บทที่ 3
เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนเป็องค์หญิงที่ใครๆ ก็รัก
หากจะอยู่ในโลกคู่ขนานนี้ให้ได้อย่างมีความสุขก็จำเป็ที่จะต้องทำให้ฟางเหม่ยเจินคนนี้เปลี่ยนแปลงเป็คนใหม่ คนดี ไฉไลกว่าเดิม จะต้องเรียกคืนความรักและความศรัทธากลับมาสู่องค์หญิงผู้น่ารักคนนี้ให้ได้!
เธอตั้งปณิธานมุ่งมั่นแล้วก็เริ่มวางแผนบางอย่างในใจ โดยเริ่มจากออกสำรวจความเป็อยู่ของสมาชิกทุกคนในจวน และเรียนรู้เพื่อทำความคุ้นชินกับพวกเขาเสียใหม่ แม้จะเป็บ่าวไพร่ ข้าทาสบริวารตัวเล็ก ๆแต่พวกเขาก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เธอได้รับความนิยมในจวนแห่งนี้ขึ้นมาได้
“พวกเขานอนบนเตียงไม้ที่มีเพียงเสื่อสานบางๆ ปูรองแค่นี้เหรอ?” ผู้คุมฝ่ายในแห่งจวนแม่ทัพเอ่ยถามเมื่อได้เห็นสภาพความเป็อยู่ของบ่าวในจวน ขณะที่พวกเขาก้มหมอบไปกับพื้นเรียงถัดกันไปด้วยความตื่นตระหนกในสภาพเนื้อตัวมอมแมม
“เพคะ... ทาสแรงงานพวกนี้ขอเพียงมีที่ซุกหัวนอนก็ถือว่าได้รับเมตตาจากผู้เป็นายมากแล้ว หรือว่าองค์หญิงจะให้พวกเขา... จะให้พวกเขานอนโดยไม่มีแม้แต่เสื่อปูรองหรือเพคะ?”
“จะบ้ารึไง!” หูฟางเหมยเหลือบค้อนคนข้างตัว “พวกเขาล้วนทำงานให้เราอย่างหนักก็ควรจะได้นอนดี ๆหลับพักผ่อนอย่างสนิท...”
พูดแล้วก็ให้นึกถึงตัวเอง... ถึงจะเหน็ดเหนื่อยจากงานและสภาวะแวดล้อมในเมืองใหญ่ขนาดไหน แต่ถ้ากลับถึงห้องะโขึ้นเตียงนุ่ม ๆแล้วก็พอจะทำให้ปัญหาเ่าั้มันบางลงได้อย่างอัศจรรย์
“ให้พวกเขาลุกขึ้นเถอะ เราต้องรีบกลับเรือนกันแล้ว”
“เพคะองค์หญิง”
หูฟางเหมยทบทวนพฤติกรรมของฟางเหม่ยเจินที่จำได้ แม้จะซึมซับจิตใต้สำนึกและความทรงจำของเ้าของร่างได้ แต่ถ้าเป็อุปนิสัยใจคอนั้นเรียกได้ว่าแยกกันชัดเจนทีเดียว
“นางเป็คนที่ฟุ่มเฟือยมาก” พึมพำกับตัวเองพลางสำรวจข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องอย่างละเอียด “ของพวกนี้ล้ำค่ามากใช่หรือไม่เยว่หลิง?”
“เพคะองค์หญิง เครื่องประดับและข้าวของเครื่องใช้รวมถึงอาภรณ์ของพระองค์หากไม่เป็วัตถุดิบขึ้นชื่อประจำหัวเมืองต่างๆ ในต้าสุ่ยแล้ว ก็จะต้องเป็ของนำเข้าจากต่างชาติเพคะ ผ้าฝ้ายคุณภาพพับนั้นก็มาจากชมพูทวีป” คนถูกถามเริ่มชี้ไม้ชี้มือ “ภาชนะถ้วยชามที่พระองค์ใช้ก็มาจากเปอร์เซีย เครื่องเงินเครื่องทองที่วางประดับอยู่มุมโน้นมาจากไบแซนไทน์ ส่วนในกล่องบนโต๊ะนั้นมีหยกเนื้อดีจากพม่าและยังมีไข่มุกพร้อมอัญมณีล้ำค่าอื่นๆ จากเกาะทางใต้... เอ๊ะ องค์หญิงทรงลืมไปหมดแล้วรึเพคะ?”
“น่าลืมอยู่หรอก ข้าวของตั้งมากมายใครจะไปจำได้ ข้าน่ะได้แต่ของดี ๆมาั้แ่เกิดถูกหรือไม่? ไม่ได้ใส่ใจพวกมันซะหน่อย เห็นทีเ้าต้องบันทึกลงในบัญชีทรัพย์สินให้ข้าแล้ว”
“เพคะ หม่อมฉันจะทำให้แล้วเสร็จภายในสามวัน”
“วันนี้”
“เพคะ?”
“ข้า้าเห็นทรัพย์สินทั้งหมดของตัวเองในวันนี้ ส่วน... อืม...” หูฟางเหมยหันมองไปรอบ ๆราวกับเลือกอะไรบางอย่าง แล้วจึงชี้ไปยังบางสิ่งที่วางอยู่บนแท่นหวีผมและแต่งหน้า “ข้าว่าปิ่นปักผมอันนั้นมันเชยไปหน่อย เ้าเอาไปขายแล้วเปลี่ยนเป็เงินมาให้ข้าดีกว่า”
“เพคะ?”
“เพคะ เพคะ อยู่นั่นแหละ ไม่ต้องงงแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะต้องจัดการอะไรบางอย่างซะใหม่เพื่อรีบอร์นโฉมใหม่ขององค์หญิงฟางเหม่ยเจิน ขอให้เ้ารับรู้และเข้าใจตามนี้ด้วย”
“เพคะ...?”
ถึงเยว่หลิงจะยังคงงงไม่เลิก แต่บัดนี้หูฟางเหมยรู้แล้วว่าเธอจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่นี่ได้อย่างไร ชาติที่แล้วเธอต้องอยู่อย่างเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ส่วนชาตินี้สู้อุตส่าห์มีต้นทุนที่มากกว่าใคร ๆแล้วจะไม่ยอมให้มีอะไรมาพรากชีวิตอันสมบูรณ์แบบไปจากเธอได้อีกเด็ดขาด
บ่าวไพร่กว่าหกสิบชีวิตต่างเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบเพื่อเข้ารับแจกฟูกนอนหลังใหม่ที่หนานุ่มและเสริมประสิทธิภาพในการพักผ่อนได้ดีกว่าเดิม
“อีกสองเดือนก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ข้ายังมีผ้านวมและหมอนชุดใหม่มาให้พวกเ้าอีกคนละชุดด้วย” หญิงสาวประกาศบอกทุกคนอย่างยิ้มแย้ม แต่ใบหน้าของผู้รับกลับเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน
“เอ่อ คือว่า...”
“ไม่ดีใจเหรอ?”
คนผู้น้อยพากันอ้ำอึ้งแล้วหันมองกันเลิ่กลั่ก
“พูดมาเถอะ ข้าไม่ลงโทษหรอก”
“ทรงประทานให้พวกเราแล้ว จะหักลดเบี้ยหวัดของพวกเรารึไม่เพคะ” หญิงวัยกลางคนนางหนึ่งเป็ตัวแทนถาม
“ใช่ ๆที่ทรงทำโทษพวกเราเวลานี้ก็ไม่พอส่งเสียไปที่บ้านเกิดแล้ว...” มีเสียงสนับสนุนน้อย ๆดังตามมาพอให้เข้าใจถึงเหตุผล
องค์หญิงฟางเหม่ยเจินแย้มพระสรวลกว้างอีกครั้งอย่างใจดีซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อนบนพระพักตร์ของนาง
“ข้าให้...” นางตอบเสียงนุ่ม “ให้โดยไม่มีเงื่อนไข แค่หวังเพียงว่าพวกเ้าจะได้นอนหลับอย่างมีความสุขและตื่นมาทำงานในแต่ละวันอย่างเบิกบานเช่นเดียวกัน”
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังหึ่งขึ้นมา
“ส่วนเบี้ยหวัดที่ถูกลดไปพวกนั้น ข้าจะขอยกเลิกทั้งหมด เดือนหน้าพวกเ้าจะได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนดีรึไม่?”
หลังสิ้นเสียงย้อนถามบ่าวไพร่ทุกคนก็พร้อมใจกันก้มหมอบลงไปกับพื้นอย่างสำนึกในพระมหาการุณาธิคุณที่นางได้ประทานให้อย่างเมตตา
“ขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงเมตตา ขอจงทรงพระเจริญเพคะ/พะย่ะค่ะ”
ไม่เว้นแม้แต่เยว่หลิงที่หันมองนายหญิงตัวเองด้วยตาเบิกกว้างพร้อมอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหูและสายตาด้วย
“เอ๊ะนั่น...!” หูฟางเหมยเหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังแอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ “เสิ่นฮุ่ยชิง เสิ่นฮุ่ยหรง มานี่เร็วเข้า!”
เ้าก้อนกลมสองคนที่ทำลับ ๆ ล่อ ๆต้องเผยตัวออกมาอย่างไม่มีทางเลือกเมื่อถูกจับได้ เสิ่นฮุ่ยชิงจูงมือน้องชายเข้าไปหาคนใจร้ายตามรับสั่งอย่างหวาดระแวง
หูฟางเหมยรีบปรี่เข้ามาประคองพวกเขาทั้งสองคนไว้ด้วยความเอ็นดู “ไปเล่นซนที่ไหนมา หน้าตามอมแมมเชียว” สำรวจพร้อมกับใช้ชายแขนเสื้อเช็ดคราบสกปรกออกจากใบหน้าของเด็กน้อยทั้งสองคน “หือ! ทำไมตัวเหม็นฉึ่ง พวกเ้าไม่ได้อาบน้ำกันรึ”
“ขอองค์หญิงระงับโทสะ หม่อมฉันจะพาพวกเขาสองคนออกไปเดี๋ยวนี้เพคะ” ‘ฉีลี่’ ร้องตื่นตระหนกพร้อมกระวีกระวาดเข้ามาเพื่อจะมาอุ้มเด็กทั้งสองคนออกไป
“ไม่ต้อง ๆ ข้าจะคุยกับพวกเขา”
“เอ่อ พะ เพคะองค์หญิง...” หญิงวัยห้าสิบรูปร่างท้วมจึงหยุดชะงักแล้วเหลือบมองอย่างไม่สบายใจในความสะเพร่าของตนเองที่ปล่อยให้เด็กในการดูแลออกมาเพ่นพ่าน
หูฟางเหมยจำได้ว่าฟางเหม่ยเจินสั่งให้แม่นมฉีลี่ผู้นี้ดูแลเด็กทั้งสองอย่างกระเบียดกระเสียน ให้อยู่อย่างอดอยากและสกปรกเพื่อให้พวกเขามีชีวิตไม่ต่างไปจากลูกของบ่าวไพร่ ยิ่งเป็ที่ชังของสวามีนางก็จะยิ่งทำกับลูกของเขาเช่นนี้ ดูน้ำหน้าซิว่าเขาจะมีปัญญาทำอะไรองค์หญิงผู้เป็ถึงพระขนิษฐาขององค์ฮ่องเต้แห่งต้าสุ่ยได้ แม้จะต่างพระมารดา แต่พระองค์ก็ให้ความโปรดปรานและเมตตานางประดุจน้องสาวสายเืบริสุทธิ์ก็มิปาน
“วันนี้แม่ซื้อตุ๊กตาผ้ามาฝากฮุ่ยชิงด้วยนะ” เธอว่าพร้อมกับนำของเล่นที่เก็บไว้อย่างดีออกมามอบให้ลูกเลี้ยง “และส่วนดาบไม้นี่ก็เป็ของฮุ่ยหรง เ้าจะได้ฝึกเป็แม่ทัพที่เท่ะเิเหมือนพ่อของเ้า”
เด็กชายวัยห้าขวบรับของเล่นใหม่มาถือไว้อย่างลิงโลด ขณะที่พี่สาวซึ่งดูจะมีความเป็ผู้ใหญ่กว่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น นางกังวลว่าพระมารดาเลี้ยงจะมีแผนการณ์ร้ายกาจที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่
“เ้าไม่ชอบรึฮุ่ยชิง?”
เด็กหญิงผงกศีรษะช้า ๆเป็คำตอบแต่แววตายังคงคลางแคลง
“เ้าชอบแม่ก็ดีใจ” เธอกล่าวพร้อมกับลูบเส้นผมนุ่มลื่นของเด็กน้อยทั้งสองท่ามกลางสายตาของคนอื่นๆ ในจวนซึ่งกำลังจับจ้องพฤติกรรมอันแปลกประหลาดนี้ด้วยอาการปากอ้าตาค้าง
“ส่วนท่าน...”
“เพคะองค์หญิง” คนถูกเพ่งรีบขานรับด้วยอาการลนลาน
“ต่อไปนี้จงดูแลเด็กทั้งสองคนให้ดี ให้พวกเขากินอาหารให้อิ่มหนำสำราญ ปล่อยให้เล่นอย่างสนุกสนานอย่างที่เขาปรารถนา ชำระร่างกายและแต่งตัวอย่างสะอาดสะอ้านให้สมกับเป็คุณหนูตระกูลเสิ่นของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่และเป็บุตรขององค์หญิงเช่นข้า พร้อมทั้งให้พวกเขาย้ายออกมาจากเรือนหลังจวนนั้นมาอยู่เรือนหลังเดียวกับข้า ข้าจะได้มีเวลาดูและพวกเขาให้มากขึ้น”
“พะ เพคะองค์หญิง น้อมรับพระกรุณาเพคะ หม่อมฉันจะปฏิบัติตามที่พระองค์รับสั่งอย่างเคร่งครัดเลยเพคะ” ฉีลี่ยากที่จะหักห้ามน้ำตาแห่งความปลื้มปีติออกมาได้ นางเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีวันนี้
ในฐานะคนดูแลมาั้แ่กำเนิดนางก็รักและเป็ห่วงเด็กทั้งสองคนไม่ต่างจากลูกในไส้ ชะตากรรมที่ต้องมาสูญเสียมารดาไปก็น่าเศร้าแล้วยังต้องมาถูกกลั่นแกล้งจากพระมารดาเลี้ยงนั้นน่าอดสูยิ่งกว่า
วันนี้ราวกับยกูเาออกจากอก ไม่ต้องทำในสิ่งที่ฝืนใจมานานนมอีกต่อไปแล้ว
หูฟางเหมยทอดมองเด็กน่ารักสองคนตรงหน้าแล้วให้นึกถึงตนเองที่ต้องเติบโตมาอย่างยากลำบากและไม่ได้รับการปรนนิบัติที่ดีนัก เธอเข้าใจความรู้สึกแห่งความแห้งผากนั้นดี
ถึงจะไม่เคยเป็ผู้รับมาก่อน แต่ก็จะเป็ผู้ให้เอง...