บทที่ สิบห้า
คืนฤดูร้อนในตำหนักหลังพิธีบวงสรวงดวงจันทร์ลอยเด่นกลางฟ้า ส่งแสงนวลอ่อนทาบทับหลังคากระเบื้องเคลือบเงาของตำหนักแต่สายลมกลับแ่เบาจนแทบไร้การเคลื่อนไหว มีเพียงเงาไม้ไหวเบาๆ กับเสียงจักจั่นส่งเสียงร้องแว่วท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี
ภายในห้องพักตะเกียงน้ำมันวางเรียงรายแสงสว่างสีอุ่นส่องประกายทับผ้าม่านแพรเบาบางที่ปลิวไหวเป็ระลอกอากาศอบอ้าวแต่ไม่ถึงกับร้อนจัด เครื่องหอมกำยานอบอวลไปทั่วห้องหลิวชิงเซียงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือเรียวบางเท้าคางทอดมองท้องฟ้ายามราตรีที่พึ่งจะผ่านพิธีบวงสรวงตระการตาแต่หัวใจของนางกลับยังไม่สงบ ภาพแสงสีทองที่ส่องกระทบกายบุรุษผู้นั้นยังคงติดตาจนนางต้องสะบัดศีรษะเบาๆไล่ความคิดที่ไม่ควร
นางกำนัลคนสนิทถือถาดน้ำชาเข้ามาวางลงบนโต๊ะไม้แกะสลักอย่างเบามือก่อนจะกล่าวเสียงนุ่ม “หลี่กุ้ยเหรินเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน พักดื่มน้ำชาสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ”
นางคลี่ยิ้มรับเบาๆก่อนรับถ้วยชาเข้ามาถือไว้ ก้มมองใบหน้าที่สะท้อนจากน้ำชาสีอ่อนพลางถอนหายใจเบาๆ
“ท่านเหนื่อยล้าเพราะบรรยากาศอึดอัดของพิธีหรือเพคะ?”
หลิวชิงเซียงชะงักเล็กน้อยก่อนหลบตาลงจิบชาช้าๆ ไม่ตอบคำใดเพราะใจรู้ว่าไม่ใช่พิธีแต่เป็ใบหน้าคมคายของบุรุษสูงสง่าผู้นั้น
ยังไม่ทันที่นางจะได้พักผ่อนไล่ความคิดมิควรให้อารมณ์สงบเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก ทหารองครักษ์ประกาศเสียงดัง
“ฝ่าาเสด็จ!”
หลิวชิงเซียงเบิกตากว้าง‘วุ่นวายจริง ให้ข้าพักไม่ได้หรือ’ ความคิดบังเกิดก่อนลุกขึ้นยืนอย่างเลี่ยงไม่ได้ส่วนนางกำนัลคนสนิทรีบถอยหลังไปยืนสงบเสงี่ยมเื้ั
ร่างสูงในอาภรณ์สีทองปรากฏขึ้นที่หน้าประตูตำหนักพระองค์ยังคงสวมฉลองพระองค์จากพิธีบวงสรวง เพียงไม่มีชุดคลุมยาวปักลายัแล้วแต่ความสูงสง่าใบหน้าคมคายสันจมูกโด่งเป็สัดส่วนดวงเนตรคมลึกล้ำทุกอย่างยังเหมือนภาพในความคิดนางดูเอาเทิดแม้จะเพิ่งผ่านพิธีอันยาวนานทั้งวันแต่บุรุษคนนี้กลับมิได้มีท่าทีอิดโรยแม้แต่น้อย
นางรีบย่อตัวทำความเคารพ“ฝ่าาเสด็จมา..ค่ำมืดแล้ว มีสิ่งใดสำคัญหรือเพคะ?”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองนางด้วยสายตาอ่านยากพระองค์ไม่ตรัสตอบในทันที แต่ก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดอยู่เบื้องหน้านาง
“หากไม่มีเื่สำคัญแล้ว เราจะมาเยี่ยมเ้าไม่ได้กระนั้นหรือ?” น้ำเสียงของพระองค์ฟังดูราบเรียบทว่ากลับมีความอ่อนโยนแฝงอยู่
หลิวชิงเซียงเงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยความลังเลชั่วครู่ก่อนหลบสายตาลงต่ำและตอบเสียงเบา“หม่อมฉัน..มิกล้าคิดเช่นนั้นเพคะ”
พระองค์แย้มสรวลเล็กน้อยราวกับพึงพอพระทัยกับปฏิกิริยาของนาง“เช่นนั้นก็ดี เรามาทวงสัญญากับสนมรัก”
“สะ..สัญญา?” เื่ข้อแลกเปลี่ยนหรือ นางแทบจะลืมไปแล้ว
“ใช่..” ทว่าก่อนที่เขาจะได้กล่าวอะไรต่อเสียงฝีเท้าของขันทีที่เร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“ฝ่าา! มีสารจากชายแดนพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีเข้ามาคุกเข่าถวายสารที่ทหารม้าเร็วส่งมาให้
ผู้ครองบัลลังก์ัรู้ว่าเป็เื่สำคัญก็ลืมเื่ที่กำลังจะพูดหันไปรับสารมาเปิดอ่านทันทีแววพระเนตรที่เคยผ่อนคลายเมื่อครู่พลันเปลี่ยนไปเป็เคร่งขรึม
ในสารสำคัญสรุปความได้คือ‘ผู้ตรวจการที่ส่งไปตรวจสอบชายแดนไร้การติดต่อมาเป็เวลาหลายวัน’ โม่เหวินหานอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากัน
หลิวชิงเซียงที่ยืนห่างเยื้องมาด้านหลังแอบสังเกตสีหน้าของร่างสูงก่อนจะกล่าวด้วยความกังวล“มีเหตุร้ายหรือเพคะ?”
โม่เหวินหานไม่ตอบโดยทันทีเขากำสารในมือแน่นก่อนจะถอนใจยาวแล้วถึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “เราคงต้องไปด้วยตนเอง”
“ไปไหนเพคะ?”
ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีทองหันตัวมาอย่างเชื่องช้าทอดสายตามองสตรีในชุดพิธีการที่เขาสั่งในกรมพิธีการจัดหามาให้นางเป็พิเศษสำหรับวันนี้ป่านนี้คงมีข่าวลือสะพัดไปแล้วว่าชุดพิธีของหลี่กุ้ยเหรินทอจากเงินปักด้วยมุกแท้เป็อาภรณ์ล้ำค่าหาได้หนึ่งเดียวนั่นเพราะเขา้าให้ทั่วหล้ารู้ว่าเขาเอาใจใส่นางเพียงใด
โม่เหวินหานก้าวเท้ามาใกล้เพิ่มอีกสองก้าวก่อนจะกะพริบตามองนางให้ชัดเพราะเขาคิดแล้วก็เสียดายนักอุตส่าห์จะให้ข่าวแพร่สะพัดฮ่องเต้องค์นี้ลุ่มหลงหลี่กุ้ยเหรินหัวปักหัวปำ
“แล้วเ้าอยากไปด้วยหรือไม่?”
ค่ำคืนหลังพิธีบวงสรวงคลื่นระลอกแรกพิธีสำเร็จลุล่วงท้องฟ้าขับขานปลอดโปร่งไร้ลมฝนบรรพชนพึงพอใจแสงทองสนธยาส่องทั่วหล้าข่าวระลอกสองคือหลังจากผ่านมาหลายปีนอกจากชายาจากฮ่องเต้รัชกาลก่อนและองค์เล่อเยว่ที่มักจะติดตามไปพิธีบวงสรวงครั้งนี้มีสนมเล็กๆ อย่างหลี่กุ้ยเหรินที่ถูกพาเข้าร่วมทั้งยังอยู่ในชุดพิธีการสูงค่า ด้ายเงินที่ใช้ทอเห็นว่ามาจากช่างหลวงทั้งตลอดชุดลายเมฆมงคลยังเป็มุกแท้จนประเมินค่าไม่ได้ข่าวที่ใครพูดก็รู้ทันทีว่าบัดนี้หลี่กุ้ยเหรินนับเป็สนมคนโปรดแน่นอนแต่ยังไม่ทันพ้นวัน..ข่าวระลอกสามก็ดับข่าวก่อนหน้า
หลี่กุ้ยเหรินทำการมิควรฮ่องเต้ทรงกริ้วหนักหลังพิธีบวงสรวงคืนนั้นถูกส่งตัวกลับวังหลวงและถูกกักบริเวณห้ามออกนอกตำหนักให้คัดลอกพระคัมภีร์เพื่อสงบใจรวมถึงห้ามไม่ให้ใครเข้าเยี่ยมทั้งสิ้นหากไม่ได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้โดยตรง
คล้อยหลังสองวันหลังพิธีบวงสรวงจบลงขบวนเสร็จก็ออกเดินทางกลับเมืองหลวงแต่คาดไม่ถึงว่าขณะลงเขาเกิดหินถล่มหินก้อนใหญ่ทำรูปขบวนเสียจนราชรถของฮ่องเต้พลัดออกจากขบวนและอาชาทั้งแปดตัววิ่งเตลิดจนตกเขาข่าวซุบซิบแพร่กระจายฮ่องเต้หมดสติรีบเร่งเดินทางกลับวังหลวงหมอหลวงทั้งห้าคนถูกตามตัว แต่ทุกคนกลับออกมาแล้วคุกเข่าขอประทานอภัยที่หน้าตำหนักไม่อาจจะหาเหตุที่เ้าแผ่นดินหลับไม่ฝืนเหลือเพียงหมอหลวงเผยที่หายเข้าไปในตำหนักเฉียนชิงแล้วไม่ออกมาจากนั้นตำหนักก็ปิดเงียบ องครักษ์ล้อมตำหนักไม่ให้ใครเข้าออก ราชการถูกส่งต่อให้ทั้งหกกรมรับผิดชอบ
กลางป่าใต้แสงจันทร์
เสียงกิ่งไม้แห้งแตกหักใต้กีบม้าดังขึ้นเป็ระยะขณะที่ขบวนเดินทางเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางสายเปลี่ยวในยามราตรี ลมโชยพัดประปรายนำกลิ่นอายดินชื้นของป่าหลังฝนโปรยปรายมาก่อนหน้านี้
ใต้ร่มไม้ใหญ่ริมลำธารเล็กคณะเดินทางหยุดพักชั่วคราวเพื่อให้อาชาได้พักหายใจเหล่าทหารองครักษ์ต่างกระจายตัวกันเฝ้าระวังหนึ่งในนั้นคือเจียงเจียองครักษ์คนสนิทของฮ่องเต้เขาก้าวเข้ามายังร่างสูงที่ยืนสงบนิ่งข้างม้าศึกพลางลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“นายท่าน ขอบังอาจกล่าวคำหนึ่ง…”
บุรุษที่ถูกเรียกขานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันไปสบสายตาคมกริบของคนสนิท ร่างสูงในอาภรณ์สีเข้มยังคงสงบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใด
“ว่ามา” น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววอำนาจ
เจียงเจียสูดหายใจลึกก่อนกล่าวต่อ“หญิงผู้นั้น..วางใจนางได้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โม่เหวินหานไม่ได้ตอบในทันทีดวงตาคมหลุบต่ำมองเงาสะท้อนบนผิวน้ำก่อนจะเริ่มขบขันเล็กน้อยราวกับได้ยินคำถามที่น่าแปลกใจ“เหตุใดเ้าคิดเช่นนั้น?”
คนสนิทเม้มปากแน่น“นางปิดบังบางอย่างนอกจากจะไม่ใช่หญิงธรรมดา ยังรู้วรยุทธ์แต่ไม่เคยเอ่ยบอก อีกทั้ง..” เขาหยุดชั่วครู่ราวกับลังเลว่าควรกล่าวต่อหรือไม่แต่สุดท้ายก็ยอมเอ่ย “ภารกิจของพวกเราครานี้สำคัญเกินกว่าจะให้สิ่งใดมาขัดขวางได้พ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของเจียงเจียหนักแน่นเป็ไปตามเหตุและผลองครักษ์คนสนิทรู้ดีว่าการลอบสืบข่าวครั้งนี้มีอันตรายรอบด้านทุกย่างก้าวต้องระวังให้มากแล้วเหตุใดนายท่านของเขาจึงยอมให้สตรีผู้หนึ่งซึ่งความเป็มาคลุมเครือเข้ามาเกี่ยวข้อง?
บุรุษสูงศักดิ์ยังคงยืนสงบเงียบทว่าแววตาอ่อนลงเล็กน้อยก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ
“นางปิดบังความลับไว้ ข้ารู้” โม่เหวินหานกล่าวเสียงเรียบ “แต่ใครบ้างไม่มีความลับ..แต่นางยังอยู่ในที่ที่ข้ามองเห็น” องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วแน่นมองเ้านายตนเองอย่างไม่เข้าใจโม่เหวินหานเริ่มไล้ปลายนิ้วไปตามสายบังเหียนพลางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ลึกซึ้ง“ต่อให้นางมาร้าย ข้าก็เต็มใจ..”
ครั้งนี้เจียงเจียสะดุดหู“นายท่าน!?”
“ไม่ว่านาง้าสิ่งใดจากเราขอเพียงให้นางประสงค์สิ่งใดสักอย่าง..ก็ดีกว่านางไม่หวังอะไรเลย”
ลมเอื่อยๆพัดต้องอาภรณ์สีดำสนิท ชายแขนเสื้อพลิ้วไหวราวเงาราตรีเสียงน้ำในลำธารยังคงไหลต่อเนื่อง ทว่าสิ่งที่เจียงเจียได้ยินกลับก้องอยู่ในหู
ฝ่าาเชื่อใจนางขนาดที่ยินดีจะให้ทุกอย่างทั้งที่หญิงผู้นั้นความเป็มายังคลุมเครือสิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาสงสัยว่าผู้เป็นายเขาเห็นอะไรในตัวหลี่กุ้ยเหรินนักองครักษ์คนสนิทที่ติดตามมาหลายปียิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจจนไม่อาจเอ่ยคำใดอีก
ส่วนตัวผู้เป็นายกลับแค่นหัวเราะในลำคอไม่ว่าจะคนสนิทคนนอกหรือกระทั่งความจริงที่ว่าแม้ตัวหญิงสาวก็ยังคง้าคำตอบนั้นเช่นกันเหตุผลที่มีเพียงตัวเขาเก็บเอาไว้
แสงแรกของอรุณรุ่งแตะแนวไม้ทึบเสียงนกเริ่มขับขานหลังค่ำคืนอันยาวนาน สายหมอกจางๆลอยคลอเคลียตามแนวพื้นหญ้าชื้นน้ำค้างราวกับม่านบางที่ปกปิดกระท่อมเงียบสงบกลางป่า
หน้าประตูเรือนเรียบง่ายซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้สูงร่างอรชรในอาภรณ์เรียบง่ายขยับตัวช้าๆ ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาหลิวชิงเซียงพลิกกายก่อนจะลืมตาขึ้นััแรกที่รับรู้คืออากาศของยามเช้าและกลิ่นหอมอ่อนๆของฟืนที่ยังกรุ่นจากเตาภายในเรือน
‘กลิ่นฟืนมาจากไหน’ นางเริ่มได้สติก็สงสัยที่นี่มีเพียงนางและทหารองครักษ์เฝ้ายามเท่านั้น ใครจะมาจุดไฟหุงอาหารหลิวชิงเซียงจึงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น ลูบผมยุ่งเบาๆดวงตายังพร่ามัวเล็กน้อยเพราะเพิ่งตื่นทว่าทันทีที่สายตาหันไปทางหน้าต่างที่เปิดแง้มนางกลับชะงักค้าง
บุรุษสูงใหญ่ในอาภรณ์สีเข้มยืนอยู่หน้าประตูเรือน
“ฝะ..ฝ่าา!” นางเบิกตากว้างรีบกระชับสาบเสื้อตัวหลวมของตนก่อนลุกพรวดขึ้นมาโดยลืมว่าตัวเองยังไม่ได้จัดแต่งอาภรณ์ให้เรียบร้อย
โม่เหวินหานมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาลึกซึ้งริมมุมปากแย้มรอยยิ้มบางเบาก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้
“ตื่นแล้วหรือ?” น้ำเสียงของพระองค์ราบเรียบทว่ากลับมีความอ่อนโยนแฝงอยู่
หลิวชิงเซียงรีบถอยหลังไปสองก้าวใบหน้านางขึ้นสีเรื่อเมื่อรู้ตัวว่าตนเองยังอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยแต่นางก็พยายามข่มอารมณ์ให้สงบ สูดหายใจลึกก่อนคุกเข่าทำความเคารพตามมารยาท
“ฝ่าาเสด็จมาถึงั้แ่เมื่อใดเพคะ?”
“ไม่นาน” พระองค์ตอบพลางทอดพระเนตรสำรวจเรือนพักของนางเป็เรือนไม้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางป่า แม้จะเรียบง่ายแต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน
“ที่นี่เงียบสงบดี..เ้าคงอยู่ได้โดยไม่ลำบาก?”
หลิวชิงเซียงรู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจเปรยมากกว่าถามนางจึงได้แต่เม้มปากแน่นไม่ตอบคำทำเพียงก้มหน้าหลบสายตาบุรุษตรงหน้า
โม่เหวินหานมองสตรีตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นหมายจะจับปลายคางของนางแต่นางกลับเบือนหน้าหนีเป็อาการตอบสนองแทบจะทันที ตัวเขาไม่นึกใส่ใจเพียงหัวเราะเบาๆก่อนจะลดแขนลงแล้วกล่าวเรียบๆ “จากนี้เ้าไม่ต้องใช้คำพูดยิ่งใหญ่ทางการอีกเ้าลืมแล้วหรือเรามาทำภารกิจ”
นางนิ่งงันรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่มาจากตัวบุรุษตรงหน้าเพราะก่อนหน้านางก็เคยได้รับอนุญาตเป็พิเศษแล้วว่าให้พูดหรือปฏิเสธเช่นบุคคลทั่วไปได้แต่นางก็ยังเลือกจะรักษาระยะห่างอยู่ดี แต่ครั้งนี้ไม่อาจจะเลี่ยงได้แล้วเราทุกคนต้องแสดงตัวว่าเป็ชาวบ้านทั่วไป
ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยอะไรต่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอกก่อนจะมีเสียงดังเข้ามาโดยไม่ปรากฏตัวขององครักษ์คนสนิท “ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะหมอหลวงเผยจะมาถึงราวเที่ยงนี้”
โม่เหวินหานตอบรับคนด้านนอกแล้วหันกลับมาสบตาหญิงสาว“เตรียมตัวให้พร้อมหลังหมอหลวงเผยมาถึงเราจะเรียกประชุม”
เข้าถึง่ตะวันตรงศีรษะบุคคลสำคัญอีกคนก็มาถึง
เมื่อหมอหลวงเผยเดินทางมาถึงทั้งหมดก็รวมตัวกันภายในเรือนพักตามที่โม่เหวินหานกล่าวทหารองครักษ์ส่วนใหญ่ยังคงกระจายตัวคอยเฝ้าระวังรอบกระท่อมเหลือเพียงคนสนิทที่จะอยู่ร่วมวางแผนที่อยู่ด้านใน
โม่เหวินหานทอดสายตามองทุกคนก่อนเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแน่วแน่“พวกเราจะต้องเดินทางไปโดยไม่ให้เป็ที่สะดุดตา”
“โดยแผนการจะเป็การแฝงตัวเป็หมอพเนจรเช่นเดิมหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เจียงเจียขมวดคิ้วระหว่างทวนแผนการอีกครั้งเพราะนี่เป็ความคิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนโดยที่ก่อนหน้าสิ่งนี้ทั้งสองได้แล้วปรึกษากันแล้วถึงได้ดึงตัวหมอหลวงเผยมาด้วย
“ใช่เราจะใช้ฐานะนี้เป็ข้ออ้างในการเดินทางและเข้าตรวจสอบหัวเมือง”
หมอหลวงเผยลูบเคราเบาๆพลางกล่าวขึ้น “ให้กระหม่อมร่วมเดินทางไปด้วยในฐานะใดของฝ่าากระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โม่เหวินหานแย้มสรวล“ในเมื่อท่านเป็หมอหลวงคงไม่มีใครสงสัยว่าท่านเป็หมอเร่ร่อนได้ ท่านหมอเผยจะเป็อาจารย์ของเรา”
“เข้าใจแล้วกระหม่อมแต่บังเอิญทูลถามเหตุใดถึงต้องเป็หมอพเนจรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ก่อนหน้าเราได้ข่าวมาว่าในซุ่ยหยวนนั้นท่านหญิงสามที่เป็ที่โปรดปรานของไหลอ๋องกำลังป่วยอาการไม่ดีกำลังเสาะหาหมอทั้งแผ่นดินไปรักษา ไม่แน่ว่าเส้นทางนี้จะทำให้เข้าถึงง่าย”
หลิวชิงเซียงนั่งฟังแผนการของโม่เหวินหานไม่พูดจายามที่บุรุษผู้นี้กำลังจริงจังในหน้าที่ต่างกับเวลาส่วนตัวที่อยู่กับนางอย่างมากบรรยากาศกดดันนี้ทำให้ตัวนางพาลเกร็งไปด้วยจนหลังเขาอธิบายจบองครักษ์หนุ่มก็เอ่ยต่อทันที
“เช่นนั้นกระหม่อม..เป็?” เจียงเจียยังคงสีหน้ากังวล
“เป็คนงานชายที่ติดตามเรา” พระองค์กล่าวเรียบๆจากนั้นพระเนตรก็ตวัดไปสบกับหลิวชิงเซียงที่เงียบฟังมานานนางรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ“ส่วนเ้า เป็ภรรยาของเรา”
หลิวชิงเซียงเบิกตากว้าง“อะ..อะไรนะเพคะ!?”
พระองค์เพียงแย้มมุมปากบางเบาขณะที่เจียงเจียอยากจะยกมือกุมขมับ ถอนใจยาวด้วยความหนักใจว่าแผนนี้จะได้ผลหรือไม่ทว่าโม่เหวินหานกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“เป็ภรรยา” ก่อนจะยกนิ้วชี้ที่กลางอก “ของเรา”
ฐานะมีให้ปลอมตัวมีตั้งมากมายไม่ว่าจะสาวใช้หรือน้องสาวแต่ทำไมถึงต้องเป็ภรรยาแม้จะไม่ได้เอ่ยคัดค้านแต่ใบหน้าของหญิงสาวฉายชัดว่าไม่เข้าใจหลิวชิงเซียงต้องกลืนความหงุดหงิดลงคอเพราะก่อนหน้าตอนที่บุรุษผู้นี้ถามว่านางจะเดินทางไปกับเขาไหมไปทำภารกิจนอกวังด้วยกัน นางตอบตกลงอย่างไม่ลังเลเพราะที่ไหนก็ดีกว่ากลับวังหลวงเป็แน่แต่เขาก็ยื่นคำที่เป็ข้อแลกเปลี่ยนตอบกลับมาว่า ‘เช่นนั้นเ้าจะปฏิบัติตามที่เราบอกทุกอย่าง’
--------------------------------------------------
ใช้หน้าที่ในทางที่ชอบ เป็ฮ่องเต้แล้วสั่งใหญ่เลยอะคนเรา
รีดเดอร์ว่ากันยังไงบ้างคะ ฝากคอมเมนท์หรือสติ้กเกอร์ให้กันได้นะคะ