ฝูงพิราบขาวบินสูงแหวกม่านควันดำเพื่อหนีความตายจากฝุ่นพิษ
กีเนเวียลืมตามองจุดสีขาวนับร้อยตะกายผ่านหมอกดำทะมึนราชินีสาวสูดลมหายใจแ่แล้วเริ่มเดินลงจากหอคอยผ่านแนวทหารคุ้มกันเข้าสู่กระโจมบัญชาการ
เหล่าแม่ทัพนายกองเงยหน้าขึ้นจากกระบะทรายพวกเขาหันมาลดสายตาเคารพเธอก่อนจะหันไปหาดันเต้
าาหนุ่มเลื่อนสายตามามองภริยาแล้วพยักหน้าอนุญาตให้เธอเข้ามาในบริเวณแห่งนี้ เหล่าทหารจึงถอยตัวเปิดทางให้กีเนเวียเข้าหาาาหนุ่ม
ราชินีโอบกอดแขนซ้ายของสามี“ท่านอเล็กซานเดอร์เจรจาสำเร็จแล้ว”
ดันเต้คลายหัวคิ้วแล้วตวัดดวงตาสีทองไปยังทหารรูปร่างสูงใหญ่ข้างกาย“เอสต้า เตรียมขบวนทหารให้พร้อม”
เอสต้า (Астра) ผงกศีรษะรับคำสั่งแล้วออกไปจากที่ประชุมในทันที
กีเนเวียยังคงจ้องใบหน้าสามีครั้นเห็นตาไร้แววของเขาก็รีบกุมมือบีบแ่เบา
ดันเต้ก้มลงสบตากับเธอ“แจ้งเลเน่ให้พร้อม นางต้องไปพบคาร์ลที่เนินอีสตอลู”
กีเนเวียคำนับรับคำสั่งแล้วถอยตัวออกไปจากห้องประชุม เธอเดินเข้าสู่ห้องชั้นในของปราสาท ผ่านตามตรอกหินอ่อนอันทอดยาวไปยังปีกตะวันออกก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าประตูไม้สีน้ำตาล ข้ารับใช้สาวคำนับแล้วช่วยอำนวยเปิดประตูไม้สนบานใหญ่ส่งราชินีสาวเข้าสู่ห้องนอนเรือนไม้สีธรรมชาติ
เด็กสาวร่างบางในชุดสีครีมกำลังคุกเข่าอยู่หน้าสัญลักษณ์แห่งศาสนขุนพล
“...โปรดเมตตาแก่ความสุขสงบโปรดเมตตาต่อผู้เป็ทุกข์” เสียงหวานหยุดภาวนาแล้วหันดวงตาสีทองมามองมารดา
“เลเน่ (Лене)” กีเนเวียยิ้มสวย“เทพบนฟ้าคงไม่ได้ยินเสียงลูกดีนัก”
เด็กสาวหัวเราะ“อย่าออกเสียงใช่ไหมเพคะ”
กีเนเวียพยักหน้า“ใช่แล้ว” เธอลูบไปบนอกของลูกสาว “มีเพียงเสียงในหัวใจเท่านั้นที่เหล่าเทพเ้าจะได้ยิน”
“ลูกอยากเห็น์บ้างจัง”เด็กสาวส่งยิ้มสวยให้มารดา “มีข่าวจากท่านศาสนขุนพลหรือเพคะ”
กีเนเวียส่งยิ้มให้แก่บุตรสาว“ชาล์เดอฟรองเซรับข้อตกลงท่านอเล็กซานเดอร์”
เ้าหญิงผิวขาวผ่องผมประกายแดงเพลิงตัดกับชุดขาวมุก ถอยตัวไปคำนับรับบัญชา “ลูกจะทำให้ดีที่สุด”
น้ำตาพลันไหลลงบนพวงแก้มของราชินีพระนางตรงเข้าไปกอดบุตรสาวเอาไว้ “ลูกคนเก่งของแม่”
“ท่านแม่อย่าเสียใจไปเลย”เด็กสาวบอกเสียงสดใส “หากการอภิเษกของลูกนำความสงบกลับมาสู่เบอร์กันดีลูกก็พร้อมรับภารกิจนี้จนวันตาย” สองแม่ลูกปลอบประโลมกันและกันด้วยรอยยิ้ม “อย่างน้อยลูกก็ได้เป็ถึงราชินีแห่งฟรองเซเชียวนะ”
“สุริยาแห่งจันทราระบำของแม่”กีเนเวียปาดปอยผมแดงออกจากกรอบหน้างดงามของบุตรสาว“ลูกสาวคนโตผู้งดงามที่สุดในเบอร์กันดี”
Сияющее солнце танцующей луны
เนินอีสตอลู (Ид Толу)
คาร์ลขมวดคิ้วระหว่างกระตุกบังเหียนคุมม้าก้าวไปตามเส้นทางบนเนินเตี้ย
เฟซองชักธงนำทางทหารห้าร้อยนายเข้าสู่เขตเนินทุ่งหญ้าอันเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าสีขาวกลีบนุ่ม
“กองสองดอกลิลลี่ไปทิศใต้กองหนึ่งดอกไปทิศเหนือ” คาร์ลกำกับการเดินทัพ“กองห้าดอกเฝ้าที่นี่ไว้ กองสามและสี่ตามข้าขึ้นเนิน” มือหนาชักบังเหียนหนังวัวสั่งม้าให้เดินขึ้นไปหาธงสิงโตเบอร์กันดี
เมื่อพ้นเนินดิน ว่าที่าาก็เห็นสตรีร่างบางเล็กในชุดสีแดงยืนอยู่กับทหารเพียงหยิบมือม้าศึกก้าวพ้นแนวหินธรรมชาติพาคาร์ลเข้าใกล้เด็กสาว ผู้กำลังยืนรออยู่ใต้ต้นแอปเปิลเก่าแก่
สตรีผู้มีผิวพรรณจรัสแสงยืนอยู่กลางทุ่งดอกไม้กลีบสีขาวขนาดเล็ก
ดอกเอเดลไวส์ขึ้นแซมหญ้าเขียวขจีลู่ไหวไปตามสายลมประกายหยดน้ำบนกลีบดอกแตกเส้นแสงราวดวงดาราเต็มเนินเขา รับกับใบหน้าประกายแสงกระแทกห้วงจิตของคาร์ล กระชากประสาทััพาให้ชาล์เห็นเป็รูปหน้าราชินีกีเนเวียผู้เลอโฉมกำลังส่งยิ้มงามจับจิตมายังเขา
สาวแรกรุ่นกระพือขนตาทรงเสนห์ชวนให้คิดถึงเมื่อครั้งแรกพบกีเนเวีย
คาร์ลแทบลืมทั้งวันและเวลาลืมแม้แต่การชักบังเหียนหยุดม้า ด้วยเหตุนี้เ้าม้ากรำศึกจึงก้าวเลยหน้าเลเน่
เสียงหัวเราะเบานุ่มจากเลเน่ยิ่งทำให้ชาล์ชายฉกรรจ์วัยปลายสามสิบรู้สึกเขินจนตัวแทบม้วนแบบเด็กหนุ่มเขากระตุกบังเหียนเดินหน้าถอยหลังหลายครั้ง
“ท่านชาล์”รองแม่ทัพพยายามเรียกเตือนคาร์ลให้ได้สติ
เวลานี้คาร์ลได้ก้าวลงจากม้ามายืนอยู่ตรงหน้าเ้าหญิงแล้ว
เลเน่ถวายคำนับตามธรรมเนียมราชนิกุลฟรังเกียนางก้มลงกรีดมือแล้วดึงชายกระโปรงสีแดงขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ของราชวงศ์
ถึงอย่างไรคาร์ลก็ถือเป็ผู้ใหญ่ในตระกูลน้องชายของปู่ทวดเ้าหญิงน้อย
เ้าหญิงยิ้มงามให้แก่ชายฉกรรจ์ตรงหน้าเธอกำลังสำรวจว่าที่สามีในอนาคต
ว่าที่าารู้ว่าตนเองไม่ได้ดูสะอาดเกลี้ยงเกลาแบบหนุ่มเ้าสำราญเขานึกอยากดุทหารดูแลเสื้อผ้าชุดเกราะส่วนตัวที่ขัดคราบน้ำมันจนเป็ด่างไปทั่วแขนเสื้ออีกทั้งสนับแขนหนังวัวของเขายังเก่าเขรอะไปด้วยคราบเหงื่อ ผิวหน้าของเขาก็เริ่มมีริ้วรอยอันเป็ผลพวงมาจากกรำงานศึกมาตลอดหลายสิบปี
ดวงตาสีทองมองศีรษะไร้เส้นผมถึงกลางกระหม่อมเขาดูแก่กว่าอายุไปหลายปี
ขณะเดียวกันดวงตาสีเข้มก็จ้องมองสตรีผู้เปรียบดังดอกเอเดลไวส์ขาวสะอาดและบริสุทธิ์จนอยากลิ้มลอง
ชาล์ยังคงยืนนิ่ง เขาเพียงจ้องมองเด็กสาวผู้มีดวงตากลมโตกำลังผงกศีรษะและขยับปากขมุบขมิบแสนน่ารักตอบเขา
จนกระทั่งเลเน่ตัดสินใจยื่นมือซ้ายให้แก่ชาล์เพื่อเตือนให้เขาแสดงท่าทีรับความเคารพแบบญาติผู้ใหญ่แต่ชาล์ได้เพียงกุมมืออ่อนนุ่มััไว้ในอุ้งมือ
“ท่านชาล์” เสียงใสจับจิตจากเลเน่เอ่ยเรียก“ท่านชาล์”
เสียงเรียกอีกครั้งทำให้ชาล์ดึงเธอเข้ามาใกล้แล้วยกมือสวยขึ้นจูบแ่เบา สูดกลิ่นพฤกษาบนผิวกายเด็กสาวที่เร้าััคาร์ลจนตื่นตัว
เขาขยับตัวเข้าใกล้คนงาม“ไม่คิดว่าเ้าหญิงเลเน่จะงดงามสะกดใจเช่นนี้”
พวงแก้มของสาวผมแดงถึงกับขึ้นสีชมพูระเรื่อเธอขจัดความเขินอายด้วยการผละเดินนำไปตามทางหิน “เราไปเดินเล่นชมป่ามิสธีรี่ดีไหมเพคะ”
คาร์ลไม่สนใจความปลอดภัยใดอีกต่อไปเขาว่าง่ายเดินตามเธอไปในป่าทันที
เส้นทางทอดตัวไปตามแผ่นหินเรียงตัวตามธรรมชาติ บางก้อนวางพาดกลายเป็สะพานข้ามแม่น้ำสายเล็ก สายนทีไหลเอื่อยยาวหายเข้าไปตามชายป่ามิสธีรี่
ว่าที่าาไม่สามารถละสายตาไปจากเลเน่ได้เลยมือแกร่งกุมด้ามดาบเปิดวงแขนให้เธอคล้องและเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน
“ท่านชาล์พูดน้อยเช่นนี้หรือ”เด็กสาวยิ้มอ่อน “นี่เรากำลังดูตัวกันใช่ไหม”
คาร์ลไอออกมาเบาๆ “ใช่ เป็การดูตัวตามธรรมเนียมราชสำนักแกเบรอทญาทัว”
จากนั้นชาล์ก็หยุดเดินแล้วละสายตาจากเ้าหญิงเพื่อมองรอบกายเขาพบว่าตนเองไร้ความกังวลจนเดินตามสาวงามเข้ามาในป่าแสนวิจิตรด้วยความสบายใจ เรียบง่ายไร้พิธีรีตองทำให้ชีวิตของเขาง่ายเช่นนี้เลยหรือ!
ทุกอย่างในสายตาของคาร์ลช่างงดงามทุกกระเบียดนิ้วห่างออกไปมีกวางป่าและเหล่ากระต่ายป่ากำลังหากินอยู่ข้างลำธาร สายน้ำใสไหลเอื่อยผ่านซอกหินวิ่งผ่านรากต้นมิสธีรี่ใบเขียวบนต้นไม้พิศวงเปลี่ยนแสงสีตามดวงตะวันยามสายเป็แสงหลากสีกระทบลงบนพื้นหญ้า พุ่มไม้ เปลี่ยนทุกอย่างให้เห็นเป็เพชรพลอยต้องแสงระยิบระยับ
“เ้าหญิงช่างลึกลับเหมือนผืนป่าแห่งนี้”ชาล์กระซิบข้างใบหูเธอ
เ้าหญิงคนสวยสบตากับคาร์ลเธอเขินอายแล้วมองลงไปตามแนวบ่า
แขนกำยำโอบเธอเข้าใกล้หวังดึงความสนใจ
แต่สาวน้อยยิ่งก้มหลบเธอมองต่ำมายังมือคาร์ลซึ่งกำลังกุมมือเธอไว้แน่น “ท่านเองก็สง่างามราวราชสีห์”เสียงหวานละมุนดังอยู่ข้างต้นแขน
เลเน่กระพือขนตา เหลือบมองขึ้นมองรอยยิ้มจากคาร์ลอีกครั้ง“ท่านพิชิตเกือบทั้งฟรังเกียกลาง ท่านย่อมเป็ที่น่าเกรงขามแก่สตรีทุกนาง”
คำหวานนั้นสร้างรอยยิ้มให้แก่คาร์ลเขาจึงยืดบ่ากางไหล่อวดความองอาจแก่สาวน้อยคนงาม เรียวปากหนายิ้มย่องระหว่างเคลื่อนตัวเข้ามากุมศีรษะน้อยแล้วดึงเด็กสาวเข้ามาสูดหอมพวงแก้มนุ่มหลายครั้ง
เด็กสาวเอียงหน้าหลบความหื่นกระหายนั้นเธอหัวเราะพร้อมอมยิ้มบริสุทธิ์
ชายหนุ่มคำรามแ่ในลำคอแล้วชะเง้อตัวตามเรียวปากอวบอิ่มเพื่อบุกเร้าสำรวจใจของเ้าหญิงแห่งเบอร์กันดี
คาร์ลจุมพิตดูดดื่มดับกระหายจนแทบลืมวันเวลาระหว่างคนทั้งสองแต่ศักดิ์ศรีของาาก็ทำให้เขาต้องถอนริมฝีปากหยาบแล้วสูดหายใจเข้าเต็มปอด
ผิวเด็กสาวแดงระเรื่อไปทั้งกายเธอหอบหายใจร่วมไปกับเขา
คาร์ลกุมมือเด็กสาวขึ้นมาหอมอีกครั้ง“ขออภัยที่ทำให้เ้าหญิงใ”
เลเน่เขินจนทำได้เพียงยิ้มตอบกายอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนของคาร์ล
ว่าที่าาจึงโอบประคองให้เธอเดินชมป่า“เ้าหญิงเลเน่อายุเท่าไรแล้ว” คาร์ลก้มลงมองใบหน้างาม “สิบสี่ใช่ไหม”
เ้าหญิงยิ้ม “ใช่เพคะสิบสี่เพคะ” แล้วมองคาร์ลด้วยดวงตาสดใส
“ยังเป็เด็กสาวอยู่เลย”คาร์ลปัดปอยผมสาวคนงามไปด้านหลัง
“พระองค์...หกสิบหรือเจ็ดสิบปีหรือเปล่าเพคะ” เด็กสาวหัวเราะเสียงหวานรื่นหูเบาๆ ในลำคอ
“หกสิบเลยเหรอ!” คาร์ลรู้ว่าเด็กสาวแกล้งจึงก้มลงกัดใบหูอย่างหยอกเย้า“ข้าอายุเพียงสามสิบหกปีเท่านั้น”
“จริงเหรอเพคะ!”เลเน่ถอยออกมาเล็กน้อยเพื่อมองคาร์ลเต็มตัว “ท่านเป็น้องชายของปู่ทวดเชียวนะเพคะ”
คาร์ลยักคิ้วให้เด็กสาว“ข้าเกิดก่อนพ่อเ้าสองหรือสามปี”
“ก็ต้องเรียกท่านลุงใช่ไหมเพคะ”เด็กสาวหัวเราะร่วมไปกับว่าที่าา “ท่านพ่อเล่าว่าท่านดูคล้ายท่านปู่ทวดมากที่สุด”
คาร์ลยักไหล่ “แกเบรอทญาทัวหัวล้านและ...” เขาลูบหนวดเหนือริมฝีปาก “หนวดสวยทุกคน”
“ลูกของเราก็ต้องหนวดสวยทุกคนแน่เลยเพคะ”เด็กสาวกุมมือหนาบีบเป็จังหวะพร้อมส่งรอยยิ้ม
ชาล์กลืนน้ำลายหลายครั้งก่อนจะหันไปหารองแม่ทัพผู้เดินตามมาไม่ห่างตัว
“เฟซอง” สิ้นเสียงเรียกนั้นรองแม่ทัพก็รีบย่องเร็วเข้ามาร่วมการสนทนา
“มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้”เฟซองนิ่วหน้ามองเ้าหญิงคนงาม
“เ้าเดินทางไปเบอร์กันดีร่วมกับเ้าหญิงเลเน่”