"แต่ท่านกล่าวว่านักสู้จะยอมแพ้กลางคันไม่ได้ ต้องสู้ให้ถึงที่สุด หากไปไม่ถึงนั่นหมายความว่าบาดเจ็บสาหัส... หรือไม่ก็..."
คำพูดนั้นไม่เพียงไม่คลายกังวลแต่กลับยิ่งตอกย้ำความหวาดหวั่นในใจอันซิ่วเอ๋อร์ให้หนักหน่วงขึ้น
ผู้ดูแลอู๋นึกอยากตบหน้าตัวเองนักดูท่าเขาจะไม่มีหัวทางปลอบประโลมใจคนเอาเสียเลย
"เอาน่า น้องหญิง อย่าคิดมากไปเลยแค่รูปร่างคล้ายเท่านั้น ใต้หล้านี้คนหน้าตาเหมือนกันมีถมไป ไม่ใช่น้องเขยหรอกน่า"อันเถี่ยมู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยปลอบน้องสาว
"แต่ว่า..." อันซิ่วเอ๋อร์เพ่งสายตาจับจ้อง ยิ่งมองแน่ชัดเท่าไร หัวใจก็ยิ่งร่วงวูบ"ข้ามั่นใจว่าเป็นเขาแน่ หากไม่ใช่เขาแล้วในเมืองนี้จะมีงานใดอีกที่หาเงินได้มากในเวลาเพียงไม่กี่วัน?"
นางหันไปถามผู้ดูแลอู๋ทันที"มีไหมเจ้าคะ?"
ผู้ดูแลอู๋ส่ายหน้า"หากจะหาเงินก้อนในเวลาสั้นๆ นอกจากบ่อนพนันก็เห็นจะมีแต่สนามประลองของเรานี่แหละขอรับ จะวางเดิมพันก็ได้ หรือจะลงสู้เองก็ดีหากนักสู้นิรนามผู้นี้ชนะติดต่อกันไปเรื่อยๆ ก็ย่อมทำเงินได้มหาศาล"
"เป็นเพราะข้าพูดเรื่องสร้างบ้านบ่อยๆเขาถึงต้องทำเช่นนี้..."
ความรู้สึกผิดท่วมท้นหัวใจอันซิ่วเอ๋อร์นางพึมพำเสียงแผ่ว "ที่จริงเงินที่เขาหามาก็พอให้เราสองคนใช้จ่ายอยู่แล้ว...ข้าไม่เอาแล้วบ้านน่ะ ขอแค่เขาปลอดภัยก็พอ"
"อย่าเพิ่งคิดไปถึงขั้นนั้นสิน้องหญิง บางทีอาจจะจำคนผิดจริงๆ ก็ได้"
อันเถี่ยมู่เห็นหยาดน้ำตาคลอหน่วยที่หางตาของน้องสาวก็รีบปลอบ"อย่าเพิ่งเสียใจไปเลย อย่าด่วนสรุปรออีกไม่กี่วันให้น้องเขยกลับมาก่อน ค่อยถามเขาก็ยังไม่สาย"
"แต่ว่า..."
อันซิ่วเอ๋อร์อ้าปากค้างแต่สุดท้ายก็เม้มริมฝีปากแน่น พยักหน้ารับทว่าดวงตายังคงจับจ้องไปยังการต่อสู้เบื้องล่างทุกอณูความสนใจของนางเกาะติดอยู่ที่ร่างของนักสู้นิรนามผู้นั้น
การต่อสู้ดำเนินไปยกแล้วยกเล่าทุกครั้งที่เห็นนักสู้นิรนามบาดเจ็บ อันซิ่วเอ๋อร์ก็ร่ำไห้ปานจะขาดใจอันเถี่ยมู่ปลอบโยนอย่างไรก็ไม่เป็นผลสุดท้ายจึงทำได้เพียงปล่อยให้นางสะอื้นไห้อยู่อย่างนั้น
ผู้ดูแลอู๋ที่อยู่ข้างๆนอกจากจะเอ่ยปลอบเป็นครั้งคราว ยังแอบนับเงินในใจอย่างลิงโลด
อืม...เมื่อครู่เพราะอันซิ่วเอ๋อร์ยืนยันว่าคนผู้นั้นคือสามี เขาจึงแอบลงพนันข้างเขาไว้แล้วเฝ้าดูเขาคว้าชัยมาตลอดทางจนถึงยกสุดท้าย
เห็นได้ชัดว่านักสู้นิรนามอ่อนแรงเต็มทีแม้จะโดนหมัดไปหลายครั้ง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ดูราวกับจะล้มลงได้ทุกวินาทีทว่าเขากลับล้มลงไปจริงๆ และนอนแน่นิ่งไปครู่ใหญ่
กรรมการเปิดประตูเหล็กเข้ามา เตรียมประกาศผลอันซิ่วเอ๋อร์ก็ทำท่าจะลุกไปดักรอ ทันใดนั้นเองเขากลับคว้าข้อเท้าคู่ต่อสู้ไว้มั่น ดึงสุดแรง ก่อนจะรัดคอไว้แน่น!
"ผู้ชนะ... นักสู้นิรนาม!"
เสียงประกาศก้องกังวานผู้คนมากมายโห่ร้องยินดี ผลงานของนักสู้นิรนามเป็นที่ประจักษ์แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ก้มหน้าอย่างผิดหวัง ไม่ใช่อะไรอื่นพวกเขาเห็นท่าไม่ดีจึงแทงสวนว่าเขาจะแพ้ ใครเลยจะรู้ว่าเขาจะพลิกกลับมาชนะได้คนเสียพนันเหล่านี้จะไม่ให้เจ็บใจได้อย่างไร?
อันซิ่วเอ๋อร์จ้องมองเขาเขม็งรอคอยให้เขาถอดหน้ากาก แต่แล้วเขากลับไม่เอ่ยคำใด หันหลังเดินจากไปเงียบๆ
อันซิ่วเอ๋อร์รีบหันหลังตามไปทันทีเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้จึงชำนาญทาง นางรู้ว่าประตูหลังอยู่ตรงไหนจะต้องไปดักรอเขาให้ได้
"น้องหญิงพวกเราไปหาโรงเตี๊ยมพักกันเถอะ" อันเถี่ยมู่ร้องตามหลังนางทว่านางกลับไม่ได้ยินสิ่งใดแล้ว เพียงแต่เดินสวนกระแสผู้คนที่มุ่งหน้าออกจากประตูมุ่งไปยังด้านหลังของสนามประลอง
"น้องหญิง เจ้าจะไปไหนน่ะ?"อันเถี่ยมู่ทั้งตะโกนเรียก ทั้งเร่งฝีเท้าตามน้องสาวไปอย่างจนใจ
"ข้าจะไปดักรอเขา!" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบเสียงเด็ดเดี่ยว
นางพูดพลางก็มาถึงด้านหลังของสนามประลองสัตว์ร้ายตรงที่ที่นางเคยรออันเถี่ยสือเมื่อคราวก่อน ครั้งนี้นางกลับเงียบขรึม นั่งยองๆลงข้างทางอย่างสงบ
"เป็นอะไรไป?" อันเถี่ยมู่เห็นนางหยุดนิ่งกะทันหัน ก็มองอย่างเป็นห่วง
"ข้าไม่เป็นไร ชู่ว์" อันซิ่วเอ๋อร์โบกมือ บอกให้เขาอย่าส่งเสียง
ยามนี้ดึกสงัดแล้ว เมื่อผู้คนทยอยจากไปสนามประลองที่เคยสว่างไสวด้วยโคมไฟ ก็เหลือเพียงแสงสลัวๆ ไม่กี่ดวงเท่านั้น
"ใครน่ะ!" ทหารยามที่ตรวจตราอยู่แถวนั้นเดินเข้ามาถามเสียงเข้ม
"พวกเรารอคนขอรับ" อันเถี่ยมู่รีบตอบอย่างนอบน้อม
"รอคน? มารออะไรกันแถวนี้?"ทหารยามยังคงซัก
"พวกเรารอนักสู้นิรนามคนนั้นน่ะขอรับ"อันเถี่ยมู่กล่าวอีกครั้ง "เขาเป็นน้องชายข้าวันนี้เห็นเขาชนะ ข้าดีใจมาก อยากจะเลี้ยงฉลองให้เขาสักหน่อย"
พอได้ยินว่าเป็นญาติของนักสู้นิรนามท่าทีของทหารยามก็อ่อนลงมาก "ถ้าจะฉลองคงต้องเป็นพรุ่งนี้แล้ววันนี้เขาบาดเจ็บอยู่บ้าง ต้องพักผ่อนที่สนามประลองของเรานี่ก่อนพรุ่งนี้ท่านค่อยมาใหม่เถิด ข้าจะแจ้งให้เขาทราบว่าพวกท่านเคยมา"
"ขอบคุณมากขอรับ" อันเถี่ยมู่พยักหน้าขอบคุณ แล้วหันไปมองอันซิ่วเอ๋อร์ "กลับกันเถอะ วันนี้เขาคงไม่ออกมาจากสนามประลองนี้แล้ว"
อันซิ่วเอ๋อร์กลับคิดว่าเขาต้องออกมาแน่เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว คงไม่อยากให้ใครรู้ จึงไม่น่าจะพักอยู่กับอันเถี่ยสือตกดึกเช่นนี้ เขาจะต้องกลับบ้านอย่างแน่นอน
"ข้าไม่ไป" เมื่อคิดได้ดังนั้น อันซิ่วเอ๋อร์ก็ส่ายหน้า นางเงยหน้ามองอันเถี่ยมู่เอ่ยว่า "พี่รอง ข้ารออีกหนึ่งชั่วยามเท่านั้นหากเขาไม่ออกมา พวกเราค่อยกลับกัน"
"หนึ่งชั่วยาม!นั่นก็เกือบรุ่งสางแล้วนะ" อันเถี่ยมู่บ่นในใจแต่เมื่อเห็นแววตาเป็นประกายในความมืดของน้องสาว เขาก็ปฏิเสธไม่ลง จึงพยักหน้า"เอ้า ชั่วยามก็ชั่วยามถือเสียว่าพี่รองอยู่ดูดาวเป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน"
"สองท่าน ไม่ได้นะพวกท่านต้องไปจากที่นี่ มิเช่นนั้น หากสนามประลองของเราเกิดความเสียหายใดขึ้นมาจะต้องมาลงที่พวกท่าน" ทหารยามที่เห็นว่าทั้งสองยังไม่ไปจึงเดินเข้ามากล่าวอีกครั้ง
"สนามประลองของพวกท่านคงไม่มีสิ่งของมีค่าอะไรอยู่ด้านนอกนี้กระมัง"อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว "พวกเราจะรออยู่แค่ด้านนอกนี้เท่านั้นหนึ่งชั่วยามก็จะไปแล้ว"
"ไม่ได้ๆสนามประลองของเรามีสัตว์ร้ายและไก่ชนที่ล้ำค่ามากมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนสำคัญยิ่งนักหากจะรอ แม่หนู พวกท่านไปรอข้างนอกนู่นเถอะ ดีหรือไม่?" ทหารยามผู้นั้นยืนกราน
อันซิ่วเอ๋อร์ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างจำใจ"เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ"
ทั้งสองจำใจเดินออกมาจากบริเวณสนามประลองอันซิ่วเอ๋อร์ยืนพิงขอบประตู เงยหน้ามองดวงดาวพร่างพรายบนท้องฟ้าอันเถี่ยมู่ไม่รู้ไปหาอิฐมาสองก้อนจากที่ใด วางลงทำเป็นม้านั่งเล็กๆแล้วทั้งสองก็นั่งลงเคียงกัน พูดคุยกันเรื่อยเปื่อยพลาง ชมดาวไปด้วย
"พูดไปแล้วพี่รองไม่ได้มานั่งดูดาวกับข้านานมากแล้วนะ" อันซิ่วเอ๋อร์ทำท่าถอนใจแผ่วเบา"ได้มานั่งอยู่กับพี่รองอีกครั้ง ช่างดีเหลือเกิน"
"ใช่แล้ว" อันเถี่ยมู่พยักหน้า ยื่นมือออกไปหมายจะลูบผมน้องสาวอย่างที่เคยทำในอดีตแต่พลันนึกได้ว่านางได้ออกเรือนไปแล้ว การกระทำเช่นนี้อาจไม่เหมาะสมจึงชักมือกลับอย่างขัดเขิน
ทั้งสองนั่งอยู่บนก้อนอิฐมองขึ้นไปยังท้องฟ้าอย่างเงียบงัน
"พี่รองท่านยังจำได้หรือไม่? ดาวบนท้องฟ้าหนึ่งดวง หมายถึงคนหนึ่งคนที่อยู่บนพื้นดิน" อันซิ่วเอ๋อร์ชี้ไปยังดวงดาวบนท้องฟ้า กล่าวว่า "พี่รอง ท่านดูสิ ดวงดาวดวงนั้นเป็นตัวแทนของท่าน ช่างสว่างเสียจริงดังนั้นต่อไปท่านจะต้องมีความสุขตลอดไป มีอายุยืนยาวอย่างแน่นอน"
อันเถี่ยมู่เงยหน้าขึ้นมองเมื่อเห็นดวงดาวที่อันซิ่วเอ๋อร์ชี้ ดวงดาวดวงนั้นส่องแสงสุกใสเป็นพิเศษจริงๆ
"ของเจ้าก็เช่นกัน ดวงดาวดวงเล็กๆที่อยู่ข้างๆ พี่รองคือเจ้า ส่วนดวงที่อยู่ข้างๆ กันนั้นคือพี่ใหญ่และอีกสองดวงที่อยู่ไม่ไกลก็คือพ่อกับแม่"
ความทรงจำอันไร้เดียงสาในวัยเยาว์พรั่งพรูเข้ามาในใจอันเถี่ยมู่กลับยังจำได้อย่างแม่นยำ
อันซิ่วเอ๋อร์หันหน้ามายิ้มให้เขาเอนศีรษะลงซบบ่าพี่ชาย ไม่พูดอะไรอีก
ดวงดาวหนึ่งดวงบนท้องฟ้าคนหนึ่งคนบนพื้นดิน... แต่บนท้องฟ้ามีดวงดาวมากมายเหลือคณานับบนพื้นดินก็มีผู้คนมากมายเหลือประมาณใครเล่าจะรู้ว่าดวงดาวดวงใดเป็นตัวแทนของคนผู้ใดกัน?
พวกเขาเติบโตขึ้นแล้วผ่านพ้นช่วงเวลาที่จะเชื่อสิ่งเหล่านี้ไปนานแล้ว
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาค่อยๆ ดังใกล้เข้ามาอันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยกล่าวทักทายกับทหารยามสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าสนามประลองนางก็ผุดลุกขึ้นจากพื้นทันที วิ่งไปยังประตู ร้องเรียกชื่อว่า"ท่านพี่!"
จางเจิ้นอันเงยหน้าขึ้นมองเห็นนางก็ตกใจจนหน้าซีด "ซิ่วเอ๋อร์!เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่? มารอพี่ใหญ่หรือ?"
"มารอพี่ใหญ่? หมายความว่าอย่างไร?"อันเถี่ยมู่ก็เดินตามออกมาสมทบ "พวกเรามาเพื่อรอเจ้าต่างหาก"
"ท่านพี่! เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่?"อันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไป ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า
จางเจิ้นอันเห็นว่าอันเถี่ยมู่อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยรู้ว่ายากที่จะปิดบังเรื่องราวต่อไปได้ ทำได้เพียงกล่าวว่า"กลับไปแล้วค่อยคุยกัน ดีหรือไม่?"
ทว่าอันเถี่ยมู่กลับเป็นฝ่ายชิงถามขึ้นมาก่อนว่า"น้องเขย นักสู้นิรนามเมื่อครู่ คือเจ้าใช่หรือไม่?"
"นักสู้นิรนาม นักสู้นิรนามอะไรกัน?"จางเจิ้นอันยังแสร้งทำไขสือ
"เจ้าอย่ามาทำเป็นไม่รู้เลยน่าข้ากับน้องสาวของข้าบังเอิญเข้าไปนั่งดูในสนาม นางทันทีที่เห็นเจ้าปรากฏตัวก็ปักใจเชื่อว่านักสู้นิรนามผู้นี้คือเจ้า ข้ายังไม่อยากจะเชื่อเลยเจ้าไปจับปลาไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงมาโผล่ที่สนามประลองแห่งนี้ได้?ว่าแต่... น้องเขย ฝีมือของเจ้านี่ช่างร้ายกาจยิ่งนัก" อันเถี่ยมู่ในตอนนี้ดูเหมือนจะพูดจาคล่องแคล่วขึ้นบางทีอาจเพราะเริ่มชื่นชมนับถือในตัวน้องเขยผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
จะไม่ให้นับถือได้อย่างไรชายชาตินักสู้ย่อมชื่นชมผู้กล้าหาญชาญชัย และจางเจิ้นอันก็บังเอิญเป็นคนประเภทนั้น
"ท่านพี่ ข้าเป็นห่วงท่านแทบแย่ขอโทษนะเจ้าคะ เป็นเพราะข้ากดดันท่านมากเกินไปหรือ? ที่จริงแล้วเรื่องบ้านช่องอะไรนั่นไม่สำคัญเลยข้าเพียงต้องการให้ท่านอยู่อย่างมีความสุขท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ตอนที่ข้าอยู่ในสนาม เห็นท่านถูกผู้อื่นทำร้ายข้าใจจะขาดรอนๆ เพียงใด?" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวตัดพ้อน้ำตาไหลพราก
"ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ" จางเจิ้นอันเมื่อเห็นว่าปิดไม่มิดแล้ว ทำได้เพียงยอมรับแต่โดยดี"ข้าเพียงต้องการหาเงินให้ได้มากกว่านี้เพื่อให้เจ้าได้อยู่อย่างสุขสบาย"
"ข้าก็สุขสบายดีอยู่แล้วนี่เจ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า กล่าวว่า "ข้าเย็บปักถักร้อยได้ท่านจับปลาได้ สอนหนังสือได้ ท่านไม่เห็นต้องทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้เลยพวกเราค่อยๆ เก็บหอมรอมริบกันไปก็ได้ หากท่านต้องลำบากเช่นนี้ทั้งหมดเพื่อข้าแล้วข้าก็ยินดีที่จะไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น"
เมื่อเห็นนางทั้งโกรธทั้งน้อยใจจางเจิ้นอันทำได้เพียงพยักหน้ายอมรับผิดแต่โดยดี
"พวกเราไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนกันก่อนเถอะเจ้าค่ะพรุ่งนี้ค่อยไปตามหาหมอมารักษาอาการบาดเจ็บของท่าน" อันซิ่วเอ๋อร์เสนอ