เสียงหยดน้ำที่กระทบกับถังไม้ผุๆ ดังขึ้นสม่ำเสมอ ตึ่ง... ตึ่ง... มันเป็เสียงที่น่ารำคาญที่สุดเท่าที่ "หลงเฟิง" เคยได้ยินมาในชีวิต เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกเหมือนศีรษะจะะเิ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบของฟางแห้งโชยเข้าจมูกจนเขาต้องสำลักออกมา
"ไอ้เฟิง... แกดื่มหนักไปเหรอวะ"
เขากระซิบกับตัวเอง พลางพยายามยันตัวขึ้นจากพื้นแข็งๆ แต่พอมองไปที่มือของตัวเอง เขาก็ต้องชะงัก ิัที่เคยหยาบกร้านจากการพิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้งคืนในออฟฟิศใจกลางกรุงเทพฯ บัดนี้กลับดูซีดเซียวและผอมแห้งจนเห็นกระดูก นิ้วมือเรียวยาวแต่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็เล็กๆ และคราบดิน
"ที่นี่มัน... ที่ไหนเนี่ย?"
เขามองไปรอบๆ ห้องที่เขาอยู่ไม่ใช่คอนโดราคาถูกของเขา แต่มันคือกระท่อมไม้เก่าๆ ที่หลังคารั่วจนมองเห็นท้องฟ้าสลัวๆ ผนังไม้เต็มไปด้วยรอยปลวกแทะ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ นอกจากเตียงไม้กระดานที่เขาเพิ่งลุกขึ้นมา และถังน้ำใบเก่าที่รองน้ำฝนอยู่มุมห้อง
ความทรงจำสายหนึ่งแล่นเข้าสู่สมองราวกับกระแสไฟฟ้าช็อต ภาพของชายหนุ่มที่มีใบหน้าเหมือนเขาเป๊ะ แต่สวมชุดผ้าป่านขาดวิ่นถูกรุมด่าทอ ภาพของสตรีสูงศักดิ์ที่มองมาด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับเขาสิ่งปฏิกูล และที่เ็ปที่สุด... คือภาพของชายในชุดคลุมัสี่เล็บ ผู้ที่ถูกเรียกว่า "ชินอ๋องแห่งแคว้นฉิน" ผู้เป็บิดาแท้ๆ แต่กลับไม่เคยปรายตามองเขาแม้แต่น้อย
หลงเฟิง พนักงานออฟฟิศวัย 28 ปีที่เพิ่งตายเพราะโหมงานหนัก ได้เข้ามาอยู่ในร่างของ หลงเฟิง ลูกนอกสมรสวัย 17 ของอ๋องผู้ทรงอำนาจ
"บัดซบจริง..." หลงเฟิงสบถออกมาแรงๆ "ทะลุมิติมาทั้งที ไม่เป็ฮ่องเต้ก็ควรเป็คุณชายรวยๆ สิ แต่นี่อะไร ลูกนอกสมรสที่บ่าวในจวนยังกล้าถ่มน้ำลายใส่เนี่ยนะ"
เขาลองขยับตัว ท้องของเขาร้องระงมด้วยความหิวโหย ความทรงจำบอกเขาว่า "ร่างนี้" ไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว สาเหตุเพียงเพราะเขาเดินไปขวางทางเดินของ หลงเทียน บุตรชายภรรยาเอกที่กำลังเดินเล่นอยู่ จึงถูกลงโทษให้งดอาหารและกักบริเวณในเรือนร้างท้ายจวน
"นี่มันไม่ใช่บ้านแล้ว มันคือคุกชัดๆ"
เขาลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน เดินไปที่ถังน้ำเพื่อดูเงาของตัวเองในน้ำที่ขุ่นมัว ใบหน้าของหลงเฟิงคนนี้งดงามอย่างประหลาด เครื่องหน้าคมเข้มแต่แฝงความอ่อนช้อย ดวงตาเรียวยาวที่ดูโศกเศร้า หากได้รับการบำรุงที่ดีกว่านี้ เขาคงเป็บุรุษที่งามล่มเมืองคนหนึ่ง
โครก...
เสียงท้องร้องย้ำเตือนความจริงที่โหดร้าย หลงเฟิงมองไปที่ประตูเรือนที่ถูกล็อคจากข้างนอกด้วยโซ่เหล็กหนา พลางคิดถึงความจริงที่ว่าในโลกก่อนเขาทำงานแทบตายเพื่อหาเงินซื้อของกินดีๆ แต่พอตายมาที่นี่ แค่หมั่นโถวแห้งๆ สักลูกยังไม่มีปัญญาจะหาได้
"นั่งรอความตายอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่ทางของหลงเฟิงคนนี้แน่"
เขาเริ่มสำรวจรอบห้องอย่างละเอียด ในฐานะพนักงานออฟฟิศที่ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเก่งระดับพระกาฬ เขาจะไม่ยอมยอมแพ้แค่เพราะประตูโดนล็อค สายตาของเขาเหลือบไปเห็นหน้าต่างบานเล็กที่อยู่สูงขึ้นไปใกล้เพดาน มันเล็กเกินกว่าที่ผู้ใหญ่จะลอดออกไปได้ แต่มันไม่ใช่สำหรับร่างที่ผอมโซจนเหลือแต่กระดูกร่างนี้
"ถ้าอยู่ที่นี่ต่อ พรุ่งนี้ฉันคงกลายเป็ศพเฝ้าจวนอ๋องแน่ๆ"
หลงเฟิงตัดสินใจทันที เขาเริ่มรวบรวมเศษผ้าขี้ริ้วในห้องและเชือกฟางเก่าๆ มามัดรวมกันเพื่อทำเป็ถุงย่ามเล็กๆ เขาไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย นอกจากปิ่นปักผมไม้เรียบๆ ที่ท่านแม่ผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้ ซึ่งเขารีบซ่อนมันไว้ในอกเสื้ออย่างแ่า
"ไอ้อ๋องหน้าเหม็น... กับไอ้พวกพี่น้องใจั์ ถ้าข้าหนีออกไปได้ อย่าหวังว่าข้าจะกลับมาเหยียบที่นี่อีก!"
เขาลากเตียงไม้ที่หนักอึ้งอย่างทุลักทุเลไปวางใต้หน้าต่าง ปีนขึ้นไปบนนั้นแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจนเขาหน้ามืดไปชั่วขณะ แต่ความกระหายที่จะมีชีวิตรอดมันแรงกล้ากว่า เขายัดตัวเข้าไปในช่องหน้าต่างที่แคบแสนแคบ ความรู้สึกเจ็บแสบจากการถูกไม้ขูดิัดังขึ้นเป็ระยะ
พรึ่บ!
เขาร่วงลงมาบนพุ่มไม้ข้างนอกเรือนอย่างแรง หลงเฟิงกัดฟันกรอดเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง เขาหมอบต่ำลงในเงามืด ค่อยๆ ลอบเร้นไปตามกำแพงจวนที่สูงตระหง่าน เขาจำแผนผังของจวนได้ลางๆ จากความทรงจำเดิม ท้ายจวนจะมีทางระบายน้ำที่เชื่อมออกไปสู่คลองนอกกำแพง
บรรยากาศในจวนอ๋องยามค่ำคืนช่างเงียบสงัดและเย็นเยือก หลงเฟิงต้องหลบหลีกทหารยามที่เดินตรวจตราอย่างเข้มงวด หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก ทุกก้าวที่เดินไปบนพื้นหญ้าเขารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนใบมีด
เมื่อถึงทางระบายน้ำ มันคือช่องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยโคลนตมและกลิ่นเหม็นเน่า แต่สำหรับเขา มันคือประตูสู่อิสรภาพ
"เอาวะ... ดีกว่าตายในที่แบบนี่"
เขากลั้นใจมุดลงไปในโคลน คลานผ่านช่องทางแคบๆ อย่างยากลำบาก กลิ่นเหม็นและััเหนียวเหนอะหนะทำให้เขาอยากจะอาเจียน แต่เขายังคงคลานต่อไป จนกระทั่งแสงจันทร์ที่สะท้อนบนผิวน้ำข้างนอกปรากฏขึ้นสู่สายตา
เขากระโจนออกจากทางระบายน้ำ ลงสู่คลองขนาดเล็กนอกจวนอ๋อง หลงเฟิงตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งอย่างทุลักทุเล เขานอนหอบหายใจอยู่บนพื้นดินที่เปียกชื้น มองกลับไปที่กำแพงสูงใหญ่ของจวนอ๋องด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
จากนี้ไปไม่มีอีกแล้ว "หลงเฟิง" บุตรนอกสมรสผู้ขี้ขลาดและอ่อนแอ
จะมีเพียง "หลงเฟิง" ผู้ที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง
"ลาขาดล่ะนะ ไอ้จวนเฮงซวย!"
เขายันตัวขึ้นสะบัดโคลนออกจากกาย แม้จะยังหิวและเหนื่อยล้า แต่รอยยิ้มแรกในโลกใบใหม่ก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เขาหันหลังให้ความมืดมิดของอดีต และก้าวเดินมุ่งหน้าสู่แสงไฟของตลาดที่อยู่ไกลออกไป... ที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่เขาจะสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง
ลมหนาวในยามค่ำคืนของเมืองหลวงแคว้นฉินพัดผ่านร่างที่เปียกปอนของ หลงเฟิง จนเขาตัวสั่นสะท้าน ิัที่เคยได้รับแต่ความสะดวกสบายในอดีต บัดนี้กลับต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้าถึงกระดูก
เขามองดูสภาพตัวเองในตอนนี้แล้วช่างน่าสมเพชนัก เสื้อผ้าป่านราคาถูกขาดรุ่งริ่ง แถมยังเปื้อนโคลนจากทางระบายน้ำจนส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ถ้าเขาเดินเข้าไปในย่านชุมชนสภาพนี้ มีหวังถูกแจ้งจับฐานเป็หัวขโมยหรือคนสติฟั่นเฟือนแน่ๆ
"ต้องตั้งสติ..." หลงเฟิงพึมพำ พลางนึกถึงตำราการบริหารจัดการที่เคยอ่านมา "ลำดับความสำคัญคือ หนึ่งต้องรอดปลอดภัย สองต้องอิ่มท้อง และสามต้องหาลู่ทางทำเงิน"
เขาเลือกที่จะไม่เข้าหาแสงสว่างใหญ่ในทันที แต่เดินเลี่ยงไปตามตรอกซอกซอยแคบๆ จนเจอเข้ากับท่าน้ำสาธารณะที่ชาวบ้านใช้ซักล้าง หลงเฟิงรีบะโลงไปล้างตัวสลัดคราบโคลนออกให้ได้มากที่สุด แม้น้ำจะเย็นจนฟันกระทบกัน แต่ความสะอาดเป็สิ่งจำเป็หากเขาคิดจะปลอมตัวเป็คนธรรมดาเพื่อหาโอกาสในวันพรุ่ง
หลังจากล้างตัวเสร็จ หลงเฟิงเดินตัวสั่นมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดกลางแห่งหนึ่งที่ยังเปิดไฟสว่างไสว เสียงหัวเราะและกลิ่นเหล้าโชยออกมา
"ในนิทาน ตัวเอกมักจะเจอเงินตก หรือไม่ก็เอาสมบัติไปขาย... แต่เรามันตัวเปล่าเล่าเปลือย"
เขาลูบคลำไปที่อกเสื้อ ปิ่นปักผมไม้ ของท่านแม่ยังคงอยู่ แต่นั่นคือสิ่งเดียวที่เตือนใจถึงเ้าของร่างเดิม เขาขายมันไม่ได้เด็ดขาด สายตาของเขาเหลือบไปเห็นป้ายไม้หน้าร้านอาหาร 'รวงข้าวทอง' ที่เขียนรายการอาหารด้วยลายมือหวัดๆ อ่านยาก และที่มุมหนึ่งมีเศษถ่านตกอยู่ ในฐานะที่เคยทำงานด้านการสื่อสาร เขาเห็นจุดที่ต้องแก้ไขทันที
ป้ายอ่านยากเกินไป วางตำแหน่งไม่ดี และไม่มีข้อความดึงดูดใจลูกค้าเลยสักนิด
"เอาวะ... ใช้ความรู้เดิมนี่แหละเลี้ยงตัว"
หลงเฟิงเดินเข้าไปที่หลังร้านอาหาร เห็นชายร่างท้วมคนหนึ่งกำลังดุด่าลูกน้องเื่เงินรายได้ที่หดหาย ชายคนนั้นคือ เถ้าแก่เฉิน "เถ้าแก่... ข้ามีวิธีทำให้ร้านท่านคนแน่นขนัดกว่าเดิมในวันพรุ่งนี้" หลงเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น
เถ้าแก่เฉินหันมามองเด็กหนุ่มสภาพมอมแมมด้วยสายตาเหยียดหยาม "เ้าเป็ใคร สภาพดูไม่ได้ ไปๆข้าไม่มีเศษเงินให้ขอทานหรอก"
"ข้าไม่้าเงินฟรี" หลงเฟิงก้าวเข้าไปในระยะที่แสงไฟส่องถึง แม้จะซูบผอมแต่ดวงตาของเขากลับฉายแววเฉลียวฉลาด "ข้าขอเพียงอาหารหนึ่งมื้อและที่นอนในคืนนี้ แลกกับการที่ข้าจะเขียน 'ป้ายเชิญชวน' ให้ท่านใหม่ ถ้าพรุ่งนี้เช้าคนไม่เข้าร้านเพิ่มขึ้น ท่านค่อยไล่ข้าไปก็ยังไม่สาย"
ความแปลกของเด็กหนุ่มทำให้เถ้าแก่ประหลาดใจ "เ้าเขียนหนังสือเป็?"
"ข้าเขียนได้ 'น่าดึงดูด' กว่าที่ท่านเคยเห็นมาทั้งชีวิตแน่"
หลงเฟิงได้รับอนุญาตให้ใช้พู่กันและหมึก เขาไม่ได้เขียนบทกวีที่ซับซ้อน แต่ใช้หลักการจัดวางให้อ่านง่ายและสะดุดตา เขาทำความสะอาดป้ายไม้จนเกลี้ยง แล้วเริ่มคัดอักษรที่เน้นความหนักแน่น ชัดเจน อ่านง่ายแม้จะยืนอยู่ไกลๆ เขาใช้คำที่กระตุ้นความอยากของผู้คน
"ซุปกระดูกหมูสูตรลับ รสเลิศที่ฮ่องเต้ยังโหยหา ความอบอุ่นที่โอบอุ้มิญญาในยามเหมันต์"
"สมนาคุณพิเศษ สิบท่านแรกของวัน รับน้ำชาหอมหมื่นลี้ฟรีโดยไม่เสียอัฐ!"
เถ้าแก่เฉินยืนมองด้วยความมึนงง "น้ำชาหอมหมื่นลี้เราก็ต้มทิ้งอยู่แล้ว เ้าเอามาแจกฟรีเช่นนี้จะดีหรือ?"
"ดีแน่นอนเถ้าแก่" หลงเฟิงยิ้มมุมปาก "คนเราชอบของแถม และคำว่า 'สิบท่านแรก' จะทำให้คนรีบมาที่ร้านท่านั้แ่ตะวันยังไม่ขึ้นเพื่อแย่งชิงสิทธิ์นั้น ทั้งที่ท่านแทบไม่ได้เสียต้นทุนเพิ่มเลย"
คืนนั้นหลงเฟิงได้กินบะหมี่ร้อนๆ ชามใหญ่ที่สุดในชีวิต มันอร่อยกว่าอาหารราคาแพงที่เขาเคยสั่งมากินในห้องสี่เหลี่ยมเสียอีก เขาได้รับอนุญาตให้นอนในห้องเก็บฟางหลังร้าน แม้จะลำบากแต่มันก็คือที่นอนที่ 'ปลอดภัย' ที่สุดเป็ครั้งแรก
ในขณะที่หลงเฟิงกำลังหลับใหล ในจวนชินอ๋องกลับเริ่มเกิดความวุ่นวาย เมื่อบ่าวรับใช้พบว่าเรือนร้างว่างเปล่า และโซ่ที่ประตูยังคงคล้องอยู่ตามเดิม แต่หน้าต่างบานเล็กที่อยู่สูงกลับเปิดอ้าไว้
"ท่านอ๋อง คุณชายเล็กหายตัวไปขอรับ!"
ชินอ๋อง ผู้มีใบหน้าเ็าขมวดคิ้วเล็กน้อย "หายไป คนอ่อนแอเยี่ยงนั้นจะหนีไปได้ไกลสักแค่ไหน ไปตามตัวกลับมาเสีย ก่อนที่เื่ลูกนอกสมรสหนีออกจากจวนจะกลายเป็ที่ขบขันของพวกขุนนาง"
ความโกรธเกรี้ยวเริ่มก่อตัวขึ้นในจวนใหญ่ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า 'หมาก' ที่พวกเขาเคยเขี่ยทิ้ง บัดนี้ได้เริ่มเดินหมากกระดานใหม่ของตัวเองแล้ว
เช้าวันต่อมา หน้าร้าน 'รวงข้าวทอง' เกิดเหตุการณ์ประหลาด มีชาวบ้านและพ่อค้ามายืนรอกันหน้าร้านั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
"ไหนล่ะ ซุปที่ฮ่องเต้โหยหา แล้วข้าเป็สิบคนแรกหรือไม่?!" เสียงะโถามดังระงม เถ้าแก่เฉินที่เพิ่งตื่นออกมาดูถึงกับตาค้าง เขาไม่เคยเห็นร้านตัวเองมีคนมาเข้าแถวรอเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
"เ้าหนู... เ้าเป็ใครกันแน่"
หลงเฟิงไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่บอกว่า "เถ้าแก่ รีบไปเตรียมน้ำชาเถอะ เงินทองกำลังจะไหลเข้าจวน... เอ้ย เข้ากระเป๋าท่านแล้ว"
เพียงไม่กี่ชาม อาหารในร้านถูกขายจนเกลี้ยง เถ้าแก่เฉินยิ้มจนหน้าบาน เขายื่นถุงเงินเล็กๆ ให้หลงเฟิง "นี่คือค่าตอบแทน และถ้าเ้าไม่มีที่ไปข้าอยากให้เ้าอยู่ที่นี่ ช่วยข้าคิด 'อุบาย' ค้าขายพวกนี้ต่อ"
หลงเฟิงรับเงินมา พลางมองไปที่ถนนสายหลัก เขาเริ่มมีทุนแล้ว และเขารู้ดีว่าความสามารถของเขามีมากกว่าการเขียนป้าย
"ข้าจะอยู่ช่วยท่านสักพัก... จนกว่าข้าจะมีกำลังพอที่จะลบชื่อตนเองออกจากจวนอ๋องนั่นอย่างถาวร"
หลงเฟิงกำถุงเงินในมือแน่น ความแค้นในใจของเ้าของร่างเดิมเริ่มหลอมรวมกับความทะเยอทะยานของคนทำงานยุคใหม่ เขาไม่ใช่เพียงพนักงานออฟฟิศที่รอวันเลิกงานอีกต่อไปแต่เขาจะเป็ "เ้าแห่งการค้า" แห่งแคว้นฉิน!
เป็กำลังใจโดยการคอมเมนต์ 1 คอมเม้นเท่ากับล้านกำลังใจ ????