแล้ว”
ฉันลืมตาอันน้อยนิดที่มีอยู่กวาดสายตาไปรอบๆห้อง สมองกำลังคำนวณผลสักครู่ ก่อนจะรีบถีบตัวเองลุกขึ้นพร้อมผมหยักศกฟูที่สระเมื่อคืนแต่ลืมไดร์ ทำให้ผมชี้โด่ชี้เด่ไปคนละทิศละทาง รีบตอบกลับแม่อย่างไวก่อนที่แม่จะบ่นร่ายยาวไปมากกว่านี้
“แม่วันนี้มีอะไรกินอ่ะ”
หลังจากที่พยายามลุกออกมาจากห้องนอนที่เล็กเท่ารูหนู เดินตรงไปหาแม่เพื่อให้แม่หยุดบ่น แต่ทว่ากลับรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาแบบทำให้ขนลุกซู่ และทันใดนั้นสายตาทั้งฉันและแม่ก็ประสานกัน รู้สึกได้เลยว่าฉันอาจจะได้กินะเิก่อนกินข้าวเช้าเป็แน่แท้
“โถแม่ จ้องอะไรขนาดนั้น ลูกสาวแม่สวยอ่ะดิ ตื่นเช้ามาแบบธรรมชาติสุดๆ”(^_^)
ฉันพูดไปทำมือสยายผมไป เพื่อให้แม่ลดทอนความโมโหในใจ
“(ー_ー)”
แม่ไม่ตอบสนองกับความพยายามของฉันเลย ฉันเหมือนจะเริ่มเห็นมืออันแข็งแรงที่ทำเล็บมาซะฟรุ้งฟริ๊งกำตะลิ่วแน่นขึ้น รู้สึกเหมือนฉันจะชะตาขาด
“แม่หายโกรธเื่นั้นได้แล้ว ฉันก็แค่ทำตามความฝันเอง”
(ย้อนกลับไป หนึ่งปีก่อน)
“หัวหน้าค่ะ สะดวกคุยไหมคะ พอดีหนูมีเื่จะแจ้งให้หัวหน้าทราบนะคะ”
เช้าวันศุกร์ ที่อากาศดี กับการตัดสินใจที่แน่วแน่ ฉันรวบรวมความกล้าจากการพยายามมาหลายต่อหลายครั้งในการรอเวลาที่เหมาะสม แต่ใจเ้ากรรมกลับเต้นตุบตับๆๆรุนแรงเข้าเรื่อยๆ อย่างกับประกวดมิส ยูนิเวิร์สซะอีก
“เข้ามาได้”
น้ำเสียง นุ่มลึกของหัวหน้า ยิ่งทำให้ใจฉันใจเต้นแรงเข้าไปอีก ถอยหลังตอนนี้ไม่ทันแล้ว
“ว่าไง มีเื่อะไรหรือเปล่า”
หญิงสาวอายุกลางคนที่ใส่แว่นหนา กับชุดสูทที่เหมือนครูประถม กำลังเปลี่ยนจากการดูเอกสาร ชายตาขึ้นมองอย่างตั้งใจ
“เอ่อ…..คือ…..คือ หนูจะขอลาออกค่ะ!!”
ฉันก้มหน้า ไม่กล้ามองสายตาอันเ็าของหัวหน้า อึกๆอักๆอยู่สักพัก ก็ตัดสินใจตอบไปอย่างเสียงดัง ฟังชัด เอาเสียงดังข่มเสียงหัวใจตัวเองไว้
“อืม ได้สิ”
(O_O) ฉันเปลี่ยนจากการก้มหน้า มองไปยังหัวหน้าแบบใกับคำตอบที่ได้รับ ทำไมมันไม่เหมือนที่เราคิดไว้เลยน๊าาา ต้องบอกก่อนนะ ฉันจบบัญชีมา ทำงานที่นี้เป็ที่แรก และทำมา3ปี ฉันว่าฉันก็ทำงานค่อนข้างดีนะ หรือฉันคิดไปเองนะ หัวหน้าไม่ยื้อฉันเหมือนที่เคยอ่านมาจากอินเทอร์เน็ตเลย
“มีอะไรอีกไหม”
หัวหน้าถามอย่างกับเป็เื่ทั่วไปที่พบเจออยู่ทุกวันอย่างไงอย่างงั้น พร้อมก้มหน้าดูเอกสารที่อยู่ในมือต่อ
“เอ่อ ไม่มีแล้วค่ะ ว่าแต่หัวหน้าไม่ถามหนูหน่อยหรอคะ ว่าหนูทำไมถึงลาออก ออกไปทำอะไรต่อ หรือมีเหตุผลจำเป็อะไรหรือเปล่า”
ฉันไล่ถามหัวหน้ายาวเหยียดถึงความอดสงสัยไม่ได้กับการลาออกที่ง่ายเกินไป หัวหน้าเห็นหน้าที่ชวนสงสัยของฉันก็อดยิ้มไม่ได้แล้วตอบฉันด้วยเหตุผลที่ฟังง่ายๆแต่เข้าใจแจ่มแจ้ง
“ฉันรู้ว่าเธอตัดสินใจดีแล้วก่อนจะเข้ามาบอกฉัน เพราะทุกคนต่างมีทางเดินของแต่ละคน ฉันไม่สามารถห้ามหรือดึงใครไว้ได้ การทำงานต้องมีการเปลี่ยนแปลงทุกคน คงไม่มีใครตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ไม่มีความสุขให้กับตัวเองหรอกถูกไหม”
หลังจากได้ฟังคำตอบของหัวหน้า ฉันกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก หัวหน้ายังไม่เพียงเข้าใจ แต่ยังทำให้ฉันมีกำลังใจกับสิ่งที่จะทำอีกด้วย ปลื้มสุดๆ //>O<//
หลังจากที่ออกจากงานมา 3 วัน ฉันก็ใช้เวลาในการนั่งคิดนอนคิด ว่าจะสารภาพความผิดกับที่บ้านยังไงดี เื่ที่ออกจากงานและตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่ประเทศจีนโดยไม่บอกล่วงหน้าอะไรเลย
“อัลโหล ถิงถิง ฉันจะทำยังไงดี~”
“ทำไม เกิดอะไรขึ้น ฉันใกล้จะถึงห้องแกแล้วเนี่ย รอแป็บนะ”
ยังไม่ทันได้ถามอะไรเลย ก็โดนวางสายใส่ไปซะก่อน พร้อมเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นมาพอดี ฉันรีบลุกขึ้นจากเตียงไปเปิดประตู แล้วก็พบกับหญิงสาวตัวเล็ก ผมตรงสีดำสั้นอันดูน่าดึงดูดเหมือนเด็กน้อย จมูกโด่งกับปากที่ดูอวบอิ่มได้รูป แถมยังเข้ากับกับแว่นเด็กเรียนที่ฉันใส่แล้วเหมือนคุณป้า แต่พออยู่ที่หน้าของถิงถิงกลับทำให้เธอมีเสน่ห์ขึ้นไปอีก มือทั้งสองข้างถือขนมและของกินเล่นจำนวนมหาศาลและยังสะพายกระเป๋าใบใหญ่ พร้อมเหงื่อที่เต็มหน้าเธอไปหมด
“เข้าไปได้ยัง”
“เข้ามาๆ”
ถิงถิงรีบเคลื่อนตัวเข้ามา โดยพากระเป๋าหนักๆที่อยู่บนหลังกับของกินที่อยู่ในมือราวกับจะกินทั้งปีวางลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง
“แก มาได้ยังไงอ่ะ แล้วทำไมเอาของมาเยอะแยะแบบนี้”
ฉันรีบชิงเปิดถามคำถามก่อน
“ก็จะมาติวภาษาจีนให้แกไง ก็เลยขนของมาอยู่นี้ด้วยเลย จะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาให้เสียเวลา”
ถิงถิงเก่งภาษาจีนในระดับนึงเลยล่ะ เพราะมีคนรู้ใจอยู่ที่ประเทศนั้น จึงได้รับการบังคับที่จะต้องพูดได้ ฟังได้มาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนฉันได้แค่นิดหน่อย ฟังอ่ะไม่ค่อยมีปัญหานะเพราะชอบดูซีรีย์จีน แต่พูดกับเขียนค่อนข้างทุลักทุเล เหมือนถนนลูกรังแถวบ้านเลยล่ะ
“แล้วที่บ้านแกล่ะ”
“เคลียร์เรียบร้อยแล้วก่อนจะมา”
“ทำยังไงว่ะ ฉันยังคิดไม่ตกเลยว่าจะบอกที่บ้านยังไง ก็ที่โทรหาแกเมื่อกี้ก็จะถามเื่นี้แหละ”
ฉันตาลุกวาวถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะที่บ้านของถิงถิง พอรู้เื่ที่เราจะทำ ตอนแรกก็ค้านหัวชนฝาเหมือนกัน
“ก็อธิบายเหตุผลเยอะๆ อ่ะ ยกมาให้หมดเหตุผลร้อยแปดที่หามาได้ ณ ตอนนั้น อันที่จริงที่บ้านฉันไม่ได้ค้านขนาดนั้นหรอก เพียงแค่ไม่พอใจที่ออกจากงานโดยไม่ได้บอกมากกว่าเื่ที่จะไปเรียนอีก”
ฉันนั่งฟังถิงถิงอธิบายเหตุผลที่คุยกับที่บ้านอย่างตั้งใจ เผื่อมันสามารถช่วยลดโทษของฉันในการบอกกับที่บ้านได้บ้าง
“แกก็บอกไปตรงๆ ในเื่ที่แกคิดอยากช่วยที่บ้านเื่เงินให้มากกว่านี้ เพราะลำพังเงินเดือนแค่นี้ แกคนเดียวยังเอาตัวไม่รอด ไม่ต้องพูดถึงเื่อนาคตเลย”
“เอาจริงๆฉันก็อยากบอกแบบนั้นนะ แต่กลัวที่บ้านจะไม่เชื่ออ่ะดิ เหตุผลฟังดูโอเวอร์ไปในสายตาผู้ใหญ่ แม่ชอบบอกว่าแม่ไม่ได้ลำบากอะไร ไม่ต้องให้ฉันพยายามอะไรมากมาย แค่นี้ที่เป็อยู่ก็ดีแล้ว แถมญาติก็คิดเหมือนแม่อีก สิ่งเดียวที่จะเห็นชอบกัน ก็คือให้ฉันสอบราชการให้ได้”
ฉันอธิบายเหตุผลที่แม่ชอบพูดกับฉันให้ถิงถิงฟัง ถิงถิงได้แต่พยักหน้ารับฟัง อันที่จริงถิงถิงเป็คนที่เข้าใจฉัน เพราะอยู่กับฉันมาตลอดและรู้ว่าฉันทำไปเพื่ออะไรมากที่สุดแล้ว และนี้ก็คือเหตุหลักที่ฉันต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ เหตุผลรองก็แค่อยากไปเจอพระเอกในดวงใจสักครั้ง เหตุผลรองจริงๆนะ สาบานได้
//^ー^//
(กลับมา ณ ปัจจุบัน)
“โถ แม่ลูกขอโอกาสในการทำความฝันนี้อีกครั้งเถอะนะแม่นะ เพียงแค่อีกครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าครั้งนี้ยังไม่ผ่าน หนูจะไปสอบราชการอย่างที่แม่้า!!”
ฉันพูดไป พร้อมเดินเข้าไปกอดแม่จากด้านหลัง
“ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วนะ”
ฉันพยักอึกอักๆข้างๆไหล่ของแม่พร้อมกอดแม่ไปด้วย อันที่จริงตอนนี้ฉันออกจากงานมาปีกว่าๆแล้ว หลังจากคุยกับแม่ด้วยเหตุผลร้อยแปดประการอย่างที่ถิงถิงบอกไว้ ฉันก็ผ่านเหตุการณ์หน้าสิวหน้าขวานกับแม่มาได้ แต่ก็ฝืดๆอยู่สักระยะนึงแหละ ส่วนพ่อกับพี่ชายก็ไม่ได้มีบทบาทในการตัดสินเท่าแม่เลยไม่มีอะไรต้องกังวลมากนัก หลังจากนั้นฉันกับถิงถิงก็ยื่นเื่ขอทุนเรียนต่อกันเมื่อปีก่อน แต่เ้ากรรม คนสมัครยื่นทุนกันเยอะมาก แถมตอนสัมภาษณ์ฉันยังพูดได้ไม่ดีนัก ส่วนถิงถิงก็ดันมาป่วยอีก อะไรจะลงตัวขนาดนั้น นั้นจึงทำให้ฉันกับถิงถิงพลาดโอกาสกันทั้งคู่อย่างไม่ได้นัดหมาย เสียใจก็เสียใจอยู่แหละ แต่เสียใจก็ดีกว่าเสียดาย คติประจำใจที่ทำให้ฉันพยายามต่อไปได้ หลังจากนั้นฉันก็เรียนและฝึกฝนมากกว่าเดิมอีก หลังจากผ่านการยื่นเื่สัมภาษณ์ต่างๆมากมายกับการยื่นขอทุนอีกครั้ง ใน่รอเวลาประกาศผลฉันก็กลับมาอยู่ที่บ้านนี้แหละ เพื่อรอเวลาลุ้นตัวโก่งอีกครั้ง
คลิก~
กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!!! “ผ่านแล้วๆๆๆ แม่จ้าหนูทำได้แล้ว ลาล่าลาลาลา~~”
ฉันดีใจสุดๆ ลุกขึ้นจากโต๊ะอ่านหนังสือที่มีหน้าจอโน๊ตบุคเปิดคาไว้พร้อมข้อความ คุณได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศจีน ตัวอักษรที่ฉันรอคอยมาตลอดเกือบ2ปีเต็มๆ พร้อมะโไปะโมา ทำให้แม่และคนอื่นๆต่างใเดินเข้ามาในห้อง
“แม่หนูทำได้แล้วนะ”
ฉันบอกแม่ พลางะโโลดเต้นไปทั่วห้อง
“เออ ก็ดีแล้ว ได้โอกาสมาแล้วก็ทำให้ดีๆล่ะ”
แม่บอกฉันแบบนิ่งๆ เรียบๆ แต่ฉันดูออกว่าแม่ดีใจแทนฉันอยู่ แต่แค่เป็คนที่ไม่ค่อยแสดงออก
“เดี่ยวหนูโทรหาถิงถิงๆก่อนนะแม่”
ฉันบอกแม่แบบไม่รอคำตอบ คว้าโทรศัพท์ได้แล้วรีบกดหาถิงถิงเพื่อนรักอย่างไว
ตู๊ด~ ตู๊ด~
“อัลโหล ถิงถิง เป็ยังไงบ้าง ดูผลประกาศหรือยัง ฉันผ่านนะ แกล่ะ ดูยัง เร็วๆรีบบอกๆ ฉันตื่นเต้นไม่ไหวแล้วนะ”
“………………………”
“ไม่ผ่านหรอ……” (ဝ_၀)
“ผ่าน กรี๊ดดดดดด!!!!”
ถิงถิง เงียบไปสักครู่ แล้วตอบฉันเสียงเรียบเหมือนเป็เื่ธรรมดา หลังจากนั้นหูฉันก็ดับไปเลยกับเสียงกรี๊ดสนั่นด้วยความดีใจของถิงถิง
“โอ๊ย เบาๆหน่อยเพื่อน หูฉัน แก้วหูดับไปแล้วมั้งเนี่ย แกก็แกล้งฉันเกือบหัวใจวาย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า โทษทีๆ”
“แล้วเราจะเดินทางกันวันไหนอ่ะ ต้องไปรายการตัวแล้วก็ซื้อของเข้าหออีก”
“เดือนหน้า ไปก่อนหนึ่งอาทิตย์ ก่อนเปิดเทอมแล้วกันจะได้มีเวลาปรับตัวหน่อย”
ถิงถิงตอบคำถามฉันอย่างผู้เชี่ยวชาญที่วางแผนไว้หมดแล้ว ผิดกับฉันที่คิดแค่วันนี้กับพรุ่งนี้อยู่เลย (^.^)//
“โอเค แล้วเจอกันนะถิงถิงจ้า จุ๊บบบบ บ่ายๆ”
“โอเค แล้วเจอกันข้าวฟางเพื่อนเลิฟ~ เดี่ยวฉันไปบอกตงหยางก่อนนะ(แฟนของถิงถิง)”
หลังจากวางสายจากถิงถิง ฉันก็ไปเสิร์ชกูเกิลหา เื่ต่างๆที่ต้องเตรียมไป และเข้าไปส่องIG พระเอกในดวงใจที่ส่องเป็ประจำทุกวัน //^ー^// แต่วันนี้กลับเจอข่าวที่มีคนแชร์กันสนั่น เื่เขากับผู้จัดการส่วนตัว ภาพลี่หยาง(พระเอกในดวงใจ)กำลังอุ้มผู้จัดการส่วนตัวขึ้นรถออกไปในวันที่ฝนตก ทำให้แฟนคลับและนักข่าวกำลังติดตามความใกล้ชิดของสองคนนี้ และมีแฟนคลับบางกลุ่มยังพากันเชียร์สองคนนี้ให้เป็คู่รักกันจริงๆอีกด้วย ฉันยังไม่ได้บอกใช่ไหมคะ ว่าพระเอกในดวงใจของฉันคือใคร เขาก็คือ หลินลี่หยาง ดาาายที่อายุราวๆ 27 ปี มีผลงานการแสดงนับไม่ถ้วน เขายังเป็นักกิจกรรมตัวยง และยังรักสัตว์อีกด้วย สัตว์ที่เขารับมาเลี้ยงก็เป็สุนัขเรร่อนตัวหนึ่งที่เขาไปเจอในวันที่ไปถ่ายละครที่ต่างจังหวัด ชื่อผิงอัน ดูสิทั้งหล่อและดูใจดีอีกด้วย (จะไม่ให้หลงได้ไง) // (^o^) แต่ทว่า ข่าวนี้ ทำให้หัวใจเจ็บจี๊ดอยู่เหมือนกันอย่างกับลูกน้อยที่คอยประคบประหงมมีแฟนอย่างไงอย่างงั้น
“เห้อ…. นี้สินะที่เขาเรียกว่าอกหักั้แ่ยังไม่เริ่ม”