พลันหัวเราะจนพอใจ แอนนาก็เริ่มต้นเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาอีกครั้ง
“เช่นนั้นต่อไปก็มาเริ่มใช้งานใบทักษะลึกลับกันเถอะค่ะ”
แต่แล้ว กวีกลับฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ในชั่วครู่ขณะ เมื่อนั้นเขาจึงเร่งเปล่งเสียงออกไปเพื่อเอ่ยถาม
“ท่านแอนนาครับ ปกติแล้วนักเดินทางทุกคนมักจะมีกระเป๋าติดตัวเอาไว้ด้วยใช่ไหมครับ ?”
“ก็.. คงจะเป็แบบนั้น ถามทำไมกันคะ ?” แอนนามิอาจล่วงรู้ได้ถึงสิ่งที่กวี้าจะสื่อจึงเร่งเอ่ยถาม
ในขณะเดียวกัน กวีกลับยังคงจ้องมองม้วนคัมภีร์ในมือซ้ายของตน และครู่ต่อมาก็จึงกล่าวขึ้น
“จัดเก็บ.. ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม”
พลันเสียงของเขาสิ้นสุดลง ม้วนคัมภีร์ในมือซ้ายก็ได้สูญสลายหายไป แปรเปลี่ยนเป็อณูแสงกระจัดกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ
.
[ ได้รับวัตถุโบราณ ‘ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม’ ]
.
หนึ่งข้อความพลันปรากฏขึ้นมาในหัวของกวี เมื่อเขาลองเลื่อนสมุดนิทานไปยังหน้าที่สอง ตรงช่องแรกที่เคยว่างเปล่ากลับมีสัญลักษณ์คล้ายกับม้วนคัมภีร์ได้ปรากฏขึ้นมาให้เห็น
“ต่อไปก็..” แล้วเขาก็เริ่มกล่าวอีกครั้ง “จงปรากฏ.. ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม”
ทันใดนั้นเอง พื้นที่เหนือหัวขึ้นไปได้เริ่มต้นหมุนวน และเพียงครู่เดียวก็ปรากฏเป็หลุมอากาศสีดำ
.
[ เรียกใช้งาน ‘ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม’ ]
.
บางสิ่งได้ร่วงหล่นลงมาจากหลุมอากาศที่แยกออกจากกัน ลักษณะของมันช่างคล้ายคลึงกับม้วนคัมภีร์ มันก็คือใบทักษะลึกลับที่กวีพึ่งจะจัดเก็บเข้าไปเมื่อครู่นั่นเอง
แววตาของแอนนาเบิกกว้างเพราะตนนั้นกำลังตกตะลึง แม้กระทั่งตัวกวีเองก็มีสีหน้าเฉกเช่นเดียวกัน
.
< นี่มันสุดยอดจริงๆ เพียงแค่เรามีช่องเก็บของล่องหนอยู่ เราก็ไม่จำเป็ต้องแบกของหนักอีกเลย >
.
กวีครุ่นคิด แต่ก็ช่างน่าประหลาด เพราะพลันเมื่อเขาได้รับสมุดนิทานมาอยู่ในมือ วิธีการทั้งหมดก็แล่นเข้ามาในหัว ประหนึ่งว่าเป็การถ่ายโอนข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง
“นี่มันสุดยอดไปเลยค่ะ! สมแล้วจริง ๆ ที่ท่านเป็ถึงผู้กล้า !!” แอนนาก็เร่งเอ่ยปากชื่นชม
กระนั้นกวีกลับไม่คิดว่าสิ่งนี้จะมีค่าอะไรถึงเพียงนั้น
“ก็จริงครับที่มันสะดวก แต่มันก็มีข้อเสียอยู่สองข้อ..”
แม้จะอุดมไปด้วยอรรถประโยชน์ ทว่าช่องเก็บของล่องหนจะสามารถเก็บได้เพียงวัตถุโบราณ ก็หมายความว่า วัตถุประเภทอื่นที่มิใช่วัตถุโบราณ อาทิเช่นเสื้อผ้าหรืออาหาร พวกมันจะไม่สามารถถูกจัดเก็บเข้าสู่ภายในช่องเก็บของล่องหน
มิหนำซ้ำ ยังมีข้อจำกัดในเื่จำนวนชิ้นของสิ่งของ รวมไปถึงน้ำหนักที่สามารถบรรจุได้ ภายในสมุดนิทานนี้มิได้บ่งบอกถึงค่าเหล่านี้ และด้วยจำนวนช่องที่มีอยู่เพียงสิบช่อง จึงทำให้เขาจำต้องทดสอบอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างจึงจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
“งั้นผมจะเริ่มใช้งานล่ะนะครับ”
กวีเร่งเปล่งวาจาเพื่อใช้งานวัตถุโบราณอีกครั้ง พลันเสียงของเขาสิ้นสุดลง ม้วนคัมภีร์ในมือก็สูญสลายกลายเป็อณูแสง พร้อมกับอีกสี่ข้อความที่ได้ปรากฏขึ้นอยู่ภายในหัว
.
[เริ่มต้นใช้งาน ‘ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม’ ]
.
[เสร็จสิ้นกระบวนการ]
.
[ได้รับทักษะใหม่ ‘โล่อากาศ ฟาเรม’ ]
.
[ชื่อทักษะ: โล่อากาศ ฟาเรม
ระดับ: E
ประเภท: ทั่วไป(เลือกใช้งาน)
มานาใช้งาน: 20
ผลของทักษะ: สร้างโล่ขึ้นมาในระยะหนึ่งร้อยเมตร สามารถสร้างได้จากทุกพื้นผิว หรือแม้แต่ในอากาศก็ใช้ได้เช่นกัน ขีดจำกัดที่สามารถสร้างได้ต่อเนื่องกันคือสองชิ้นและต้องใช้ภายในสิบวินาที หากไม่ตรงตามเงื่อนไข จะเข้าสู่ระยะจำกัดการใช้งานหนึ่งนาที]
.
ยามนี้แววตาของเขาจ้องมองหน้าสมุดนิทานพร้อมกับคิ้วสองข้างที่ขมวดเข้าหากัน มันช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก เพราะแทนที่ทักษะลึกลับจะมีอยู่เพียงหนึ่ง แต่มันกลับมีจำนวนมากถึงสอง
เมื่อนั้น กวีจึงยกมือขึ้นพลางเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเพื่อเอ่ยถาม
“ท่านแอนนาครับ ท่านช่วยอธิบายเกี่ยวกับทักษะลึกลับให้ฟังหน่อยจะได้ไหมครับ เช่นว่ามีกี่ชนิด หรือพวกมันมีข้อจำกัดอะไรที่มือใหม่จำเป็ต้องรู้บ้าง ?”
มีหรือที่ท่านหญิงผู้เลอโฉมจะปฏิเสธคำขอของเขา
“ได้สิคะ” และเธอก็เริ่มกล่าวในทันที “งั้นก่อนอื่นก็เริ่มจากข้อมูลพื้นฐาน โดยทั่วไปแล้ว ทักษะลึกลับเองก็มีระดับเช่นเดียวกับวัตถุโบราณ พวกมันจะถูกแบ่งแยกตามรูปแบบการใช้งาน หนึ่งคือทักษะประเภทเรียกใช้งานด้วยตนเอง สองคือทักษะติดตัวที่จะทำงานโดยอัตโนมัติ และจะมีหมวดหมู่แยกย่อยอีกสองประเภท หนึ่งคือทักษะทั่วไป และสองคือทักษะประจำศาสตร์”
แอนนาหยุดอธิบายครู่หนึ่งเพื่อจิบน้ำและจึงพูดต่อ
“ซึ่งทักษะประเภททั่วไปนั้นจะได้รับก็ต่อเมื่อใช้งานวัตถุโบราณที่มีชื่อว่า ‘ใบทักษะลึกลับ’ แต่หนึ่งคนจะมีได้เพียงห้าทักษะ ไม่มีทางถอดถอนพวกมันออกมาได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าต้องใช้งานวัตถุโบราณเฉพาะทางเท่านั้น ส่วนทักษะประจำศาสตร์จะได้รับมาก็เมื่อระดับของผู้จุติเพิ่มขึ้นค่ะ”
สิ้นสุดคำกล่าวเพื่อชี้แจง
ช่างเป็เื่ที่ง่ายดายและน่าอดสูใน่เวลาเดียวกัน แค่มีเงินมากพอก็สามารถแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ใด นั่นทำให้กวีรู้สึกขำยิ่งนัก เพราะไม่ว่าตัวเขาจะอยู่ ณ ที่แห่งใด อำนาจเงินก็ยังคงเป็หนึ่งไม่เป็สองรองใครอยู่เสมอมา เพียงแค่มีเงินคนผู้นั้นก็ได้รับทุกสิ่งที่ตน้า
พลันได้เห็นถึงสีหน้าของกวี แอนนาก็รู้สึกได้ในทันทีว่าเขากำลังคิดถึงสิ่งใด
“ก็จริงค่ะที่ทักษะระดับสูงย่อมแข็งแกร่งกว่าทักษะต่ำ ถึงอย่างนั้น หากทักษะดังกล่าวตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่แม้แต่จะรู้ถึงวิธีการใช้งาน สิ่งนั้นก็เป็ได้เพียงเครื่องประดับที่ใช้แสดงออกถึงฐานะเพียงเท่านั้น กลับกัน แม้จะเป็เพียงทักษะระดับต่ำ หากแต่ว่าผู้ใช้งานสามารถใช้มันได้อย่างช่ำชอง แม้แต่กับผู้มีทักษะระดับสูงกว่าก็ไม่ใช่คู่มือ”
สิ่งที่เธอว่ามาถูกต้องด้วยทุกประการทั้งปวง กวีเห็นพ้องเป็อย่างยิ่ง
ทว่าสิ่งที่เขา้าจะรู้มากที่สุดกลับเป็เื่อื่น
“ท่านแอนนาครับ ประเภทของทักษะมีแค่สองชนิดอย่างจริง ๆ ใช่ไหมครับ ?”
พลันได้ยินถึงคำถามของเขา เมื่อนั้นแอนนาก็จึงเริ่มต้นครุ่นคิด
และเพียงไม่นานริมฝีปากของเธอก็เริ่มต้นสั่นไหวอีกครั้ง
“นี่เป็แค่เพียงคำบอกเล่านะคะ ตามตำนานเล่าขานกันไว้เช่นนี้ ว่ากันว่ายังมีทักษะลึกลับประเภทที่สามอยู่บนโลก ซึ่งมันก็คือทักษะประเภทผู้กล้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น คิ้วของกวีก็เริ่มขมวดเข้าหากันและจึงเริ่มต้นครุ่นคิดอีกครั้ง
แววตาของเขายังคงจ้องมองไปยังหน้าที่สองของสมุดนิทาน เพราะในยามนี้ ทักษะที่สองหาได้มีชื่อเป็ประเภทตามที่เธอว่ามา หากแต่ว่ามันกลับถูกขีดเขียนเอาไว้ว่า..
‘ปีศาจ’
.
[ชื่อทักษะ: ความสิ้นหวังของผู้ต้อยต่ำ
ระดับ: ??
ประเภท: ปีศาจ(ติดตัว)
มานาใช้งาน: -
ผลของทักษะ: จะได้รับผลสองอย่าง
1.ลบล้างสถานะผิดปกติทุกอย่างเมื่อได้รับ
2.เมื่อพลังชีวิตลดลงเหลือศูนย์ หลังจากนั้นเป็เวลาหนึ่งวัน พลังชีวิตจะฟื้นคืนมาหนึ่งแต้ม เพื่อแลกเปลี่ยน ผู้ใช้จะสูญเสียอายุขัยครึ่งหนึ่งของ่ชีวิตที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน]
.
ทักษะที่สองของเขาช่างมีความสามารถที่ร้ายกาจ ทว่าก็คงเพราะเหตุนี้ จึงทำให้กวีกลับยังคงมีชีวิตอยู่รอดแม้จะเคยสิ้นลมหายใจไปแล้วครั้งหนึ่ง
เพียงแต่ว่า มันกลับมีจุดที่ยังไม่สมเหตุสมผลอีกราวสองข้อ
.
< ไม่ผิดอย่างแน่นอน เราคืนชีพกลับมาเพราะผลของทักษะความสิ้นหวังของผู้ต้อยต่ำ แต่แล้วเพราะเหตุใดกันล่ะ ก่อนที่เราจะตาย ตัวเรายังไม่ได้รับสมุดนิทานมาสักหน่อย แล้วทำไมเราถึงมีทักษะลึกลับกันล่ะ นี่มันแปลกมาก >
.
กวีพยายามเค้นสมองเพื่อครุ่นคิดและความหาคำตอบด้วยข้อมูลที่มีอยู่
สิ่งเดียวที่พอจะนึกออกก็คือเสียงปริศนาที่ได้ยินก่อนจะสิ้นลม แม้จะมิอาจล่วงรู้ได้ว่ามันเป็เสียงของใคร ทว่าตัวตนผู้เป็เ้าของเสียงจะต้องกุมความลับที่สำคัญเอาไว้อย่างแน่นอน
“ใช่แล้ว! เด็กผู้หญิงที่หน้าเหมือนเราเมื่อตอนงานเลี้ยงยังไงล่ะ !!”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งออกมาดังลั่น ทำให้ตัวแอนนาจึงรู้สึกใและแตกตื่นตามไปด้วย
เท่าที่เขาจำได้ เสียงที่ตนนั้นเคยได้ยินจะประกอบไปด้วยสองเสียง หนึ่งคือเสียงของชายแก่ผู้มีอายุมากแล้ว สองก็คือเสียงของเด็กสาวที่ได้พบกันเมื่อครั้งก่อน
ทุกปริศนายังคงไร้ซึ่งคำตอบ การจะไปพบกับเธออีกครั้งยิ่งเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ ตัวกวีคือศพ ศพไม่มีปาก ศพไม่มีชีวิต ทำให้เขาจึงมิอาจแสดงตัวท่ามกลางฝูงชนได้มากเท่าใดนัก
เพียงแต่ว่า ปัจจุบันกลับมีเื่อื่นที่สำคัญยิ่งกว่า
กวีจ้องมองไปที่แอนนา ด้วยทักษะประเภทปีศาจที่ตนได้รับมา เขาควรจะบอกเล่าออกไปเลยจะดีไหม? หรือว่าควรจะเก็บเอาไว้เป็ความลับจึงจะดีกว่า?
กวีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักเสียงของเขาก็ถูกเปล่งออกไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“พวกเราออกไปข้างนอกกันเถอะครับ”
สิ้นเสียงของเขา แอนนาก็จึงเผยใบหน้าที่แต้มแต่งไปด้วยรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน
“นั่นสินะคะ นี่ก็ถึงเวลาข้าวเที่ยงแล้วด้วย”
เมื่อเสียงสิ้นสุดลง ทั้งสองก็จึงเร่งฝีเท้าก้าวเดินออกจากที่พักแรมของแอนนา ก็นับว่าเป็อันตัดสิน ตัวกวีตัดสินใจปิดบังเื่ทักษะที่สองเอาไว้เป็ความลับ
ณ ภายนอกค่ายพักแรม
นี่คือการสูดดมอากาศบริสุทธิ์ครั้งที่สองในรอบปี ท่ามกลางท้องนภาอันกว้างใหญ่ มิใช่ห้องแคบ ๆ ทรงสี่เหลี่ยมที่มีเพียงความมืดมิด เมื่อนั้นกวีก็ได้สูดลมหายใจซึ่งมีกลิ่นอายของแดดอ่อน ๆ เข้าไปจนเต็มปอด นี่คือกลิ่นแห่งอิสรภาพ มันช่างน่าหอมหวนไม่เคยจางหายไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม
กระนั้นเมื่อลองย้อนคิดดูแล้ว องค์หญิงแอนนาเองก็คงมีความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับกวี
“ท่านแอนนาครับ ทำไมท่านจึงต้องหลบหนีด้วยครับ ไม่ใช่ว่าชีวิตในพระราชวังจะเป็สิ่งที่ทุกคนต่างเฝ้าฝันถึงหรอกเหรอ ?” เมื่อนั้นกวีพลันเริ่มต้นเอ่ยถาม
แต่แล้วสีหน้าของเธอกลับแปรเปลี่ยนไปในชั่วครู่ขณะ แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ราวกับว่ากวีได้ไปเปิดผนึกสิ่งที่ไม่เคยเปิด
“ชีวิตที่สุขสบายในพระราชวังหรูหราพร้อมข้าราชบริพารข้างกาย สำหรับท่านกวีคงจะคิดว่ามันเป็ชีวิตในฝันเลยสินะคะ แต่สำหรับชั้น มันไม่ต่างไปจากกรงขังที่ประดับประดาไปด้วยหมู่มวลดอกไม้ ทุกย่างก้าวของชั้นถูกจำกัด ไม่ควรทำแบบนั้น ไม่ควรทำแบบนี้ เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะชั้นไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่เป็องค์หญิงของประเทศอันยิ่งใหญ่ ชั้นคือเชื้อสายของราชวงศ์..”
เธอได้เริ่มต้นบอกเล่าถึงความจริง
“จนกระทั่งในวันหนึ่ง ท่านพ่อได้หมั้นหมายตัวชั้นกับลูกชายของนายพลใหญ่ของกองทัพ มันทำให้ชั้นได้รู้ ว่าชีวิตของชั้นมันได้ถูกตัดสินเอาไว้ั้แ่เกิดมา ถึงกระนั้น ชั้น้าจะมีชีวิตในแบบที่ตน้า และก็ได้หลบหนีออกมาในท้ายที่สุด”
กวีรับฟังเื่ราวของแอนนาโดยไม่กล่าววาจาเพื่อเอ่ยขัด
สีหน้าของแอนนาแลดูแปรเปลี่ยนไปในทันที พลันได้เอ่ยทุกสิ่งที่คับคั่งอยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้น แววตาของเธอจึงเริ่มมีประกายแสงแห่งชีวิตปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
กระนั้นแล้ว กวีกลับมีอีกหนึ่งคำถามผุดขึ้นมาในหัวของเขา
“ท่านแอนนาครับ หากจะให้ผมเดาด้วยปากเปล่า การหลบหนีของท่านคงจะไม่ง่ายอย่างแน่นอน แล้วท่านหลบหนีออกมาได้ยังไงกันครับ ?”
คำถามของกวีชี้เป้าตรงจุดตรงประเด็น พลันได้ยินเช่นนั้น มุมปากของแอนนาก็จึงยกขึ้นเป็ริ้วอย่างมีเลศนัย
“เพราะชั้นมีเหล่าผู้พิทักษ์และลูกน้องที่แข็งแกร่งค่ะ”
เรือนเงาขนาดใหญ่ได้ปกคลุมอยู่ด้านหลังของกวีในฉับพลัน เขาััได้ถึงจิตสังหารอันกล้าแกร่งที่พุ่งตรงเข้ามาหา
พลันลองหันมองกลับไป เบื้องหน้าของเขาก็ได้ปรากฏรูปลักษณ์ขนาดใหญ่ของชายผู้หนึ่ง
ในมือขวาของเขาถือดาบเล่มใหญ่ ในมือซ้ายยกร่างกายของสัตว์ประหลาดร่างั์อยู่เหนือศีรษะ
กล้ามเนื้อที่เผยให้เห็นผ่านเสื้อกล้ามผืนเล็กช่างเด่นชัด เส้นผมสีดำที่สั่นไหวเมื่อสายลมพัดผ่าน ั์ตาสีเหลืองทองแหลมคมประหนึ่งสายตาของเหยี่ยว เพียงแค่ได้เห็นในครั้งแรก แต่กวีกลับรู้สึกว่าตนนั้นมิอาจเทียบได้กับชายตรงหน้าแม้แต่ปลายก้อย
“คนคนนี้คือ..”
กวีตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเป็ประจักษ์อยู่เบื้องหน้า สัตว์ประหลาดร่างั์คงมีน้ำหนักราวสองหรือสามร้อยยี่สิบปอนด์ ทว่าชายผู้นี้กลับยกมันด้วยแขนเพียงข้างเดียว จะต้องมีความแข็งมากเท่าใดจึงจะทำได้ถึงเพียงนี้
“ใช่แล้วค่ะ ชายผู้นี้คือผู้พิทักษ์ของพวกเรา เขาคือผู้ที่ถูกขนานนามว่าั์ร้ายสีครามแห่งวารีคลั่ง ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่ง ชื่อที่แท้จริงของเขาก็คือ..”
‘โอเกอร์ ไรซ่า’