บทที่ 15 เสด็จอา ลองดูสิเพคะ
“ที่แท้เป็องค์หญิงเก้านี่เอง”
หลังจากผู้ดูแลฉีรู้เื่ราวแล้วก็โน้มน้าวอวิ๋นอินอินสองคำ แต่ก็ไม่อาจต้านการยืนกรานของนางได้
เมื่อเห็นองค์หญิงเก้านั่งลงไปอีกครั้ง ผู้ดูแลฉีก็ยิ้มพลางส่ายศีรษะ ช่างเถิด ตามใจนางแล้วกัน ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์หญิงเก้านั่งอยู่ที่นี่
อวิ๋นอินอินที่ยุ่งมาทั้งคืน กอดกล่องอาหารไว้ ความง่วงงุนเริ่มมาเยือน เพียงครู่เดียวก็ปรือตาลงหลับไป
ส่วนเซวียนเหยียนฟู่ที่ยุ่งมาตลอดคืน ยามที่เห็นเงาเล็ก ๆ นั่งอยู่บนบันไดที่หน้าประตูตำหนัก สีหน้าที่อ่อนล้ากลับมีประกายความประหลาดใจวาบผ่าน
เขาก้าวเท้า เตรียมจะก้าวผ่านไป แต่สุดท้ายก็หยุดลงข้างกายนาง
“องค์หญิงเก้ามาั้แ่เมื่อใดกัน?” อาต้าส่งเสียงถามอย่างรู้จังหวะ
องครักษ์รีบตอบ “มาได้หนึ่งชั่วยามแล้วขอรับ ข้าคิดว่าท่านอ๋องทรงพักผ่อนอยู่ จึงได้โน้มน้าวให้นางกลับไป แต่นางยังยืนกรานที่จะรออยู่ที่นี่ขอรับ”
อาต้าหันศีรษะไปมองนายท่านของตน ราวกับถามความเห็นของเขา
เซวียนเหยียนฟู่เห็นนางหลับสนิทไป แต่ในมือยังโอบกล่องอาหารไว้แน่น เขาก็เงียบงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “ให้นางเข้ามา”
อาต้าพยักหน้า หลังจากเซวียนเหยียนฟู่เข้าไปแล้ว เขาก็เรียกเด็กสาวเสียงเบาถึงสองครั้ง
“หืม?” อวิ๋นอินอินเบิกตาอย่างงุนงง สะบัดหัวเบา ๆ เมื่อเห็นผู้ที่อยู่เบื้องหน้าชัดเจน ในเสี้ยววินาที สติของนางก็แจ่มใสขึ้น “อาต้า เสด็จอาตื่นแล้วหรือยัง?”
“นายท่านเพิ่งกลับมา ให้กระหม่อมนำพระองค์เข้าไปพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงหรือ ดีจัง เช่นนั้นพวกเรารีบไปกันเถิด”
อวิ๋นอินอินรีบลุกขึ้น อดทนต่ออาการขาชา ถือกล่องอาหารขึ้นมา แล้วเดินเข้าด้านใน ส่วนอาต้ารีบสาวเท้าตามมา
“เ้าบอกว่าเสด็จอาพึ่งกลับมา นี่เสด็จอาทรงไม่ได้บรรทมมาตลอดคืนหรือ?”
อ้าต้าส่งเสียงอืม บางทีอาจเป็เพราะสองวันนี้ เขาใช้ชีวิตอย่างหนักหน่วงมากเกินไป จึงบ่นพึมพำขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ที่ชานเมืองหลวงมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเกิดโรคระบาดรุนแรง สองวันนี้นายท่านยุ่งเื่ภัยพิบัติอยู่ตลอด เมื่อคืนโรคระบาดกระจายวงกว้างขึ้น นายท่านยิ่งไม่ได้นอนทั้งคืน”
ฟังจากคำพูดของอาต้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า อวิ๋นอินอินนึกถึงเมื่อก่อนตอนที่อ่านหนังสือสนทนาเื่โบราณ ในนั้นพูดถึงเื่โรคระบาดรุนแรงอยู่หลายครั้ง
ตอนนั้น ในหนังสือเล่มนั้นยังพูดถึงตำรับยาเล่มหนึ่งด้วย
“องค์หญิงเก้า ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นอินอินเงยหน้ามองแผ่นป้ายที่อยู่้า แล้วอ่านออกเสียงอย่างไม่รู้ตัว ‘ศาลาสวนสน’
“นี่เป็ตำหนักบรรทมของนายท่านพ่ะย่ะค่ะ”
อ้าต้ากล่าวอย่างง่ายดาย อวิ๋นอินอินฟังแล้วภายในใจกลับเกิดคลื่นระลอกใหญ่ขึ้นมา ห้องนอนของเสด็จอา! สถานที่ที่เสด็จอานอนเลยนะ! เสด็จอาถึงกับให้ข้ามาที่สถานที่ส่วนตัวเลยหรือ!
ดูไปแล้ว เสด็จอาก็คงไม่ได้ต่อต้านข้าถึงขนาดนั้น จากนี้ไปขอแค่ข้าตั้งใจแสดงออกให้ดี ในไม่ช้าเสด็จอาก็น่าจะรับปากคุ้มครองข้าเป็แน่
เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูโค้งไปสองหลัง ในที่สุดอวิ๋นอินอินก็ได้พบกับเซวียนเหยียนฟู่ที่กำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่ในท่าทางสง่างาม
นางกัดริมฝีปากล่างเบา ๆ ผู้ชายตอนจริงจังนี่มีเสน่ห์ที่สุดจริง ๆ แต่แล้วอวิ๋นอินอินรู้สึกหดหู่ใจอีกครั้ง เหตุใดนางถึงทะลุมิติมาเป็หลานสาวของผู้ชายระดับสุดยอดคนนี้กันเล่า!
“เสด็จอาเพคะ อินอินมาถวายพระพรเพคะ”
อวิ๋นอินอินอุ้มกล่องข้าวไว้ แล้วคำนับ ถวายพระพรอย่างตามแต่ใจมากครั้งหนึ่ง
เซวียนเหยียนฟู่ย้ายสายตามามองนาง จากนั้นก็ย้ายสายตากลับไปอยู่บนฎีกาอีกครั้ง
รออยู่ครู่หนึ่ง ไม่เห็นเซวียนเหยียนฟู่เอ่ยปากอันใด อวิ๋นอินอินก็ทนไม่ไหว ก่อนที่บรรยากาศจะน่าอึดอัด นางก็ยกยิ้มขึ้น ยื่นพุดดิ้งนมสดที่ตนทำราวกับกำลังส่งมอบของวิเศษ วางลงบนข้างโต๊ะของเซวียนเหยียนฟู่
“เสด็จอาเพคะ นี่เป็ขนมที่อินอินทำให้ท่านโดยเฉพาะ เสด็จอาทรงเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนจะต้องหิวแน่ ๆ จะได้ลองชิมฝีมือของอินอินด้วย” กล่าวจบ นางก็ส่งช้อนเงินที่หยิบติดมือมาจากห้องเครื่องหลวงไปให้ราวกับสุนัขขี้ประจบ
หลังจากการรอคอยอันยาวนาน ในที่สุด เซวียนเหยียนฟู่ก็วางฎีกาในมือลง
แต่เขากลับไม่รับช้อนในมือของอวิ๋นอินอิน กลับยื่นมือไปเลิกแขนเสื้อของอวิ๋นอินอินขึ้น มองรอยแผลเขียวม่วงคล้ำหลายรอยพวกนั้น แววตาของเซวียนเหยียนฟู่ก็ค่อย ๆ เยียบเย็นลง
อวิ๋นอินอินคิดไม่ถึงว่าสายตาของเซวียนเหยียนฟู่จะแหลมคมเพียงนี้ ตนเองยังไม่ทันหาข้ออ้างมาเปิดเผยาแแบบแเีเลย เขากลับค้นพบด้วยตัวเองเสียได้ นางจึงรีบฉวยโอกาสไว้ทันที ไม่รอให้อีกฝ่ายถาม เล่าเื่เมื่อคืนแบบเติมน้ำมันเพิ่มน้ำส้ม[1]*ออกไป
“ที่จริงก็เป็ความผิดของข้า ข้าไม่ควรหยิบของจากห้องเครื่องหลวงโดยพลการ ถูกตีก็สมควรแล้วเพคะ” อวิ๋นอินอินเบะปาก ทำท่าทางอ่อนแอราวกับดอกไม้ขาวบริสุทธิ์ ที่ถูกคนรังแก แต่ก็ใจกว้างไม่ตำหนิผู้อื่น
ทว่าเซวียนเหยียนฟู่เป็ผู้ใดกัน ล้มลุกคลุกคลานฝ่าฟันเสือสิงกระทิงแรกมายี่สิบกว่าปี เขาได้ฝึกความสามารถในการมองทะลุทุกเปลือกนอกเข้าสู่แก่นแท้ภายในของผู้คนมานานแล้ว
ดังนั้น เื้ัของดอกไม้สีขาวดอกนี้คิดสิ่งใดอยู่ในใจ เขารู้ชัดเป็อย่างดี ทว่าสิ่งนี้ก็ไม่ได้ขจัดความรู้สึกหวั่นไหวในใจเขา เพราะนางถูกคนทุบตีเพื่อทำอาหารให้ตน อีกทั้งยังทำอยู่ทั้งคืน และยังนั่งรอในค่ำคืนที่หนาวเหน็บถึงหนึ่งชั่วยาม
“ไปเอายาเหลิ่งหนิงมา”
อาต้าตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นรีบไปนำยามา
เขาปล่อยแขนผอมบางลง และหันศีรษะกลับไปอ่านฎีกาอีกครั้ง น่าสงสารช้อนเงินในมือของอวิ๋นอินอินที่ไม่มีใครสนใจ
“เสด็จอาเพคะ ข้าทำขนมได้เก่งกาจมาก อีกทั้งพุดดิ้งนมสดนี้ ทั้งนุ่มทั้งลื่น และยังไม่เลี่ยนด้วย ท่านลองดูเถิด…” อวิ๋นอินอินไม่อยากให้ความลำบากตลอดทั้งคืนของตนต้องเสียเปล่า พยายามแนะนำอย่างเต็มที่ แต่หลังจากเห็นเซวียนเหยียนฟู่ขมวดคิ้วบาง ๆ นางก็หุบปากลงในทันที
ในหัวใจกังวลจนกระดอนออกมาแล้ว นางกลัวอย่างยิ่งว่าวินาทีถัดมา เขาจะตบนางจนตายเสียให้ได้
ในเวลานี้เอง อ้าต้าถือกล่องหยกสีเขียวมรกตเดินเข้ามา
“นายท่าน กระหม่อมนำยาเหลิ่งหนิงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ใส่ยาให้องค์หญิงเก้าในยามนี้เลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่ต้อง ให้นางเอากลับไปด้วยเลย” เซวียนเหยียนฟู่กล่าวโดยไม่แม้แต่จะเงยศีรษะขึ้นมา
จากนั้นอาต้าส่งยาเหลิ่งหนิงไปที่เบื้องหน้าของอวิ๋นอินอิน “องค์หญิงเก้า นี่เป็ยารักษาาแภายนอกพ่ะย่ะค่ะ หลังกลับไป ทามันลงบนาแหรือรอยฟกช้ำ เพียงสองวันก็จะหายดี ไม่ทิ้งรอยแผลเป็ไว้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ในยามที่กล่าวคำนี้ น้ำเสียงของอาต้าก็เบาลงโดยไม่รู้ตัว เพราะคนตรงหน้าเป็คนแรกที่นายท่านประทานยาให้ ไม่สิ นี่เป็คนแรกที่นายท่านแสดงความใส่ใจต่างหาก
“ร้ายกาจเหลือเกิน!” อวิ๋นอินอินรีบวางช้อนลง รับยาในมือของอาต้ามาอย่างระมัดระวัง หันกลับมามอบรอยยิ้มหวานสดใสไร้ผู้เทียมทานให้เซวียนเหยียนฟู่ ไม่ปิดบังความรู้สึกขอบคุณของตนแม้แต่น้อย “ขอบพระทัยเสด็จอาเพคะ เสด็จอา พระองค์ช่างใจดีเหลือเกิน…”
น้ำเสียงที่เบิกบานทำให้เซวียนเหยียนฟู่อดเงยหน้าขึ้นไม่ได้ เขามองดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มราวได้รับของวิเศษ ความเ็าบนใบหน้าของชายหนุ่มก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“พาองค์หญิงเก้าไปทานข้าวเช้าเถิด”
ไม่เพียงมอบยาให้ ยังมีของให้กินด้วย? แววตาของอวิ๋นอินอินสว่างไสว นางเดินตามอาต้าไป ทว่าเพียงสองก้าว นางก็หันศีรษะกลับมาอีกครั้ง “เสด็จอาเพคะ ของหวานนี่อร่อยจริง ๆ ข้าไม่ได้โกหกท่าน…”
เมื่อเห็นผู้ที่อยู่เบื้องหน้าโต๊ะหนังสือยังคงไม่สนใจ ใบหน้าของอวิ๋นอินอินก็คว่ำลง ตามอาต้าออกไปด้วยความผิดหวัง
หลังอ่านฎีกาในมือจบ ในยามที่ยื่นมือไปเปลี่ยนฎีกานั้น สายตาเซวียนเหยียนฟู่ก็หันไปเห็นช้อนเงินอย่างไม่ได้ตั้งใจ พาลคิดไปถึงใบหน้าตั้งใจเมื่อครู่ จึงยื่นมือไปหยิบช้อนเงินขึ้นมา ตักขนมหนึ่งช้อนเข้าปาก
รสััลื่นลิ้นนุ่มนวล รสชาติหวานสดชื่น ทำให้เซวียนเหยียนฟู่ยกยิ้มมุมปากเบาบาง
องค์หญิงที่ปัญญาอ่อนมาหลายปี จู่ ๆ ก็เปลี่ยนเป็เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ กระทั่งยังมีฝีมือในการทำอาหารอย่างดีอีกด้วย
เ้าตัวน้อย เ้ากลายเป็หนามในดวงตาของผู้อื่นไปเสียแล้ว ข้าจะรับเ้าไว้ดูแลดีหรือไม่?
[1] ใส่น้ำมันเพิ่มน้ำส้ม เป็สำนวน เหมือนใส่สีตีไข่