สำนักเทพอัสนีย์ภายนอกพระราชวังอัสนีดารา เป็นสำนักขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการฝึกฝนอย่างเข้มข้น ศิษย์จากทั่วสารทิศที่มาฝึกฝนที่นี่กำลังฝึกวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังอัสนี พลังเหมันต์ และพลัง 5 ธาตุ 1 แสง อย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ
ณ ลานฝึกของสำนักเทพอัสนีย์ เสียงการฝึกฝนดังสนั่น ศิษย์หลายคนกำลังทุ่มเทฝึกฝนวิชาต่างๆ ของตนเอง
เทพเหมันต์ยืนมองดูการฝึกฝนของศิษย์ทั้งหมด ดวงตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและมุ่งมั่น "ข้ายินดีที่เห็นพวกเจ้าทุกคนพยายามพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ พวกเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักเทพอัสนีย์ ข้าคาดหวังให้พวกเจ้าสำเร็จเป็นเทพแท้ และข้าเชื่อว่าพวกเจ้าทำได้"
เสียงศิษย์หลายคนตอบรับด้วยความกระตือรือร้นและตั้งใจที่จะพัฒนาไปให้ถึงระดับเทพแท้
เทพพิรุณเดินเข้ามาใกล้เทพเหมันต์ พูดขึ้นด้วยเสียงเคร่งขรึมแต่นุ่มนวล "เจ้ารู้ไหมดูเหมือนศิษย์ของเราจะพัฒนาขึ้นมาก เห็นได้ชัดว่าศิษย์หลายคนใกล้จะสำเร็จเป็นเทพแท้แล้ว ข้าภูมิใจในพวกเขา"
เทพเหมันต์ยิ้มและพยักหน้า "ข้าก็ภูมิใจในพวกเขามากเช่นกัน อาจารย์ พวกเขามีความมุ่งมั่นและพยายามที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง พวกเราทั้งสองได้ทุ่มเทสอนพวกเขาอย่างเต็มที่ และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจมาก"
เทพพิรุณมองดูศิษย์ที่ฝึกฝนด้วยความมุ่งมั่น "ข้าได้บอกให้พวกเขาไม่ประกาศตัวออกไปว่าตนเองเป็นเทพแท้ แม้ว่าจะมีมากกว่าศิษย์จากตำหนักอื่นๆ ก็ตาม มันเป็นเรื่องที่ควรรู้กันภายในเท่านั้น เพราะข้าอยากให้พวกเขามีความถ่อมตนและมีวินัย"
เทพเหมันต์ยิ้มและพยักหน้าเห็นด้วย "ข้าก็เห็นด้วย การฝึกฝนในสำนักเทพอัสนีย์นั้นยากและเข้มข้น แต่พวกเรามีฝีมือในการสอนและความรู้ที่แตกต่างจากตำหนักอื่นๆ ทำให้ศิษย์ของเรามีโอกาสสำเร็จเป็นเทพแท้ได้มากกว่าศิษย์ทุกตำหนักรวมกันเสียอีก พวกเขาควรภูมิใจในตนเอง"
เทพพิรุณหัวเราะเบาๆ “ข้าว่าตำหนักแสงของเทพีแห่งแสงไม่น่าจะแข่งขันกับสำนักเทพอัสนีย์ของเราได้เลยนะ ศิษย์ของพวกเราได้รับการฝึกฝนทั้ง พลังอัสนี พลังเหมันต์ และพลังรัศมี ซึ่งเป็นพลังสูงสุดของพิภพนี้ แต่ข้าไม่พูดออกไปหรอก เดี๋ยวศิษย์ตำหนักแสงจะขาดกำลังใจ ยิ่งเป็นตำหนักใหม่ พวกเราก็ควรส่งเสริมพวกเขา"
เทพเหมันต์ยิ้มและพยักหน้า “อาจารย์ ท่านพูดถูก เราควรให้กำลังใจแก่พวกเขา การที่ตำหนักแสงเป็นตำหนักใหม่ พวกเขายังต้องการเวลาพัฒนา แต่ข้าเชื่อว่าเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น พวกเขาจะสามารถเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งได้"
เทพพิรุณมองไปยังศิษย์ที่กำลังฝึกฝนอยู่ไกลๆ "ข้าคิดว่าเมื่อถึงเดือนหน้า การประลองระหว่างศิษย์ของสำนักเทพอัสนีย์กับศิษย์จาก 5 ตำหนักจะเป็นที่น่าตื่นตา ตื่นใจ ข้าหวังว่าพวกเขาจะได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง"
เทพเหมันต์มองไปที่ศิษย์ทั้งหมดและยิ้มอย่างอบอุ่น "ใช่แล้ว เดือนหน้าเมื่อถึงวันประลอง พวกเราจะได้รู้กันว่าใครเก่งกว่ากัน ทั้งอาจารย์และข้าคงได้แต่ตั้งตารอที่จะเห็นว่าศิษย์ของเราจะทำได้ดีเพียงใด"
ศิษย์ทั้งหมดได้ยินบทสนทนานี้และรู้สึกมีกำลังใจเพิ่มขึ้น พวกเขายิ่งมุ่งมั่นฝึกฝนและเตรียมพร้อมสำหรับการประลองที่กำลังจะมาถึง เทพเหมันต์และเทพพิรุณยืนเคียงข้างกัน มองดูศิษย์ที่กำลังทุ่มเทฝึกฝน บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น
2 สัปดาห์ผ่านไป ณ ห้องประชุมหมู่ตึกเบญจธาตุในสำนักเทพอัสนีย์ บรรยากาศเคร่งขรึมเต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น มีตัวแทนจากสำนักเทพอัสนีย์ และ 5 ตำหนักเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการประลองที่จะเกิดขึ้น
เทพอัสนีย์ยืนขึ้นจากบัลลังก์ทองคำที่ประดับด้วยแก้วผลึก "ข้าขอขอบคุณตัวแทนทุกท่านที่มาร่วมประชุมในวันนี้ การประลองระหว่างสำนักเทพอัสนีย์และ 5 ตำหนักใกล้จะมาถึงแล้ว ข้าได้เรียกพวกท่านมาประชุมเพื่อเตรียมการให้พร้อมสมบูรณ์ที่สุด"
เทพเหมันต์พยักหน้าอย่างเคารพ "เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ข้าได้มาเป็นตัวแทนของสำนักเทพอัสนีย์ ข้าพร้อมที่จะรับหน้าที่จัดการเตรียมงาน เพื่อให้การประลองนี้เป็นไปอย่างยุติธรรมและท้าทายสำหรับทุกตำหนัก"
องค์หญิงภูติแสดงสีหน้าจริงจัง "ตำหนักลมของข้าเตรียมตัวอย่างเต็มที่เพื่อการแข่งขันครั้งนี้ หวังว่าทุกฝ่ายจะพร้อมเช่นกัน"
เทวีอัคนีกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่แน่วแน่ "ตำหนักไฟของข้าก็ไม่แพ้ใครเช่นกัน การประลองครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับศิษย์ทุกคนในการแสดงศักยภาพของตนเอง"
ปราชญ์ดรุณีกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ข้าหวังว่าศิษย์ของตำหนักดินจะได้ประสบการณ์และความรู้จากการประลองครั้งนี้อย่างมาก"
เทพวารีกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ตำหนักน้ำของข้าก็พร้อมแล้ว ศิษย์ทุกคนตื่นเต้นและมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตนเอง"
ภัทรายิ้มเบาๆ ด้วยความสงบ "ตำหนักแสงเป็นตำหนักใหม่ ศิษย์ของเรายังต้องการประสบการณ์ ข้าเชื่อว่าการประลองครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ของพวกเขา"
เทพอัสนีย์ยิ้มอย่างพอใจ "ดีมาก ข้าเห็นด้วยกับพวกท่านทุกคน ข้าตัดสินใจให้สำนักเทพอัสนีย์เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ เพื่อแสดงความเป็นกลางและให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าจะไม่มีการลำเอียง"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
เทพอัสนีย์ "การประลองครั้งนี้จะมีรางวัลสำหรับศิษย์ที่ทำผลงานได้ดี อันดับ 1-6 จะได้รับสิทธิ์เข้าไปฝึกในหุบเขาอัสนีเทวะเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม เพื่อพัฒนาความสามารถของตนเองต่อไป และสำหรับอันดับ 1-3 นั้น ข้าจะมอบโอกาสในการสร้างเป็นมหาเทพ ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุด ผู้ที่ได้อันดับ 1 ข้าจะรับเป็นศิษย์สายตรงเพื่อศึกษาวิชาเทพอัสนีย์"
เสียงฮือฮาดังขึ้นในห้องประชุม ทุกคนตื่นเต้นกับรางวัลที่ได้ประกาศออกมา
เทพเหมันต์กล่าวเพิ่มเติม "ข้าจะแจ้งให้ศิษย์ของสำนักเทพอัสนีย์ทราบเกี่ยวกับรายละเอียดและกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด"
องค์หญิงภูติยิ้มและพยักหน้า "เช่นเดียวกับตำหนักลม ข้าจะไปบอกศิษย์ของข้าให้เตรียมตัวเต็มที่"
เทวีอัคนีเสริมด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น "ข้าก็เช่นกัน ตำหนักไฟจะทำให้ดีที่สุด"
เทพอัสนีย์สรุปด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ "ข้าเชื่อว่าการประลองครั้งนี้จะเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงพลังและความมุ่งมั่นของศิษย์ทุกคน ขอให้พวกเจ้าคัดเลือกศิษย์ที่มีฝีมือมากที่สุด สำนักหรือตำหนักละ 2 คน เข้าแข่งขันในครั้งนี้ และแจ้งข่าวนี้ให้ศิษย์ของตนทราบ และขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม ข้ารอคอยที่จะได้เห็นความสามารถของพวกเขา"
ตัวแทนจากตำหนักต่างๆ พยักหน้ารับและแยกย้ายกันออกจากห้องประชุมไปแจ้งข่าวให้ศิษย์ของตนเองทราบ เทพอัสนีย์ยืนอยู่กลางห้องประชุมมองตามตัวแทนตำหนักต่างๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความมุ่งมั่น
ในที่สุดวันประลองก็มาถึง ณ ลานประลองอันกว้างใหญ่ มีผู้ชมมากมายเข้ามาชมการต่อสู้ของศิษย์แต่ละตำหนักกับสำนักเทพอัสนีย์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงเชียร์ ผู้ชมทุกคนยืนล้อมรอบสนามประลอง ตัวแทนศิษย์ของแต่ละตำหนักและสำนักพร้อมแล้วสำหรับการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้น
เทพอัสนีย์ประกาศด้วยเสียงก้องกังวาน "วันนี้เป็นวันแห่งการประลองระหว่างศิษย์ของสำนักเทพอัสนีย์และ 5 ตำหนัก เพื่อแสดงความสามารถและความกล้าหาญของพวกเขา ทุกคนจะได้เห็นพลังที่แท้จริงของศิษย์แต่ละฝ่าย การประลองรอบแรกนี้จะเป็นการสู้แบบทีม ทีมละ 2 คน ศิษย์จากแต่ละฝ่ายที่ได้ผ่านการคัดเลือกมาเป็นตัวแทนของสำนักหรือตำหนักของตนจะต้องมาจับสลากเพื่อประลองกับตัวแทน 2 คนจากสำนักหรือตำหนักอื่น ขอให้ทุกคนแสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่"
เสียงเชียร์และเสียงปรบมือดังกระหึ่มขึ้นทั่วทั้งลานประลอง
เทพเหมันต์ประกาศเสริม "การจับสลากผลออกมาแล้ว สำหรับรอบแรกนั้น สำนักเทพอัสนีย์จะพบกับตำหนักไฟ ตำหนักแสงพบกับตำหนักดิน และตำหนักน้ำพบกับตำหนักลม ขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม"
ศิษย์ตัวแทนของแต่ละตำหนักและสำนักยืนเตรียมพร้อมที่จะขึ้นสู่สนามรบ
สำนักเทพอัสนีย์ vs. ตำหนักไฟ
ศิษย์ตัวแทนจากสำนักเทพอัสนีย์และตำหนักไฟขึ้นมายืนประจันหน้ากันที่สนามประลอง
เทพอัสนีย์ “เริ่มการประลองได้”
เสียงกลองดังขึ้น ศิษย์จากทั้งสองฝ่ายเริ่มโจมตีกันด้วยพลังอัสนีและอัคคี สายฟ้าฟาดและเปลวเพลิงปะทะกันกลางอากาศ การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดและเร้าใจ
สุดท้าย ศิษย์จากสำนักเทพอัสนีย์ใช้การประสานงานที่เหนือกว่าเอาชนะศิษย์จากตำหนักไฟได้อย่างสวยงาม
ผู้ประกาศ “ผู้ชนะในรอบนี้คือ สำนักเทพอัสนีย์!”
เสียงเชียร์ดังขึ้นจากผู้ชมและศิษย์ของสำนักเทพอัสนีย์
ตำหนักแสง vs. ตำหนักดิน
ศิษย์ตัวแทนจากตำหนักแสงและตำหนักดินขึ้นมายืนประจันหน้ากันที่สนามประลอง
เทพอัสนีย์ "เริ่มการประลองได้"
การต่อสู้เริ่มขึ้น ศิษย์จากตำหนักแสงใช้พลังรัศมีในการโจมตีที่แม่นยำและรวดเร็ว ส่วนศิษย์จากตำหนักดินเน้นการป้องกันและการโจมตีที่หนักแน่น การต่อสู้ยาวนานไปด้วยความตึงเครียด แต่ด้วยความคล่องตัวและกลยุทธ์ที่ดีกว่า ศิษย์จากตำหนักแสงสามารถเอาชนะศิษย์จากตำหนักดินได้
ผู้ประกาศ “ผู้ชนะในรอบนี้คือ ตำหนักแสง!”
เสียงเชียร์ดังขึ้นจากผู้ชมและศิษย์ของตำหนักแสง
ตำหนักน้ำ vs. ตำหนักลม
ศิษย์ตัวแทนจากตำหนักน้ำและตำหนักลมขึ้นมายืนประจันหน้ากันที่สนามประลอง
เทพอัสนีย์ "เริ่มการประลองได้"
การต่อสู้ระหว่างพลังน้ำและลมเป็นไปอย่างรุนแรงและเร็ว ศิษย์จากตำหนักลมใช้ความคล่องแคล่วและความเร็วในการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ส่วนศิษย์จากตำหนักน้ำพยายามคงความสมดุลและป้องกันตัว การต่อสู้เป็นไปอย่างสูสี แต่สุดท้ายศิษย์จากตำหนักลมสามารถใช้กลยุทธ์ที่แยบยลเอาชนะศิษย์จากตำหนักน้ำได้"
ผู้ประกาศ “ผู้ชนะในรอบนี้คือ ตำหนักลม”
เสียงเชียร์ดังขึ้นจากผู้ชมและศิษย์ของตำหนักลม
ศิษย์ที่ชนะจากสำนักอัสนี ตำหนักแสง และตำหนักลม รวม 6 คน ยืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเชียร์และความยินดีของผู้ชม
เทพอัสนีย์ยิ้มพอใจ "ผู้ชนะทั้ง 6 คนนี้จะได้รับสิทธิ์เข้าไปฝึกในหุบเขาอัสนีเทวะเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตนเองให้ถึงขีดสุด ขอแสดงความยินดีกับพวกเจ้าทุกคน"
เสียงเชียร์และเสียงปรบมือดังขึ้นทั่วลานประลอง ผู้ชนะยิ้มและโค้งคำนับ
เทพอัสนีย์ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ “การประลองรอบที่สองจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ จะเป็นการประลองเดี่ยวโดยจับสลากพบกัน ใครแพ้คัดออก
วันรุ่งขึ้น ณ ลานประลอง สำนักเทพอัสนีย์
ลานประลองอันกว้างใหญ่ ประดับประดาด้วยธงและสัญลักษณ์ของสำนักเทพอัสนีย์ บนเวทีประลองที่ประดับด้วยหินอ่อนขาวงดงาม กลุ่มผู้ชมเต็มลานประลองเสียงเชียร์ดังก้องไปทั่ว เทพเหมันต์ พระมหาชายาผู้เป็นเจ้าสำนักเทพอัสนีย์ และเทพีแห่งอากาศ ก้าวขึ้นไปสู่กลางลาน
เทพเหมันต์กล่าวด้วยเสียงอันทรงพลังและสง่างาม "ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน วันนี้เป็นวันแห่งเกียรติยศของสำนักเทพอัสนีย์ ในฐานะเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันประลองวิชา ข้าขอประกาศกติกาและรายชื่อผู้เข้าแข่งขันทั้ง 6 ท่าน"
เสียงเชียร์และเสียงปรบมือก้องดังขึ้นอีกครั้ง
เทพเหมันต์: "การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการประลองฝีมือระหว่างผู้มีพรสวรรค์จากสามสำนักใหญ่ ได้แก่ สำนักเทพอัสนีย์ ตำหนักแสง และตำหนักลม ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 6 ท่านมีดังนี้:"
เทพเหมันต์เงียบไปครู่หนึ่ง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้น
เทพเหมันต์ "จากสำนักเทพอัสนีย์ของเรา - เทพเบญจา ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเทพอัสนีย์ สตรีผู้มีความงามและพลังล้ำเลิศ อายุ 18 ปี ขั้นจอมเทพ ระดับ 10"
เทพเบญจาก้าวขึ้นมาอย่างสง่างาม เสียงเชียร์จากฝูงชมดังขึ้นอย่างกึกก้อง
เทพเหมันต์ "และเทพธันวา ชายหนุ่มผู้มีความอ่อนโยนแต่แข็งแกร่ง อายุ 15 ปี ขั้นจอมเทพ ระดับ 6"
เทพธันวาก้าวขึ้นมาข้างเทพเบญจา ยิ้มแย้มอย่างมั่นใจ
เทพเหมันต์ "จากตำหนักแสง - เทพจักรา ชายหนุ่มอายุ 20 ปี ผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักแสง ขั้นจอมเทพ ระดับ 8"
เทพจักราก้าวขึ้นมาด้วยท่าทางที่สุขุมและมั่นคง
เทพเหมันต์ "และเทพชนะภพ ชายหนุ่มผู้มีพลังและความเด็ดเดี่ยว อายุ 18 ปี ขั้นจอมเทพ ระดับ 4
เทพชนะภพก้าวขึ้นมาอย่างทรงพลัง ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้ชม
เทพเหมันต์ "และสุดท้ายจากตำหนักลม - เทพเกสร สตรีผู้เลอโฉมและแกร่งกล้า อายุ 18 ปี ผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักลม ขั้นจอมเทพ ระดับ 7"
เทพเกสรก้าวขึ้นมาด้วยความมั่นใจ มีรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า
เทพเหมันต์ "และเทพนารา สตรีผู้มีความสดใสและเปี่ยมด้วยพลัง อายุ 14 ปี ขั้นจอมเทพ ระดับ 3"
เทพนาราก้าวขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่อบอุ่น
เมื่อผู้เข้าแข่งขันทุกคนยืนเรียงกันบนลานประลอง เทพเหมันต์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
เทพเหมันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง "บัดนี้ ข้าจะเริ่มทำการจับสลากเพื่อกำหนดคู่ประลองในวันนี้ ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อม"
เทพเหมันต์ยื่นมือเข้าไปในภาชนะทึบแสง พลันหยิบรายชื่อแรกออกมาแล้วหงายขึ้นให้ทุกคนเห็น
เทพเหมันต์ "เทพเบญจา ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเทพอัสนีย์ของเรา จะเข้าประลองกับ...
เทพเหมันต์หยิบรายชื่อที่สองออกมา พร้อมเสียงของผู้ชมที่เงียบลงอย่างใจจดใจจ่อ
เทพเหมันต์: "เทพนารา สตรีผู้สดใสจากตำหนักลม อายุ 14 ปี ขั้นจอมเทพ ระดับ 3"
เสียงโห่ร้องจากฝูงชนดังก้องทั่วลานเมื่อได้ยินชื่อของเทพเบญจาและเทพนารา ซึ่งเป็นคู่แรกในการประลอง
เทพเบญจาและเทพนารามองหน้ากันอย่างแน่วแน่และยิ้มเล็กน้อย ทั้งสองยืนอยู่ตรงกลางเวที มุ่งมั่นที่จะแสดงฝีมือที่ดีที่สุด
เทพเหมันต์หันกลับไปยังภาชนะทึบแสงอีกครั้ง หยิบรายชื่อสองรายชื่อถัดมา "เทพธันวา ชายหนุ่มผู้มีพลังแห่งแสง อายุ 15 ปี ขั้นจอมเทพ ระดับ 6 จากสำนักเทพอัสนีย์ จะเข้าประลองกับ..."
เงียบไปชั่วขณะก่อนประกาศชื่อถัดไป
เทพเหมันต์ "เทพจักรา ชายผู้มีพลังเปี่ยมล้นจากตำหนักแสง อายุ 20 ปี ขั้นจอมเทพ ระดับ 8 ผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ตำหนักแสง"
เทพธันวายืนตัวตรง สบตากับเทพจักราที่ตอบกลับด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง แม้ในใจของทั้งคู่จะตื่นเต้นกับการประลองที่กำลังจะมาถึง
เสียงเชียร์จากฝูงชนดังกระหึ่ม เมื่อได้ยินคู่ประลองที่เต็มไปด้วยพลังและศักยภาพนี้
เทพเหมันต์ประกาศด้วยความมุ่งมั่น "และคู่สุดท้ายในการประลองรอบนี้..."
เทพเหมันต์หยิบรายชื่อสุดท้ายสองใบขึ้นมาแล้วอ่านออกมาอย่างชัดเจน
เทพเหมันต์ "เทพชนะภพ ชายหนุ่มผู้มีพลังอันแข็งแกร่ง อายุ 18 ปี ขั้นจอมเทพ ระดับ 4 จากตำหนักแสง จะเข้าประลองกับ... เทพเกสร สตรีผู้แกร่งกล้าและเปี่ยมด้วยพลัง อายุ 18 ปี ขั้นจอมเทพ ระดับ 7 จากตำหนักลม"
เสียงเชียร์และเสียงปรบมือดังกึกก้องอีกครั้ง ขณะที่เทพชนะภพและเทพเกสรหันหน้ามาสบตากันอย่างตั้งใจ ทั้งสองเตรียมตัวอย่างเต็มที่เพื่อการประลองนี้
เทพเหมันต์ "การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการประลองที่แสดงถึงความแข็งแกร่งและทักษะของแต่ละสำนัก ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทุกท่านใช้ความสามารถของตนให้เต็มที่ และขอให้ความดีจงสถิตอยู่กับทุกท่าน"
เสียงดนตรีบรรเลงขึ้น เสียงกลองดังก้องกังวาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง ขณะที่ผู้ชมทุกคนรอคอยการประลองที่จะเริ่มขึ้นในไม่ช้า… เทพเหมันต์ยืนอยู่กลางเวทีและเริ่มประกาศ