บทที่ 9 กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบ้านพักทหาร
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง น้ำในหม้อก็งวดลง เจียงเยว่ก็ใส่เต้าเจี้ยวลงไปหนึ่งชามใหญ่ จากนั้นใส่พริกเสฉวนแดงและเขียวลงไป ผัดและคนไปเรื่อย ๆ
“สหายเจียง เธอกำลังทำอะไรอยู่เหรอ หอมจังเลย”
พี่สะใภ้หลายคนที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นต่างก็เดินมามุงดู
“ฉันกำลังทำน้ำซุปหม้อไฟหมาล่าค่ะ” เจียงเยว่ตอบพร้อมรอยยิ้ม
พี่สะใภ้ทุกคนยืนดูเจียงเยว่ทำอาหารอยู่ที่ประตู
ผ่านไปยี่สิบนาที ก็ใส่อบเชย ใบกระวาน จันทร์เทศ ยี่หร่า และเครื่องเทศอื่น ๆ ลงไปในหม้อ แล้วเคี่ยวต่อไป
“ฮัดชิ้ว!”
กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว แต่กลิ่นเผ็ดร้อนก็แรงมากเช่นกัน
ตอนนี้ บรรดาพี่สะใภ้เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
เจียงเยว่จึงเปิดหน้าต่างและประตูห้อง กลิ่นหอมก็ลอยออกไปอย่างรวดเร็ว
คนในค่ายพักทหารหลายคนได้กลิ่นหอมนี้ ต่างก็พากันเดินออกมา
จางอวี้และพี่สะใภ้คนอื่น ๆ ทนกลิ่นฉุนไม่ไหว จึงพากันเดินออกไปข้างนอก
ตอนนี้เมื่อเห็นภรรยาคนอื่น ๆ จางอวี้ก็โบกมือเรียกพวกเธอ
“พี่สะใภ้จาง พวกเธอกำลังทำอะไรกันน่ะ?”
“พวกเธอมาอยู่ที่นี่กันหมดได้ยังไง กลิ่นอะไรเนี่ย? หอมจัง”
“ภรรยาของผู้พันลู่กำลังทำน้ำซุปหม้อไฟหมาล่าอยู่น่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของจางอวี้ พี่สะใภ้หลายคนก็มองไปที่ห้องครัว
“มันคืออะไร ทำไมหอมจัง แต่ก็ฉุนด้วย”
จางอวี้ได้ยินคำถามของพวกเขาก็ยิ้มอย่างภูมิใจและอธิบายว่า
“ฉันเห็นเธอใช้ไขมันวัวเยอะมากเลยนะ แล้วยังมีผักชี หอมใหญ่ เครื่องเทศอีกมากมาย”
เมื่อได้ยินคำพูดของจางอวี้ พี่สะใภ้คนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า
“น้ำซุปหม้อไฟนี้ต้องใช้เงินเยอะแน่ ๆ”
“หม้อหนึ่ง ก็คงต้องใช้เงินหลายหยวนเลยล่ะ”
เมื่อได้ยินว่าหลายหยวน พี่สะใภ้บางคนก็ร้องออกมาด้วยความใ
“หลายหยวนเชียวเหรอ? นี่มันฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว”
“พวกเรากินข้าววันละหยวนก็หรูมากแล้วนะ”
จางอวี้ได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้นมาว่า
“สหายเจียงไม่เหมือนกันหรอก วันนี้เธอซื้อของทีเดียวแปดเก้าสิบหยวนเลยนะ”
ตอนกลางวันมีพี่สะใภ้ได้ยินเื่นี้มาแล้ว ตอนนี้ได้ยินจางอวี้พูดแบบนี้ พี่สะใภ้บางคนก็เลยถามอย่างสงสัยว่าเจียงเยว่ซื้ออะไรไปบ้าง
จางอวี้ก็เลยเล่าเื่ที่เจียงเยว่ซื้อของให้ฟัง แล้วพูดต่อว่า
“คนอย่างสหายเจียง ซื้อเตาถ่านทีเดียวสองใบเลยนะ ไม่เหมือนพวกเาาวนาบ้านนอก มีเตาถ่านอยู่แค่ใบเดียว”
ถังจาวตี้ฟังคำพูดของจางอวี้แล้วรู้สึกว่ามันแปลก ๆ
“สหายเจียงเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่มีอะไรเลย ซื้อของทีเดียวก็ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เป็ธรรมดา”
หลินหลิงก็เสริมว่า
“ใช่แล้ว พวกเราซื้อทีละนิดละหน่อย แต่พอคิดเงินก็หลายสิบหยวนเหมือนกัน”
พี่สะใภ้บางคนรู้สึกว่าถังจาวตี้และหลินหลิงพูดถูก ก็เลยเห็นด้วย
“ใช่ ๆ ตอนที่ฉันเพิ่งมาอยู่ที่นี่ ฉันก็ใช้เงินไปเยอะเหมือนกัน”
จางอวี้ไม่คิดว่าคนพวกนี้จะเข้าข้างเจียงเยว่ พวกเธอลืมไปแล้วเหรอว่าก่อนหน้านี้เจียงเยว่เคยพูดจาดูถูกพวกเธอว่าอย่างไรบ้าง
บอกว่าพวกเธอเป็คนบ้านนอก ดูถูกพี่สะใภ้คนอื่น ๆ ว่าแต่งตัวเชย ล้าสมัย
บอกว่าเธอปากมาก ระวังจะโดนสั่งสอน
จางอวี้เป็คนบ้านนอกก็จริง แต่หลายปีมานี้ ที่เธออยู่ที่นี่ เธอก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว การแต่งตัวของเธออาจจะไม่ทันสมัยมากนัก แต่ก็ไม่ใช่คนบ้านนอก แล้วที่ว่าเธอปากมาก เธอปากมากตรงไหนกัน
ตอนนี้เจียงเยว่ทำน้ำซุปหม้อไฟเสร็จแล้ว เธอเทน้ำซุปใส่ชามใบใหญ่ อากาศตอนนี้หนาวเย็น อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะแข็งตัว เมื่อถึงเวลานั้น ก็สามารถหั่นเป็ชิ้นเล็ก ๆ ได้ เวลาอยากกินก็แค่หยิบชิ้นหนึ่งต้มใส่หม้อไฟได้เลย
เจียงเยว่ใช้ช้อนตักขึ้นมาชิมเล็กน้อย
รสชาติไม่เลวเลย
มีพี่สะใภ้หลายคนเดินมาที่หน้าต่างห้องครัว
“สหายเจียง เธอกำลังทำอะไรอยู่เหรอ?”
เจียงเยว่ได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นและตอบด้วยรอยยิ้ม
“นี่คือน้ำซุปหม้อไฟของเสฉวนทำเสร็จแล้วใช้ก้อนเดียวก็สามารถต้มผักได้ทั้งหม้อเลย รสชาติอร่อยมากค่ะ”
เมื่อได้ยินคำอธิบายของเจียงเยว่ หลายคนก็เข้าใจ แม้ว่าจะไม่เคยกินมาก่อน แต่ก็พอจะนึกออก
ดวงตาของจางอวี้เป็ประกาย เธอเดินเข้ามาจากประตูแล้วพูดว่า
“สหายเจียง เธอ้าให้ฉันช่วยชิมรสชาติให้ไหม?”
พูดจบ จางอวี้ก็ยื่นมือไปที่ทัพพีและชาม
เจียงเยว่ยื่นมือออกมาขวางเธอไว้ แล้วพูดว่า “มันเผ็ดมาก พี่สะใภ้จางกินไม่ได้หรอกค่ะ”
ความเผ็ดระดับนี้ ไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็ทานได้ ยิ่งไปกว่านั้น เธอรู้ว่าจางอวี้กินได้แค่เผ็ดน้อย เผ็ดกว่านั้นนิดเดียว หน้าของจางอวี้ก็จะเป็สิว ทั้งเจ็บทั้งคัน กว่าจะหายก็หลายวัน
เมื่อได้ยินว่าเผ็ดมาก กินไม่ได้
จางอวี้รู้สึกว่าเจียงเยว่ไม่อยากให้เธอกิน เธอก็เลยพูดว่า
“สหายเจียง ฉันกินได้ เธอตักให้ฉันเท่าไหร่ ฉันก็กินหมด”
ของแบบนี้มันทั้งหอม แถมยังใช้ไขมันวัวเยอะมาก คงจะแพงน่าดู เธอจะพลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้ไปไม่ได้
“พี่สะใภ้จางกลับบ้านไปเอาชามมาสิ”
เจียงเยว่เห็นว่าจางอวี้ไม่ฟัง เธอจึงตัดสินใจสั่งสอนจางอวี้เสียหน่อย อย่าให้จางอวี้เอาเปรียบคนอื่นอยู่แบบนี้
เมื่อได้ยินว่าเจียงเยว่ตกลง จางอวี้ก็ดีใจมาก เธอกลับบ้านไปเอาชามแล้ววิ่งกลับมาทันที
เมื่อเห็นชามใบโต เจียงเยว่ก็ถึงกับอึ้ง จางอวี้ช่าง...
แค่ก้อนเล็ก ๆ ก็สามารถต้มผักได้ทั้งหม้อแล้ว ชามใบโตขนาดนี้ คงจะต้มหม้อไฟได้สิบกว่าครั้ง
เห็นจางอวี้หยิบทัพพี เธอก็รีบคว้ามาทันที
จางอวี้เห็นเจียงเยว่ตักให้แค่สองช้อน เธอก็รีบพูดขึ้นทันที
“ขออีกหน่อยสิ”
“ไม่ได้” เจียงเยว่ปิดฝาหม้อแล้วดันจางอวี้ออกไป
สายตาของจางอวี้จ้องมองไปที่หม้ออย่างเสียดาย
น้ำซุปหม้อไฟตั้งเยอะแยะ แต่กลับให้เธอแค่สองช้อน
คุณหนูทุนนิยมคนนี้ช่างขี้เหนียวจริง ๆ
“ต้องใส่ผัก ใส่เนื้อสัตว์ ใส่น้ำต้มด้วยนะ ห้ามกินแบบนี้เด็ดขาด” เจียงเยว่พูดต่อหน้าพี่สะใภ้ทุกคน
จางอวี้เบ้ปาก เดินไปที่ประตู เธอจงใจถือชามใบโต แล้วยิ้มให้กับพี่สะใภ้คนอื่น ๆ
“สหายเจียงให้ฉันชิมน้ำซุปหม้อไฟสองช้อน ให้ฉันลองชิมดูก่อน”
จางอวี้จงใจโชว์ชามใบโตให้ทุกคนเห็น เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเจียงเยว่นั้นขี้เหนียวแค่ไหน
ถังจาวตี้มองจางอวี้ด้วยสายตาไม่พอใจ ที่จริงแล้วเป็เพราะจางอวี้หน้าด้านวิ่งเข้าไปขอเองแท้ ๆ แล้วยังเอาชามใบโตมาอีก ตอนนี้จางอวี้ทำแบบนี้ ใคร ๆ ก็ดูออก
สหายเจียงก็ใจดีเกินไป