ณ ห้องเรียนขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุคนได้ถึง 300 คน ภายในห้องมีเวทีตรงกลาง ้ามีเก้าอี้ตัวใหญ่ดูสะดวกสบายวางตระหง่านอยู่ ส่วนด้านข้างมีเก้าอี้วางขนาบอยู่ดูแออัด บทเรียนแรกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายในห้องนี้ !
เมื่อริชาร์ดก้าวเข้ามาในห้องเรียน เขาก็ถูกสายตานับร้อยดวงจับจ้องมาจนรู้สึกประหม่า ภายในห้องเรียนมีนักเรียนมากมายหลาย่อายุ มีั้แ่เด็กอายุ 7 ปีไปจนถึงเมจเฒ่าอายุ 80 แต่ละคนต่างพากันจับจองที่นั่งของตัวเองไว้ก่อนแล้ว บทเรียนที่จะเรียนในห้องนี้เป็วิชากึ่งสาธารณะ เมจที่ทำหน้าที่อยู่ภายในดีพบลูครบ 1 ปีก็สามารถเข้ามาเรียนหรือนั่งฟังบรรยายนี้ได้ ทันทีที่ริชาร์ดนั่งลงบนเก้าอี้ใหญ่กลางเวทีซึ่งเป็เก้าอี้สำหรับนักเรียนของชารอน ทุกสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาก็ส่งตรงมาที่เขาอย่างฉับพลัน
นอกจากริชาร์ดแล้ว ในส่วนกลางเวทียังมีเด็กชายและเด็กหญิงที่อายุมากกว่าริชาร์ด 2-3 ปีนั่งอยู่ด้วย ทว่าพวกเขาเป็เมจระดับ 6 และระดับ 5 แล้ว ริชาร์ดเป็นักเรียนคนที่ 13 ของชารอน ตอนนี้ นักเรียนของชารอนที่ยังเรียนอยู่ภายในดีพบลูมีอยู่เพียง 3 คนเท่านั้น ส่วนคนที่เหลือได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปตามเพลนต่างๆ และคนที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนั้นก็ได้เพลนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ริชาร์ดเพิ่งจะหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ ประตูห้องเรียนก็ถูกเปิดออก ปรากฏให้เห็นร่างของเมจซึ่งมีรูปร่างอ้วนเตี้ยและหัวโล้นขึ้น การมาถึงของเขาทำให้ทุกคนรู้ได้ทันทีว่าบุคคลผู้นี้คืออาจารย์โพโพวิช ซึ่งเป็เมจระดับ 16 เขาไม่ได้มีพลังเวทย์ที่โดดเด่นแต่เขามีชื่อเสียงในด้านทฤษฎีโลกเป็อย่างมาก
รูปร่างหน้าตาของโพโพวิชจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดูไม่ดีสักเท่าใดนัก ด้วยเพราะจมูกกลมโตเทอะทะและคางที่แหลมยาวยื่นประดับอยู่บนใบหน้าของเขานั้นชวนให้น่าขบขันเป็อันมาก แต่การที่จะเข้าร่วมเรียนวิชานี้ได้ไม่ใช่เื่ง่าย เหล่านักเรียนที่อยู่ภายในห้องจึงต้องสงบเสงี่ยมรักษากิริยาไว้ และรอการบรรยายจากอาจารย์โดยไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางใด ๆ ออกมา
โพโพวิชเริ่มกล่าวขึ้นว่า “โลกแห่งเวทมนต์มีพื้นฐานอยู่บนความเป็จริง ตอนที่พวกเ้ามองดูโลก สิ่งที่พวกเ้ามองเห็นและได้ยินล้วนไม่ใช่สัจธรรมที่แท้จริง แต่มันเป็การรับรู้ของเ้าผ่านภาพที่ฉายอยู่ภายในจิตสำนึกของเ้า! สิ่งเหล่านี้ต่างเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันดูเหมือนเป็สิ่งที่ไม่สำคัญอะไร ทว่าสิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ ดังนั้น ระหว่างโลกที่เรารับรู้ด้วยจิตสำนึกกับโลกแห่งความเป็จริงจึงมีความต่างกันอยู่ไม่น้อย หากเป็เช่นนี้เราจะลดการผิดพลาดได้อย่างไร? วิธีลดการผิดพลาดก็ทำได้โดยพึ่งพาวิธีคิดของพวกเ้า หรืออธิบายให้พวกเ้าเข้าใจได้ง่ายขึ้นคือวิธีคิดของเมจจะส่งผลต่อการมองเห็นโลกใบนั้นว่าเป็อย่างไรนั่นเอง"
โพโพวิชเงียบอยู่ครู่หนึ่งเพื่อรอให้นักเรียนที่อาจกำลังสับสนได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาพูด รวมถึงเมจที่นั่งอยู่ในห้องเรียนนี้จะได้จดบันทึกเนื้อหาอย่างครบถ้วน หลังจากนั้นเขาก็กล่าวต่อว่า “ในเวลาต่อจากนี้ สิ่งที่ข้าจะไม่สอนพวกเ้าก็คือการใช้เวทมนต์ระดับ 8 ที่มีพลังกดดันที่แข็งแกร่ง เพราะข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้น !”
“....”
ในห้องเรียนเงียบสงัด ไม่มีใครรับมุขหรือเปล่งเสียงหัวเราะออกมาแม้แต่คนเดียว โพโพวิชเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยกมือเกาศีรษะและมองปฏิกิริยาของนักเรียนที่จริงจังเหล่านี้พร้อมกับกล่าวพึมพำว่า “ช่างน่าเบื่อเสียจริง” แล้วเขาจึงกลับเข้าสู่บทเรียนอีกครั้ง “เอาล่ะ เรามาเข้าสู่ประเด็นหลักเลยก็แล้วกัน ข้าจะสอนวิธีคิดให้กับพวกเ้า พวกเ้าอย่าได้ดูถูกเชียว เพราะสิ่งนี้เป็รากฐานสำคัญของทั้งหมด และจะเป็ตัวตัดสินว่าพวกเ้าจะประสบความสำเร็จในโลกแห่งเวทมนตร์มากเพียงใด ความคิดที่ถูกต้องจะนำพาพวกเ้าเข้าใกล้กับความเป็จริงของโลกใบนี้ การตัดสินใจที่ถูกต้องเป็สิ่งที่สำคัญมาก หากพลาดเพียงนิดเดียวพวกเ้าอาจจะต้องเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นและรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็แมลงวันหัวขาด ตัวเลือกที่สำคัญนี้ถูกรวมอยู่ในการทดลองเวทมนตร์หรืออาจจะเกิดขึ้นขณะเลือกใช้คาถาในการต่อสู้ก็เป็ได้
พูดง่าย ๆ ก็คือพวกเ้าต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้น จงระลึกไว้เสมอว่าต้องเข้าใจโลกใบนี้ก่อน เ้าจึงจะเข้าใจตัวเอง หากพวกเ้าทำตัวเหมือน ‘คนบางคน’ ในหอคอยแห่งนี้ที่เห็นว่าตนเองสำคัญที่สุดและไม่สนใจสิ่งใดเลย พวกเ้าก็จะได้เห็นแต่สิ่งแคบ ๆ และเล็ก ๆ เท่านั้น นกกระจอกจะเปรียบเทียบกับนกอินทรีได้อย่างไรกัน ความคิดเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็ความคิดที่โง่เขลา แต่มันจะจำกัดความสำเร็จในอนาคตของพวกเ้าด้วย !”
หลังจากที่โพโพวิชพูดประชด ‘คนบางคนที่อยู่ภายในหอเวทมนต์แห่งนี้’ แล้ว เขาก็เริ่มบรรยายเนื้อหาอย่างเป็ทางการ “พื้นฐานของทุกสิ่งคือแรงกำเนิด มันเป็รากฐานของโลก มีบางสิ่งบางอย่างเติบโตอยู่เคียงข้างมัน มันเป็พลังอันยิ่งใหญ่ที่เรายังไม่สามารถควบคุมได้จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้เป็รากฐานได้ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้เป็รากฐานของโลกของเราเท่านั้น มันยังสามารถใช้สำหรับโลกอื่น ๆ ได้อีกมากมายจนนับไม่ถ้วนด้วย
พลังของกฎทำหน้าที่เป็โครงกระดูกของโลกและแผ่นดินจำนวนมากก็คือเนื้อหนังของโลก กฎมีความสำคัญมากกว่าแผ่นดินทว่าก็ยังคงต้องใช้เนื้อหนังหรือแผ่นดินของโลกเป็รากฐานอยู่ดี แต่ละเพลนเป็ศูนย์รวมของกฎต่างๆ ซึ่งอาจจะมีเพียงกฎเดียวหรือหลายกฎก็ได้ ทว่ากฎของเพลนยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้เพลนนั้นมีสถานะที่สูงขึ้นตามไปด้วย เพลนที่สามารถทนกฎที่ซับซ้อนได้เช่นนัวแลนด์ ถือว่าเป็เพลนที่เหนือกว่าดินแดนอื่นๆ หรือที่เรียกกันว่า 'เพลนหลัก'
กล่าวมาจนถึงตรงนี้แล้ว พวกเ้าก็คงจะเข้าใจว่ากฎและเพลนเป็สิ่งที่คู่กัน หากอยากจะแข็งแกร่งขึ้นก็ต้องทำตามกฎที่มี และหากเ้าทำผิดกฎ ต่อให้เ้าจะแข็งแกร่งมากเพียงใด เ้าก็ต้องถูกลงโทษอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากพวกเ้า้าเปลี่ยนหรือกำจัดกฎของเพลน พวกเ้าก็ต้องพร้อมที่จะต่อสู้กับเพลนนั้น!
ความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวที่จะสู้กับกฎของเพลนได้คือต้องสู้กับกฎที่เป็สาขาของกฎพื้นฐานอีกที ซึ่งเราเรียกว่า'กฎอนุพัทธ์' พวกเ้ายังพอมีหวังสำหรับสายนี้ ข้าขอย้ำนะ ว่า แค่ยังพอมีหวัง ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้แต่ข้าไม่คาดหวังให้มันเกิดขึ้นกับพวกเ้า คนที่เข้มแข็งอาจจะคิดท้าทายกฎอนุพัทธ์ของเพลน แต่คนโง่เท่านั้นที่คิดจะแตะต้องกฎพื้นฐาน
กฎของเพลนเป็ตัวตัดสินลักษณะพื้นฐานและระบบพลังงานของเพลนนั้น ๆ ในอนาคตที่อาจเป็ไปได้คืออาจจะมีใครสักคนที่สามารถพิชิตเพลนนั้นได้ และเมื่อถึงเวลานั้น สิ่งที่ต้องทำเป็อย่างแรกคือการวิเคราะห์กฎอนุพันธ์และระบบพลังงานของเพลน ขอเพียงแค่ทำขั้นตอนนี้ได้ พวกเ้าก็จะสามารถปรับวิธีการต่อสู้ให้เข้ากับเพลน รวมถึงสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการใช้งานในเพลนได้ ขบวนการนี้มีสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่ง พวกเ้ารู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร ? ”
โพโพวิชหยุดพักจากการอธิบายเพื่อดื่มน้ำ เขายกขวดน้ำเทน้ำบริสุทธิ์ลงคออย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์ก่อนจะเปล่งคำพูดออกมาว่า "ันิรันดรยังไงล่ะ!"
“ันิรันดรมีสถานะที่สูงส่งที่สุดเหนือเทพเ้าทุกองค์ และเหนือกว่าโลกด้วย อีกทั้งยังมีพลังที่เหลือเชื่อและคาดเดาไม่ได้อีกด้วย สถานที่ที่จะสามารถสื่อสารกับันิรันดรได้คือ 'วิหารนิรันดร' ซึ่งเป็สถานที่สำคัญที่สุดจากทั้งทวีป ที่ตั้งของวิหารนิรันดรถูกล็อคเอาไว้ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเวลาและพิกัดสถานที่
วิหารนิรันดรเป็สถานที่ที่มีอยู่ก่อนเกิดอารยธรรมแรก อารยธรรมเวทมนตร์แห่งทวีปนัวแลนด์นั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากันิรันดร และยังเป็แนวทางสำหรับเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอเช่นมนุษย์ที่จะมีความแข็งแกร่งขึ้นมาได้ ด้วยการชี้นำของันิรันดรทำให้เวทมนตร์ของมนุษย์มีการพัฒนาขึ้นมาจนไม่ด้อยไปกว่าเอลฟ์และโนมส์เืัเลย
ผู้ที่รับอิทธิพลจากันิรันดรไม่ได้มีเพียงจักรวรรดิทั้งสามของมนุษย์เท่านั้น เผ่าพันธุ์อื่นก็รับมาเช่นกัน เมืองหลวงของทั้ง 6 จักรวรรดิในทวีปนี้ล้วนถูกสร้างขึ้นบนซากปรักหักพังหรือมรดกจากันิรันดรทั้งสิ้น
ันิรันดรเป็สัตว์โบราณที่ตั้งตนอยู่เหนือกฎทั้งปวง มันได้ทิ้งเครื่องหมายไว้บนเพลนจำนวนมาก เมื่อพวกเ้าเข้าสู่เพลนใหม่ เป้าหมายสูงสุดของพวกเ้าคือการหาร่องรอยที่มันทิ้งไว้ในเพลนแห่งนั้น ร่องรอยพวกนี้อาจจะเป็ได้ทั้งัตัวเมีย ไข่ หรือแม้แต่มูล ตราบใดที่พวกเ้าพบร่องรอยของมัน พวกเ้าจะสามารถเข้าใจกฎของเพลนได้อย่างแน่นอน ซึ่งมันจะช่วยให้เ้าเป็ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงภายในเพลนแห่งนั้น!
เมื่อเทียบเหล่าทวยเทพกับันิรันดรแล้ว เหล่าทวยเทพก็ไม่ต่างจากปรสิตที่หลุดพ้นจากกฎของเพลนเท่านั้น เทพพวกนั้นยังคงต้องอยู่ใต้กฎอันน้อยนิดอยู่ดี มีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างันิรันดรเท่านั้นที่จะสามารถควบคุมและอยู่เหนือกฎได้อย่างแท้จริง”
หลังจากการอธิบายอันยาวนาน อยู่ ๆ โพโพวิชก็ได้กล่าวโพล่งขึ้นมาว่า “พวกเ้าดูสิ โลกใบนี้มันง่ายเหลือเกิน ! เพียงแค่เริ่มจากจุดสูงสุดลงมาสู่จุดล่างสุด” เขากล่าวพร้อมกับความโกรธเคืองที่แสดงออกมาบนใบหน้าเพิ่มมากขึ้น ท่าทางเช่นนั้นเพียงพอที่จะทำให้ทุกคนกังวลได้ มันราวกับว่าตัวของเขาจะะเิเป็ชิ้น ๆ จากธาตุที่ยุ่งเหยิงในอีกไม่กี่วินาที ทว่าเสียงของเขาก็ยังคงดังก้องต่อไป
“จุดกำเนิด, โลก, กฎแห่งเพลนและมานา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็ส่วนประกอบของทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อพวกเ้าค้นพบวิธีการคิดที่ถูกต้อง พวกเ้าจะพบว่าตนเองยืนอยู่บนเขาของันิรันดรและกำลังก้มลงมองดูเพลนมากมาย และพลังระดับเลเจนดารี่ที่แข็งแกร่งทั้งหลายเ่าั้ก็จะกลายเป็เพียงผงฝุ่นสำหรับพวกเ้าเท่านั้น ยกเว้นก็แต่ชารอนผู้ยิ่งใหญ่คนเดียว เพราะนางถือเป็เ้านายและเป็คนพิเศษที่อยู่เหนือกว่าสิ่งใด!”
ในที่สุดโพโพวิชก็ยกมือขึ้น เขาลูบมืออ้วน ๆ ของเขาเข้าด้วยกันและกล่าวเน้นย้ำให้เหล่านักเรียนฟังด้วยความตั้งใจว่า "ความคิดเป็ตัวตัดสินทุกอย่าง !"
คำสอนของโพโพวิชทุกคำที่ริชาร์ดได้ยินล้วนแทรกซึมเข้าไปอยู่ภายในใจราวกับค้อนที่ทำให้เขารู้สึกสับสนมึนงง ไม่ใช่เพราะเสียงที่ดังของเขา แต่เป็เพราะอาจารย์ผู้นั้นได้ใช้เทคนิคเวทมนตร์ระงับความคิดของนักเรียนด้วยพลังของเขาในฐานะเกรทเมจ
เสียงระฆังดังขึ้นในขณะที่ทุกคนเริ่มฟื้นตัวจากอาการวิงเวียนศีรษะ บทเรียนสำหรับวันนี้ได้จบลงแล้ว “บทเรียนของวันนี้มีเท่านี้ ขอสาปแช่ง 'ใครบางคน' ในหอนี้ด้วยเถิด เลิกเรียนได้ !”
เมื่อริชาร์ดกลับมายังห้องพัก เขาก็ไม่สามารถทำใจให้สงบลงได้เลย ริชาร์ดอ่านหนังสือทุกเล่มที่โพโพวิชสั่งไว้ราวกับกำลังถูกครอบงำ บทเรียนที่เขาได้ร่ำเรียนมาในวันนี้เสมือนกับโพโพวิชได้เปิดประตูบานหนึ่งให้เขาได้เห็นความลับบางอย่างของโลก ความรู้สึกนี้เหมือนกับการได้เปิดคัมภีร์ในห้องใต้หลังคาที่บ้านของเขาครั้งแรก