กิริยาของหมอจะนั่งก็ไม่ใช่ยืนก็ไม่เชิงดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใบหน้าแปลกประหลาดขึ้นทุกทีๆ
ผู้อาวุโสหยวนมู่สังเกตสีหน้าของหมออดถามเสียงเย็นไม่ได้ “มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงลังเลเช่นนี้!”
“มันไม่ควรเป็นเช่นนี้” หมอคนนั้นเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากตน“เมื่อครู่ข้าจับชีพจรคุณหนูแล้ว เห็นว่าคุณหนูจวนท่านร่างกายแข็งแรงแม้นางจะผอมแห้งเพราะขาดสารอาหารบ้าง ก็ไม่ถึงกับเป็นลมโดยไร้สาเหตุแน่ แต่...”
“พูด!”
ผู้อาวุโสหยวนมู่โกรธมากแล้วจริงๆ
ขาดสารอาหาร? ขาดสารอาหารอะไร!
จวนสกุลหยวนใหญ่เพียงนี้จะเลี้ยงเด็กสาวสุขภาพดีจนขาดสารอาหารหรือ!?
ตอนนี้สังคมสงบสุขรุ่งเรืองครอบครัวมีฐานะล้วนเหลือกินเหลือใช้ แต่จวนสกุลหยวนยังมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นนายหญิงใหญ่เป็นแม่ใหญ่ได้อย่างไรกัน?
ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้หยวนอีย่วนเป็นเด็กฉลาดแกมโกงและเจ้าเล่ห์อย่างไรก็เป็นหลานสาวที่ตนโปรดปรานมานานหลายปี
ตอนนี้เห็นนางดูเสียสติ โง่เขลาแล้วยังป่วยเกินเยียวยาเช่นนี้ ก็พลันอกสั่นขวัญหายขึ้นมา
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น! เจ้ารักษาได้ก็รักษาให้ดีหากรักษาไม่ดี ระวังข้าจะสั่งคนไปทำลายโรงหมอของเจ้าจนป่นปี้ให้หมอลวงโลกอย่างเจ้าไม่กล้าออกมาหลอกใครอีก!”
ท่านผู้อาวุโสหยวนมู่อย่างไรก็เคยโลดแล่นในราชสำนักแม้กลับบ้านเกิดเมืองนอนมาหลายปี ทว่าบนร่างก็ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายอันน่าครั่นคร้ามเมื่อเขาโกรธเกรี้ยวกะทันหัน จึงทำให้หมอชราตกใจทันที
หมอไม่กล้าเอ่ยอะไรแล้วทำเพียงโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อตรวจดูอย่างนอบน้อม
ความจริงเขาคาดเดาสถานการณ์ของหยวนอีย่วนไว้แล้ว ช่วงนี้ทั่วทั้งเมืองซูโจวก็มักมีเหตุการณ์ประมาณนี้ปรากฏขึ้นไม่น้อย
เขากลัวนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่จะสั่งคนไปพังโรงหมอของเขาจริงๆเพราะอย่างไรก็มีความเป็นไปได้ที่พวกคนมีฐานะจะกระทำเรื่องเช่นนี้ซึ่งครอบครัวร่ำรวยส่วนใหญ่ในใต้หล้าล้วนเป็นกันหมดจะมีเรื่องใดที่ทำไม่ได้กันเล่า?
ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจว่าชื่อเสียงของคุณหนูจะเสียหายหรือไม่เดินไปข้างหน้า ยกชายกระโปรงของหยวนอีย่วนเบาๆ เผยให้เห็นเท้าของนาง
ยามชายกระโปรงระพื้นก็มองไม่เห็นแต่ตอนนี้กระโปรงถูกยกขึ้น ถึงพบว่าหยวนอีย่วนกำลังสวมรองเท้าเหล็กคู่หนึ่งอยู่!
รองเท้าเหล็กคู่นี้เล็กจนผิดปกติแม้เท้าของเด็กสาววัยนี้ยังโตไม่เต็มที่ แต่ใหญ่เกินกว่ารองเท้าคู่นี้มากช่างยากจะจินตนาการนักว่า ผู้ใดและทำอย่างไรถึงยัดเท้าเข้าไปในรองเท้าเหล็กขนาดเล็กคู่นี้ได้?
สาวใช้ข้างกายหยวนอีย่วนเห็นว่าทุกคนมองรองเท้าเหล็กบนเท้านางชัดเต็มสองตาแล้วก็คุกเข่าลง หันไปทางท่านผู้อาวุโสหยวนมู่ ร้องไห้ออกมาทันที
“นายท่านผู้เฒ่า โปรดช่วยคุณหนูของบ่าวด้วยเจ้าค่ะคุณหนูของบ่าวรู้แก่ใจว่าตนเองฐานะต่ำต้อย ไม่กล้าแย่งชิงเกียรติยศกับคุณหนูใหญ่และไม่ต้องการรัดเท้าให้เล็กเพื่อไปคัดเลือกชายาซื่อจื่อขอร้องนายท่านผู้เฒ่าช่วยคุณหนูของบ่าวด้วยเจ้าค่ะ!”
เด็กสาวผู้นี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหยวนอีย่วนสมกับเป็นคนของหยวนอีย่วนจริงๆ ท่าทางการแสดงแทบจะเหมือนกับหยวนอีย่วน
นางร่ำไห้สะอึกสะอื้นแต่ยังคงเล่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวออกมาทีละประเด็นอย่างฉะฉาน
ท้ายสุดนางก็คุกเข่าคลานไปข้างกายหยวนอีย่วนที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นออกแรงดึงรองเท้าเหล็กบนเท้าของหยวนอีย่วนด้วยมืออันสั่นเทา
แม้หยวนอีย่วนจะหมดสติแต่นางยังตะโกนด้วยความเจ็บปวด ร้องขอความเมตตาเสียงเครือ “นายหญิงไว้ชีวิตข้าด้วยนายหญิงไว้ชีวิตข้าด้วยเจ้าค่ะ!”
กระทั่งมารดายังมิกล้าเอ่ยช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารอะไรเช่นนี้?
สาวใช้ถอดรองเท้าเหล็กของหยวนอีย่วนออกเห็นเพียงถุงเท้าไหมขาวราวหิมะของหยวนอีย่วนเต็มไปด้วยคราบเลือดขาดกะรุ่งกะริ่งแห้งติดกับเนื้อหนังบริเวณฝ่าเท้า จะบอกว่า “น่าสยดสยอง” ก็เป็นไปได้!
กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นล่องลอยในอากาศกระทั่งนายหญิงสามที่กอดหยวนอีย่วนอยู่ยังตัวแข็งทื่อ ก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัวปล่อยมือที่จับนางไว้
มิน่านางถึงหวาดกลัวบาดแผลบนเท้าของหยวนอีย่วนไม่ได้เกิดเพียงวันสองวันกระทั่งกลิ่นเลือดยังโชยปะปนกับกลิ่นเหม็นของเนื้อที่เน่าเปื่อย เห็นชัดว่าคงไม่ได้รับการดูแลอย่างดี
ส่วนสาวใช้ตัวน้อยนั้นร่ำไห้ไม่หยุดคว่ำรองเท้าเหล็กลงในพลัน ตะปูขึ้นสนิมมากมายก็ร่วงจากรองเท้าเสียงดังเคร้งคร้างนอกจากนี้ยังมีเศษกระเบื้องแตกและอื่นๆ อีก
บนของเหล่านี้มีรอยเลือดติดอยู่บางรอยแห้งกรังไปแล้ว แลดูน่าขนลุก ทำให้คนรู้สึกเดือดดาล
นายหญิงรองตะลึงงันอดคิดถึงบุตรสาวทั้งสองที่ต่อต้านสุดกำลังถึงหนีรอดมาได้ดวงตาขึ้นสีแดงเรื่อแทบจะในทันที รีบสั่งหมอเสียงดังให้มาตรวจหยวนอีย่วน
อาการนางตอนนี้ไม่ควรย้ายนางกลับไปที่เตียงอีกรอบด้วยเกรงว่ากล้ามเนื้อและกระดูกจะบาดเจ็บระหว่างขยับเขยื้อนจนเท้าสองข้างถูกทำลายได้
หมอเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากเชิญทุกคนในห้องออกไปด้านนอกชั่วคราว
อย่างไรการรักษาอาการเช่นนี้ต้องมีเสียเลือดกันบ้างเหล่าชนชั้นสูงถูกพะเน้าพะนอมาตั้งแต่เล็กจนโตคงรับไม่ไหว
แต่ไม่คาดคิดว่าจะไม่มีใครยอมไปสักคน
นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่สะกดความโกรธในใจสีหน้ามืดครึ้ม ไม่มีใครกล้าไปแตะระเบิดของเขา
นายหญิงรองยังคงตกตะลึงอยู่ ส่วนนายหญิงสามไม่กล้าจากไป
เจินเจินกับอ้ายอ้ายสงสัยใคร่รู้ ขณะที่เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอยังอยากอยู่ดูละครทุ่มทุนสร้างฉากนี้ต่อจนจบพวกเขาต่างก็ไม่มีใครเชื่อฟังคำพูดของหมอ
ท่านหมอจนปัญญา คนเงินหนักทั้งหลายก็เป็นเช่นนี้เขาจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีกเพียงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากด้วยมือสั่นเทาจากนั้นสั่งสาวใช้ด้านนอกให้ต้มน้ำเข้ามา
ส่วนตัวเขาหยิบน้ำเกลือเจือจางพร้อมกรรไกรที่เตรียมไว้ออกมาจากกล่องยา คุกเข่าลงข้างกายหยวนอีย่วนขณะใช้น้ำเกลือล้างฝ่าเท้าของหยวนอีย่วน ก็ใช้กรรไกรตัดถุงเท้าเหนียวๆด้วยกรรไกรไปด้วย
คาดไม่ถึงว่าหลังตัดถุงเท้าออกยังมีผ้าชิ้นหนาเปื้อนเลือด ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งอยู่ด้านในอีกเผยรูปทรงเท้าส่วนปลายแปลกประหลาด ขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดจนสามารถใส่ลงไปในรองเท้าเหล็กได้
“เหตุใดเป็นเช่นนี้?”นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่เอ่ยถาม เขาทนดูไม่ไหวแล้ว จึงหันศีรษะออกไปมีเพียงมือข้างกายที่กำแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นมาราวกับจะระเบิดออก
“นี่... นี่... ข้าก็ไม่รู้ขอรับ”
หมอก็คือหมอ ย่อมรู้อยู่แล้ว แต่เขาไม่กล้าพูด!
เยี่ยนเจาเจาเคยได้ยินมาบ้าง
นางชั่งน้ำหนักเป้าหมายของหยวนอีย่วนในใจรู้สึกว่าตนไม่ได้ขัดผลประโยชน์กับนาง และถึงทั้งสองจะมีอุดมการณ์ต่างกัน แต่ก็ร่วมเส้นทางกันได้นางไม่รังเกียจที่จะช่วยนาง สุดท้ายจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านปู่ข้าเคยอ่านเจอในหนังสือว่าการรัดเท้าให้เล็กเป็นเรื่องฝืนชะตาฟ้า ต้องหักนิ้วเท้าสุขภาพดีทั้งสี่ของเด็กสาวลงมาจนติดฝ่าเท้าอีกฝั่งและใช้ผ้าที่ไม่ถ่ายเทรัดให้แน่น เหลือไว้เพียงนิ้วโป้งเท้าเท่านั้น
จากนั้นยัดเท้าที่ถูกรัดจนผิดรูปลงไปในรองเท้าเหล็กแข็งซึ่งสะดวกต่อการคงรูป อนาคตถึงจะได้สวมรองเท้าปักขนาดกระจุ๋มกระจิ๋ม
แต่เพราะเท้ายังอยู่บนร่างกายมนุษย์กระดูกกล้ามเนื้อย่อมต้องเติบโตต่อ เพื่อให้เลือดเนื้อตายไม่เจริญเติบโตอีกจึงต้องใส่ตะปูเหล็กกับเศษกระเบื้องลงในผ้ารัดและรองเท้าแล้วยังต้องใช้เข็มเงินแทงเนื้อฝ่าเท้าไม่หยุด ในช่วงฤดูร้อนจะได้ผลดีที่สุด
ด้วยขณะก้าวย่างของมีคมและขึ้นสนิมพวกนี้จะกรีดเลือดเนื้อบนฝ่าเท้าจนเปื่อยยุ่ยยากจะหายสนิทและทุกข์ทรมาน ยิ่งช่วงคิมหันตฤดูที่มีอากาศร้อน บาดแผลบนฝ่าเท้าติดเชื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลือดเนื้อตรงฝ่าเท้าก็จะตายในที่สุด มิอาจเติบโตได้อีก ไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป
เพียงแต่ก่อนที่ความเจ็บปวดจะหายไปกระบวนการนั้นแสนทรมานและน่ากลัว ต่อไปจะไม่อาจเดินได้ปกติ ราวกับเดินอยู่บนคมมีดทางเหนือจึงยกเลิกการรัดเท้าไปนานแล้ว
สองสามวันก่อนนายหญิงใหญ่ต้องการรัดเท้าคุณหนูทุกคนในเรือน นับดูแล้วมีเพียงพี่หญิงเจินเจินพี่หญิงอ้ายอ้าย กับข้าที่หลบเลี่ยงได้
การติดเชื้อซ้ำๆ เป็นภาระต่อร่างกายอย่างหนักโดยเฉพาะตะปูเหล็กขึ้นสนิม จะสร้างความเจ็บปวดมหันต์กระทั่งอาจติดโรคจนถึงแก่ความตาย ดังนั้นการรัดเท้าจึงเหมือนการเอาชีวิตไปทิ้ง
ข้าเดาว่าพี่หญิงหกหมดสติอย่างไร้สาเหตุวันนี้เป็นเพราะบาดแผลบนฝ่าเท้าของนางติดเชื้อจนทำให้ไข้ขึ้นเจ้าค่ะ”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
สิ่งที่เยี่ยนเจาเจากล่าวเป็นเรื่องจริงเหตุผลที่นางรู้เรื่องนี้ดี เป็นเพราะชีวิตก่อนนางเคยเห็นมามากมายบนถนนเหยาจากเรือนข้างเคียงกับตาตนเองพยายามรัดเท้าเด็กสาวที่นางซื้อมาเพื่อเอาอกเอาใจแขกบางคนที่มีรสนิยมเฉพาะตัว
สาวน้อยเหล่านี้เดิมมาจากครอบครัวยากจนสุขภาพร่างกายมักอ่อนแอ เด็กสาวเจ็ดถึงแปดคนจากสิบคนที่ถูกบังคับรัดเท้ามิอาจทนผ่านช่วงฤดูร้อนมาได้ ส่วนที่เหลือก็พิกลพิการไม่อาจวิ่งหรือกระโดดได้อีกชั่วชีวิต
ความโหดร้ายของกระบวนการรัดเท้านั้นเกินคำบรรยายเยี่ยนเจาเจามิได้พูดโกหก แต่ก็เกินกว่าจะรับไหวสำหรับคนในห้องแล้ว
เจินเจิน อ้ายอ้ายในตอนนั้นไม่เข้าใจว่าการรัดเท้าคืออะไร แต่เยี่ยนเจาเจาปฏิเสธ และฟังแล้วรู้สึกว่าน่ากลัวอีกทั้งยังไม่อยากเป็นคนพิการ เลยต่อต้านอย่างหนักมายามนี้รู้สึกว่าตนได้เดินผ่านประตูนรกมาแล้วจริงๆ
นายหญิงรองก็ตกใจเช่นกันนางอดดึงบุตรสาวทั้งสองเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน น้ำตาสองสายไหลลงมาจากดวงตาไม่ได้
นายหญิงสามพึมพำชั่วขณะจากนั้นวิ่งเร็วรี่ออกไปอย่างบ้าคลั่ง บุตรสาวนางก็มาไม่ได้เพราะปวดเท้าวันนี้เลยไม่อยู่ที่นี่ ยังคงนอนป่วยออดแอดที่เรือน อีกทั้งหมัวมัวยังกำชับให้นางเดินมากขึ้น
นางไม่รู้มาก่อนว่าบุตรสาวรัดเท้าจะทรมานขนาดนั้นนั่นมันแก้วตาดวงใจที่นางพยายามคลอดออกมาหลังอุ้มท้องสิบเดือนเชียวจะปล่อยให้ทนทุกข์เยี่ยงนี้ได้อย่างไร!
นึกถึงตอนที่หมัวมัวรัดเท้าอยู่ด้านในบุตรสาวตนกรีดร้องหวีดแหลมแทบขาดใจ ปานจะตายจากความเจ็บปวดนางยังรังเกียจที่นางบอบบาง บอกว่านายหญิงผู้เฒ่าก็รัดเท้าเหตุใดตอนนั้นไม่เห็นนายหญิงผู้เฒ่าเจ็บปางตายบ้างเล่า
นางเสียใจแทบบ้าที่หักนิ้วทั้งสี่ไป นั่นมันหักเลยนะ!แค่คิดลมหายใจก็เย็นวาบแล้ว
เวลานี้ นายหญิงสามอยากจะตบหน้าตนเองจนตายสักครั้งแล้วตบนายหญิงใหญ่กับหยวนอีเฉี่ยวที่อาสารักเท้าด้วย หากไม่ใช่เพราะคำพูดส่งเสริมของนายหญิงใหญ่และความสมัครใจของหยวนอีเฉี่ยว นางคงไม่ปล่อยให้บุตรสาวของตนต้องมาทนทุกข์เช่นนี้!
นายหญิงสามมีเหตุผลรองรับในใจแต่กลับลืมความคิดแรกของตนเองไปเสียสนิทลืมที่ตนชักจูงบุตรสาวซึ่งกำลังหวาดกลัวของตนเองว่ามีเพียงการรัดเท้าที่จะทำให้นางแต่งเข้าตระกูลดีๆได้ และหลังจากการรัดเท้า จะได้เป็นนายหญิงของเรือนใครสักคน เหตุใดนางไม่บอกว่าโดนเกียรติอันจอมปลอมของตนเองครอบงำเล่า!
แน่นอนว่าผู้คนมักโทษคนอื่น และอะลุ่มอล่วยให้กับตัวเอง
คำพูดของเยี่ยนเจาเจาบรรเทาความตึงเครียดของหมอหมอท่านนั้นซาบซึ้งนางในใจครู่หนึ่ง พยักหน้าบอกว่าเยี่ยนเจาเจากล่าวถูกต้องจากนั้นก็ก้มศีรษะลงกระทำการอย่างเบามือยิ่งกว่าเดิม