บทที่ 28
ฝึกวิทยายุทธ (1)
เมิ่งอวิ๋นเสียงส่ายหน้าแล้วขยิบตาให้เขาอย่างซุกซน “ไม่ต้องหรอก ข้ามีตัวเลือกอยู่แล้ว”
อู๋ถงยืนอยู่ที่ประตูและทำใจอยู่นาน ราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังจะเข้าไปในห้องของไท่จื่อเฟย แต่เป็ถ้ำของปีศาจร้าย เมื่อเขาคิดอยากจะหนีไป เสียงของไท่จื่อเฟย เมิ่งอวิ๋นเสียงก็ดังขึ้น
“เข้ามาสิ เ้าหนีไม่พ้นหรอก” เมื่อได้ยินดังนั้น อู๋ถงก็อยากจะร้องไห้
“ถวายบังคมไท่จื่อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”
ชายผู้คุกเข่าตรงหน้านางสวมชุดสีดำรัดรูป ผมของเขาเกล้าเป็มวยสูง ผิวสีข้าวสาลีของเขาแสดงถึงสุขภาพที่ดี การแสดงออกที่เกร็งและประหม่าของเขา แสดงให้เห็นว่าเขาตึงเครียดตลอดเวลา
หลังจากที่เมิ่งอวิ๋นเสียงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว นางก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ไม่เลว ไม่เลว นี่คือคนที่ข้ากำลังมองหา
“ฮ่าฮ่า... อาจารย์โปรดลุกขึ้นเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อู๋ถงที่ลุกขึ้นครึ่งตัวแล้วก็ชะงักและคุกเข่าลงอีกครั้ง
“ไท่จื่อเฟย หากท่านโกรธเพราะข้าน้อยโยนท่านเข้าโรงเก็บฟืนครั้งล่าสุด ข้าน้อยก็ยินดีรับโทษด้วยความตาย แต่อย่าทรมานข้าน้อยเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อพูดจบอู๋ถงก็หน้าซีด เหงื่อบางผุดขึ้นเต็มใบหน้าของเขา
เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่สนใจ และดึงเสื้อคลุมขนสัตว์บนกายนาง “ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้าดูเหมือนคนเ้าคิดเ้าแค้นอย่างนั้นหรือ? ข้าลืมเื่นั้นไปจนหมดสิ้นแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชิงหลัวและไป๋เฉาก็มองหน้ากัน วันนั้นนางพูดทั้งวันว่าจะรื้อโรงเก็บฟืนทิ้ง
“วันนี้เปิ่นกง้าจะถามเ้าอย่างหนึ่ง”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าน้อยเต็มใจบุกน้ำลุยไฟ” ตราบใดที่เขาไม่ได้ถูกทรมานจนถึงตาย เขาก็รู้สึกซาบซึ้งในพระคุณแล้ว แต่หลังจากพูดเช่นนั้นออกไปแล้ว เขาก็ต้องเสียใจในทันที
“ดีมาก ข้าชอบความเต็มใจของเ้า อู๋ถง เ้าต้องสอนวิทยายุทธให้ข้า!” เมิ่งอวิ๋นเสียงมองเขาด้วยความโล่งใจยิ่งนัก
ไท่จื่อเฟย เหตุใดท่านไม่ให้ข้าน้อยไปบุกน้ำลุยไฟเล่า ไท่จื่อเฟยผู้สง่างามจะฝึกวิทยายุทธ เพียงพูดเช่นนี้ก็เป็การทำให้ไท่จื่อเสียพระพักตร์แล้วไม่ใช่หรือ?
“นั่น... หวังว่าไท่จื่อเฟยจะประทานอภัยให้ข้าน้อย ข้าน้อยทำไม่ได้จริง ๆ ไท่จื่อจะ...”
เมิ่งอวิ๋นเสียงอยากจะทุบหัวทุกคนในตำหนักบูรพาเสียจริง ดูเหมือนคำว่าไท่จื่อจะถูกจารึกไว้ในสมองของพวกเขา หันซ้ายก็ไท่จื่อ หันขวาก็ไท่จื่อ คิดแล้วก็รำคาญใจยิ่งนัก
“ข้าจะพูดกับไท่จื่อเอง เ้ามีหน้าที่แค่สอนข้าเท่านั้น ดูข้าสิ ตอนนี้ข้าอ่อนแอและเจ็บป่วย เ้าอยากให้ไท่จื่อของเ้าเป็พ่อหม้ายั้แ่อายุยังน้อยหรือ?”
“......”
เมิ่งอวิ๋นเสียงพูดโน้มน้าวด้วยความอุตสาหะ หลังจากผ่านไปสองสามชั่วโมง ในที่สุดนางก็สามารถเกลี้ยกล่อมไม้แห้งท่อนนี้ได้
ทันทีที่อู๋ถงจากไป ชิงหลัวก็ก้าวเข้ามาอย่างไม่พอใจ “ไท่จื่อเฟย เหตุใดท่านต้องให้เ้าไม้แห้งนั่นสอนท่านเล่าเพคะ? ให้หวงจื่อลำดับที่หกส่งคนมาช่วยสอนท่านไม่ดีกว่าหรือเพคะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็ส่ายหน้าและพูดเสียงเบาว่า “อำนาจทางการเมืองนั้นสำคัญ คนนอกไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในตำหนัก แม้มองอย่างผิวเผินจะดูเหมือนว่าไท่จื่อและ หวงจื่อลำดับที่หกมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาเกิดมาในราชวงศ์ และความเคลือบแคลงย่อมเกิดขึ้นในใจของพวกเขาได้เสมอ หากปล่อยให้คนของอาฮวาเข้ามา ไท่จื่อ ย่อมเกิดความเคลือบแคลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
หลังจากฟังคำอธิบายแล้ว ชิงหลัวก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ไม่น่าแปลกใจที่วันนี้ไท่จื่อเฟยปฏิเสธความกรุณาของหวงจื่อลำดับที่หก แท้จริงแล้วก็เป็เพราะเหตุผลที่ลึกซึ้งเช่นนี้นี่เอง
แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเมิ่งอวิ๋นเสียงที่ยังคงสูดน้ำมูกพลางครุ่นคิด ไท่จื่อเฟย ดูเหมือนว่าท่านจะมีบางอย่างเปลี่ยนไปจริง ๆ
เมิ่งอวิ๋นเสียงยังคงพูดกับตัวเองว่า “ยิ่งไปกว่านั้นคืออู๋ถงนั้นหน่วยก้านดีจริง ๆ คงไม่เข้มงวดมากเกินไป เปิ่นกงเรียนด้วยแล้วน่าจะมีความสุข ฉะนั้นอาจารย์แบบนี้ เปิ่นกงยอมรับ”