ตอนที่ 119 ฉันจะร้องเรียนเธอ
ยุวชนห่าวโกรธจนแทบทนไม่ไหว แต่ยิ่งโมโหก็ยิ่งหาคำพูดมาตอบโต้หานชีเยวี่ยไม่ได้ สุดท้ายทำได้เพียงถลึงตาจ้องหานชีเยวี่ยที่เดินจากไปพร้อมความแค้น
“ฉันจะไปร้องเรียนเธอที่สหคาม!” เจ้าตัวกำหมัดแน่น ขบฟันกรอดเอ่ยลอดไรฟันด้วยความโกรธแค้น
หลังจากที่เหล่ายุวชนซึ่งอยู่ข้างๆ ได้ฟังประโยคนี้เข้า พวกเขาก็ต่างตกใจจนตัวโยน และถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว พวกเธอคบหากับยุวชนห่าวมานาน แม้จะรู้ว่าคนๆ นี้ไม่ค่อยมีน้ำใจอะไรนัก ทว่ากลับคิดไม่ถึงเลยสักนิดว่าเธอยังจะมีความทะเยอทะยานขนาดนี้?
ร้องเรียนหรือ? เธอรู้ตัวอยู่หรือเปล่าว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่?
ทว่ายุวชนห่าวกลับไม่คิดจะสนใจ สายตาที่ทุกคนใช้มองเธอ ยังคงเหมือนกับมองตัวประหลาดอย่างไรอย่างนั้น สำหรับหานชีเยวี่ยนั้น เธอหาได้ใส่ใจคนอย่างยุวชนห่าวเลยสักนิดไม่ เพราะอย่างไรเสียเป้าหมายของยุวชนห่าวก็คือพี่สามของเธอ ตอนนี้พี่สามไม่อยู่บ้าน ยุวชนห่าวคงไม่มีทางเข้าใกล้พี่สามเธอได้
หานชีเยวี่ยที่ฮัมเพลงเบาๆ มาตลอดทางจนกลับถึงชุมชนถวนเจี๋ย เธอก็พบว่าย่าเฒ่าหานยังไม่กลับมา
หานชีเยวี่ยคิดขึ้นได้ว่า วันนี้นอกจากการรับซื้อสินค้าแล้ว ย่าเฒ่าหานยังมีภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ไม่รู้ว่าตอนนี้ย่าจะสืบเรื่องนั้นไปถึงไหนแล้วบ้าง เธอหวังว่าจะย่าจะสืบข่าวกลับมาได้สำเร็จ จะได้แก้ปัญหาอย่างถาวรเสียที
เห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ หานชีเยวี่ยก็เลยเริ่มจัดการงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมแลกเปลี่ยนครั้งนี้
ทั้งทางสหคามและโรงงานทอฝ้ายได้แจ้งอย่างชัดเจนแล้วว่าต้องการให้เธอเข้าร่วม ดังนั้นการเตรียมงานก็ควรทำอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรจะเกิดข้อผิดพลาดใดๆ แน่นอนว่าเรื่องสำคัญบางเรื่อง ไม่ใช่สิ่งที่หานชีเยวี่ยผู้ซึ่งอยู่ในระดับนี้จะสามารถทำได้
ยกตัวอย่างเช่นการเชิญนักข่าว เป็นต้น เธอทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากโรงงานทอฝ้ายแล้ว
โรงงานทอฝ้ายเป็นโรงงานเก่าแก่ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของเมือง ความสามารถในเรื่องแบบนี้ยังถือว่าพอมีอยู่บ้าง
ตอนนี้หานชีเยวี่ยชอบสำนักงานในห้างสรรพสินค้าในมิติของเธอมาก ไม่เพียงแต่มีเก้าอี้ผู้บริหารที่แสนสบายให้นั่งเท่านั้น แต่ยังมีคอมพิวเตอร์ให้เธอทำงานอีกด้วย
เจ้าคอมพิวเตอร์นี่ หานชีเยวี่ยเคยเห็นตอนที่เป็นวิญญาณเร่ร่อน แต่ไม่เคยใช้จริงๆ เลย
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาอันแสนยาวนาน ในตอนนี้เธอก็พอจะรู้เคล็ดลับวิธีการบางอย่าง อย่างเช่นวิธีเปิดและปิดเครื่อง รวมถึงวิธีการค้นหาข้อมูลต่างๆ ด้วย
ส่วนอย่างอื่นนั้น คอมพิวเตอร์เครื่องนี้สำหรับตัวหานชีเยวี่ยเอง ถือว่าไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก แต่หานชีเยวี่ยเชื่อว่าเมื่อเธอเรียนรู้เพิ่มเติมในอนาคต มันจะต้องมีประโยชน์มากกว่านี้แน่นอน
หลังจากวางแผนรายละเอียดในมิติ ทั้งกำหนดเวลา สถานที่ และผู้เข้าร่วมทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว หานชีเยวี่ยก็รู้สึกว่าร่างทั้งร่างตอนนี้เหนื่อยล้าเหลือเกิน
เธอลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย พร้อมกับเดินไปที่บริเวณชั้นวางอาหารสำเร็จรูปในห้างสรรพสินค้า หยิบซาลาเปามากินพลางคิดว่าจะหยิบอะไรจากห้างสรรพสินค้าไปช่วยเหลือที่บ้านได้บ้าง
นอกจากนี้ เธอก็ต้องคิดด้วยว่าจะทำอาหารอะไรให้ครอบครัวกิน สุขภาพของคนในบ้านดูเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อยแล้วในช่วงนี้ แต่โดยรวมแล้วร่างกายก็ยังคงขาดสารอาหารมากอยู่ดี
อีกไม่นานก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อถึงตอนนั้นทุกคนต้องลงแรงทำงานหนัก หานชีเยวี่ยไม่อยากให้สุขภาพของทุกคนที่เพิ่งฟื้นตัวต้องทรุดลงไปอีก ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง อาหารที่เหมาะสมที่สุดคือเนื้อแกะ เนื้อแกะมีกลิ่นแรง เวลาต้มจะมีกลิ่นที่ค่อนข้างฉุน
หลังจากคิดไปไกลถึงสามตลบ หานชีเยวี่ยก็ตัดสินใจหยิบขาแกะออกมาต้มกินในคืนนี้ เพราะอย่างไรเสียตอนนี้เธอทำงานแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้รับเงินสักหยวน แต่คนอื่นไม่รู้นี่นา
เมื่อคิดได้ดังนั้น หานชีเยวี่ยก็หยิบขาแกะอวบๆ ออกมาจากมิติ
แม้จะบอกว่าเป็นขาแกะ แต่แท้ที่จริงแล้วมันมีขนาดเกือบจะเท่ากับหนึ่งในสี่ของแกะทั้งตัว หานชีเยวี่ยไม่ได้ชั่งน้ำหนัก แต่กะดูแล้วน่าจะหนักประมาณสิบกว่าจิน
เมื่อออกจากมิติแล้ว หานชีเยวี่ยก็เริ่มต้นเตรียมอาหารเย็น
ในเมื่อมีเนื้อแกะแล้ว แน่นอนว่าต้องกินเมนูแป้งแช่น้ำแกงแกะ [1]
ถ้าพูดถึงแป้งแช่น้ำแกงแกะ ที่แรกที่นึกถึงแน่นอนว่าต้องเป็นแป้งแช่น้ำแกงแกะของเมืองซีอัน
ทว่าแต่ละท้องถิ่นนั้น ด้วยมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยาวนาน ดังนั้นจึงมีวัฒนธรรมการกินที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่นเมนูแป้งแช่น้ำแกงแกะนี้ แม้จะมีส่วนที่เหมือนกับแป้งแช่น้ำแกงแกะของเมืองซีอัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
ถ้าเป็นแกะที่เลี้ยงเอง คนท้องถิ่นมักจะนำลงหม้อต้มทันทีหลังจากเชือด เพียงแค่ใส่ขิงกับต้นหอมเล็กน้อย รสชาติก็อร่อยเลิศล้ำแล้ว
ทว่าขาแกะที่หานชีเยวี่ยเอามาจากมิตินี้ ไม่รู้ว่าเป็นแกะท้องถิ่นหรือเปล่า หานชีเยวี่ยจึงหยิบเครื่องเทศมาจากห้างสรรพสินค้าใส่ลงไปด้วย
เครื่องเทศในห้างสรรพสินค้ามิติห่อด้วยผ้าไม่ทอ [2] หานชีเยวี่ยหาผ้าโปร่งขึ้นมา หยิบโป๊ยกั๊ก ใบกระวาน อบเชย พริกไทยเสฉวน หญ้าหวาน และลูกกระวานออกมาจากห่อผ้าไม่ทอ จากนั้นใส่ต้นหอมกับขิงลงไป ห่อรวมกันเป็นห่อเครื่องเทศ
ดูเผินๆ แล้วแป้งแช่น้ำแกงแกะอาจจะดูเหมือนไม่ใช่อาหารที่ประณีตละเอียดในการทำ แต่จริงๆ แล้วการทำแป้งแช่น้ำแกงแกะนั้นค่อนข้างละเอียดอ่อน ต้องใส่เครื่องเทศเยอะๆ ให้รสชาติเข้มข้น เนื้อเปื่อยนุ่ม น้ำแกงเข้มข้นถึงจะดี
แป้งแช่น้ำแกงแกะต้องทำให้อร่อย ไม่เลี่ยน และมีคุณค่าทางโภชนาการ มีเพียงน้ำแกงที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันเท่านั้นถึงจะทำให้เกิดกลิ่นหอมเย้ายวนใจ น่ารับประทาน และรสชาติติดตรึงใจได้
หลังจากเตรียมห่อเครื่องเทศเสร็จแล้ว หานชีเยวี่ยก็หั่นเนื้อแกะเป็นชิ้นๆ เพื่อให้สุกเร็วขึ้น หลังจากนั้นเธอก็นำเนื้อแกะและกระดูกแกะใส่ลงในหม้อ ใส่น้ำสะอาด แล้วก็จุดไฟ
หานชีเยวี่ยใช้ฟืนที่เก็บมาจากภูเขาเป็นเชื้อเพลิงก่อไฟ แป้งแช่น้ำแกงแกะที่แท้จริงต้องใช้ฟืนก่อไฟถึงจะได้รสชาติที่อร่อยล้ำ แน่นอนว่าในยุคนี้ นอกจากฟืนแล้วก็ไม่มีเชื้อเพลิงอื่นอีก
หลังจากรอจนน้ำเดือดแล้ว หานชีเยวี่ยก็ใช้กระบวยช้อนฟองออกอย่างใส่ใจ ก่อนจะใส่ห่อเครื่องเทศลงไป หลังจากนั้นเธอก็ใส่ฟืนเพิ่มลงในเตาอีกสองท่อนเพื่อเพิ่มไฟให้แรงขึ้น พอถึงตอนนั้นหานชีเยวี่ยก็เริ่มเตรียมแป้งสำหรับทำแป้งแช่น้ำแกง
ตั้งแต่เริ่มต้มจนถึงต้มเสร็จ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ระยะเวลานี้พอดีสำหรับการทำแป้ง
แป้งที่เธอกำลังจะทำนี้ต่างจากแป้งแช่น้ำแกงแกะของเมืองซีอัน แป้งในเมนูแป้งแช่น้ำแกงแกะที่นี่เป็นแป้งแบบไม่ใส่ส่าเหล้า ซึ่งนั่นหมายถึงการนวดแป้งด้วยน้ำเย็นโดยไม่ใส่ยีสต์แล้วนำไปอบ ท้องถิ่นนี้เรียกว่ากัวคุย [3]
หานชีเยวี่ยเอาแป้งสาลีออกมา แต่หลังจากคิดไปคิดมา เธอก็ไปตักแป้งโฮลวีตจากตู้เก็บแป้งที่บ้านออกมาผสมสองถ้วย
แป้งสาลีที่ได้จากห้างสรรพสินค้าในมิติดูละเอียดและขาวกว่าแป้งสาลีในยุคนี้มาก หานชีเยวี่ยกลัวว่าถ้าทำออกมาแล้วเป็นแบบนั้น คนอื่นจะสงสัยเอาได้
การนวดแป้งในฤดูใบไม้ร่วง อัตราส่วนของแป้งกับน้ำจะอยู่ที่ประมาณสองต่อหนึ่ง หานชีเยวี่ยใส่ผงฟูลงในแป้งในปริมาณที่พอเหมาะ จากนั้นใส่ไขมันหมูและถั่วขมลงไป การใส่ไขมันหมูลงไปจะทำให้กัวคุยกรอบยิ่งขึ้น ส่วนถั่วขมเป็นเครื่องเทศจากธรรมชาติที่คนท้องถิ่นนิยมใส่ลงไปเวลาอบกัวคุย ทำให้กลิ่นของกัวคุยมีความหอมเข้มข้น
หลังจากเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว หานชีเยวี่ยก็ค่อยๆ เทน้ำลงไปพร้อมกับใช้มือนวดแป้งไปด้วย เมื่อแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนแล้ว เธอก็ใช้แรงนวดต่อให้แป้งเนียนเป็นก้อนกลม
นี่เป็นขั้นตอนที่ต้องทดสอบทักษะในระดับสูง โชคดีที่ผ่านการฝึกฝนมาหลายปีในชาติที่แล้ว หานชีเยวี่ยจึงทำได้อย่างคล่องแคล่ว
เมื่อนวดแป้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว หานชีเยวี่ยพักแป้งไว้ แล้วออกไปเก็บต้นหอมกับผักชีในสวนผักต่อ ตอนนี้เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ผักชีมีรสชาติเข้มข้นขึ้น ส่วนต้นหอมก็เริ่มแก่ แต่ไม่ได้ทำให้รสชาติของผักที่ปลูกเองที่บ้านเสียไป
หานชีเยวี่ยเลือกเก็บต้นที่ดีๆ แล้วนั่งล้างให้สะอาดที่หลังบ้าน
เมื่อล้างต้นหอมกับผักชีเสร็จแล้วก็กลับไปที่ครัว สับให้ละเอียดก่อนใส่ลงในชามใบใหญ่เตรียมไว้ หลังจากนั้นก็ถึงขั้นตอนการอบกัวคุย หานชีเยวี่ยลองกดแป้งดูก็รู้สึกว่าพักแป้งได้ที่แล้ว
เชิงอรรถ
[1] แป้งแช่น้ำแกงแกะ 羊肉泡馍 เป็นอาหารพิเศษของมณฑลส่านซีและเป็นอาหารประจำเมืองซีอานและเมืองอื่นๆ ในมณฑลกวนจง เป็นเมนูสตูว์เนื้อขนมปังแผ่นแบนนึ่งสับละเอียดที่เรียกกันในท้องถิ่นว่า 馍 ปรุงในน้ำซุปเนื้อแกะและเสิร์ฟพร้อมเนื้อแกะ โดยบางครั้งอาจใช้เนื้อวัวแทน
[2] ผ้าไม่ทอ 无纺布 หรือ Nonwoven คือผ้าที่ผลิตขึ้นโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการถักทอ แต่ผลิตขึ้นด้วยกระบวนการเชิงกล กระบวนการทางเคมี กระบวนการความร้อน กระบวนการที่ใช้สารละลาย หรือการผสมผสานกันระหว่างกระบวนการเหล่านี้แทนที่ผลิตจากระบบขึ้นรูปเส้นใยสั้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ wet-laid nonwoven ก็อย่างเช่น ไส้กรอง กระดาษกรองกาแฟ แผ่นแยกในแบตเตอรี่ ผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาด เป็นต้น
[3] กัวคุย 锅盔 เป็นขนมปังประเภทหนึ่งที่อบออกมาเป็นแผ่นโตๆ ผิวจะเกรียมน้ำตาลเล็กน้อย แป้งลักษณะคล้ายๆแป้งนานของอินเดีย กรรมวิธีเพิ่มรสชาติคือการผ่าไส้กลางออก หรือประกบแป้งสองแผ่นเข้าด้วยไส้เนื้อตรงกลาง เนื้อที่ใช้ในปัจจุบันเป็นเนื้อหมูเนื้อวัว หรือบางแห่งในจีนอาจจะมีเนื้อลาด้วยก็ได้ เป็นอาหารว่างที่มีมาแต่จีนโบราณ ซึ่งทุกวันนี้ยังหาทานได้ตามท้องถนนในเมืองจีน