แสงอรุณของวันใหม่สาดส่องลงมายังเมืองหัวอินอีกครั้ง แต่สำหรับเหล่าเด็กๆ ในตรอกท้ายตลาดแล้ว...วันนี้คือรุ่งอรุณที่แท้จริงของชีวิตพวกเขา
ทันทีที่รถม้าคันงามอันแสนคุ้นตาของสกุลเซี่ยปรากฏขึ้นที่ปากตรอกอีกครั้ง เหล่าเด็กน้อยที่กำลังนั่งจับเจ่าอยู่หน้าเรือนร้างก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันที.!
“มาแล้ว..! ท่านพี่ชายใหญ่มาแล้ว..!” “รถม้าคันนั้น..! ข้าจำได้..!”
เสียงเจื้อยแจ้วที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจดังขึ้น พวกเขารีบวิ่งเข้าไปในเรือนเพื่อะโเรียกป้าเหมย ก่อนจะพากันวิ่งกรูออกมาต้อนรับขบวนของคุณชายผู้มีพระคุณกันอย่างพร้อมเพรียง
รถม้าของเซี่ยหยางแล่นมาจอดเทียบอยู่หน้าเรือนอย่างสง่างาม อาหู่และอากังที่ยืนเฝ้ายามอยู่ตลอดทั้งคืนรีบเข้ามาทำความเคารพผู้เป็นาย
“เรียนคุณชายใหญ่ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา...ไม่มีเหตุการณ์ใดผิดปกติขอรับ พวกอันธพาลกลุ่มนั้นไม่ได้หวนกลับมาอีก” อาหู่รายงานอย่างแข็งขัน
“ดีมาก” เซี่ยหยางผงกศีรษะขอบใจ ก่อนจะก้าวลงจากรถม้าโดยมีเสี่ยวชุ่ยคอยประคองอยู่ไม่ห่าง
ทันทีที่เท้าของเขาััพื้นดิน ร่างเล็กๆ ของเสี่ยวฮวาก็วิ่งถลาเข้ามากอดขาของเขาไว้แน่น!
“ท่านพี่ชายใหญ่..!”
เซี่ยหยางหัวเราะร่า เขาย่อตัวลงลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ ก่อนจะช้อนร่างของนางขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน แล้วจึงเดินนำเสี่ยวชุ่ยและซูเหวินจื่อเข้าไปด้านในเรือน ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมด้วยความหวังของเด็กๆ ทุกคน
ท่านป้าเหมยรีบออกมาต้อนรับ และทำความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุด เสี่ยวชุ่ยรีบนำเก้าอี้ไม้ที่ดูดีที่สุดมาจัดวางให้คุณชายของตนนั่ง ก่อนจะหันไปสั่งให้อาหู่นำชุดน้ำชาชั้นเลิศที่เตรียมมาเป็พิเศษจากในรถม้าเข้ามาด้านใน
“ท่านป้าเหมย...ไม่ต้องมากพิธี” เซี่ยหยางเอ่ยขึ้นขณะที่อุ้มเสี่ยวฮวาให้นั่งลงบนตักของตน “ข้ามีข่าวดีมาแจ้งให้ท่านและเด็กๆ ได้ทราบ”
เขาล้วงหยิบม้วนกระดาษที่มีตราประทับของทางการออกมา “ข้าได้รับหนังสืออนุญาตให้เปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจากท่านนายอำเภอเรียบร้อยแล้ว นับจากนี้ไป...ที่แห่งนี้จะถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็ทางการในนามของสกุลเซี่ย”
เขามองไปยังดวงตาทุกคู่ที่กำลังจับจ้องมาที่เขาด้วยความหวัง “เื่เงินทุนในการดำเนินงาน...ท่านไม่ต้องเป็กังวล ข้าจะเป็ผู้รับผิดชอบทั้งหมด และที่สำคัญที่สุด...ข้าจะจ้างอาจารย์มาสอนหนังสือให้แก่เด็กๆ ทุกคน...ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง!”
คำประกาศนั้น...ประหนึ่งน้ำทิพย์จาก์ที่ชโลมลงมากลางใจของทุกคน!
ท่านป้าเหมยถึงกับทรุดกายลงคุกเข่าอีกครั้ง น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจไหลพรากอาบสองแก้ม “์โปรด! ์มีตาจริงๆ!” เหล่าเด็กๆ ที่แม้จะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่ก็รับรู้ได้ถึงเื่ราวอันเป็มงคล จึงพากันคุกเข่าลงตาม
“ลุกขึ้น..! ทุกคนลุกขึ้นเดี๋ยวนี้..!” เซี่ยหยางรีบวางเสี่ยวฮวาลงแล้วเข้าไปประคองร่างของท่านป้าเหมยและเหล่าเด็กๆ ด้วยตนเอง
ขณะนั้นเอง เสี่ยวชุ่ยก็ได้นำสำรับอาหารที่เตรียมมาเข้าไปแจกจ่ายให้แก่เด็กๆ ทุกคน ก่อนจะกลับมาชงชาอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นให้คุณชาย, คุณชายซู, และท่านป้าเหมย
“บ่าว...บ่าวมิกล้ารับหรอกเ้าค่ะ” ท่านป้าเหมยรีบโบกมือปฏิเสธ
“ท่านป้า คือผู้ดูแลเด็กๆ เหล่านี้ และจะเป็ผู้ดูแลคนสำคัญของ ‘อวี้ยังถัง’ ของข้าในอนาคต มีศักดิ์ไม่ต่างจากผู้าุโของข้า...ได้โปรดรับไปเถิด” เซี่ยหยางกล่าวคะยั้นคะยอจนนางยอมรับถ้วยชาไปดื่ม รสชาติอันหอมละมุนและชุ่มคอของชาชั้นเลิศที่นางไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนในชีวิต ทำให้นางรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
หลังจากหารือกันถึงแผนการในเบื้องต้นแล้ว เซี่ยหยางก็เอ่ยขึ้น “เรือนร้างแห่งนี้ทรุดโทรมเกินไป หากจะซ่อมแซมคงต้องใช้เงินอีกมาก สู้เราหาเช่าเรือนหลังใหม่ที่ใหญ่และสะอาดกว่านี้จะดีกว่า”
เขาแสร้งทำเป็นึกขึ้นได้ แล้วจึงเอ่ยถามท่านป้าเหมยอย่างเป็ธรรมชาติ “ว่าไปแล้ว...ข้าได้ยินมาว่าในเมืองนี้มีคนใจบุญอยู่ไม่น้อย...เช่นหลงจู๊คนเก่าของร้านค้าข้าวสกุลเซี่ยน่ะ ท่านป้าพอจะรู้จักเขาหรือไม่?”
ท่านป้าเหมยพยักหน้ารับทันที “รู้จักดีเลยเ้าค่ะ! หลงจู๊จางเป็คนดีมีเมตตายิ่งนัก! เมื่อสามปีก่อนตอนที่เมืองหัวอินเกิดภัยแล้ง ข้าวยากหมากแพง ร้านค้าข้าวทุกร้านต่างพากันขึ้นราคาสูงลิ่ว มีเพียงร้านของหลงจู๊จางเท่านั้นที่ยังคงขายในราคาเดิม แถมยิ่งซื้อมากก็ยิ่งลดราคาให้ บ่าวและชาวบ้านอีกมากมายต่างก็รอดตายมาได้เพราะความเมตตาของเขานี่แหละเ้าค่ะ...บ่าวเองก็ไม่คาดคิดว่าคนดีเช่นเขา...จะถูกไล่ออกด้วยข้อหาลักลอบนำข้าวไปขายในราคาถูกเช่นนั้น...”
‘เป็อย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด!’ เสิ่นอี้ลอบคิดในใจ ‘หลงจู๊ที่มีคุณธรรมเช่นนี้...ยิ่งควรส่งเสริม! ไม่ใช่ถูกลงโทษ!’
“โธ่เอ๊ย! เื่แค่นี้เอง!” ซูเหวินจื่อที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ตบอกตัวเองดังป้าบ! “เสี่ยวหยาง! เ้าไม่ต้องกังวลไป! เื่หาเรือนใหม่ ข้าจัดการเอง! ข้ารู้จักนายหน้าค้าที่ดินฝีมือดีที่สุดในเมืองนี้! เดี๋ยวข้าจะไปจัดการเจรจาหาเรือนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ ‘เรือนกล้าหยก’ ของเ้าให้เอง!”
พูดจบเขาก็ไม่รอช้า รีบลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว เสียงควบม้าของเขาดังขึ้นแล้วค่อยๆ เลือนหายไป
ยังไม่ทันที่ความเงียบจะกลับเข้ามาปกคลุม...เงาร่างอันคุ้นเคยขององครักษ์อู๋อิ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูราวกับภูตผี! เขาควบม้ามาถึงเรือนร้างด้วยความเร็วสูงสุด
เขาเดินตรงเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าเซี่ยหยาง “เรียนคุณชาย...ข้าหาตัวอดีตหลงจู๊จางพบแล้วขอรับ”
เซี่ยหยางถึงกับยืดตัวตรงในทันที “เขาอยู่ที่ใด?”
“เขาอาศัยอยู่กับบุตรชายในตรอกเล็กๆ ท้ายเมืองขอรับ สภาพความเป็อยู่...ไม่สู้ดีนัก เย็นนี้...ข้าน้อยจะนำตัวเขาไปพบคุณชายที่โรงเตี๊ยมตามคำสั่งขอรับ”
“ดีมาก!” เซี่ยหยางผงกศีรษะรับอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่สำคัญที่สุดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ
“อู๋อิ่ง...ดูแลความปลอดภัยของเขาและบุตรชายให้ดี...ข้า้าทั้งพยานและหลักฐาน...เพื่อที่จะมัดตัวคนร้าย”
“ขอรับคุณชาย!” อู๋อิ่งรับคำสั่งอย่างหนักแน่น ก่อนจะโค้งคำนับแล้วหายลับไปอีกครั้ง...พายุลูกใหม่...กำลังจะเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว
หลังจากที่องครักษ์และสหายรัก ทั้งสองได้แยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจของตนแล้ว บรรยากาศภายในเรือนร้างที่เคยเงียบเหงาก็กลับมาเต็มไปด้วยความหวังและชีวิตชีวาอีกครั้ง เซี่ยหยางรอคอยการกลับมาของต้าซู สหายรักของเขาอย่างใจเย็น แต่ก็มิได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
“ท่านป้าเหมย” เขาหันไปกล่าวกับสตรีสูงวัยที่ยืนมองเขาด้วยแววตาซาบซึ้งใจ “ได้โปรดให้เด็กๆ เก็บสัมภาระที่จำเป็ของพวกเขาเถิด เราอาจจะต้องเดินทางไปยังที่พักแห่งใหม่ในเร็วๆ นี้”
“เ้าค่ะคุณชาย!” ท่านป้าเหมยรับคำอย่างแข็งขันก่อนจะหันไปบอกกล่าวแก่เหล่าเด็กๆ
ภาพอันน่าประทับใจก็บังเกิดขึ้น...เด็กๆ ที่แทบจะไม่มีสมบัติส่วนตัวใดๆ ต่างก็กระวีกระวาดเก็บข้าวของอันน้อยนิดของตน ตุ๊กตาผ้าเก่าๆ, ลูกข่างไม้ที่ทำเอง, หรือเศษผ้าห่มผืนเล็กๆ ใส่ห่อผ้าด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม พวกเขาร้องเพลงพื้นบ้านที่แต่งขึ้นเองไปพลาง เก็บของไปพลาง เสียงหัวเราะสดใสของพวกเขาขับไล่ความอ้างว้างที่เคยปกคลุมเรือนร้างแห่งนี้จนมลายหายไปสิ้น
เมื่อเห็นว่ายังมีเวลาเหลืออยู่มากโข เซี่ยหยางจึงกวักมือเรียกให้เด็กๆ ทุกคนมานั่งล้อมวงรอบตัวเขา
“เอาล่ะ...ในเมื่อพวกเ้ารอคอยอย่างเบื่อหน่าย...พี่ใหญ่จะเล่านิทานให้ฟังดีหรือไม่?”
ดวงตาของเด็กๆ ทุกคู่เปล่งประกายขึ้นมาในทันที! พวกเขารีบขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ อย่างตื่นเต้น
เสิ่นอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงนิทานะเื่หนึ่งจากโลกของนางขึ้นมาได้ นางจึงเริ่มเล่านิทานเื่ “หนูน้อยหมวกแดง” ในฉบับที่ถูกดัดแปลงให้เป็เื่ราวแบบฉบับชาวฮั่นโบราณ
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เชิงเขา มีเด็กหญิงผู้น่ารักนางหนึ่ง นางมักจะสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะสีแดงสดที่ท่านยายถักให้เสมอมา ผู้คนจึงพากันเรียกนางว่า ‘แม่นางน้อยหมวกแดง’...”
น้ำเสียงของเซี่ยหยางนั้นนุ่มนวลและน่าฟัง แต่สิ่งที่ทำให้เด็กๆ ตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ “การแสดง” ของเขา!
ยามที่เขาเล่าถึงหมาป่าเ้าเล่ห์...เขาก็จะทำเสียงทุ้มต่ำน่าเกรงขาม สองมือทำท่าเป็กรงเล็บแหลมคม ดวงตาหรี่ลงอย่างเ้าเล่ห์ “ยายจะกินเ้าให้หนำใจเลย...แม่นางน้อย!”
และยามที่เขาเล่าถึงแม่นางน้อยหมวกแดง...เขาก็จะเปลี่ยนมาใช้เสียงเล็กๆ แหลมๆ ทำท่าทางบอบบางน่ารักน่าทะนุถนอม “ท่านยายเ้าขา...เหตุใดวันนี้ท่านยายจึงมีตากลมโต ปากกว้างใหญ่ และมีเขี้ยวแหลมคมเช่นนี้เล่าเ้าคะ?”
ภาพของคุณชายใหญ่ผู้สง่างามที่กำลังแสดงท่าทางโก๊ะๆ เปิ่นๆ ราวกับเป็นักแสดงงิ้วชั้นครูนั้น ทำให้เหล่าเด็กๆ ถึงกับปรบมือหัวเราะชอบใจกันจนท้องคัดท้องแข็ง
เสี่ยวชุ่ยที่ยืนมองอยู่ห่างๆ อดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้...นางรู้สึกว่านี่แหละ...คือตัวตนที่แท้จริงของคุณชายของนาง...เป็คนที่อบอุ่น มีชีวิตชีวา และไม่ต้องแสร้งปั้นหน้าตึงขรึมอยู่ตลอดเวลาเหมือนเช่นเคย
เสียงหัวเราะและเสียงปรบมืออันเปี่ยมสุขนั้นดังลอดออกไปถึงนอกเรือน...ขณะนั้นเอง...ซูเหวินจื่อก็ได้ควบม้ากลับมาถึงพอดี!
เขาเดินเข้ามาพร้อมกับบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ดูภูมิฐาน ซึ่งก็คือนายหน้าค้าเรือนที่เขาไปติดต่อมา เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะอันสดใส เขาก็ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ดูท่าทางเ้าจะเข้ากับเด็กๆ ได้ดีนี่ เสี่ยวหยาง!”
การเดินทางไปยังเรือนหลังใหม่ในครั้งนี้ ไม่ได้ใช้รถม้าอีกต่อไป แต่เป็การเดินเท้า เซี่ยหยางถูกเหล่าเด็กน้อยล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้ตลอดทาง เขายังคงอุ้มเสี่ยวฮวาไว้ในอ้อมแขนเช่นเดิม ภาพของคุณชายผู้สูงศักดิ์งดงามในอาภรณ์ชั้นเลิศ แต่ในอ้อมกอดกลับเป็เด็กขอทานเนื้อตัวมอมแมม...ช่างเป็ภาพที่แปลกตาแต่กลับงดงามจับใจผู้คนที่พบเห็นยิ่งนัก
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดยืนมองเป็ตาเดียว
“ดูนั่นสิ...คุณชายผู้นั้นงดงามราวกับเทพเซียนจำแลงกายลงมาก็ไม่ปาน...” สตรีผู้หนึ่งกระซิบกับสหาย “ใช่...งดงามอย่างเดียวไม่พอ ยังมีจิตใจเมตตาอีกด้วย ดูสิ...เขาอุ้มเด็กขอทานสกปรกผู้นั้นโดยไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย!”
ข่าวสารเดินทางไวกว่าสายลม...เื่ราวของคุณชายรูปงามผู้ใจบุญแพร่สะพัดไปทั่วตลาด เพียงชั่วกาน้ำเดือด! และเมื่อมีคนสืบรู้ว่าเขาคือ คุณชายใหญ่เซี่ยหยาง บุตรชายคนโตของท่านเสนาบดีกรมพิธีการเซี่ยผู้แสนจะเคร่งครัดและเป็ที่เคารพขององค์จักรพรรดิ...ผู้คนก็ยิ่งแตกตื่น! และเมื่อรู้ว่าเขากำลังจะเปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พร้อมทั้งให้เด็กๆ ได้ร่ำเรียนหนังสือประดุจบัณฑิต...ชื่อเสียงของเขาก็พลันโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหัวอินในทันที!
เมื่อมาถึงเรือนหลังใหญ่ที่นายหน้าได้แนะนำไว้ เซี่ยหยางก็ถึงกับพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ที่นี่เป็อดีตจวนของคหบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว มีขนาดใหญ่โต มีเรือนนอนหลายหลังที่ยังอยู่ในสภาพดี มีลานกว้างขวาง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
“ข้าตกลงเช่าที่นี่” เขาตัดสินใจในทันทีโดยไม่ลังเล
หลังจากทำสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้ว ความวุ่นวายอันแสนสุขก็เริ่มต้นขึ้น เสี่ยวชุ่ยและท่านป้าเหมยช่วยกันจัดแจงแบ่งฝั่งเรือนนอนชายหญิงอย่างเป็ระเบียบ เสียงหัวเราะยินดีของเหล่าเด็กๆ ที่ได้พบกับที่นอนอันอ่อนนุ่มเป็ครั้งแรกในชีวิตดังไปถึงศาลาหน้าเรือน ที่ซึ่งเซี่ยหยางและซูเหวินจื่อกำลังนั่งหารือกันอยู่
เมื่อนายหน้าขอตัวกลับไปแล้ว ซูเหวินจื่อก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “เื่เรือนใหม่เรียบร้อยแล้ว...แต่เื่ของหลงจู๊จาง...เ้าจะทำอย่างไรต่อ? เื่นี้ต้องมีเงื่อนงำอยู่เื้ัแน่ๆ”
“ข้ารู้...” เซี่ยหยางตอบเสียงเรียบ “คืนนี้...ข้าจะได้รู้ความจริงทั้งหมด”
………
การเดินทางของเซี่ยหยางในเมืองหัวอินผ่านไปเพียงสองสามวัน แต่ข่าวคราวความดีงามของเขากลับขจรขจายไปไกลถึงเมืองหลวง!
เื่ราวของคุณชายสูงศักดิ์ผู้มีจิตเมตตาได้ถูกเล่าขานต่อๆ กันไปจนเข้าถึงพระกรรณขององค์จักรพรรดิ..!
ณ ท้องพระโรงในยามเช้า...องค์จักรพรรดิผู้ทรงทอดพระเนตรฎีกาอยู่ถึงกับแย้มพระสรวลออกมาด้วยความพึงพอใจ
“ดี! ดีมาก!” พระองค์ตรัสกับเหล่าขุนนาง “เสนาบดีเซี่ยไม่เพียงแต่จะรับใช้ราชสำนักอย่างตงฉินเท่านั้น แต่ยังอบรมบุตรชายของตนให้รู้จักเมตตาต่อราษฎรได้อย่างน่าชื่นชมยิ่งนัก!”
“กงกง!” พระองค์หันไปรับสั่งกับขันทีคนสนิท “ไป! นำป้ายผ้าปักดิ้นทองคำชมเชยจากท้องพระคลัง...ไปมอบให้แก่จวนเสนาบดีเซี่ยด้วยตนเอง! บอกเขาว่า...ข้าชื่นชมในการเลี้ยงดูบุตรของเขาในครั้งนี้ยิ่งนัก!”
ณ จวนสกุลเซี่ย...เสนาบดีเซี่ยที่กำลังโมโหควันออกหูเพราะเพิ่งได้รับรายงานว่าบุตรชายตัวดีของตนไป “ก่อเื่” ใหญ่โตถึงเมืองหัวอินนั้น...ถึงกับต้องยืนนิ่งอึ้งเป็หิน...เมื่อเห็นขันทีหลวงถือป้ายผ้าพระราชทานเดินเข้ามาในจวนด้วยตนเอง...
ความโกรธแปรเปลี่ยนเป็ความงุนงง...และความงุนงง...ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกพึงพอใจระคนภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก...
เ้าลูกชายตัวดี...ไม่คิดเลยว่าการกระทำของมันในครั้งนี้...จะทำให้เขาได้หน้าไปเสียอย่างนั้น..!