“เฮ่ย ทำไมยังตามมาอีก พวกแกสองคนจะปล้นขอทานอย่างนั้นเหรอ!”
ชายแก่ขอทานหยุดเท้าแล้วหันกลับมาร้องะโด่าทอตงฟางและลู่จิวที่สะกดรอยตามมา ไม่ว่าจะเดินเร็วแค่ไหนทั้งสองกลับตามมาได้ตลอดจนทำให้ชายแก่ขอทานต้องยืนด่า
“ตาแก่ วันนี้ผมซื้อของกินให้มากมาย ไม่คิดจะตอบแทนกันหน่อยเหรอ” ตงฟางยกมือขึ้นมาขยำแสดงท่าทางเหมือนเ้าหนี้กำลังไล่ต้อนลูกหนี้ให้จนมุม
“ขอทานอย่างฉันไม่มีอะไรให้ตอบแทนหรอกนะ ถ้าฉันตอบแทนได้คงไม่มาเป็ขอทานหรอก ไปชิ้ว ไป~!”
“อย่าดูถูกตัวเองแบบนั้นสิตาแก่ สิ่งที่มองข้ามไปอาจจะเป็สิ่งที่ใช้ตอบแทนได้นะรู้ตัวเปล่า”
“ฮะ ฉันยังคงมีสิ่งที่ตอบแทนได้อยู่เหรอ”
“มีสิ แค่ให้เรานอนด้วยหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าเราก็ไปแล้ว”
“แค่นอนด้วยเนี๊ยนะ”
“ใช่ ตอบแทนเราแค่ให้นอนด้วย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ถือว่าหายกัน”
“พวกแกบ้าหรือเปล่าเนี๊ย งั้นก็ตามมา อยากจะนอนก็จะพาไปนอน”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง ทางฝั่งลู่จิวก็ฉีกยิ้มไม่ต่างกัน เมื่อชายแก่ขอทานถือไม้เท้าเดินนำหน้าออกไปห่างพวกเขาก็รีบเดินตามไปติดๆกลัวจะหลง
“ตาแก่ อีกไกลไหม”
“เลี้ยวซ้ายก็ถึงแล้ว”
ตงฟางเดินเลี้ยวซ้ายหักมุมไปตามที่ชายแก่ขอทานบอก จนพบเข้ากับซอยมืดแห่งหนึ่ง ข้างในล้วนเต็มไปด้วยขอทานหลายร้อยชีวิตกำลังแบ่งพื้นที่นอนด้วยความสะบายใจ
“ตาแก่ ขอนอนใกล้ๆได้เปล่า”
“ตามสบาย”
ตงฟางเดินตามชายแก่เข้าไปในซอย ระหว่างก้าวเท้าผ่านขอทานมากมายเขาถึงกลับปิดจมูก ด้วยกลิ่นของชุดที่ไม่เคยซักมาพร้อมกับกลิ่นตัวที่ไม่เคยผ่านน้ำมาก่อน ส่งกลิ่นเหม็นไม่ต่างจากของเสียลอยเตะจมูกของเขา ภายในใจพยายามข่มความรู้สึกแย่เอาไว้เพราะสถานที่แห่งนี้มันปลอดภัยสำหรับพวกเขาแน่นอน
“เอาล่ะ ฉันจะนอนตรงนี้ พวกแกสองคนก็นอนตรงนั้น อย่ารบกวนกันล่ะ”
“ตาแก่ๆ เดี๋ยวก่อน อย่าพึ่งนอน”
ตงฟางนั่งพิงกำแพง เขารู้สึกได้ถึงบางอย่างจากชายแก่ขอทาน ความรู้สึกของเขาที่ััได้บอกเขาให้ตีสนิทกับชายขอทานคนนี้เอาไว้ แม้ชายขอทานจะไม่ให้ตั๋วเข้าสถาบัน มันกลับมีความรู้สึกบางอย่างบอกให้เขาตีสนิทอย่าปล่อยให้ชายแก่ขอทานจากไปง่ายๆเด็ดขาด
“ไอ้หนุ่ม แกมีอะไร”
“คืองี้ ผมไม่เคยนอนหัวค่ำเลย คุยเป็เพื่อนหน่อย”
“แล้วจะคุยอะไรล่ะ”
“คุยเื่สาวๆไหม”
“สาวเหรอ คนไหนล่ะ ข้านี่จำมาหมดเลยนะ”
“อืม พวกเรามาจากบ้านนอก ตาแก่ไม่ลองบอกหน่อยละว่าใครสวยสุดในเมือง พวกเราจะได้ตามไปดู”
“อาห์ คนสวยที่สุดอย่างนั้นเหรอ” ตงฟางมองจ้องไปยังชายแก่ขอทาน ด้วยการมองจ้องั์ตาสีน้ำตาล ทำให้เขารู้ว่าชายแก่ตรงหน้ามีนิสัยใจคอไม่ต่างจากเขา เป็พวกหื่น โรคจิต บ้ากามไม่น้อย
“จากประสบการณ์ยืนพิงกำแพงขอทานมาทั้งชีวิต ขอบอกเลยว่าสาวงามในเมืองหลงไห่ ตาแก่คนนี้มองมาหมดทุกคนแล้ว ใบหน้า รูปร่าง ล้วนถูกดวงตาทั้งสองจดจำมาเป็อย่างดี”
“ขนาดนั้นเลย”
“อืม ดวงตาอสรพิษคู่นี้หากมองสาวงามแล้วไม่มีทางลืมได้ ขอแนะนำสาวงามอันดับสิบของเมืองก่อนเลยก็แล้วกัน”
ตงฟางแอบนำขนมปังขึ้นมากัดกิน พลางยื่นให้ชายแก่ขอทานโดยไม่ให้ขอทานคนอื่นเห็น เขารู้ว่าอาหารเป็สิ่งจำเป็ หากนำออกมาให้คนอื่นเห็นจะต้องถูกแย่งอย่างแน่นอน ส่วนลู่จิวตอนนี้หลับไปแล้ว ไม่สนการเล่าเื่สาวงามเลยสักนิด
การตีสนิทของตงฟางเขามีจุดประสงค์ด้วยกัน 2 อย่าง หนึ่งเขา้าให้ชายแก่ขอทานเป็หูเป็ตา คอยสำรวจสาวงามให้เขา ในวันหนึ่งที่เขาแข็งแกร่งแล้วต้องตามหาสาวงามที่หนีเขาไป ตงฟางจะได้ถามขอทานแก่
จุดประสงค์ที่สองในการตีสนิทก็เพราะเขารู้ว่าชายแก่ขอทานไม่ธรรมดา ด้วยพลังก่อตั้งิญญาที่เก็บซ่อนไว้ มันมากกว่าคนธรรมดาในเมืองหลงไห่หลายคน แล้วการกินอาหารได้เป็จำนวนมาก ชายแก่ขอทานจะต้องมีทักษะลับอย่างแน่นอน
“ตาแก่ เรายังไม่รู้จักชื่อกันเลย ผมตงฟาง ไอ้นี่ลู่จิว ผมรู้สึกว่าเราจะต้องเจอกันอีก มารู้จักกันหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ”
“ฮ่าๆๆ แกนี่แปลกจริงๆ ใครๆต่างเรียกฉัน ขอทานกัง เอาล่ะเล่าเื่สาวงามจบแล้วจะฟังเื่อะไรต่อ ดูเหมือนแกจะมีคำถามอีกเยอะเลยนะ”
“ฮ่าๆ ไม่ใช่ขอทานธรรมดาแล้วสิ เอาล่ะไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกัน ระดับก่อตั้งิญญา ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรอกใช่ไหม”
ตงฟางมองจ้องขอทานกังที่ตอนนี้กำลังถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย
“เฮ่อ จะพูดเื่นี้มันก็ยาว เอาเป็ว่าเมื่อก่อนฉันเป็ผู้ใช้จิติญญา ออกล่าสัตว์อสูรขายทุกๆวัน บังเอิญว่าวันหนึ่งไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าจึงกลัวตายผันตัวมาเป็ขอทาน แต่ไม่ต้องกลัวหรอก สิ่งที่ฉันเห็นมันอยู่เมืองอื่นไม่ใช่หลงไห่หรอก”
“ออแล้วไป นึกว่าจะซวยซะแล้ว งั้นถามเื่สุดท้ายก็แล้วกัน”
“เื่อะไรล่ะ”
“พรุ่งนี้ก็จะเข้าสถาบันแล้ว ตาแก่รู้ไหมว่าสถาบันไหนสอนเกี่ยวกับพิษหรือไม่ก็ทักษะที่ต้องใช้พลังด้านลบ”
“นี่แกจะเป็นักฆ่าหรือไม่ก็พวกมารเหรอ”
“อืม งั้นถามเื่มารด้วยแล้วกัน พอดีอยู่บ้านนอกห่างไกลความเจริญมาก ยังไม่รู้เลยว่าต้องระวังอะไรบ้าง ตาแก่ช่วยเล่าทุกอย่างที่สำคัญๆในการใช้ชีวิตให้ฟังหน่อยได้ไหม” ตงฟางขอร้องให้ชายแก่เล่า จากท่าทางชายแก่ไม่มีทีท่าจะปฎิเสธเลยสักนิดเขาจึงล้มตัวลงนอนฟัง
“สมัยหนุ่มๆ ฉันก็กลัวหลายอย่างมากๆ แต่หลักๆเลยที่กลัวไม่ใช่มาร เป็ปีศาจมากกว่า หากเจอให้วิ่งหนีสุดชีวิตเลย”
“แสดงว่าปีศาจน่ากลัวกว่ามาร”
“ถูกต้อง ปีศาจเป็เผ่าพันธ์ุอริของมนุษย์เลยก็ว่าได้ หากเจอกันต้องฆ่าแกงกันตลอด แล้วพวกมันก็ทำชั่วมาก แม้แต่มารก็ยังดูเด็กเมื่อเทียบกับปีศาจ”
“แล้วมารคืออะไรกัน ทำไมถึงไม่น่ากลัวเท่าปีศาจ”
“ถ้าจะเล่าเื่มาร ก็ขอเล่าเื่การฝึกฝนก่อนแล้วกัน ดูแล้วแกน่าจะถามไม่รู้จบ ในโลกใบนี้มีการฝึกพลังิญญาหลายรูปแบบด้วยกัน หากศึกษาเื่ทักษะ เขาคนนั้นก็จะถูกเรียกว่าผู้ใช้จิติญญา หากศึกษาเื่ยันต์ อาคม ค่ายกล เขาคนนั้นจะถูกเรียกว่าเป็ผู้ใช้ยันต์ ถ้าฝึกการสร้างอาวุธ จะถูกเรียกนักเล่นแร่แปรธาตุ หากศึกษาเื่การหลอมยา จะกลายเป็ผู้หลอมยา ศึกษาเื่พิษก็เป็ผู้ใช้พิษ ส่วนมารใช้เรียกพวกที่ฝึกทักษะด้วยพลังด้านลบ พวกเขาไม่ใช่ปีศาจ ไม่ใช่สัตว์อสูร ยังเป็มนุษย์เพียงแค่ในหัวมีแค่เื่ฆ่าฟันและเื่ชั่วๆเท่านั้น ”
“แสดงว่ามารก็ถูกทหารตามล่าเช่นเดียวกันกับปีศาจสิ เพราะมีทักษะฆ่าคนอื่นเพื่อให้ได้พลัง”
“ไม่เสมอไป กฎของหลายๆเมืองทำให้มารไม่ได้น่ากลัว ถ้าไม่สามารถหาหลักฐานการฆ่าได้ ต่อให้ผู้ใช้ที่ถูกเรียกว่ามารฆ่าคนไปมากมาย เขาก็จะไม่ถูกจับ แต่เมื่อใดก็ตามที่มีหลักฐาน เขาจะถูกตามล่าทันที”
“มันก็ไม่ต่างจากผู้ใช้จิติญญาอื่นๆเลยสิ”
“ใช่ แม้ในสายตาของชาวบ้าน มารจะเป็ตัวตนที่น่ากลัว แต่ก็เป็ตัวตนที่เดินเหินในเมืองได้ หากไม่ทำผิดกฎสามารถอาศัยในเมืองต่อไป”
“แล้วบทบาทของมารต่อกลุ่มผู้มีอำนาจหรือว่าสถาบันล่ะ พวกลัทธิแปลกๆนับถือแสงสว่างอะไรพวกนั้น”
“เหมือนกัน หากมารไม่ฆ่าคน เขายังคงเป็มนุษย์ที่ใช้พลังงานด้านลบ สามารถอาศัยในเมืองต่อไปได้ แต่ต้องระวังหน่อยเพราะหากถูกจัดฉากให้คนจับได้ ก็มีโทษตายเช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่มารคนอื่นๆก็ด้วย”
“อ๋อ แล้วคนเรียนรู้ทักษะพิษล่ะ”
“พวกเขาก็ถูกมองว่าเป็ผู้ใช้จิติญญาทั่วไปล่ะ ขอแค่อย่าเป็ปีศาจการอาศัยอยู่ในเมืองไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ขุนพล แม่ทัพ หลายคนก็ใช้พลังมารกัน ไม่เห็นพวกเขาจะถูกฆ่าเลย”
“อ๋อ สรุปแล้วมนุษย์จะฝึกทักษะไปด้านไหนก็ได้ ขอเพียงอย่าฆ่าแกงกันจนถูกจับได้ก็พอ”
“ใช่ แม้ทักษะมารต้องอาศัยพลังด้านลบและการฆ่าฟัน พวกเขาไม่จำเป็ต้องฆ่ามนุษย์ก็ได้ สามารถฆ่าสัตว์อสูรเพื่อฝึกทักษะแทนกันได้ แต่ก็นะ ยังไงการฆ่ามนุษย์เพื่อฝึกทักษะก็ยังคงรวดเร็วกว่าอยู่ดี ทำให้ทุกๆวันนี้มารกลายเป็สิ่งที่ผู้คนหลีกเลี่ยงคบหา”
“งั้นบอกได้ไหมว่าสถาบันไหนสอนทักษะพิษและทักษะมาร”
“สถานบันทั้ง 4 มีอยู่หลายอย่างที่สอนเหมือนกัน การหลอมยา การใช้ยันต์ การใช้ค่ายกล การสร้างอาวุธ ทุกอย่างที่เล่ามาล้วนมุ่งเน้นไปทางด้านเด่นของพวกเขาเช่น สถาบันดาราใช้ดาบ พวกเขาก็จะหลอมยาสำหรับทักษะดาบ ใช้ค่ายกลดาบ สร้างอาวุธดาบ สถาบันชิงอี้ก็จะเน้นไปด้านกระบี่ สถาบันอี้ิจะเป็หมัดมวย แต่จะมีอยู่หนึ่งสถาบันที่สอนต่างจากสถาบันอื่น นั่นก็คือสถาบันเฟยเทียน”
“ต่างยังไงเหรอตาแก่กัง”
“ในสถาบันนี้มีทุกอย่างให้เรียน แต่มันก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาด้วยว่าจะเข้าถึงสิ่งที่บรรพบุรุษของสถาบันนี้ทิ้งเอาไว้หรือไม่ ทักษะพิษที่แกอยากใช้งานมีแน่นอน เพียงแต่ว่าจะฝึกไปถึงขั้นไหน หากถึงคอขวดก็ไม่มีใครอธิบายให้ผ่านพ้นไปได้ ดังนั้นการเข้าสถาบันนี้จึงอาศัยโชควาสนาในการเรียนรู้”
“สรุปแล้วสถาบันเฟยเทียนมีทักษะพิษและทักษะมาร”
“อืม ตอนนี้แกคงเลือกได้แล้วสินะว่าจะเข้าสถาบันไหน”
“คงต้องเข้าสถาบันเฟยเทียนนี่แหละ”
“ไม่กังวลเหรอ ใครๆต่างก็รู้ว่ามันเป็สถาบันขยะ ไม่อายที่จะเข้าเรียนหรือยังไง พวกลูกหลานตระกูลใหญ่ล้วนเข้าสถาบันอื่นทั้งนั้น”
“ไม่หนิตาแก่ ไม่กังวลเลย น่าสนุกออก ลองนึกดูนะ หากวันหนึ่งได้ออกล่า แล้วบังเอิญหักหน้าสถาบันอื่นๆได้จะสนุกขนาดไหน แค่คิดก็ขนลุกแล้ว”
“แกต้องดีใจสิ ไม่ใช่ขนลุก สมองแกกลับด้านหรือยังไง เอาล่ะฉันจะนอนแล้ว”
“ฝันดีลุง พรุ่งนี้เช้าผมก็จะไปแล้วไม่รบกวนอะไรอีก”
ตงฟางค่อยๆหลับตานอน หวังให้เขาตื่นไปทันสอบ ทันใดนั้นเขากลับต้องเบิกตากว้าง เมื่อจู่ๆััได้ถึงบางอย่างปากทางเข้าซอยที่เขาหลับนอน
“ตาแก่”
“ตาแก่” ตงฟางพยายามเรียกตาแก่กัง เขากลับเห็นร่างขอทานแก่ะโข้ามกำแพงหนีตายไปก่อนเขา ตงฟางจึงรีบยกร่างลู่จิวะโข้ามกำแพงหนีตายเช่นกันเพราะตอนนี้ขอทานที่นอนอยู่หน้าปากซอยกำลังถูกใครบางคนดูดพลังงานออกจากตัวจนตกตาย หากเขาอยู่ที่นี่จะต้องตายแน่นอน
“ตาแก่กัง รอด้วย~!”
“ไอ้หนู ทางใครทางมัน หากวิ่งตามกันเราตายแน่ หนีไป หนีไปชิ้ว~!”
ตงฟางยกร่างของลู่จิวเลี้ยวเข้าซอยใหม่ เป็อย่างที่ตาแก่กังะโบอก หากพวกเขาวิ่งตามกันไปจะต้องตายด้วยกันอย่างแน่นอน กระทั่งเขาวิ่งสุดกำลังก็มาถึงลานกว้างใจกลางเมือง จุดที่เป็สวนสาธารณะ ทว่าวันนี้กลับแปลกไปเพราะมีผู้คนมากมายกำลังนั่งและนอนรอสอบในวันพรุ่งนี้ ใครก็ตามที่ไม่สามารถหาที่พักได้ล้วนแล้วนอนเต็มสวนสาธารณะ เขาจึงวางลู่จิวลงบนพื้น ตอนนี้คนที่ลงมือฆ่าขอทานไม่ได้ตามมาแล้ว
“ให้ตายสิ เมืองบ้าอะไรอันตรายเป็บ้า นี่จะซวยทุกวันเลยหรือไงเนี๊ย หวังว่าคืนนี้จะไม่มีใครบุกมาฆ่าล้างผู้คนที่นี่หรอกนะ”
ตงฟางมองจ้องผู้คนนับพัน เขารู้สึกโล่งนิดหน่อย การฆ่าคนเป็พันคงไม่ใช่เื่ง่าย เขาจึงวางใจได้นิดหน่อย หวังว่าคืนนี้จะผ่านพ้นไปด้วยดี