เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 31 ปลายสายตา

    รถม้าคันนั้นเงียบเชียบ หลินเย่มองไปที่มันจากตำแหน่งที่ตัวเองนั่ง ม้ามังกรที่ลากรถกำลังกินหญ้าที่ทหารนำไปวางไว้ เสียงเคี้ยวของมันดังอยู่ในความเงียบของค่ำคืน ข้างหลังม่านนั้นกลับไม่มีเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีแม้กระทั่งเงาที่ขยับ

    ทหารเดินผ่านรถคันนั้นในทุกรอบตรวจ ทว่าไม่มีผู้ใดแม้แต่จะเหลือบมองม่านที่ปิดสนิท ทุกคนทำราวกับสิ่งที่ควรอยู่ข้างในนั้นไม่มีตัวตนมาตั้งแต่ต้น พวกเขารู้หรือไม่ หลินตงรู้หรือไม่ นายพลหลินเจี้ยนกว๋อรู้หรือไม่ พวกเขาไว้ใจได้หรือ

    คำถามวนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์ที่ป่าหรงซิ่วไม่เคยเลือนออกไปจากใจ ครั้งนั้นเขาเชื่อในสิ่งที่เห็น และสิ่งที่เห็นก็หลอกเขา

    สายตาของเขากวาดออกไปที่กลุ่มเด็กสายหลักที่กำลังยืนโต้เถียงกดดันทหารอยู่ไม่ไกล นำโดยหลินอู่ที่เสียงดังกว่าทุกคน จากท่าทางที่เห็น พวกเขาต้องการกลับตระกูล

    ทหารยืนรับแรงกดดันนั้นโดยไม่ยอมถอย อดทนอย่างคนที่รู้ว่าหน้าที่ของตนคืออะไร นายทหารที่ยืนหน้าสุดไม่ได้เถียงกลับสักคำ เพียงย้ายน้ำหนักจากเท้าหนึ่งไปอีกเท้าหนึ่งช้าๆ แล้วก็ยืนนิ่งเช่นเดิม

    หลินเย่ปล่อยความคิดเมื่อครู่ออกไปช้าๆ หลินตง หลินเจี้ยนกว๋อ ทหารที่เสียชีวิตสามนาย ทหารที่บาดเจ็บเจ็ดนาย ทุกคนปกป้องเด็กเหล่านี้สุดชีวิต สีหน้าและแววตาที่เห็นในตอนสู้นั้นไม่ใช่สีหน้าของคนที่ทำตามคำสั่ง มันเป็นสีหน้าของคนที่เลือกจะปกป้อง

    ความรับผิดชอบในหน้าที่ของพวกเขาไม่มีอะไรให้สงสัย

    "บุตรศักดิ์สิทธิ์"

    เขาพึมพำออกมาเบาๆ กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว จ้องไปที่รถม้าคันนั้นนานกว่าที่ควร ตระกูลเทหมดหน้าตักเพื่อให้หลินจวิ้นเฉิงได้เข้าร่วมการแข่ง ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรไปเท่าใดก็ตาม นั่นเป็นเหตุผล เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ ทว่าไม่ได้แปลว่าต้องเห็นด้วย

    "ช่างเถิด"

    เขาตัดความคิดออก มีชีวิตรอดเป็นพอ ภาพที่เห็นตอนเปิดม่านรถม้านั้นยังลอยอยู่ในหัว

    ร่างของหลินจวิ้นเฉิง หลินเหยียน และฮูหยินที่อยู่ในรถ เห็นเพียงชั่วพริบตาเดียวก่อนที่ม่านจะปิดลง ทว่าสิ่งที่เห็นในพริบตานั้นไม่ใช่ร่างของคน มันเป็นร่างที่ค่อยๆ จางหายออกไปราวกับเงาที่ถูกรีดออกจากตัวตน เหลือแต่หุ่นกระบอกขนาดเท่าคนจริง นิ่งและไร้ชีวิต

    วิชาประจำตระกูล หรือมีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง เขายังไม่แน่ใจ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาหาคำตอบ

    หลินเย่พิงหลังกับต้นไม้ กึ่งหลับกึ่งตื่นตลอดคืน ปราณโคจรเบาๆ ตามที่ฝึกมาสำหรับคืนที่ต้องระวังตัว ไม่หลับสนิท ไม่ตื่น ร่างกายพัก สัญชาตญาณยังทำงาน หลินตงสับเปลี่ยนเวรกับทหารตลอดคืน เสียงฝีเท้าที่ผ่านมาเป็นระยะสม่ำเสมอ บอกว่าไม่มีการประมาท

    เวลาเลื่อนไปจนฟ้าเริ่มสว่าง แสงเช้าแรกเจาะผ่านใบไม้ลงมาตรงที่เขาหลับอยู่

    หลินเย่ค่อยๆ ลืมตา ยืดเส้นยืดสายเบาๆ กล้ามเนื้อแขนขวาตึงขึ้นเมื่อยืด รอยของการใช้แรงฟันเมื่อวานยังอยู่ ไม่ถึงกับเจ็บ เป็นการเตือนที่ร่างกายส่งมาบอกว่าใช้ไปมากกว่าที่ควร เขานั่งขัดสมาธิ หายใจเข้าช้าๆ

    กลิ่นป่าหลังฝนลอยอยู่ในอากาศเช้า ดินชื้นและใบไม้ที่ได้น้ำ สะอาดกว่าเมื่อวาน ลมปราณโคจรสะดวกขึ้นหลังเข้าสู่ขั้นห้า เขารู้สึกได้ถึงความต่างนั้น เส้นทางที่ปราณวิ่งผ่านราบเรียบกว่าเดิม ไม่ต้องผลักด้วยความพยายาม เพียงแต่นำ

    เขาหยิบโอสถออกมาหนึ่งเม็ด กลืนลงไป ความอุ่นซึมออกมาจากมันช้าๆ เก็บและสะสม ทุกเช้า ไม่ขาด

    ขบวนเริ่มเคลื่อนตัวในไม่ช้า เด็กทยอยขึ้นรถม้า บางคนยังมีรอยของคืนที่ผ่านมาอยู่บนใบหน้า บางคนเดินขึ้นรถโดยไม่พูดอะไรเลย หลินเย่ขึ้นคันสุดท้ายเช่นเดิม เปิดม่านส่วนหน้าออก

    "เส้นทางของเราอีกไกลเพียงใดก่อนจะถึงเมืองฟางหรงขอรับ"

    หลินตงนั่งอยู่ข้างหน้า ไม่หันมา "หากไม่มีเรื่องผิดพลาด ตะวันลับขอบฟ้าอีกคราคงถึงที่หมาย"

    เขาปิดม่านลง นั่งพิงหลังเอน

    'ฟางหรงอีกไม่ไกลแล้ว'

    ยามซื่อเลื่อนผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เส้นทางเปลี่ยนไปทีละน้อย กลิ่นป่าที่ตีจมูกมาตลอดค่อยๆ จางหายออกไป แทนที่ด้วยกลิ่นหิน กลิ่นดินเหนียวที่ไม่มีใบไม้ปะปน เสียงล้อรถกระทบพื้นเปลี่ยนจากเสียงทื่อบนดินเป็นเสียงกังวานบนหิน

    หลินเย่เปิดม่านหลังรถม้าออกเล็กน้อย เส้นทางเบื้องหน้าบีบแคบลงทีละนิด จากถนนที่รถม้าสองคันเคียงกันได้ เหลือเพียงทางเดียว ขอบซ้ายและขวาเป็นผนังหินที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

    เหนือศีรษะมีแท่งหินย้อยแหลมคมระย้าลงมาเป็นแถว นับร้อยปลายที่จ้องลงมา แสงสีทองอ่อนแรงลอดเข้ามาตามรอยแยกของยอดผา ทอดลงมาเป็นลำเฉียงที่พาฝุ่นผงให้ลอยล่องอยู่ในอากาศนิ่ง ข้างล่างที่มองเห็นได้จากขอบทางคือพื้นหุบเขาที่ลึกพอ ไม่มืดมิด และสูงพอที่จะทำให้รู้ว่าไม่ควรพลาด

    เขาเปิดม่านหน้าออก "ที่นี่ที่ใดขอรับ"

    "ช่องเขาร้อยเข็ม" หลินตงพูดโดยไม่หันมา สายตาจ้องอยู่กับเส้นทางข้างหน้า

    "ไม่อันตรายไปหน่อยหรือ"

    "อันตราย แต่รวดเร็ว นายพลเลือกตัดเข้าเส้นทางนี้" นางหยุดไปครู่หนึ่ง "เพียงผ่านช่องแคบ พวกเราจะเห็นเมืองฟางหรง"

    น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไม่ได้ผ่อนคลาย มีความตึงเล็กๆ ซ่อนอยู่ใต้ถ้อยคำ และมือที่วางอยู่บนหน้าขานั้นก็ขยับไปอยู่ใกล้ด้ามดาบขึ้นอีกนิดหนึ่งโดยที่นางไม่ได้พูดถึงมัน เขาปิดม่านลง

    รถม้าชะลอลง เดินทางด้วยความระวังมากขึ้น เสียงกีบม้ากระทบหินดังชัดกว่าปกติในที่แคบ แล้วก็มีเสียงหินร่วงเล็กๆ จากด้านบน

    หลินเย่นั่งนิ่ง

    แสงลำหนึ่งที่ทอดลงมาจากรอยแยกผาจู่ๆ ก็ดับไป ไม่ใช่เมฆบัง ไม่ใช่ผนังหิน

    มีร่างบางอย่างยืนอยู่ตรงนั้น

    เขาหรี่ตาลงมอง ร่างบนผาสูงนั้นไม่ได้ยืนอยู่บนหิน ใต้ฝ่าเท้ามีเพียงเส้นเอ็นเส้นหนึ่งที่ขึงไว้ระหว่างก้อนหินสองก้อน นิ่งสนิทจนดูราวกับไม่มีน้ำหนักใดกดลงบนมันเลยสักนิด ใบหน้าปิดด้วยหน้ากากเหล็ก ชุดดำสนิท หมวกไม้ไผ่สีดำปิดทับจนไม่มีเส้นผมหรือผิวหนังให้เห็นแม้แต่ส่วนเดียว

    ร่างนั้นกวาดสายตาลงมาที่ขบวนรถม้าข้างล่าง ช้าๆ จากคันหน้าไปคันหลัง อย่างมีลำดับ ไม่ได้มองเพื่อดู หากมองเพื่อหาบางอย่างโดยเฉพาะ

    หลินเย่ไม่ขยับ

    ในหัวคำนวณทันที ช่องเขาแคบเกินไปสำหรับการรับมือหากเกิดการปะทะ ไม่มีที่ถอย รถม้าที่เรียงกันอยู่จะกลายเป็นภาระ หากตะโกนเรียกตอนนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นอาจเลวร้ายกว่าการเงียบ เขานั่งกลับลงไปที่เดิม เงยขึ้นไปหาร่างบนผาอีกครั้ง

    ร่างนั้นยังกวาดมองอยู่ ผ่านรถม้าแต่ละคัน หยุดนานกว่าปกติที่คันกลาง ไม่หยุดนิ่ง ยังเลื่อนต่อ จนมาถึงคันสุดท้าย

    สายตาสองคู่ปะทะกัน

    หลินเย่ไม่หลบ ร่างบนผานั้นก็ไม่หลบ

    อากาศในช่องเขาหนักขึ้นในจุดนั้น ความกดดันที่ไหลออกมาจากสายตาคู่นั้นไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่การข่มขู่ มันเย็นกว่านั้น เป็นการประเมินของคนที่ไม่ได้มองมนุษย์ หากกำลังมองว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นประโยชน์หรือไม่ เขารับรู้ถึงมันได้ในทุกส่วนของร่างกาย ทว่าไม่ขยับ

    เป็นเวลาที่ยาวกว่าที่ควรจะเป็น จากนั้นร่างบนผาก็ขยับเล็กน้อย หัวก้มลง อาจเป็นการพยักหน้าหรืออาจไม่ใช่ก็ได้ ชายเสื้อสีดำที่ปิดร่างมิดชิดสะบัดออกในลมช่องเขา แล้วร่างนั้นก็หายไปในความมืดของหน้าผา เงียบและไม่มีเสียง

    หลินเย่ถอนหายใจออก เหงื่อเย็นซึมอยู่ที่หลังมือ เขาเปิดฝ่ามือดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกำลงไป

    ไม่มีผู้ใดเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น คนขับม้าจดจ่ออยู่กับเส้นทางแคบ เด็กในรถไม่มีผู้ใดแหงนมอง ร่างนั้นปิดตัวตนจนสัมผัสพลังไม่ได้ หรือไม่เช่นนั้นทุกคนก็ยุ่งกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าจนไม่ทันสังเกต

    เจ้าของมีดสีดำ

    เขาคิดในหัว อาจใช่ อาจไม่ใช่ ทว่าหากใช่ แปลว่าคนนั้นมาตรวจดูว่าสิ่งที่ต้องการยังอยู่หรือไม่ มาดูว่าเป้าหมายยังอยู่ในขบวนหรือไม่ และเมื่อไม่พบสิ่งที่ต้องการ ก็เลือกที่จะจากไป

    ลมพุ่งเข้ามาก่อน เย็น สะอาด และพาไอแดดมาด้วย ต่างจากอากาศอับชื้นของช่องเขาอย่างสิ้นเชิง ราวกับโลกสองใบที่มีเส้นแบ่งอยู่ตรงนั้นอย่างไรอย่างนั้น เขาหรี่ตาเมื่อแสงสว่างวาบเข้าปะทะ

    รถม้าเคลื่อนพ้นปากช่องออกสู่พื้นที่โล่งบนหน้าผาสูง และในชั่วขณะนั้นเอง โลกทั้งใบก็ขยายออกไปจนสุดลูกหูลูกตา

    เมืองฟางหรงตั้งอยู่เบื้องล่าง

    จากจุดสูงนี้มันไม่ได้ดูเหมือนเมือง มันดูเหมือนทะเลของอาคารหยกที่ไม่มีจุดจบ กำแพงเมืองชั้นนอกสีเทาเข้มโอบล้อมพื้นที่ที่กว้างจนขอบไม่ชัดเจนในระยะไกล

    ยิ่งมองลึกเข้าไปข้างใน สิ่งก่อสร้างก็ยิ่งสูงและวิจิตรขึ้นเรื่อยๆ อาคารทรงหอคอยนับพันหลังพุ่งขึ้นเสียดชั้นเมฆ บางหลังมีแสงสะท้อนจากกระจกอาคมวูบวาบเป็นจุดแสงที่ไม่หยุดนิ่ง

    ที่ใจกลางเมืองมีปราสาทลอยฟ้าสามแห่งเชื่อมต่อกันด้วยสะพานสีทองที่ดูราวกับเส้นด้ายในระยะไกล ลอยตัวอยู่เหนือยอดสิ่งก่อสร้างทั้งหมด ท่ามกลางหมู่เมฆสีขาวที่วนเวียนอยู่รอบฐาน

    แม่น้ำสายหลักที่ตัดผ่านเมืองส่องประกายสีเงินแม้จากระยะไกลขนาดนี้ เรือขนส่งนับไม่ถ้วนเคลื่อนที่อยู่บนนั้นเป็นจุดเล็กๆ ที่ไม่หยุดนิ่ง มวลปราณของเมืองแผ่ออกมาหนาแน่นจนสัมผัสได้แม้จะยังไปไม่ถึง

    "นั่นน่ะหรือ ฟางหรง"

    เสียงพึมพำของเด็กสักคนดังขึ้นจากรถม้าคันข้างๆ ก้องอยู่ในความเงียบของกลุ่มที่ตกตะลึง ที่หน้าขบวน หลินตงไม่ได้มองไปที่ปราสาทลอยฟ้าเลยสักครั้ง สายตาของนางไล่อยู่ตามแนวกำแพงชั้นนอกและประตูเมืองทีละบาน

    หลินเย่มองลงไปที่เมืองนั้นโดยไม่พูดอะไร เมืองที่ใหญ่กว่าทุกอย่างที่เคยเห็น เมืองที่ตระกูลหลินส่งคนมาแข่งเพื่อโอกาส

    เขามองไปที่ปราสาทลอยฟ้าสามแห่งที่ใจกลางเมือง รถม้าเริ่มเคลื่อนลงจากหน้าผา มุ่งหน้าเข้าหาเมืองที่กำลังรอรับพวกเขาอยู่เบื้องล่าง