บทที่ 17
แทนตัวเองว่าเปิ่นกง
เมิ่งอวิ๋นเสียงที่กำลังสบายเพราะการนวดน่องอยู่ทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อย “สำหรับการบรรเทาความปวดเมื่อยให้เ้านาย เ้ายังบอกข้าว่าเป็การเสียมารยาทอีกหรือ?”
นางข้าหลวงาุโอวี่ประสานมืออย่างนอบน้อมแล้วตอบว่า “โปรดให้อภัยข้าน้อยด้วยเพคะ ในวังมีขนบธรรมเนียมมากมาย ไม่ว่าจะนั่งหรือยืน คนรับใช้ก็จะต้องให้เกียรติและนอบน้อมเสมอ ส่วนเ้านายก็จะต้องวางตัวให้สง่างามและเหมาะสม ช่างเ็ปนักเมื่อเห็นว่าไท่จื่อเฟยปฏิบัติเช่นนี้เพคะ”
เมิ่งอวิ๋นเสียงแสดงสีหน้าไม่พอใจ นางเหลือบมองหญิงชราแล้วพึมพำว่า “ก็ข้าไม่ได้อยู่ในวังนี่นา”
“ไท่จื่อเฟยทำผิดอีกแล้ว ท่านต้องเรียกแทนตัวเองว่าเปิ่นกงนะเพคะ”
เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่มีทางเลือก ในสมัยโบราณนั้นลำดับชั้นถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน และแม้แต่การใช้สรรพนามเรียกแทนตัวเองก็ยังต้องจำแนกเป็ระดับสูงและระดับต่ำ มันช่างยุ่งยากเสียจริง
แต่ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาขึ้นอีก
“ไท่จื่อเฟยเป็หัวหน้าวังหลังของไท่จื่อ ทุกคำพูดและการกระทำล้วนต้องเป็ไปตามแบบแผนของราชวงศ์ ในอนาคตท่านก็จะต้องเข้าไปในวังพร้อมกับไท่จื่อ จึงต้องเรียนรู้มารยาทในราชสำนักเอาไว้นะเพคะ”
คำพูดของนางเต็มไปด้วยความจริง คำพูดมีความลึกซึ้งเสียจนทำให้เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่สามารถโต้แย้งได้
นางจึงต้องติดตามไปเรียนรู้มารยาทหนึ่งวัน และเพิ่งจะได้เรียนรู้ท่านั่งที่ถูกต้อง
นางข้าหลวงาุโอวี่สั่งให้คนนำเก้าอี้ไต้ซือมา ก่อนจะชี้ไปที่เก้าอี้เพื่อเชิญเมิ่งอวิ๋นเสียงให้นั่งลง
เมิ่งอวิ๋นเสียงเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่กล้าที่จะประมาทเหมือนยามปกติ นางตั้งใจก้าวเท้าเดินไปด้วยท่าย่างดอกบัวแล้วนั่งลงอย่างแช่มช้า ก่อนจะฉีกยิ้มให้นางข้าหลวงาุโอวี่
นางข้าหลวงาุโอวี่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าของนางดูเป็ปกติ ทันใดนั้นนางก็ดึงไม้เรียวออกมาจากด้านหลัง แล้วตีไปที่ก้นของเมิ่งอวิ๋นเสียง
เมิ่งอวิ๋นเสียงทำหน้าเหยเกด้วยความเ็ปและะโขึ้น ขณะที่นางกำลังจะโจมตีกลับ นางข้าหลวงาุโอวี่ก็รีบก้มศีรษะแล้วพูดว่า “ไท่จื่อเฟยโปรดอภัยด้วยเพคะ ั้แ่ข้าน้อยเข้าวังก็ได้อบรมสั่งสอนเหล่าสตรีในวังให้เรียนรู้มารยาท นอกจากสาวงามที่เข้ามาในวังแล้ว ยังมีองค์หญิงและนางสนมอีกมากมาย ซึ่งทุกคนต่างได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพคะ”
“ก็ได้ ก็ได้!” เมิ่งอวิ๋นเสียงยอมรับและถามด้วยอารมณ์บูดบึ้ง “นางข้าหลวงาุโอวี่ ข้า เอ้ย เปิ่นกงนั่งเช่นนี้แล้วจะเป็อะไรไป?” นางท่องคำว่า “เปิ่นกง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย
นางข้าหลวงาุโอวี่ไม่เห็นด้วย นางชี้ไปที่เก้าอี้ไต้ซือแล้วพูดว่า “โดยปกติแล้วเมื่อท่านเสด็จไปงานเลี้ยงหรือไปเยี่ยมเยียน ท่านจะต้องนั่งบนเก้าอี้ไม้เช่นนี้ ไท่จื่อเฟยยังคงมีกิริยาไม่เหมาะสม วันนี้เราจึงต้องเรียนรู้วิธีนั่งที่ถูกต้อง เมื่อสักครู่นี้ข้าน้อยจะไม่ถือสาเพคะ”
นางพูดช้าลงเล็กน้อย “การนั่งมีความพิเศษมากเช่นกัน บั้นท้ายสามารถนั่งได้เพียงสามจุดเท่านั้น โดยให้ลำตัวเอียงไปด้านข้างเล็กน้อย หลังตั้งตรง หน้าเชิด คางกดต่ำลงเล็กน้อย ท่านไม่สามารถเงยหน้ายกยิ้มเหมือนตอนนี้ได้ หากมีคนถามคำถามท่านสามารถหันศีรษะเพียงเล็กน้อยเพื่อตอบ”
นางอธิบายยืดยาวและสาธิตด้วยตนเอง ก่อนจะให้เมิ่งอวิ๋นเสียงทำอีกครั้ง
เมิ่งอวิ๋นเสียงพยายามทำตามตัวอย่างของนาง แต่กลายเป็ว่านางนั่งบนขอบเก้าอี้ด้วยหลังที่แข็งทื่อ ศีรษะเอียงเล็กน้อยและหลบสายตา ไม่กล้ามองไปรอบ ๆ
สักพักนางก็เริ่มรู้สึกปวดคอจึงอดไม่ได้ที่จะเอียงศีรษะไปอีกด้าน แล้วถามคนที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างว่า “นางข้าหลวงาุโอวี่ เ้าแน่ใจหรือว่านั่งเช่นนี้จะไม่เป็โรคกระดูกคอเสื่อม?”
ไม่น่าแปลกใจเลยที่หญิงงามในสมัยโบราณหลายคนมักนั่งนิ่งเป็ท่อนไม้ ท่านั่งเช่นนี้ช่างดูฝืนธรรมชาติและทำลายสุขภาพอย่างยิ่ง
นางข้าหลวงาุโอวี่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับนาง นางจึงสะบัดไม้เรียวเป็คำตอบ
เมื่อไป๋เฉาส่งนางข้าหลวงาุโอวี่ออกไปแล้ว แขนขาของเมิ่งอวิ๋นเสียงก็แข็งทื่อ นางรู้สึกวิงเวียนศีรษะจึงล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้ยาวนุ่ม
ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะล้อเลียนนาง “หากนางข้าหลวงาุโอวี่เห็นไท่จื่อเฟยในตอนนี้ ไม่รู้ว่านางจะว่าอย่างไรนะเพคะ?”
“จะว่าอย่างไรเล่า!” เมิ่งอวิ๋นเสียงบ่นด้วยความหงุดหงิด “เ้าไม่เห็นหรือว่าหลังจากนั้นนางไม่พูดอะไรมากแล้ว แต่กลับเริ่มสะบัดไม้เรียวในมือ เมื่อมันส่งเสียง “ฟึ่บ” ก้นของข้าก็ยังเป็รอยอยู่เลย!”
“พรืด” ชิงหลัวอดหัวเราะออกมาไม่ได้ แล้วพูดอย่างระมัดระวัง “ไท่จื่อเฟยเป็ที่รักของนายท่าน และไม่เคยถูกควบคุมความประพฤติในจวนเสนาบดีมาก่อนเลยเพคะ”
เมื่อเข้าสู่ตำหนักบูรพา ไท่จื่อจึงไม่กล้าทำอะไรท่านมากนัก ในหัวใจของข้าน้อย ท่านสั่งลมสั่งฝนได้ ท่านมีอำนาจทุกอย่าง เหตุใดท่านจึงยอมจำนนในเงื้อมมือข้าหลวงาุโอวี่ได้เล่าเพคะ?
ก้นของนางยังคงเจ็บระบมอยู่ เมิ่งอวิ๋นเสียงจึงไม่กล้าขยับตัวมากนัก นางเหลือบมองอย่างไม่พอใจแล้วพูดว่า “ข้าคิดว่าเ้าอยากจะบอกว่าข้าเป็คนหยิ่งผยองมากกว่า!”
ชิงหลัวแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ นางก้มหน้าลงมองรองเท้าของตนอย่างจริงจัง