บรรยากาศภายในห้องลับใต้ดินตระกูลหลินยังคงหนาวเย็นเยือก ทว่าในใจของประมุขหลินเทียนหรงยามนี้กลับปั่นป่วนยิ่งกว่าลมพายุหิมะพัดกระหน่ำ สายตาของประมุขวัยกลางคนจ้องมองหลีเฮงที่ก้าวเข้ามายืนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งทึ่งในปาฏิหาริย์ที่รอดพ้นฝ่ามือมาได้ และละอายใจกับพฤติกรรมหน้าไม่อายของฉู่เฟิงที่เพิ่งถูกโยนทิ้งออกไปอย่างน่าอนาถ
หลินเทียนหรงสูดลมหายใจลึกพลันถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดความแข็งกร้าวลงหลายส่วนดูล้าโรยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “หลีเฮง... เจ้าผ่านบททดสอบข้อที่สามแล้ว แต่เงื่อนไขข้อสุดท้าย... ข้อที่สี่... จะไม่ใช่การประลองเล่น ๆ ในบ้านอีกต่อไป ทว่ามันคือเรื่องของความเป็นความตายและผลประโยชน์ของตระกูลหลินทั้งหมด”
หลีเฮงประสานมือ น้อมศีรษะลงเล็กน้อยพรางกล่าวด้วยรอยยิ้มจางกวนประสาทเล็กน้อยทว่าแววตาจริงจัง “ขอท่านประมุขหลินโปรดชี้แนะ ข้าน้อยยินดีรับฟังและปฏิบัติตามอย่างเต็มความสามารถโดยไม่เกี่ยงงอนเลยขอรับ”
หลินเทียนหรงพยักหน้าพลางหันไปมองหลินเสวี่ยเหยาที่ยืนอยู่เยื้องด้านหลัง แววตาของประมุขฉายรอยความเศร้าโศกลึกซึ้งและปวดร้าววูบหนึ่ง “บททดสอบที่สี่... คือเจ้าต้องบุกเข้าไปใน ‘แดนลับเหมันต์อัปสร’ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาลึกใกล้กับสถาบันยุทธ์หลงเหมินของพวกเจ้า เพื่อช่วงชิง ‘แก่นสัตว์อสูรเหมันต์’ ระดับเทียบเท่าปราณยุทธ์มาให้ได้”
“แก่นสัตว์อสูรเหมันต์ระดับปราณยุทธ์?” หลีเฮงขมวดคิ้วเบา ๆ ในใจลอบคิดประเมินระดับความอันตรายทันที พลังระดับปราณยุทธ์นั้นสูงส่งกว่าระดับปัจจุบันของเขาหลายขั้นใหญ่นัก
“ใช่...” หลินเทียนหรงกล่าวต่อ น้ำเสียงของเขาแหบแห้งแฝงความขมขื่นลึกซึ้ง “แก่นอสูรชิ้นนี้มีความสำคัญต่อชีวิตของซูชิง ฮูหยินของข้าและมารดาของเสวี่ยเหยาเป็นอย่างยิ่ง... ในอดีตเมื่อครั้งที่ซูชิงให้กำเนิดเสวี่ยเหยา พรสวรรค์ระดับ SSS สายเหมันต์กำเนิดในครรภ์ของนางนั้นมีความหนาแน่นและหิวกระหายพลังงานอย่างมหาศาล พลังจักรพรรดินีเหมันต์ที่บริสุทธิ์ของเสวี่ยเหยาได้ดึงดูดและดูดกลืนลมปราณหยินเย็นในตัวมารดาไปจนแทบเกลี้ยงเพื่อใช้ก่อกำเนิดแกนสวรรค์ของตนเองตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก”
หลินเสวี่ยเหยาได้ยินเช่นนั้นก็ดวงตาสั่นระริก มือเรียวกำกระโปรงขาวแน่น ใบหน้างดงามฉายแววเจ็บปวดและรู้สึกผิดเรื้อรังมาโดยตลอด นางรู้สึกเสมอว่าตนเองคือสาเหตุที่ทำให้มารดาต้องกลายเป็นคนอ่อนแอและต้องทนทุกข์ทรมาน
“ผลกระทบในครั้งนั้นทำให้ชีพจรและตันเถียนของซูชิงได้รับความเสียหายสาหัสอย่างไม่อาจฟื้นคืน... พลังฝีมือของนางร่วงหล่นลงมาจากระดับ **ปราณยุทธ์ ขั้นสูงสุด** เหลือเพียงแค่ระดับ **ปราณนักสู้ ขั้นต้น** เท่านั้น ทั้งยังต้องเผชิญกับอาการเจ็บไข้จากความเย็นย้อนกลับที่กัดกินทรมานอวัยวะภายในมาตราบจนทุกวันนี้ มีเพียงแก่นสัตว์อสูรเหมันต์ระดับปราณยุทธ์บริสุทธิ์ในแดนลับนั้นเท่านั้นที่จะช่วยชำระล้างอาการเรื้อรังและกู้คืนเส้นชีพจรของนางกลับมาได้บางส่วน ข้าเพียรพยายามค้นหามาหลายปีแต่ก็ไม่อาจแตะต้องแดนลับนั้นได้”
หลินเทียนหรงเงียบไปอึดใจ ก่อนจะเตือนด้วยเสียงเข้ม “ทว่า... แดนลับเหมันต์อัปสรมีกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่โหดร้าย ค่ายกลโบราณที่ปกคลุมแดนลับนั้นห้ามไม่ให้ผู้ฝึกตนที่มีระดับลมปราณสูงกว่าระดับ **ปราณนักสู้** ก้าวล่วงเข้าไปเด็ดขาด หากผู้ฝึกตนระดับปราณยุทธ์หรือปราณจอมยุทธ์เช่นข้าฝืนก้าวเข้าไป ค่ายกลสวรรค์จะตรวจพบและบดขยี้ร่างจนกลายเป็นผุยผงทันที! ดังนั้นหน้าที่นี้จึงต้องตกเป็นของคนรุ่นเยาว์ที่มีระดับพลังไม่เกินเกณฑ์เช่นพวกเจ้า”
หลีเฮงเข้าใจเรื่องราวแจ่มแจ้งทันที ชายหนุ่มลอบหันมองหลินเสวี่ยเหยาที่ดวงตามีหยาดน้ำตาคลอปริ่มด้วยความเศร้าและห่วงใยมารดา ความรู้สึกอยากปกป้องสตรีของตนพลันเดือดพล่านขึ้นมาในอก ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้า ประสานมือเอ่ยเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว “ข้าน้อยหลีเฮง ขอรับเงื่อนไขข้อที่สี่นี้อย่างเต็มใจ! ข้าสัญญาว่าจะนำแก่นสัตว์อสูรเหมันต์กลับมา เพื่อรักษาท่านแม่ยาย... เอ๊ย! ท่านฮูหยินซูชิงให้จงได้เจ้าค่ะ!”
หลินเสวี่ยเหยาช้อนสายตามองหลีเฮง ดวงตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจและอบอุ่นลึกซึ้ง ขณะที่ประมุขหลินลอบถอนหายใจในใจพลางโบกมือยินยอมให้ทั้งหมดเตรียมตัวเดินทางกลับสถาบันยุทธ์หลงเหมินได้
---
เช้าวันต่อมา ณ ประตูทางเข้าสถาบันยุทธ์หลงเหมิน
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนพื้นหินอ่อนกว้างใหญ่ของสถาบัน ทว่าบรรยากาศเงียบสงบยามเช้ากลับต้องพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อร่างของชายหนุ่ม Rank D นามหลีเฮงปรากฏกายก้าวเดินเข้ามาในสถาบัน... ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงักและเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้าคือขบวนแห่ข้างกายของเขาที่ดูปั่นป่วนและเย้ายวนใจเกินทน!
หลีเฮงเดินก้าวเข้ามาในมาดคนไข้กึ่งฟื้นตัว ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย (แกล้งทำเพื่อความน่าสงสารและเรียกร้องความสนใจ) ทว่าที่แขนข้างซ้ายของเขากลับถูกกอดรัดแนบแน่นด้วยร่างระหงของ **หลินเสวี่ยเหยา** เทพธิดาน้ำแข็งระดับ SSS ที่สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวสง่างาม ใบหน้างดงามปานภาพวาดคอยส่งสายตาห่วงใยประคองเขาตลอดเวลา ปทุมถันกลมกลึงนุ่มเนียนของนางบดเบียดชิดกับหัวไหล่และท่อนแขนแกร่งของหลีเฮงอย่างไม่คิดปิดบังสายตาผู้ใด
ส่วนแขนข้างขวาของหลีเฮงก็ไม่ยอมน้อยหน้า ถูกโอบเกาะรัดรึงไว้ด้วยร่างเย้ายวนของ **เยี่ยหลัวอิน** ราชินีรัตติกาลระดับ SSS ในชุดรัดรูปสีดำทมิฬส่งออร่าลึกลับปนขี้เล่น นางส่งเสียงหัวเราะคิกคักส่งสายตาหวานเชื่อมพรางแนบชิดเรือนร่างอวบอัดเข้าหาเขาอย่างไร้ยางอายจนผู้คนแทบกระอักความอิจฉา
และที่ทำเอาทุกคนช็อคซ้ำสามคือ เบื้องหลังของหลีเฮงมีร่างของ **จ้าวฉินซวง** พยัคฆ์สาวระดับ SS จากตระกูลจ้าว เดินตามต้อย ๆ ดุจข้ารับใช้คนสนิท ใบหน้างดงามของนางแดงซับสีระเรื่อร้อนผ่าวด้วยความเขินอายสะเทิ้นใจ มือเรียวคอยจับชายเสื้อด้านหลังของหลีเฮงไว้พรางกระฟัดกระเฟียดงึมงำในลำคอด้วยความขัดเขินขวยเขินเพราะความลึกซึ้งเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา นางไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกที่สลักลึกในหัวใจได้อีกแล้ว
ศิษย์ชายทั้งหลายที่ยืนอยู่บริเวณลานหน้าสถาบันยุทธ์ต่างพากันอ้าปากค้าง ดวงตาแดงฉานไปด้วยรังสีริษยาอาฆาตปานจะฉีกกระชากหลีเฮงเป็นชิ้น ๆ บางคนถึงกับหน้ามืดหัวใจเต้นผิดจังหวะจนแทบกระอักเลือดออกมาจริง ๆ ด้วยความช้ำใจปวดร้าวทนไม่ได้!
“สวรรค์! นั่นมันหลีเฮงเจ้าขยะห้อง F ไม่ใช่รึ!”
“ทำไมคุณหนูหลินกับราชินีรัตติกาลระดับ SSS ทั้งสองคนถึงรุมล้อมกอดแขนมันปานนั้นล่ะ!”
“แล้วนั่นแม่เสือสาวตระกูลจ้าวระดับ SS ก็เดินตามต้อย ๆ หน้าแดงแจ๋อีก! ไอ้ขยะนั่นมันทำเสน่ห์ยาแฝดอันใดกันแน่!”
“ข้าทนไม่ไหวแล้ว! ข้าอยากจะเข้าไปฆ่ามันให้ตายคามือ!”
เสียงริษยาพวยพุ่ง หลีเฮงกลับแสร้งทำเป็นเดินสะดุดล้มซบเข้าหาเนินอกนุ่มของสองสาวซ้ายขวาอย่างจงใจ สองสาวรีบประคองรับตัวเขาด้วยความตระหนกทำให้ภาพลักษณ์ชวนให้หนุ่ม ๆ สติหลุดลอยพากันตบโต๊ะเตะเก้าอี้ระบายความแค้น แต้มวิบัติและกระแสพลังหึงหวงสะสมเข้าระบบอย่างต่อเนื่องทำให้หลีเฮงแอบหน้าบานในจิตใจ
ขบวนแห่สุดป่วนนำพาทั้งสี่มุ่งตรงเข้าสู่ตึกเรียนห้อง F จนกระทั่งมาถึงห้องทำงานของครูฝึก
*ปัง!*
หลีเฮงเปิดประตูห้องทำงานเข้าไป พบร่างของ **อาจารย์หลัวเจิน** ครูฝึกประจำห้อง F นอนฟุบอยู่กับโต๊ะทำงาน สภาพเมาค้างกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วห้องเหมือนเช่นเคย
“ท่านอาจารย์หลัวเจิน! ศิษย์หลีเฮงมารายงานตัวเพื่อรับภารกิจสำนักแล้วขอรับ!” หลีเฮงส่งเสียงเจื้อยแจ้วกวนประสาท
อาจารย์หลัวเจินสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมาด้วยความมึนงง ขอบตาดำคล้ำปานหมีแพนด้า พอสายตาปรับโฟกัสเห็นร่างของหลีเฮงประคองซ้ายขวาด้วยสองจักรพรรดินี SSS และเสือสาว SS ยืนอยู่เบื้องหลัง อาจารย์วัยกลางคนก็ช็อคสุดขีดลืมตาค้างจนหงายหลังตกเก้าอี้กระแทกพื้นเสียงดังโครมใหญ่จนสุราแทบสร่าง!
“โอ๊ย! เจ้า... เจ้าพวกเจ้า!” หลัวเจินรีบพยุงกายลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าพลางชี้นิ้วสั่นระริกมองคณะสตรีสุดเทพเบื้องหน้าดั่งเห็นผีกลางวันแสก ๆ “หลีเฮง! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! เหตุใดตัวท็อประดับจักรพรรดินีของสถาบันถึงได้มาล้อมหน้าล้อมหลังเจ้าเยี่ยงนี้! เจ้าไปทำเสน่ห์ยาแฝดหรือไปขโมยของดีอันใดของตระกูลพวกนางมาหรืออย่างไร!”
หลีเฮงหัวเราะร่าประสานมือเอ่ย “อาจารย์ล้อเล่นแล้ว ข้าน้อยแค่นวดบำบัดฟื้นชีพจรให้พวกนางอย่างดีเยี่ยมจนได้รับการยอมรับต่างหากเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าต้องการจะรับภารกิจสำนัก ‘ลาดตระเวนเหมืองแร่ร้างหลังเขา’ เพื่อหาทางเข้าไปสำรวจแดนลับเหมันต์อัปสร ขออาจารย์โปรดอนุมัติด้วย”
อาจารย์หลัวเจินขมวดคิ้ว แววตาสั่นระริกหายเมาค้างในชั่วพริบตา เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาวและเซ็นอนุมัติภารกิจให้พรางเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังลึกลับเข้มขึ้น “หลีเฮง... ข้าจะอนุมัติให้เจ้า ทว่าเจ้าต้องระวังตัวไว้ให้ดี... ยามนี้ที่นครหลวงกำลังมีพายุลูกใหญ่ตั้งเค้า ตระกูลฉู่โกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุดเรื่องข่าวลืออุบัติเหตุประหลาดของฉู่เฟิงที่ทำให้อัจฉริยะของพวกเขากลายเป็นขันทีเสื่อมสมรรถภาพจนกู่ไม่กลับ”
หลัวเจินหรี่ตาลงน้ำเสียงต่ำ “ข้าได้ยินสายรายงานว่า ตระกูลฉู่ได้เตรียมส่งยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่มีระดับลมปราณไม่เกินระดับปราณนักสู้อีกหลายคน บุกเข้าไปดักซุ่มสังหารเจ้าภายในแดนลับเหมันต์อัปสรเพื่อล้างแค้นและแย่งชิงแก่นอสูรเหมันต์ชิ้นนั้นตัดหน้าพวกเจ้า! พวกเขาจะลงมืออย่างไร้ความปรานี และแดนลับนั้นเต็มไปด้วยอันตรายจากค่ายกลธรรมชาติรวมถึงอสูรร้ายระดับปราณยุทธ์ที่หิวกระหาย การเดินทางครั้งนี้อันตรายกว่าทุกครั้งที่เจ้าเคยเผชิญ เจ้ายังคงยืนยันจะไปหรือไม่?”
หลีเฮงสบสายตากับหลินเสวี่ยเหยาที่แสดงความมุ่งมั่นห่วงใยมารดาอย่างลึกซึ้ง ชายหนุ่มยิ้มกว้างกวนประสาทไร้ความกลัวพลันประสานมือเอ่ยกร้าว “ขอบคุณท่านอาจารย์หลัวเจินที่แจ้งเตือนศิษย์ ทว่าข้าน้อยมี ‘เกราะป้องกันหนาพิเศษ’ ถึงสามชั้นยืนเคียงข้างเช่นนี้... ต่อให้ตระกูลฉู่ส่งอัจฉริยะมาอีกสิบคน ข้าก็ยินดีจะนวดบีบเป้าพวกมันให้ ‘จู๋เหี่ยว’ ตามฉู่เฟิงไปทั้งหมดเลย!”
อาจารย์หลัวเจินได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับกุมขมับพูดไม่ออก ส่ายหน้าเอือมระอา ปล่อยให้คณะของหลีเฮงและสามสาวเดินก้าวออกจากห้องไปเพื่อตระเตรียมตัวออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่เทือกเขาอันหนาวเหน็บหลังสำนักเพื่อทวงคืนความยุติธรรมและแก่นพลังรักษาชีวิตมารดาของเสวี่ยเหยา...
- จบบทที่ 38 -