“แม่จะตัดใจตบหน้าเจ้าได้อย่างไรกันเล่า เสด็จพ่อของเจ้าถือกำเนิดเป็นตี๋จื่อ แม้จะไม่ได้มองข้ามซู่จื่อ แต่เหตุการณ์ก่อกบฏเมื่อหกปีก่อน ผู้ก่อการกบฏล้วนเป็นซู่จื่อ ดังนั้นในระหว่างตี๋ซู่แล้วนั้น เสด็จพ่อเจ้าย่อมให้ความสำคัญกับตี๋จื่อมาก” ฉินกุ้ยเฟยกล่าว “อย่าเห็นว่าเสด็จพ่อของเจ้าเคร่งขรึมไม่พูดจาเพียงแค่ยิ้มหรือหัวเราะ ความสัมพันธ์ของเขากับไท่จื่อเยี่ยนนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก เขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเป็นอย่างยิ่ง”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ไหนแต่ไรมาเสด็จพ่อไม่เคยปฏิบัติต่อพวกเราอย่างเมตตา หรือใจกว้างมาก่อน แต่กับน้องสี่นั้นเขามีท่าทีอ่อนโยนเต็มไปด้วยไมตรีจิต มีสิ่งของอะไรดีๆ จวนฉีอ๋องจะได้รับเป็นคนแรก ตำหนักคุนหนิงเป็นที่สอง ที่สามยังไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด บรรดาองค์ชายที่ร่วมมือกันก่อการกบฏเมื่อหกปีก่อนนั้น ท่านตาได้ให้ความช่วยเหลือมากมายเพียงใด แต่เสด็จพ่อกลับไม่เคยระลึกถึงความดีของสกุลฉินเลย” ในใจองค์ชายใหญ่ไม่เป็นสุข
“โอรสข้า เจ้าต้องกระจ่างแจ้งว่าเมื่อเป็นขุนนางของฮ่องเต้แล้วไม่ว่าทำสิ่งใดเพื่อฮ่องเต้ล้วนเป็นเรื่องที่สมควร เจ้าอย่าได้ขอรางวัลจากฮ่องเต้เมื่อทำเรื่องอันใดสำเร็จ นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จงอย่าได้คิดว่าเขาเป็นเสด็จพ่อของเจ้า แต่ต้องปฏิบัติตนเฉกเช่นเป็นขุนนางขององค์ฮ่องเต้” ฉินกุ้ยเฟยพร่ำสอนโอรสของตนอย่างใส่ใจ
“คำพูดของเสด็จแม่ ลูกจดจำไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินกุ้ยเฟยมองเล็บของตนด้วยความพอใจยิ่ง จากนั้นจึงให้คนออกไปจนหมด สายตาของนางกลับมาอยู่บนร่างขององค์ชายใหญ่อีกครั้ง “เช่นนั้นกลับมาพูดถึงเมื่อตอนแรก เจ้าเข้าวังมาเร่งด่วนเช่นนี้ด้วยเหตุอันใด”
“หูตาของเราในจวนฉีอ๋องรายงานมาว่า...” องค์ชายใหญ่เล่าเรื่องทั้งหมด “เสด็จแม่ ท่านเห็นเป็นเช่นใดพ่ะย่ะค่ะ?”
สีหน้าที่มีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าฉินกุ้ยเฟยค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแววตาคมปลาบ “ไม่ว่าพิษในร่างของกู้จวิ้นเฉินจะถอนได้หรือไม่ เขาล้วนเป็นภัย”
“ความหมายของเสด็จแม่คือ?”
“หากพิษในร่างของเขาถูกถอน เช่นนั้นแล้วไม่ว่าในสายตาของราชสำนัก หรือในสายตาของเสด็จพ่อของเจ้า เขาย่อมมีคุณสมบัติที่จะช่วงชิงบัลลังก์มังกรกับเจ้า” ฉินกุ้ยเฟยแจกแจง “ลำดับแรก ตำแหน่งฮ่องเต้ของเสด็จพ่อเจ้านั้นเดิมทีเป็นของเขา ขุนนางที่จงรักภักดีต่อไท่จื่อเยี่ยนเหล่านั้น บัดนี้ยังมีกำลังและความสามารถอยู่ในราชสำนักไม่น้อย พวกเขายินดที่จะคอยประคับประคองและปลุกปั้นโอรสของไท่จื่อเยี่ยน เพื่อให้ตนเองมีโอกาสได้รับใช้ในตำแหน่งขุนนางสำคัญอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาย่อมไม่สนับสนุนเจ้า ลำดับต่อมา ความสัมพันธ์พี่น้องของเสด็จพ่อเจ้ากับไท่จื่อเยี่ยนนั้นแน่นแฟ้นยิ่งนัก สำหรับเขาแล้วพี่ชายเช่นไท่จื่อเยี่ยนเสมือนเป็นบิดาของเขา ดังนั้นในใจของเขาโอรสของไท่จื่อเยี่ยนย่อมมาเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงจะเป็นเจ้า ต่อให้เขาไม่ได้สืบทอดตำแหน่งฮ่องเต้ แต่การมีชีวิตอยู่ของเขาก็ถือเป็นอันตรายอย่างหนึ่ง”
“เสด็จพ่อช่างลำเอียงนัก ข้าต่างหากที่เป็นโอรสของเขา เหตุไฉนเขาจึงได้ให้ความสำคัญกับกู้จวิ้นเฉินถึงเพียงนั้น?” องค์ชายใหญ่ไม่พอใจยิ่งนัก
“ใจของคนเรานั้นก็เอนเอียงอยู่แล้ว” ฉินกุ้ยเฟยไม่ได้อธิบาย เรื่องบางเรื่องต่อให้อธิบายหรือให้คำตอบไปก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นมิสู้ยอมรับความจริงเสียดีกว่า “งานฉลองวันราชสมภพของเสด็จพ่อเจ้าดำเนินการไปเช่นใดแล้วบ้างเล่า?”
“มีน้องรองและน้องสามช่วยกันพ่ะย่ะค่ะ ต่อให้ขาดตกบกพร่องอันใดไปย่อมไม่ใช่ปัญหาของข้า” องค์ชายใหญ่ตอบ
“พวกเจ้าทั้งสามพี่น้องรับผิดชอบร่วมกัน หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นต่อให้ไม่ใช่เจ้าเพียงคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ แต่จะกลายเป็นความทรงจำที่ไม่ดีต่อเจ้าอยู่ในใจของเสด็จพ่อ” ฉินกุ้ยเฟยกล่าว “ยังมีอีก เจ้าและสะใภ้จะต้องพยายามให้มาก เร่งมือเข้า หากสามารถให้กำเนิดพระราชนัดดาองค์ใหญ่ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งองค์ชายรัชทายาทได้ จะมีผลดีต่อตำแหน่งฮ่องเต้ของเจ้ายิ่งนัก”
“ลูกทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่เองก็คิดเช่นนั้น แต่ท้องของพระชายาเอกไม่รักดี “เช่นนั้นทางกู้จวิ้นเฉิน...”
“เรื่องนี้ข้าจะปรึกษาหารือกับท่านตาของเจ้าเอง” ฉินกุ้ยเฟยกล่าว “ไม่ว่าพวกเราจะทำการอันใด เจ้าล้วนไม่ต้องเข้ามาร่วมด้วย ต่อให้ฮ่องเต้มีความเห็นเป็นอื่นในอนาคต คิดจะลงโทษ ก็เป็นเรื่องของข้าและท่านตาเจ้า”
เจตนาของฉินกุ้ยเฟยนั้นองค์ชายใหญ่กระจ่างแจ้งแก่ใจ
“ใช่แล้ว ตามกฎระเบียบขององค์ชายและชินอ๋อง ให้มีพระชายาเอกหนึ่งคน พระชายารองสองคน ในเวลานี้เจ้ามีเพียงพระชายาเอกและพระชายารองอย่างละหนึ่งคน ยังมีพระชายารองอีกหนึ่งคน เจ้ามีตัวเลือกในใจแล้วหรือไม่?” ฉินกุ้ยเฟยถาม
“ลูกไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความรักระหว่างชายหญิง เสด็จแม่มีคนในใจหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ฉินกุ้ยเฟยหยิบภาพวาดออกมาสองม้วน “เจ้ามาดูนี่เสียหน่อย”
หญิงสาวบนภาพวาดทั้งสองดูแตกต่างกัน คนหนึ่งร่าเริงฉลาดเฉลียว อีกคนนั้นเงียบสงบและบริสุทธิ์ องค์ชายใหญ่พบเห็นหญิงงามมามาก ภาพวาดทั้งสองไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกรักแรกพบกับเขา “เสด็จแม่เลือกคนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่คือหลี่หม่าน หลานสาวของจงกั๋วกง ปีนี้มีอายุสิบห้าปี และคนนี้คือบุตรสาวคนโตของจวนจงหย่งโหว หลี่หลิน บุตรีของหลี่ซวี่ ปีนี้มีอายุสิบหกปี” ฉินกุ้ยเฟยแนะนำ “รอให้ถึงวันฉลองราชสมภพของเสด็จพ่อเจ้า พวกเขาจะต้องเข้าวังอย่างแน่นอน เจ้าก็ดูเสียว่าคนไหนถูกชะตากับเจ้ามากกว่ากัน แม้จะเป็นพระชายารอง แต่ก็ต้องถูกชะตากับเจ้า”
“บัดนี้จวนจงกั๋วกงไม่มีค่าพอจะเอ่ยถึงแล้วมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?” องค์ชายใหญ่กล่าว “แม้จวนจงกั๋วกงจะเป็นครอบครัวขุนนางดังกาลก่อน แต่ไม่มีอำนาจที่แท้จริงในราชสำนัก หลี่ซวี่จงหย่งโหวเสียชีวิตไปแล้ว จวนโหวก็เป็นเพียงจวนที่ตกต่ำ”
ฉินกุ้ยเฟยยิ้มบางๆ พร้อมกับหยิบพู่กัน เขียนอักษรสามตัวลงบนกระดาษว่า ‘เหรินเซียงโหว’
“เหรินเซียงโหวคือ?” องค์ชายใหญ่ยังคิดตามไม่ทัน
“เหล่าเฟิงจวิน[1]ของเหรินเซียงโหวเป็นน้องสาวแท้ๆ ของจงกั๋วกง เหรินเซียงโหวคนปัจจุบันคือบุตรชายของนาง เหรินเซียงโหวกล้าหาญองอาจเชี่ยวชาญการศึก หากสามารถดึงสกุลหลี่เข้ามาได้ ก็เท่ากับเป็นการดึงเหรินเซียงโหวเข้ามาด้วย เหรินเซียงโหวมีบุตรชายสามคน ไม่มีบุตรสาว” แต่ละก้าวของฉินกุ้ยเฟยล้วนมีเหตุมีผลเสมอ
“เพื่อลูก ท่านแม่ต้องลำบากแล้ว”
“เสด็จแม่” เสียงออดอ้อนเสียงหนึ่งดังมาจากข้างนอก
จ้าวหนิงฮ่องเต้ไม่ค่อยอยู่ในวังหลังนัก ดังนั้นลูกๆ ของเขาจึงมีไม่มาก องค์ชายสามองค์ องค์หญิงสององค์ นอกจากองค์หญิงเล็กที่อยู่ในวัยห้าขวบแล้ว ก็ยังมีองค์หญิงในวัยสิบสี่ปีอยู่อีกองค์ ทั้งยังถือกำเนิดจากสาวใช้ของฉินกุ้ยเฟยเมื่อครั้งนางยังเป็นเพียงพระชายารอง สาวใช้ให้กำเนิดบุตรอย่างยากลำบาก ดังนั้นจึงเสียชีวิตจากการคลอดบุตร ครั้นแล้วองค์หญิงองค์นี้จึงถูกเลี้ยงดูโดยฉินกุ้ยเฟย
“น้องสาวมาแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเสด็จแม่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่ก้าวถอยออกไปชนกับองค์หญิงใหญ่ที่กำลังเข้ามา เขายิ้มพลางพูดขึ้น “ไฉนจึงเดินเหินราวกับมีลมพัดหอบมาเช่นนี้ เจ้ามิใช่เด็กน้อยแล้ว ยังจะกระโดดโลดเต้นเช่นนี้อยู่อีก”
องค์หญิงใหญ่หันไปทำหน้าผีใส่องค์ชายใหญ่ “เสด็จพี่องค์ชายใหญ่มีพระชายาแล้วเริ่มเอาจริงเอาจังขึ้นนะเพคะ” จากนั้นจึงวิ่งไปหยุดข้างกายฉินกุ้ยเฟย “เสด็จแม่ นี่เป็นสีทาเล็บสีใหม่ที่ฉุนเหอเพิ่งได้มาเพคะ ข้ารู้ว่าท่านแม่กำลังเก็บสะสม จึงนำมันมาด้วย เป็นเช่นใดบ้าง สีนี้งดงามหรือไม่เพคะ?”
สีฟ้า แตกต่างจากสีแดงที่มีความโดดเด่น แต่ให้ความรู้สึกงดงามที่ถ่อมตน
“เจ้าไปเล่นกับฉุนเหออีกแล้วหรือ?” ฉินกุ้ยเฟยหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของนาง “ปีหน้าก็จะถึงวัยปักปิ่น[2]แล้ว ไฉนจึงยังเที่ยวไปทั่วเช่นนี้?”
“เฮ้อ...” องค์หญิงใหญ่ถอนใจเฮือกหนึ่ง “ผู้อื่นอยู่ในสายตาเสด็จแม่อย่างไรก็ยังเป็นเด็กอยู่ดีนั่นแหละเพคะ”
“เจ้าเด็กคนนี้...วันนี้ไปหาฉุนเหอไปเล่นอะไรกันอีกเล่า?” ฉินกุ้ยเฟยถามยิ้มๆ ท่านหญิงฉุนเหอเป็นธิดาของฉุนหยางอ๋อง ฉุนหยางอ๋องเป็นท่านอ๋องผู้มีนามสกุลแตกต่างกับท่านอ๋องผู้อื่นในราชวงศ์ เนื่องด้วยเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องฝ่ายมารดาของไท่จู่ฮ่องเต้[3] ครั้งนั้นได้ร่วมมือกันล้มล้างราชวงศ์ก่อน เป็นขุนนางที่ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ใหม่พร้อมกับไท่จู่ฮ่องเต้ และเป็นท่านอ๋องเพียงผู้เดียวที่ต่างแซ่ต่างสกุล
“ก็ไม่มีอันใดเพคะ...ได้รู้จักกับแม่นางคนหนึ่งที่มากับหลี่จือ บุตรีคนโตของจวนจงหย่งโหว ชื่อว่าหลี่หลินเพคะ” องค์หญิงใหญ่กล่าว
ฝีเท้าขององค์ชายใหญ่หยุดชะงักลง จากนั้นยืนอยู่หน้าประตูไม่ได้ออกไป
ฉินกุ้ยเฟยหัวเราะขึ้นครั้งหนึ่ง “อ้อ? เป็นแม่นางที่มีนิสัยเช่นใดเล่า?”
“อืม...เป็นแม่นางที่มีนิสัยเงียบขรึมไม่ช่างพูดสักเท่าใด แต่นำของอร่อยๆ มาให้พวกเรามากมาย ของว่างเหล่านั้นอร่อยมากเพคะ” องค์หญิงใหญ่พูดแล้วก็ยังมีความรู้สึกอยากกินเล็กน้อย “นางยังบอกอีกว่าคราวหน้าจะเชิญพวกเราไปเที่ยวที่จวนโหวเพคะ”
“เช่นนั้นก็ไปเถิด จงหย่งโหวท่านก่อนนั้นเป็นขุนนางจงรักภักดีของเสด็จพ่อเจ้า เสียชีวิตเพราะช่วยชีวิตเสด็จพ่อเจ้าเอาไว้ ครอบครัวเช่นนี้คู่ควรที่เจ้าจะไปทำความรู้จักเอาไว้ แต่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ว่าเจ้าคือองค์หญิง ไม่ว่าเมื่อใด สถานที่เช่นใด ล้วนต้องจดจำฐานะของตนเอาไว้ เจ้าเป็นองค์หญิงผู้สูงส่ง” ฉินกุ้ยเฟยสั่งสอนอย่างละเอียด
“เสด็จแม่โปรดวางใจเพคะ” องค์หญิงใหญ่จดจำไว้พร้อมกับหัวเราะฮิๆ
การสอบระดับมณฑลสามรอบเป็นเวลาเก้าวันได้เสร็จสิ้นลงแล้ว วันถัดมาคือเทศกาลไหว้พระจันทร์[4] หลี่ฉือและหลี่โจวกลับมาในวันที่สิบห้าเดือนแปด จึงทำให้จวนโหวมีบรรยากาศของวันเทศกาลขึ้นมาบ้าง
อาหารเย็นของวันไหว้พระจันทร์นั้นกินที่เรือนว่านโซ่ว แม้ชายหญิงจะแยกที่นั่งกัน แต่ด้วยความที่เป็นญาติร่วมสายเลือดจึงไม่ได้ใช้ฉากกันลมกั้นเอาไว้
“นั่งกินข้าวด้วยกันทั้งครอบครัวเช่นนี้ ช่างดีเสียจริง” หลี่เหล่าไท่ไท่กล่าวขึ้นยิ้มๆ “การสอบระดับมณฑลของฉือเกอเอ๋อร์และโจวเกอเอ๋อร์ครั้งนี้เป็นเช่นใดบ้าง?”
“ท่านย่าโปรดวางใจ ไม่มีปัญหาแน่นอนขอรับ” หลี่ฉือพูดอย่างมั่นใจ ผลคะแนนการสอบระดับมณฑลจะประกาศในเดือนเก้า ดังนั้นในเวลานี้จึงไม่มีผู้ใดทราบ แต่ท่าทางของหลี่ฉือกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเอง คาดว่าน่าจะผ่านไปได้แน่นอน
“โจวเกอเอ๋อร์เล่า?” หลี่เหล่าไท่ไท่ถาม
หลี่โจวส่ายหน้า “ข้าคิดว่าคงจะไม่ได้ขอรับ แต่ข้าอายุยังน้อย แค่ไปลองสอบดูสักครั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ท่านย่าโปรดวางใจ ต่อไปข้าจะสอบตำแหน่งจ้วงหยวนกลับมาให้ท่านย่าให้ได้ขอรับ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่โจว รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่เหล่าไท่ไท่พลันเสมือนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานฉันนั้น “ไอโยว ช่างเป็นหลานที่กตัญญูของข้ายิ่งนัก ถ้าเช่นนั้นย่าจะรอเจ้าสอบตำแหน่งจ้วงหยวนกลับมา เป็นท่านย่าจ้วงหยวน”
“ท่านย่าเพียงอดทนรอก็พอแล้วขอรับ”
ตลอดมื้ออาหารเย็นผ่านไปพร้อมกับการคุยโวของหลี่โจวและเสียงหัวเราะของหลี่เหล่าไท่ไท่
ในวันถัดมา หลี่หยางซื่อพาหลี่ลั่วและคนในเรือนสองที่เหลือไปเยือนจวนสกุลหยาง เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นวันที่ต้องกินข้าวร่วมกันทั้งครอบครัว เรือนที่สองครบกำหนดออกทุกข์ให้หลี่ซวี่ที่เสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นหลี่หยางซื่อจึงพาพวกเขากลับไปเยี่ยมเยือน
หยางฮูหยินนำลูกชายและลูกสะใภ้มายืนรอต้อนรับที่หน้าประตู เมื่อเห็นพวกเขาลงจากรถม้าจึงเข้าไปต้อนรับเป็นอย่างยินดี “ในที่สุดก็มาแล้ว เร็วเข้า ท่านแม่รอจนร้อนใจแล้ว” ด้านหนึ่งก็กุมมือของหลี่หยางซื่อ “ช่วงนี้สบายดีหรือไม่? อยู่ที่นั่นมีชีวิตยากลำบากหรือไม่?” ที่นั่นหมายถึงสำนักแม่ชี
“พี่สะใภ้โปรดวางใจ ทุกอย่างล้วนดียิ่ง” หลี่หยางซื่อกุมมือของนางไว้เช่นกัน “ทั้งครอบครัวเราต่างก็ได้พึ่งพาอาศัยลั่วเกอเอ๋อร์” หากไม่มีบุตรชายคนนี้ หลินเจี่ยเอ๋อร์ของนางก็คง...
“อย่าไปพูดถึง อย่าไปพูดถึง” หยางฮูหยินกล่าว “เรื่องไม่ดีเหล่านี้พวกเราไม่คิดถึงมัน ให้มันผ่านไปเถิด”
“ลั่วเกอเอ๋อร์ ข้าเป็นพี่ชายของเจ้า” พี่ชายหยางเดินมาเบื้องหน้าหลี่ลั่ว “พวกเราพบหน้ากันเป็นครั้งแรก”
“พี่ชายสบายดีนะขอรับ” หลี่ลั่วกล่าวยิ้มๆ งานเลี้ยงในจวนโหวครั้งก่อนพี่หยางไม่ได้มา ด้วยเหตุที่ต้องเตรียมตัวเข้าสอบระดับมณฑลในครั้งนี้ “การสอบระดับมณฑลครั้งนี้ของพี่ชายเป็นเช่นใดบ้างขอรับ”
“ยังไม่รู้เลย ได้แต่หวังว่าจะสอบได้” พี่หยางอายุยี่สิบปีแล้ว หากยังสอบระดับมณฑลไม่ได้ ต่อไปเส้นทางการสอบเคอจวี่นี้ก็ไม่ต้องสอบต่อแล้ว อายุขนาดนี้แล้ว หากยังสอบต่อไปอย่าได้พูดเลยว่าผ่านมาสิบหนาว นี่มันปาเข้าไปถึงยี่สิบหนาวก็มีแล้ว
หยางเหล่าฮูหยินเห็นทุกคนเดินเข้ามาพร้อมกัน ดวงตาคู่นั้นยิ้มจนตายิบหยี
“คารวะท่านยายขอรับ” หลี่หง หลี่หลิน และหลี่ลั่วก้าวเข้าไปคำนับ
[1] เหล่าเฟิงจวิน (老封君) คือ บรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้กับบิดามารดาผู้อาวุโสของขุนนางที่มีความดีความชอบ
[2] วัยปักปิ่น (年已及笄) ในอดีต สตรีจีนเมื่อมีอายุครบ 15 ปีเต็มจะเริ่มรวบผมแล้วปักผมด้วยปิ่น และยังเป็นเครื่องแสดงว่าถึงวัยที่เหมาะสมแก่การแต่งงานของสตรีจีนโบราณอีกด้วย
[3] ไท่จู่ฮ่องเต้ (太祖皇帝) คือฮ่องเต้ต้นราชวงศ์ ในที่นี้หมายถึงเทียด (พ่อของทวด) ของจ้าวหนิงฮ่องเต้และไท่จื่อเยี่ยน
[4] เทศกาลวันไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลตามวัฒนธรรมจีนที่มีขึ้นในกลางฤดูใบไม้ร่วงเพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว จะมีขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติ ชาวจีนจะเฉลิมฉลองด้วยการไหว้ดวงจันทร์ในเวลากลางคืน