หลิวอ้ายผิงพยายามรวบรวมสมาธิ ทั้งยังส่งพลังออกมาจากร่าง เพื่อบังคับทิศทางไอสังหารจากฝ่ายตรงข้าม ที่กดทับลงมาให้ค่อยๆ หมุนวนรอบตัว จากที่หมุนอย่างบ้าคลั่ง จึงค่อยๆ ช้าลงเรื่อยๆ จนสลายหายไป นางหยัดกายลุกขึ้นมาจากพื้น ทั้งที่บริเวณเข่าาเ็จนมีเืซึมออกมา
ผู้คนทั้งลานประลองต่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
นางทำลายพลังกดทับจากไอสังหารของผู้าุโเหอชวนได้อย่างไร...
เหอชวนรู้สึกว่าสตรีผู้นี้เกินความคาดหมายไปอย่างมาก แรกเริ่มเขาเพียงตั้งใจให้นางเกิดความกลัวจนสติกระเจิดกระเจิง ไม่สามารถทำอะไรได้ในการประลองเพียงเท่านั้น แต่นางกลับทำลายไอสังหารของเขาได้อย่างง่ายดายเกินไป เขาไม่อาจดูเบาสตรีผู้นี้ได้อีก
“ผู้าุโ ท่านออมมือให้ข้าแล้ว” หลิวอ้ายผิงเอ่ยขึ้นราวไม่ทุกข์ร้อนใดๆ มือข้างหนึ่งเช็ดเืออกจากมุมปากลวกๆ ก่อนหันไปทางผู้คุมการทดสอบ “ท่านผู้คุม หากข้าโจมตีผู้าุโให้ได้เพียงหนึ่งครั้ง ก็ถือว่าผ่านการทดสอบทันทีใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
“ใช่แล้ว” ผู้คุมตอบพร้อมพยักหน้าให้หลิวอ้ายผิงที่เป็สตรีเพียงผู้เดียวในการทดสอบรอบสุดท้ายนี้
“ขอบคุณเ้าค่ะ” หญิงสาวไม่รีรอ เริ่มรวบรวมพลังอีกครั้ง ครั้งนี้นางจะพลาดอีกไม่ได้ ความต่างของพลังระหว่างนางกับผู้าุโมีมากจนเกินไป ดูก็รู้ว่าเขามีความแค้นฝังลึกกับแคว้นโจว เมื่อหาที่ลงไม่ได้ จึงมาลงกับนางที่ถูกส่งตัวมาในฐานะเครื่องบรรณาการแทน
เมื่อเหอชวนเห็นท่าทีของนางที่พร้อมกับการประลองอีกครั้ง โดยไม่แม้แต่จะมีความลังเลหรือแววตาที่ส่อถึงความหวาดกลัว ยิ่งชวนให้อารมณ์เสียยิ่งนัก หากเป็เช่นนี้จะหาว่าเขาใจร้ายมิได้
การประลองรอบสุดท้ายนี้ ในทุกปีจะไม่มีการใช้อาวุธที่อาจจะเป็ข้อได้เปรียบหรือข้อเสียเปรียบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับพลังยุทธ์และทักษะการต่อสู้ล้วนๆ ในด้านของพลังไม่มีผู้ทดสอบคนใดสามารถเอาชนะได้อยู่แล้ว จึงต้องเอาทักษะเข้าสู้ ซึ่งนั่นก็ยังยากลำบากมากอยู่ดี
ยามนี้ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างเข้าปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เมื่อยามหลิวอ้ายผิงใกล้โจมตีอีกฝ่ายได้แล้วกลับถูกปัดป้องไปเสียหมด เหอชวนเห็นดังนั้นก็กระหยิ่มยิ้มย่องในใจอย่างมีแผนร้าย
เขาคิดว่าอย่างไรแล้วนางก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ดูจากท่าทางอีกฝ่ายที่ราวกับไร้เรี่ยวแรง ไอสังหารของเขาเมื่อครู่คงสร้างความเ็ปเอาไว้ไม่ใช่น้อย นางคงทำเป็อวดเก่ง
เช่นนั้นเขาจะถือโอกาสนี้สั่งสอนให้นางรู้ตัวเสียบ้างว่าเป็แค่เครื่องบรรณาการแคว้นโจวต่ำช้า ต้องเจียมตนเองอย่างไร
เหอชวนที่มุ่งร้ายต่อหลิวอ้ายผิง ไม่สามารถรับรู้เลยว่าทั้งหมดนี้คือการชักนำจากนาง เช่นนั้นจะมีคำกล่าวที่ว่า แสร้งเป็หมูเพื่อหลอกกินเสือได้อย่างไร
รอยยิ้มเบาบางผุดขึ้นเล็กน้อยเมื่อแผนที่ลอบวางเอาไว้กำลังจะสำเร็จเมื่ออีกฝ่ายใกล้เข้ามา ในเมื่อนางยังไม่อาจเอาชนะคู่ประลองได้ในยามนี้ เช่นนั้นขอเพียงแค่ผ่านการทดสอบก็คงทำให้อีกฝ่ายราวกับได้รับความพ่ายแพ้ได้เช่นกัน
เหอชวนวาดมือที่เปี่ยมไปด้วยพลังใส่หญิงสาวที่คิดว่าอยู่ในกำมือ วาดภาพเอาไว้ว่าจะได้เห็นสีหน้าสิ้นหวังและการพยายามหลบหนีอย่างสุดกำลัง แต่กลับได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้มจากอีกฝ่าย ทั้งยังไม่มีการหลบหลีกแต่อย่างใด
พลังจากฝ่ามือของเหอชวนปะทะเข้ากับร่างนางอย่างจัง หลิวอ้ายผิงผู้นี้กลับใช้มือทั้งสองข้างรวบตึงที่แขนข้างนั้นของเขาไว้แ่า อย่างไม่รู้สึกหวาดกลัวต่อความเ็ปที่กำลังถาโถมใส่ร่างตนเอง นางใช้แรงส่งจากตัวเขาที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วเมื่อครู่ เหวี่ยงร่างที่ทั้งหนักและสูงใหญ่กว่าตนลงกระแทกพื้นเบื้องล่างอย่างรุนแรง จนเกิดเป็เสียงดังลั่นสนามประลอง
นางทำได้ นางสามารถโจมตีผู้าุโแห่งสำนักพรรคมารได้แล้ว…
เหอชวนที่ไม่ได้รับความาเ็มากมาย ลุกขึ้นมาอย่างอารมณ์กรุ่นโกรธถึงขีดสุด ไม่คาดคิดว่านางจะออกเล่ห์เล่นแง่เอาชนะด้วยวิธีนี้
แม้ในขณะนี้นางยังคงมีรอยยิ้มชวนโมโหนั่น รอยยิ้มราวกับผู้ชนะ ทั้งๆ ที่ร่างกายาเ็ถึงเพียงนั้น...
เสียงผู้คนโดยรอบเงียบกริบด้วยความสับสน มองร่างสตรีสะบักสะบอมบนลานประลองที่สามารถผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีพิสดารไปเป็คนแรก ด้วยความรู้สึกยากอธิบาย เพราะนี่คือศิษย์หญิงคนแรกของสำนักพรรคมารที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้
หลิวอ้ายผิงยืนตัวเอนด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว พลังที่โจมตีโดยตรงในระยะประชิดเมื่อครู่ นางในตอนนี้รับไม่ไหวอย่างแท้จริง สติของนางเริ่มใกล้ดับลงเต็มที ร่างกายที่หนักอึ้งทิ้งตัวลงอย่างไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป
ทันใดนั้น หลิวอ้ายผิงรู้สึกเหมือนมีอ้อมแขนของใครบางคนมารับตัวนางเอาไว้ เมื่อพยายามเปิดเปลือกตา สิ่งที่เห็นเลือนรางกลับเป็ศิษย์พี่ของตน ความรู้สึกอุ่นใจเกิดขึ้นอย่างประหลาด นางปลอดภัยโดยแท้จริงแล้ว...
เจียงจวิ้นเหยียนในยามนี้ราวกับร่างจุติเทพปีศาจ สีหน้าที่ปกติมักส่อแววเ็าไร้ความรู้สึก กลับแดงก่ำไปด้วยความกรุ่นโกรธ รัศมีอันน่าหวาดหวั่นพุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาช้อนตัวของหญิงสาวอุ้มขึ้นด้วยความเบามืออย่างเชื่องช้า
ฝีเท้าหนักแน่นก้าวไปยังตัวการที่ยืนเกร็งจนแทบลืมหายใจ
ไม่ต้องมีคำพูดใดให้มากความ ไอสังหารจากผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็จอมมารปีศาจโดยแท้จริงจึงทำแบบเดียวกันกับที่เหอชวนทำกับคนของเขา เพียงแต่นี่คือความรุนแรงอย่างแสนสาหัส
แรงกดทับจากไอสังหารหนักอึ้งราวกับูเาทั้งลูกทำให้เหอชวนร้องโหยหวนด้วยความเ็ปทรมาน ตัวเขาถูกพลังที่มองไม่เห็นกดทับจนกระดูกเริ่มแตกเป็เสี่ยงจนทนไม่ไหว ทำได้เพียงร้องขอความเมตตาอย่างน่าสมเพช ทิ้งคราบผู้าุโสูงส่งไปในพริบตา
“ความผิดของเ้า คือบังอาจแตะต้องคนของข้า จำเอาไว้” ซุ่มเสียงเ็าเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้น ก่อนจะออกจากลานประลองไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน พวกเขาต่างไม่มีใครไม่รู้ ว่าประมุขเจียงจวิ้นเหยียนไร้หัวใจไร้ความรู้สึกเพียงใด กระทั่งคนตายต่อหน้ายังไม่เคยคิดแยแส แต่ในครั้งนี้กลับแสดงออกถึงความห่วงใยต่อสตรีที่ไร้ความงามผู้หนึ่ง น้ำหนักของนางในใจของผู้เป็ประมุขคงมากอยู่มิใช่น้อยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เจียงจวิ้นเหยียนรุดเร่งพาหลิวอ้ายผิงที่กำลังหมดสติไปที่สำนักแพทย์ พลางคิดถึง่เวลาก่อนหน้านี้ที่ได้ข่าวจากเกาเจียหาวว่านางกำลังถูกทำร้ายและอยู่ในอันตราย เขาก็รีบมาที่ลานประลองโดยแทบไม่รอคำอธิบายใดๆ ยิ่งยามเห็นนางในภาพที่าเ็ไปทั่วร่าง ยามนั้นในใจของเขาพลันหล่นวูบอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
สำนักแพทย์ยามนี้วุ่นวายเป็อย่างมาก เมื่ออยู่ดีๆ ประมุขเจียงจวิ้นเหยียนได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมร่างสตรีในอ้อมแขน ออกคำสั่งให้นำตัวแพทย์ที่รักษาเก่งที่สุดในที่แห่งนี้มาโดยเป็การด่วน ถึงกระนั้นยังไม่พอ เขายังยื่นคำขาด หากรักษาอาการของสตรีนางนี้ให้ฟื้นขึ้นภายในวันไม่ได้ เขาจะทำลายสำนักแพทย์ไม่ให้มีเหลือแม้แต่ซาก
เหล่าแพทย์ไม่มีเวลาให้คิดหาเหตุผลใดๆ ไม่สนใจกระทั่งว่าสตรีผู้นี้มาจากที่ใด พวกเขาต่างรักตัวกลัวตายกันทั้งสิ้น ด้วยความที่รู้ว่าประมุขเจียงจวิ้นเหยียนหากได้พูดสิ่งใดออกไปแล้วย่อมไม่เปลี่ยนใจกลับคำเป็อื่น
จนเวลาล่วงเลยไปร่วมเจ็ดชั่วยาม[1]เข้า่ต้นยามจื่อ [2]หลิวอ้ายผิงที่หมดสติไปทั้งวันเริ่มรู้สึกตัวขึ้น นางพยายามค่อยๆ เปิดเปลือกตา จึงพบว่าตนอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย มีเพียงบุคคลที่คุ้นเคยนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง ทันทีที่เขาเห็นนางก็ผุดลุกขึ้นมา
"อ้ายผิง เ้าฟื้นแล้ว" น้ำเสียงและสีหน้าของเขายังคงเรียบนิ่ง แต่ภายในใจสั่นไหวรุนแรงเมื่อยามเห็นว่านางปลอดภัยดี เ้าตัวจึงออกไปตามแพทย์มาเพื่อตรวจอาการอีกครั้ง
ผู้เป็แพทย์ประจำสำนัก ตรวจชีพจรของนางเป็อันดับแรก ก็ค่อนข้างรู้สึกแปลกใจ เดิมทีเพียงขอให้นางรู้สึกตัวขึ้นมาก็เพียงพอแล้วสำหรับอาการที่สาหัสเช่นนี้ แต่เขากลับพบว่าร่างกายของนางดีขึ้นอย่างน่าฉงน
“เป็อย่างไร” เจียงจวิ้นเหยียนเอ่ยถามน้ำเสียงเย็นเยียบ เมื่อลอบสังเกตสีหน้าที่คิ้วขมวดเป็ปม
“นางปลอดภัยดีแล้วขอรับ อาการต่างๆ เพียงพักรักษาอีกไม่กี่วันก็คงหายเป็ปลิดทิ้ง” แพทย์ผู้นี้ตอบกลับอย่างโล่งอก เมื่อเขียนเทียบยาส่งให้ผู้ช่วยเรียบร้อยเขาจึงออกจากห้องไป
ยามนี้ในห้องจึงเหลือเพียงประมุขเจียงจวิ้นเหยียนและหลิวอ้ายผิง
“ท่านประมุข” หลิวอ้ายผิงเอ่ยเรียกผู้เป็ศิษย์พี่เสียงแ่เบา เขาจึงขยับเข้ามาใกล้เมื่อรู้ว่านางมีบางอย่างอยากบอกกับเขา “ขอบคุณท่านมาก” เอ่ยจบรอยยิ้มที่คุ้นเคยจึงปรากฏบนใบหน้าอิดโรยของนาง เจียงจวิ้นเหยียนไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่า ยามนางยิ้มช่างเป็รอยยิ้มที่งดงามเปี่ยมไปด้วยความจริงใจอย่างไร้การปรุงแต่ง
ฉับพลันนั้นที่อกด้านซ้ายของเขาเกิดความผิดปกติขึ้นอีกครั้ง ซึ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาได้ค้นพบถึงบางอย่าง
เขาชอบดวงตาที่กระจ่างใสของนาง...
และในยามนี้ เขาก็ชอบรอยยิ้มที่จริงใจของนางอีกเช่นกัน...
[1] ชั่วยาม คือหน่วยของเวลา 1ชั่วยาม เท่ากับ 2ชั่วโมง
[2] ยามจื่อ คือ่เวลา 23.00 – 00.59 น.