
เ้านาง (ตอนที่ 1)
คนที่มาแตะหลังผมที่สถานีขนส่งเป็ชายร่างสันทัดวัยสามสิบกลาง ๆ ใส่สร้อยทองเส้นโต หน้าตาคล้ายมีเชื้อจีน เขาคือคนที่เดินลงบันไดรถทัวร์กลางดึกและบังเอิญสบตาผมนั่นเอง
"มาเที่ยวเหรอครับพี่" เขาถามพร้อมยิ้มกว้าง ท่าทางมั่นอกมั่นใจเกินร้อย "ผมเห็นพี่บนรถทัวร์เมื่อคืน แหม... โคตรดุเลยนะพี่ ล่อซะรถแทบโยก"
ผมยิ้มบาง ๆ พยักหน้ารับอย่างสุภาพ เขาหัวเราะร่วนเหมือนเห็นเป็เื่สนุก
"ผมชื่อประเสริฐนะ ถูกใจพี่ว่ะ ตอนแรกก็นึกว่าพี่มากับแฟน ที่ไหนได้ ดันกลายเป็แฟนคนอื่นไปซะอย่างนั้น พี่พอมีเวลาไหมครับ ผมอยากชวนไปนั่งกินกันที่ร้านผม อาหารอร่อย บรรยากาศดี ถือว่าเลี้ยงต้อนรับ"
ความที่ผมไม่มีธุระร้อน และเห็นว่าเขาตั้งใจมาผูกมิตรอย่างเปิดเผย ผมจึงตอบตกลง
ร้านของประเสริฐตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า เป็ร้านอาหารแบบเรียบง่าย ครัวและเคาน์เตอร์หลักอยู่บนฝั่ง มีศาลาไม้เล็ก ๆ ยื่นลงไปในน้ำเป็ซุ้ม ๆ เพื่อให้ลูกค้านั่งรับลมกินบรรยากาศ โซนด้านหลังร้านมีห้องพักแรมแบบเรียบง่ายปลูกเรียงกันไว้บริการ
ทันทีที่ประเสริฐก้าวเข้ามาในบริเวณร้าน พนักงานสาววัยรุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มสามสี่คนก็กรูเข้ามาหาเขาราวกับผึ้งเจอน้ำหวาน พวกเธอส่งเสียงเจื้อยแจ้วออดอ้อน แย่งกันรับข้าวของ คล้องแขน และคอยซับเหงื่อให้อย่างเอาอกเอาใจ บางคนถึงขั้นจงใจเบียดหน้าอกหน้าใจเข้าแนบชิด แย่งกันเสนอตัวนวดคลายเมื่อยและชงเหล้าให้เสี่ยคนเก่งอย่างเปิดเผย ประเสริฐหัวเราะร่วน ยืดอกรับการปรนนิบัติราวกับาา หันมาขยิบตาอวดผมอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาผมกลับเป็หญิงสาววัยสามสิบต้นหลังเคาน์เตอร์ไม้ ที่ยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ด้วยสายตาเฉยเมย
"นั่น 'น้อง' เมียผมเอง" ประเสริฐทำหน้าบุ้ยใบ้ไปทางเธอ แล้วกระซิบอย่างโอ้อวด "คนเหนือแท้ ๆ หัวอ่อน เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย วัน ๆ ทำแต่งาน ไม่ค่อยทันคนหรอก ผมเลยต้องคอยเป็คนจัดการทุกอย่างในร้านเองหมด"
น้องเป็ผู้หญิงผิวขาวเนียนละเอียด ใบหน้ากลมสวยหวาน ั์ตาโศกดูนุ่มนวล เธอสวมเสื้อลูกไม้สีขาวโปร่งกับผ้าซิ่นตีนจก ท่าทางอ่อนช้อยสุภาพ แต่บุคลิกการวางตัวของเธอกลับมีกลิ่นอายของความเป็นางพญาซ่อนอยู่... เป็ความสวยสง่าแบบมีบารมีโดยธรรมชาติ ยามเธอปรายตามองหรือขยับปลายนิ้วสั่งเด็กคนงาน ทุกอย่างดูเฉียบขาดและเนียนกริบ
"น้องจ๊ะ พี่พาเพื่อนมาทานข้าวนะ จัดโต๊ะริมน้ำให้หน่อย" ประเสริฐพาผมเดินเข้าไปหาเธอ ทำตัววางก้ามเป็เ้าของร้านเต็มที่
น้องเงยหน้าขึ้นมายิ้มหวาน ยกมือไหว้ผมอย่างอ่อนช้อย "สวัสดีเ้า อ้ายเชิญด้านในเลยเ้า เดี๋ยวน้องหื้อเด็กยกสำรับอาหารไปหื้อนะเ้า"
ระหว่างที่นั่งดื่มเบียร์สดกันที่ศาลาไม้กลางน้ำซึ่งตั้งอยู่ห่างจากฝั่งพอสมควร ประเสริฐก็โอ้อวดถึงความเก่งกาจของตัวเองให้ผมฟัง
"พี่รู้ไหม ผมนี่โคตรฉลาดเลยนะ" ประเสริฐเคาะแก้วเหล้า ทำหน้ากรุ้มกริ่ม "ผมมีกติกาตกลงกับเมีย ว่าเราแฟร์ ๆ ต่างคนต่างหาความสุขกับคนอื่นได้ โลกมันไปถึงไหนแล้วพี่ เราต้องโอเพ่น"
"แล้วภรรยาคุณโอเคกับกติกานี้หรือครับ" ผมถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ประเสริฐหัวเราะร่วน "น้องน่ะเหรอ เขาไม่ทำหรอกพี่ รักศักดิ์ศรีจะตาย ห่วงแต่หน้าตา กลัวเป็ขี้ปากสังคม หน้าที่แกก็แค่คอยดูแลร้าน ทำบัญชีให้ผม ส่วนผมก็สบายสิพี่ กินเด็กในร้านไปเรื่อย ๆ ผมล่ะโคตรเซียนเลยที่วางกติกานี้ขึ้นมา น้องมันตามเกมผมไม่ทันหรอก"
ผมยิ้มรับบาง ๆ ยกแก้วน้ำเก๊กฮวยมีฟองขึ้นพร้อมโคลงศีรษะ ทำเออออตามน้ำไปกับเขา
"เอาจริง ๆ วันนี้ผมชวนพี่มา นอกจากจะอยากคุยกับพี่แล้ว ยังอยากพามาแนะนำให้น้องด้วย เผื่อเธอเกิดเปิดใจกับพี่ขึ้นมาจริง ๆ คงสนุกน่าดู... แต่ก็นะ ก็รู้ทั้งรู้แหละ... สรรหามาให้กี่คนต่อกี่คน ก็ไม่เคยชายตามอง" เขาพูดสำทับด้วยความเมามาย
"คงไม่เหมาะหรอกมั้งครับ คุณประเสริฐ" ผมได้แต่ยิ้มรับทำหน้าแหย ๆ
ตกบ่าย ประเสริฐเมาพับหลับคาโต๊ะเตี้ยแบบญี่ปุ่นบนเสื่อในศาลากลางน้ำ เสียงกรนดังเบาๆ แข่งกับเสียงคลื่นซัดเสาไม้ มู่ลี่ไม้ไผ่ที่ถูกปลดลงมาเพื่อบังแดด คอยบดบังสายตาจากบนฝั่งแบบวับ ๆ แวม ๆ ผมนั่งพิงหมอนอิงสามเหลี่ยมจิบเบียร์สดเงียบ ๆ จนกระทั่งน้องเดินถือถาดผลไม้เข้ามาเสิร์ฟ
"สูมาเต๊อะเ้าตี้อ้ายเสริฐเมาหลับไป ปล่อยหื้ออ้ายนั่งคนเดียว" น้องนั่งพับเพียบลงข้างโต๊ะ ได้กลิ่นหอมน้ำปรุงดอกปีบจาง ๆ "ถ้าอ้ายกิ๋นเสร็จแล้วก่อปิ๊กไปเต๊อะเ้า บ่าต้องรอเปิ้นตื่นหรอก อ้ายเสริฐเปิ้นขี้เมา ชอบปาไผต่อไผมาวุ่นวายเรื่อย... น้องบ่าไค่สนละเ้า"
"คุณประเสริฐแกชอบอวดว่าแกใจกว้าง..." ผมเริ่มต้นสนทนาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "แต่ผมว่าแกแค่รู้ว่าคุณน้องเป็คนดี และรักเกียรติของตัวเองเกินกว่าจะทำเื่แบบนั้น..."
น้องชะงักมือที่กำลังจัดจานผลไม้ เลิกคิ้วมองผมด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
"ผมแค่บังเอิญหลงคารมเขาผ่านเข้ามาเท่านั้นเอง คุณไม่ต้องคิดมาก" ผมอธิบายต่อด้วยท่าทีสุขุม "แต่บางทีผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งเก่งอย่างคุณ... มองเห็นอะไรดีในตัวเขา"
ดวงตาโศกของเธอไหววูบ ความเยือกเย็นสั่นคลอนเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่เธอจะถอนหายใจแ่เบา "นั่นสิเ้า... ระหว่างเฮาสองคนมันก็ห่างกั๋นมาเมินแล้ว จนน้องก่อลืมไปแล้วว่ายะตึงหมดนี่ไปเพื่ออะหยัง..." เธอทอดสายตามองผิวน้ำ "ก่อไค่ฮู้เหมือนกั๋นว่า ถ้าน้องยะต๋ามเงื่อนไขของเขาแต้ ๆ... มันจะเป็จะได"
ผมยื่นมือไปแตะทับมือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะ "ถ้าเหนื่อยก็พักบ้างเถอะครับ อย่าไปคิดอะไรมาก"
ดวงตาคู่สวยชะงักงัน ั์ตารื้น ก่อนที่หยดน้ำตาจะร่วงเผาะ
ผมยกมือขึ้นตบกระเป๋าเสื้อควานหาผ้าเช็ดหน้า แต่พอนึกขึ้นได้ว่าไม่มีแล้ว จึงตัดสินใจเอื้อมมือใช้นิ้วโป้งปาดซับหยดน้ำตาบนพวงแก้มเนียนให้เธออย่างเบามือ
"อย่าร้องเลยครับ... หน้าสวย ๆ หมองหมดแล้ว"
พอขาดคำ หยาดน้ำตากลับยิ่งพรั่งพรู น้องยกสองมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองลวก ๆ ทิ้งมาดคุณนายเ้าระเบียบไปจนหมดสิ้น "งามอะหยังกั๋นเ้า อายุก็ปูนนี้แล้ว... สู้ละอ่อนหุ่นเซียะ ๆ หมู่ฮั้นบ่าได้หรอก"
"ใครบอกล่ะครับ..." ผมมองสบตาเธอนิ่ง ปลายนิ้วยังคงไล้เบา ๆ อยู่ที่ข้างแก้ม ก่อนจะเสขึ้นไปปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผาก "สำหรับผม... ผู้หญิงวัยนี้ต่างหาก ที่สวยจนพวกเด็ก ๆ เทียบไม่ติดเลย" ผมหยุด เอาสองมือไปกุมมือเธอไว้ "ด้วยความสัตย์จริง ั้แ่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนสวยเท่าคุณน้องเลย"
ภายใต้แสงแดดที่ลอดผ่านช่องมู่ลี่ไม้ไผ่ตกกระทบเป็เส้นสาย... ความเงียบเข้าปกคลุมศาลากลางน้ำ มีเพียงเสียงคลื่นซัดเสาไม้เบา ๆ น้องพลิกมือแล้วสอดนิ้วเรียวของเธอเข้าประสานกับมือของผมอย่างเชื่องช้า
เธอมองสบตาผม ั์ตาที่เคยราบเรียบ บัดนี้แฝงความปรารถนาวูบไหว
"จะอี้... อ้ายจะเป็ตี้พักหื้อน้องสักกำได้ก่อเ้า" เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าน้ำหนักในการบีบกระชับมือผมนั้นกลับเด็ดขาดและเอาแต่ใจ ดวงตาโศกหรุบต่ำลง
เธอไม่ได้รอคำตอบ ร่างระหงลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงกรนเบา ๆ ของประเสริฐที่ฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ เสียงไม้กระดานของศาลากลางน้ำลั่นเอี๊ยดตามน้ำหนักเท้า ผมเผลอกลั้นหายใจเมื่อเธอค่อย ๆ ก้าวอ้อมโต๊ะตัวนั้นมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
แสงแดดเื้ัฉายทาบบนเรือนร่างของเธอ เผยเงาโค้งเว้าที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเรียบร้อยนั้น ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากอะไรอีก เธอก็ทิ้งตัวลงมานั่งเบียดชิดติดกับตัวผมราวกับสนิทสนมกันมานาน
ร่างนุ่มหยุ่นทิ้งน้ำหนักลงนั่งเคียงข้างบนเสื่ออย่างเงียบเชียบ ััจากสะโพกและหน้าขาที่บดเบียดแนบชิด ส่งผ่านความร้อนผ่าวจากเรือนร่างใต้ชั้นผ้าซิ่นจนผมสะดุ้งเฮือก ลมหายใจสะดุด สองมือวางเกร็งด้วยความประหม่า... ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหรือออกแรงผลักไส
ทว่าเธอกลับยิ่งทิ้งน้ำหนักโถมเรือนร่างเข้าหา แขนเรียวสอดเข้ามากอดรัดและคล้องรอบลำคอผมอย่างถือวิสาสะ กลิ่นหอมลุ่มลึกของดอกปีบผสมกับไอแดดยามบ่ายโชยเตะจมูกจนพานให้สติพร่าเลือน ขณะที่ปลายจมูกรั้นของเธอเฉียดผ่านขมับผมไปอย่างอ้อยอิ่ง ในระยะประชิดเช่นนี้ ผมมองเห็นแม้กระทั่งเส้นขนอ่อนที่ต้นคอระหง และหยาดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ที่ซึมชื้นอยู่ใต้ขอบเสื้อลูกไม้สีขาวโปร่งได้อย่างชัดเจน
"คะ... คือ ผมไม่ได้มีเจตนาว่าอย่างนั้น" ผมละล่ำละลัก พยายามเอนตัวหนี แต่แผ่นหลังก็ชนกับเสาไม้เสียแล้ว ผมใช้สองมือแตะต้นแขนของเธอเบา ๆ พยายามจะดันให้ออกห่าง "เดี๋ยวเด็กในร้านเดินมาเห็นเข้า... คุณน้องจะเสียหายนะครับ"
แทนที่จะยอม เธอกลับยิ่งโน้มเรือนร่างเข้าหา ทรวดทรงภายใต้เสื้อลูกไม้สีขาวโปร่งบดเบียดแนบชิดกับแผงอกผม ััได้ถึงความนุ่มนวลและปลายยอดที่แข็งตึงจนแทรกผ่านผ้าบาง ั์ตาโศกที่บัดนี้ฉ่ำเยิ้มช้อนมองขึ้นมาสบตาผมอย่างดื้อรั้นและแฝงแววซุกซน มุมปากยกยิ้มราวแมวน้อยที่กำลังหยอกเย้าเหยื่อ สองมือเล็กที่เกาะกุมลาดไหล่ของผมออกแรงกระชับแน่นขึ้น ปลายเล็บจิกลงบนผิวเนื้อเบา ๆ คล้ายจะตอกย้ำพันธนาการอันเย้ายวนนี้
"ก็อ้ายบอกเอง... ว่าจะหื้อน้องพัก" เธอกระซิบชิดริมฝีปาก กลิ่นดอกปีบหอมลุ่มลึกจนสติเริ่มเลือนลาง "ถ้าอ้ายผลักไสน้อง... แล้วน้องจะไปพักตี้ไหนล่ะเ้า"
มือเล็กเลื่อนมาจับมือที่สั่นเทาของผม เปลี่ยนจากที่กำลังผลักไส มาวางแหมะลงบนเอวคอดกิ่วของเธอ
"ดะ... เดี๋ยวประเสริฐตื่นมาเห็นจะไม่ดีนะครับ"
"ขานั้นน่ะ เหล้าเข้าปากแล้วกรนสนั่นแบบอั้น เอาจ๊างมาก็ปลุกบ่าตื่นหรอกเ้า" เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"อีกอย่าง... ถ้าอ้ายกั๋วเปิ้นตื่นมาหัน..."
เธอยกสองมือขึ้นมาประคองจับใบหน้าของผมไว้ บังคับให้ผมสบตา ประโยคสุดท้ายของเธอถูกกลืนหายไป...
ริมฝีปากอวบอิ่มประทับลงมาอย่างรวดเร็ว ัันั้นทั้งร้อนรุ่ม นุ่มนวล และเต็มไปด้วยความโหยหา เธอไม่ปล่อยให้ผมได้ตั้งตัวหรือปฏิเสธ ขบเม้มหยอกเย้า รสััหวานล้ำเจือกลิ่นแอลกอฮอลจาง ๆ แทรกซึมเข้ามาจนทุกอย่างรอบตัวร้อนระอุ ร่างกายของผมสั่นสะท้าน สัญชาตญาณดิบถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม
ผมเลื่อนมือไปโอบรัดเอวคอดกิ่ว บีบกระชับอย่างลืมตัว ขณะที่มืออีกข้างสอดเข้าไปใต้ผมสลวย รั้งท้ายทอยของเธอให้ขยับแนบชิดยิ่งขึ้นเพื่อบดจูบตอบโต้ เสียงครางแ่เบาดังลอดช่องว่างระหว่างริมฝีปาก หน้าอกเธอเบียดเสียดขึ้นลงตามจังหวะหายใจ ความร้อนรุ่มพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง กางเกงตึงคัดจนปวด
ครืด...
เสียงโต๊ะญี่ปุ่นฝั่งตรงข้ามครูดกับพื้นเสื่อเบา ๆ ตามด้วยเสียงครางอ้อแอ้ของคนเมา ประเสริฐขยับพลิกตัว
ร่างกายของผมแข็งทื่อ สติที่เตลิดไปเมื่อครู่ถูกดึงกลับมาฉับพลัน แต่น้องกลับค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกช้า ๆ อ้อยอิ่ง ปลายจมูกของเรายังคงคลอเคลียกัน เธอยิ้มมุมปากเมื่อเห็นท่าทางเลิ่กลั่กของผม และสุดท้ายประเสริฐยังคงหลับลึกต่อไป
แต่ความโล่งใจอยู่ได้ไม่ถึงเสี้ยววินาที...
เอี๊ยด... เอี๊ยด...
เสียงไม้กระดานของสะพานทางเดินลั่นเป็จังหวะ
"ซ้อคะ... โต๊ะสี่เช็คบิลค่ะ"
เสียงของพนักงานสาววัยยี่สิบต้น ๆ ดังแทรกเข้ามาใกล้พร้อมกับเงาร่างที่ทอดทะลุมู่ลี่ไม้ไผ่ ผมสะดุ้งสุดตัว อ้าปากจะส่งเสียงห้ามหรือขยับตัวถอยหนีด้วยความตื่นตระหนก ทว่าน้องกลับไวกว่า
เธอสอดมือเข้าที่ท้ายทอยแล้วกดใบหน้าผมให้ซุกร่องอกหยุ่นนุ่มใต้เสื้อลูกไม้ เสียงประท้วงที่กำลังจะหลุดจากปากถูกกลืนหายไปในทันที กลิ่นดอกปีบผสมไอเหงื่อจาง ๆ ลอยแตะจมูกจนสติเลอะเลือน ผิวของเธอร้อนผ่าว ริมฝีปากของผมถูกปิดกั้นด้วยเนินเนื้ออวบจนต้องสูดลมหายใจผ่านทางจมูกอย่างยากลำบาก ทรวดทรงที่เบียดเสียดแนบชิดอย่างจงใจในระยะประชิด ทำให้ร่างกายของผมสั่นระริกด้วยอย่างตื่นเต้น อารมณ์ปรารถนาถูกปั่นป่วนจนยากจะต้านทาน
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผม หญิงสาวผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จกลับเชิดหน้าขึ้น เธอกระชับอ้อมแขนที่กดศีรษะผมไว้แน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะเปล่งเสียงตอบพนักงานสาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หวานหู และทรงอำนาจ
"ซ้ออู้ธุระกับแขกอยู่... หื้อจอยไปเคลียร์บิลโต๊ะสี่แตนเลยจ้ะ"
เสียงเรียบกริบ ไม่มีร่องรอยความสั่นพร่า เงาร่างหลังมู่ลี่รับคำแล้วเดินจากไป เสียงสะพานไม้ลั่นห่างออกไปเรื่อย ๆ... และเสียงหัวใจของผมเต้นกระหน่ำจนแทบทะลุออกมานอกอก เมื่อตระหนักได้ว่า ผู้หญิงที่กำลังกอดรัดผมอยู่เหนือร่างของสามีที่เมาหลับ คือคนที่อันตรายและเย้ายวนที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา
มือบางเลื่อนลง
ปลดซิปกางเกง
รวดเร็ว
เงียบเชียบ
นิ้วเรียวรูดขอบกางเกงลง
ความแข็งขืนดีดผึงออกมา
แดงก่ำ
ตึงคัด
เธอกอบกุมด้วยฝ่ามืออุ่นจัด
รูดรั้งช้า ๆ จากโคนถึงปลาย
เม็ดน้ำใสซึมหัว
ลื่นมือ
ผมสะดุ้งเฮือก
หอบสะท้าน
กลั้นเสียงไว้ในลำคอ
เธอโน้มใบหน้าลง
ผมสลวยหล่นปิดข้างแก้ม
ริมฝีปากบางครอบส่วนหัว
ร้อนรุ่ม
ชื้นแฉะ
ลิ้นเรียววนรอบ
ดูดดึง
แก้มบุ๋ม
ผมเห็นหัวนมเธอแข็งตึงใต้ลูกไม้
มือขยำสะโพกกลมกลึงใต้ซิ่น
บีบเค้น
นิ้วจมเนื้อนิ่ม
เธอถกซิ่นตีนจกขึ้นสูง
เผยต้นขาขาวเนียน
กางเกงในลูกไม้สีครีมเปียกชื้นตรงกลาง
เธอรูดเลื่อนลง
ขยับขึ้นคร่อมหน้าตัก
ร่องชุ่มฉ่ำถูไถตามลำแข็ง
ลื่น
ร้อน
เสียงเนื้อเสียดสีแ่เบา
สะโพกแอ่น
ปลายหัวจรดปากทาง
เธอค่อย ๆ กดลง
กลืนเข้าไปทีละนิ้ว
อุ่นจัด
ตึงแน่น
จนโคนชนสะโพก
ลมหายใจร้อนรดหน้าผม
ั์ตาฉ่ำปรือ
กำลังจะเริ่มขยับ
แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าก็วิ่งตึงตังข้ามสะพานไม้มาอย่างเร็ว
"ซ้อคะ ซ้อ" พนักงานสาวคนเดิมร้องเรียกมาแต่ไกล "ลูกค้าโต๊ะใหญ่จากในเวียงมาถึงแล้วค่ะ"
ร่างงามที่กำลังคร่อมทับอยู่บนตัวผมหยุดกึก
น้องหลับตาลง สูบสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนที่จะลืมตาขึ้น... แววตาเว้าวอนเลือนหาย แทนที่ด้วยสายตาเ้าของร้าน
ทว่าแทนที่เธอจะรีบลุกออกไป กลับค่อย ๆ ขยับยกสะโพก ถอดถอนความแนบชิดออกอย่างเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง... เหมือนจงใจทรมานผมให้แทบขาดใจตายอยู่ตรงนั้น
เธอจัดแจงเสื้อผ้าและกระโปรงเรียบร้อยในเวลาเพียงไม่กี่วินาที มือเล็ก ๆ เอื้อมมาจัดคอเสื้อที่หลุดลุ่ยของผมให้เข้าที่อย่างเบามือ
น้องโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ริมฝีปากที่เพิ่งจูบผมอย่างตะกละตะกลามเมื่อครู่ เฉียดผ่านปลายหูผมไป พร้อมกับเสียงกระซิบที่สั่นพร่าทว่าเอาแต่ใจ
"น้องขอไปจัดก๋านธุระก่อน... ส่วนเื่ของเฮา..." เธอขบเม้มติ่งหูผมเบา ๆ เป็การทิ้งท้าย "คืนนี้... น้องจะมาทวงสิทธิ์ต่อนะเ้า"
เธอผละออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งผมให้จมอยู่กับความคั่งค้างและกลิ่นหอมของเธอ โดยมีเพียงเสียงกรนของประเสริฐเป็เพื่อนร่วมศาลา
เมื่อความอดทนของ 'น้อง' สิ้นสุดลง สัมผัสวาบหวามและกลิ่นดอกปีบที่ฝากไว้ ณ ศาลากลางน้ำจึงเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น บทสรุปของการ "ทวงสิทธิ์" ในค่ำคืนอันรุ่มร้อนนี้จะเป็นอย่างไร... (โปรดติดตามตอนต่อไป)