ตัวละครในเกมส่วนใหญ่จะมีการตั้งค่าสีประจำตัวกรณีของโวล์ฟกังเป็สีดำ ในเนื้อเื่ส่วนใหญ่เขาก็มักสวมชุดสีดำอยู่เสมอ
เด็กชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันในตอนนี้สวมชุดสีเน้นสีเดียวเป็หลักซึ่งมีสีดำเป็หลักจริงๆด้วย เขาสวมชุดที่ดูราคาแพงส่วนที่เป็แขนเสื้อกับชายเสื้อของชุดท่อนบนปักด้วยด้ายสีเงินประกายฟ้า
การแต่งกายของเขาช่างดูโดดเด่นภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างยามกลางวันแต่ตัวเขาที่เดินอย่างสง่างามในสวนดอกไม้ยิ่งดูเหมือนภาพวาดมากกว่าน่าเสียดายตรงสีหน้าที่แข็งทื่อเกินไปกับรอยย่นระหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่นแต่เมื่อรวมสิ่งเ่าั้เข้าด้วยกัน เขาก็ดูมีตัวตนเด่นชัดราวกับจะบอกว่าทิวทัศน์ก็เป็แค่ฉากหลังธรรมดา
แม้ว่าฉันเฝ้าสังเกตการณ์อีกฝ่ายจากตำแหน่งด้านข้างเยื้องไปทางด้านหลังฉันก็ยังเดินตามเขาไปติดๆ ไม่ให้ชักช้า
เมื่อหนุ่มน้อยโวล์ฟกังเดินมาถึงตรงซุ้มโค้งดอกไม้ที่บดบังสายตาในมุมหนึ่งของสวนเขาก็หยุดเดิน
“เธอยอมรับเื่ที่ถูกกำหนดให้เป็คู่หมั้นของฉันเหรอ”
เนื่องจากเป็เื่ที่เกิดขึ้นกะทันหันปฏิกิริยาของฉันจึงช้า แต่ฉันก็พยักหน้าตอบไป
แล้วเขาก็จ้องฉันหนักขึ้นด้วยั์ตาสีม่วงอมน้ำเงินชวนจับใจคู่นั้น
“...ไม่โดนใจเลยนะ หน้าตาก็พอดูได้หรอก แต่โดยภาพรวมดูไม่ค่อยร่าเริงสนุกสนานเลยไม่ใช่แบบที่ชอบ แล้วตัวก็ใหญ่เกิน... แต่เพราะสถานะทางครอบครัวเหมาะสมกันดีก็จะยอมพบกันครึ่งทางให้ แต่อย่าเข้าใจผิดเื่สถานะคู่หมั้นแล้วคิดจะมายุ่งกับการกระทำของฉันก็แล้วกัน”
...
อ้อ...อื้ม
นิสัยเป็แบบนี้นี่เองสินะ
ด้านหนึ่งสมองของฉันคิดอย่างนั้นขณะที่ความจริงในใจฉันเต็มไปด้วยความรู้สึกโล่งอกอย่างมาก
ดูเหมือนเื่ที่ฉันกลัวที่สุดไม่ได้เกิดขึ้น
(หน้า35 รูปภาพประกอบ โวล์ฟกังกับลีโคริสยืนท่ามกลางสวนดอกไม้)
ยกตัวอย่างเช่น ตัวตนของฉันจะเปลี่ยนไปทั้งหมดในวินาทีที่เจอโวล์ฟกังไอเซนฮูทหรือเปล่า มันเป็ความระแวงแบบนั้นแหละ
ฉันจะเกิดจิตใจหวั่นไหวโดยไม่รู้สาเหตุเพราะชอบอีกฝ่ายขึ้นมาจนไม่อาจควบคุมได้หรือเปล่าแม้รู้ว่าต้องแตกหักในอนาคตข้างหน้าแต่ฉันจะถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านจนหน้ามืดตามัวหรือเปล่านั่นเป็สิ่งที่ฉันกลัวที่สุด
อืม ค่อยยังชั่ว
‘ไม่มี’แบบที่ว่านี้
ก็ฉันไม่ใช่มาโซคิสม์[1]นี่นา
อยากเขกกะโหลกเ้าเปี๊ยกที่อวดดีคนนี้เหลือเกิน
แต่ประสบการณ์ชีวิตแบบผู้ใหญ่ั้แ่ชาติก่อนดึงฉันให้ไกลห่างจากความก้าวร้าว
ทั้งที่คิดว่าจะจ้องั์ตาสีม่วงอมน้ำเงินที่อยู่ต่ำกว่าตัวเองอย่างเต็มที่ปิดท้ายด้วยการหัวเราะพ่นลมหายใจทางจมูกแท้ๆ
“ตัวก็เล็ก เื่ที่พูดก็เล็กตามด้วยนะคะ”
อ๊ะ เผลอหลุดปากไปแล้ว
ถ้าถามว่าโวล์ฟกังไอเซนฮูทเป็อย่างไรกับคำพูดที่ออกมาจากปากฉัน
เขาก็แค่เบิกตากว้างและอ้าปากค้างด้วยความใ
(อะ อ้าวต่างกับปฏิกิริยาที่ฉันคิดไว้แฮะ)
ถึงจะนึกภาพว่าเขาคงโกรธจนเหมือนกับแปลงร่างเป็ัพ่นเปลวเพลิงสุดสยองก็เถอะแต่ฉันก็คิดว่าจะถูกเขาจ้องเขม็งโดยใส่ความเกลียดชังเข้าไปด้วยแน่ๆ
การตั้งท่าเตรียมไว้เผื่อเขาอาจจะลงมือจึงเปล่าประโยชน์อย่างสิ้นเชิง
ถ้าเปรียบเทียบท่าทางของเขาในตอนนี้ก็เหมือนแมวที่เจอศัตรูแปลกหน้าเข้าโดยบังเอิญเขาเป็คนมารยาทดี คงได้รับการอบรมมาอย่างดีแต่แทนที่จะระวังตัวกลับถูกอาการใครอบงำ
สันนิษฐานว่าเขาคงไม่เคยถูกคนที่อยู่ในวัยเดียวกันตอกกลับหากคิดถึงยศถาบรรดาศักดิ์ของเขาแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็ผู้ใหญ่ก็คงไม่กล้าประจันหน้าและโต้แย้งเขาเป็แน่
ดยุกที่เป็พ่อของเขาไม่พูดกับลูกชายตัวเองว่าตัวเตี้ย
เหงื่อเย็นๆ ไหลผ่านแผ่นหลังของฉัน
คิดว่าคนทั้งหลายที่ใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นสมัยปัจจุบันอย่างมีสันติก็คงเห็นด้วยอย่างยิ่งฉันไม่อยากกลายเป็ผู้เคราะห์ร้าย และไม่อยากกลายเป็ผู้ก่อความเดือดร้อนด้วย
ต่อให้อีกฝ่ายจะกลายเป็ยันเดเระในอนาคตก็ตามแต่ถ้าเขาเป็ลูกคุณหนูคงมีจิตใจเปราะบางอ่อนแอจนระบบการทำงานต่างๆในร่างกายหยุดทำงานเพียงเพราะถูกตอกกลับเหมือนที่ฉันพูดเมื่อครู่นี้คำพูดของฉันเมื่อสักครู่ไม่เป็ผู้ใหญ่เอามากๆ
“เอ่อขออภัยที่ดิฉันพูดเื่เสียมารยาทไปนะคะ ขออภัยจริงๆ ค่ะ”
หนุ่มน้อยโวล์ฟกังโกรธจนเืขึ้นหน้า แล้วในที่สุดก็ดูเหมือนเขาได้โอกาสใช้คำพูดของฉันคลายจากอาการที่เหมือนถูกผีอำ
“ยะ ยกโทษให้ไม่ได้!”
“ค่ะ ไม่ต้องยกโทษให้ก็ได้ค่ะ”
“...อึก!”
ใบหน้าขาวๆของเขาแดงแปร๊ดเหมือนมะเขือเทศสุกแต่เส้นเืคงไม่รับภาระหนักหรอกนะเพราะยังเด็กอยู่
แต่ถึงอย่างนั้น เด็กชายคนนี้ปกติถูกตามใจจนเคยตัวขนาดไหนกันนะจึงได้ใทุกครั้งที่ถูกอีกฝ่ายสวนกลับ
ฉันคิดว่าท่านรานันคูลาเป็สุภาพบุรุษที่ตรงไปตรงมาแต่คงเป็พ่อที่ไม่กล้าดุลูกชาย การมีลูกตอนอายุมากแล้วลูกจึงได้รับความรักใคร่เอ็นดูอย่างมาก
(...หืม จะว่าไป)
ฉันตระหนักถึงความเป็ไปได้อย่างหนึ่ง
“ท่านดยุกรานันคูลาที่เป็ท่านพ่อนั้นปกติอาศัยอยู่ใจกลางเมืองหลวงสินะคะ”
“คิดจะไปฟ้องพ่อเหรอ”
ฉันคิดว่าเขาดูมีความน่ารักตรงที่กลัวคนเอาไปฟ้องพ่อฉันยิ้มให้ดูเป็มิตรมากที่สุด
“ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันไม่ทำเื่แบบนั้นหรอกแต่ขอให้อยู่คุยเป็เพื่อนดิฉันต่ออีกสักหน่อยได้ไหมคะ”
คราวนี้หนุ่มน้อยโวล์ฟกังทำหน้าเหมือนแมวระวังภัยที่ขนตั้งชันขึ้นทั้งตัวกับข้อเสนอของฉันเขาถลึงตามองมา บางทีที่คนว่ากันว่ารอยยิ้มทำให้คนใจอ่อนก็ไม่ใช่เื่จริงเสมอไป
ฉันลองพูดต่อไปอีกเพื่อให้เขาผ่อนคลายมากขึ้น
“ดิฉันสนใจเื่ความสัมพันธ์พ่อลูกของบ้านอื่นน่ะค่ะ...พ่อดิฉันทำงานเจรจาทางการทูตอย่าว่าแต่จะอยู่ในเขตบ้านตัวเองเลยเรียกว่าส่วนใหญ่พ่อดิฉันไม่ได้อยู่ในประเทศนี้ด้วยซ้ำ จึงไม่ค่อยได้เจอกันพออยู่ห่างกันแล้วนานๆ เจอกันที ดิฉันก็ไม่รู้ว่าจะคุยเื่อะไรดี ท่านรานันคูลาก็เป็คนงานยุ่งปกติจะอยู่ใจกลางเมืองใช่หรือเปล่าคะ”
เมื่อฉันยอมเผยความในใจออกมาดูเหมือนจะดึงความสนใจของเขาได้นิดหน่อย
“ปกติพ่อก็อยู่ในเมืองหลวงเขากลับมาที่นี่เดือนละสองสามครั้งแต่ผิดคาดที่เธอไม่รู้จะพูดคุยอะไรกับท่านลีเลียนะ ก็เขาดูเป็คนพูดเก่งออก”
“ค่ะ ดังนั้นการสนทนาของเราก็จะเป็พ่อที่คุยอยู่ฝ่ายเดียว พ่อเป็คนมีวาทศิลป์ในการพูดแต่ดิฉันคุยเื่สนุกไม่เป็ก็เลยทำได้แค่พยักหน้ารับรู้ให้เห็นว่าดิฉันกำลังฟังอยู่ค่ะแต่ถ้าเป็แบบนั้นบรรยากาศการสนทนาในครอบครัวก็จะเหงาๆ ใช่ไหมล่ะคะ”
ฉันคิดว่านี่น่าจะเป็วิธีคลายความระแวงของอีกฝ่ายได้แต่ก็ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะเผลอคุยปรึกษาปัญหากลุ้มใจไปด้วย
แต่ก็นับว่าประสบความสำเร็จดูเหมือนว่าในที่สุดหนุ่มน้อยโวล์ฟกังก็สนใจจนยอมเล่าเื่ของตัวเองให้ฉันฟังนิดหน่อย
“...ตัวอย่างของผมกับพ่อคงช่วยไม่ได้นักเพราะเราไม่ค่อยมีวาทศิลป์กันทั้งคู่ถ้าพูดถึงบทสนทนาก็มีแค่ผมรายงานผลการเรียนแล้วพ่อก็กล่าวชมเท่านั้นเอง...ผิดกับเมื่อก่อนตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่”
สรรพนามแทนตัวของหนุ่มน้อยโวล์ฟกังเปลี่ยนจาก‘ฉัน’ เป็ ‘ผม’ คงเพราะเขาเล่าเกี่ยวกับแม่กระมัง
อีกทั้งสีหน้าก็ดูผ่อนคลายขึ้นนิดหน่อยด้วยฉันรู้สึกว่า ‘ผม’ น่าจะใกล้เคียงตัวตนเดิมของเขามากกว่า
“ท่านแม่เป็คนอย่างไรหรือคะอย่างกรณีของดิฉันจำแทบไม่ได้เลยค่ะ เพราะท่านจากไปั้แ่ก่อนที่ดิฉันจะจำความได้”
[1] คนที่พึงพอใจเมื่อได้รับความเ็ป
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/3kRniGc